Music in Web2.0 Style

เพิ่งได้ลองใช้ last.fm เมื่อตะกี๊ รู้สึกว่าเจ๋งดี
คือมันเป็น music community ให้เราสามารถสร้าง profile ส่วนตัวได้ว่าเราชอบฟังเพลงอะไร แนวไหน วงโปรดคือใคร ประมาณนี้ แล้วมันจะสามารถแนะนำเพลงแนวๆ ที่ใกล้เคียงกับที่เราฟังให้ได้ แนะนำสมาชิกคนอื่นที่มีความชอบคล้ายๆ กันได้ โดยอาศัยข้อมูลจากเพลงที่เราฟัง

คือการใช้งานเนี่ย ก็ต้องไป download เอา plugin ของมันมาลงก่อน มีให้หลาย platform ดี ทั้ง windows, mac, linux
ที่เพิ่งมาลองใช้งานอันนี้ ก็เพราะทีแรกนึกว่ามันไม่มี plugin ให้สำหรับ Rhythmbox บน Linux แต่พอลองดูจริงๆ แล้ว ง่ายโคตร แค่ apt-get install rbscrobbler ก็ใช้งานได้แล้ว สบายกว่าใช้ windows เสียอีก

ทีนี้ไอ้เจ้า plugin เนี่ย ถ้าเราฟังเพลงอะไร มันจะส่งข้อมูลไปบอก server ของมันว่า user คนนี้ กำลังฟังเพลงนี้อยู่นะ แล้วมันก็เอาไปจัดเก็บไว้ ทำเป็น profile ของเรา บอกหมดว่าฟังเพลงอะไรไปบ้าง บ่อยแค่ไหน ซึ่งข้อมูลพวกนี้แหละ ที่เป็นเครื่องมือในการใช้แนะนำเพลงที่เราอาจจะสนใจ หรือแนะนำสมาชิกคนอื่นที่ฟังเพลงแนวเดียวกัน
ประโยชน์อย่างอื่นของวิธีการเก็บข้อมูลลักษณะนี้ก็เช่น สมมุติว่าวันนึงเกิดอยากจะฟังเพลงของวง The Postal Service แต่ไม่รู้จะเริ่มจากไหน ก็เข้าไปในหน้าของวง จะมีจัดอันดับให้เรียบร้อยเลยว่าวงนี้ออกอัลบัมอะไรมาบ้าง และเพลงไหนที่คนนิยมฟังเรียงลำดับให้เลย ทำให้เลือกทดลองฟังได้สะดวกดี

เท่าที่สังเกต คนฟังเพลงในเวบนี้รสนิยมจะโอนเอียงไปทางพวก rock + indie ซะเยอะ

นอกจากนี้ก็มีระบบการให้ข้อมูลด้วยการแปะ tag คือเราสามารถแปะ tag ให้กับเพลง หรือศิลปินได้ เช่น แปะ tag ว่า “rock” ให้กับ Radiohead อะไรงี้ เป็นการจัดแบ่งหมวดหมู่แบบใช้ social network แบบเดียวกับเวบยุคใหม่หลายๆ เวบ เช่น Flickr, Google Base, del.icio.us

Trend ของเวบสมัยนี้กำลังไปทาง social network กันหมด
น่าสงสัยว่า เวบสัญชาติไทยจะไม่ทำอะไรเปลี่ยนแปลงกันบ้างหรือ ?

Inkscape

พยายามวาดกราฟใส่ใน thesis proposal ด้วย the GIMP รู้สึกตัวว่ากำลังทำผิดอยู่ เพราะว่า GIMP มันเป็นโปรแกรมจัดการภาพแบบ Raster เอามาวาดเส้นตรงๆ โค้งๆ ไม่เหมาะเลย

นึกถึง Adobe Illustrator ขึ้นมาตะหงิดๆ
เคยได้ยินมาว่า ใน linux ก็มีโปรแกรมประเภท vector drawing อย่าง Inkscape ไว้ใช้แทนกันได้

ว่าแล้วก็ apt-get install inkscape เสียเลย

หลังจากลองใช้ดู feature อาจจะไม่มากมายขนาด illustrator การใช้งานแรกๆ ยังไม่ค่อยคุ้นมือ งงกับเครื่องมือต่างๆ พอสมควร แต่ลองเล่นดูซักชั่วโมงนึงก็พอจะเข้าใจมากขึ้น
วาดกราฟ ใส่ตัวหนังสือ ได้ตามต้องการ เวลา save ใช้ฟอร์แมตเป็น SVG เสียด้วย เจ๋งดี
เสร็จเรียบร้อย export ออกมาเป็น PNG แปะใส่ OpenOffice.org Writer ได้เนียนๆ

HP4

ทำตัวตามกระแสด้วยการไปดู Harry Potter ภาค 4 ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายที่ได้อ่านหนังสือ หลังจากนั้นหนังสือมันหนาและแพงจนขี้เกียจ(ซื้อ)อ่าน
รู้มาก่อนว่าภาคนี้กำกับโดย Mike Newell ที่เคยผ่านงานหนังรักซึ้งอย่าง Four Weddings and a Funeral มาแล้ว ก็น่าจะเอาตัวรอดได้ ไม่ทำออกมาห่วยอย่างสองภาคแรกที่ Chris Columbus ทำเละไว้

ความรู้สึกหลังดูจบ

  • Mike Newell สอบผ่าน ทำหนังได้สนุกไม่แพ้ Alfonso Cuaron
  • หนังตัดต่อฉับๆ เดินเรื่องแบบไม่ให้พักหายใจเลย จนบางช็อตก็เร็วจนตามไม่ทัน
  • Jonny Greenwood กับ Phil Selway แห่งวง Radiohead ไปโผล่เป็นนักดนตรีในหนังด้วย แต่มันโผล่กี่วินาทีกันเนี่ย ดูไม่ทัน
  • ทำไมหนังมันมืดๆ ไม่รู้ว่าเป็นที่หนังเองหรือว่าเป็นที่โรงฉาย
  • ผลจากข้อที่แล้ว ทำให้เห็นหน้า Ralph Fiennes ไม่ถนัด
  • แฮร์รี ยิ่งโตก็ยิ่งหน้าตาเหมือน โฟรโด เข้าไปทุกที
  • โช แชง ไม่เลวร้ายเหมือนอย่างที่พูดกันไว้ทีแรก แต่ก็ไม่น่ารักอย่างที่คิดไว้ตอนอ่านหนังสือ
  • เฮอร์ไมโอนี น่ารัก

Naming confusion

ทำไมเราถึงเรียก USB Flash drive กันว่า Thumb drive ?
กรณีนี้น่าจะคล้ายๆ กับว่า ทำไมเราเรียก ผงซักฟอก กันว่า แฟ้บ
เพราะยี่ห้อแรกๆ ของ USB flash drive ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นของ iomega ทำออกมาในชื่อทางการค้าว่า Thumb drive นี่แหละ

ฟังดูก็รู้ว่ามันไม่ค่อยถูก แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก
แต่ชื่อที่ฟังแล้วหงุดหงิดก็คือ Floppy drive, Disk drive เนี่ย ทำไมเค้าชอบเรียกกันจังว่า “ไดรฟ์ เอ”
เพราะว่า Floppy drive ของคนส่วนใหญ่ถูก mount ไว้ที่ A:/ หละมั้ง
คิดไปถึงสมัยอยู่ ม.ต้น เครื่องคอมที่โรงเรียนจะมี floppy drive ขนาด 3.5″ เหมือนกัน แต่มันตั้งไว้เป็น “ไดรฟ์ บี” นะ
ส่วน “ไดรฟ์ ซี” เนี่ย ส่วนใหญ่ก็หมายถึง harddisk อันนี้ได้ยินมานานแล้ว

พอมาตอนนี้ได้ยินแบบนี้แล้วมันออกจะหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย เพราะ harddisk ผมมันไม่ได้มี label แปะไว้ว่า C:/ อีกต่อไปแล้ว แต่มันมีชื่อเท่ๆ กว่าว่า /dev/hda ต่างหาก ส่วน disk drive ก็มีชื่อว่า /dev/fd0

Filesystem ที่มันมี root ที่เดียว เท่กว่าพวกแบ่งเป็น A, B, C ตั้งเยอะ

7 Things about NANA

7 ความรู้สึกหลังดู NANA ฉบับหนังโรง

  1. หนังดังใช้ได้ ตั๋วรอบสี่โมงครึ่งเหลือแค่สามแถวหน้า ตั้งแต่ตอนบ่ายสอง
  2. เป็นหนังที่เก็บรายละเอียดในการ์ตูนได้เยอะมากๆ หยั่งกะถอดแบบมาจากในการ์ตูน ทั้งประโยคเด็ด เครื่องแต่งกาย ฉาก ขนาดพวกเครื่องประดับก็ยังใช้ Vivienne Westwood เหมือนในการ์ตูนเลย
  3. นานะ (มิกะ นาคาชิมา) ดูดุและหัวเถิกกว่าที่คิด ส่วนฮาจิ ไม่ผิดจากที่คิดเท่าไหร่
  4. ตัวละครที่คิดว่าไม่เหมือนในการ์ตูนที่สุดคือ เรน - อ้วน และไม่หล่อ คนละเรื่องกับในหนังสือเลย ตัวละครที่คิดว่าเหมือนที่สุดคือ ยาสุ ดูขรึมๆ ดี
  5. Black Stones วงของนานะ มันเล่นพังค์ไม่ใช่เรอะ ? ทำไมในหนังมันออกมายังกะเพลง L’Arc~en~Ciel (แต่ก็เพราะดีนะ)
  6. Reira น่ารัก ซาจิโกะก็น่ารัก
  7. อยากอ่านเล่ม 11 เมื่อไหร่จะออกเนี่ย