Book Fair April 2016

สรุปความเสียหายจากงานสัปดาห์หนังสือปี 2016

Books from Book Fair

  • ทำไมไทเป – น้ำส้ม / Bun Books
  • OK Go Tokyo 2 – พยูณ วรชนะนันท์ + ภาคภูมิ ลมูลพันธ์ / Sunday Afternoon
  • ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง – ภาณุ ตรัยเวช / มติชน
  • The Selfish Gene ยีนเห็นแก่ตัว – Richard Dawkins เขียน + รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ แปล / มติชน

รวมค่าเสียหาย 1,044 บาท

จริงๆ แล้วงานหนังสือคราวนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปเท่าไหร่ แต่พอดีมีธุระในเมืองเลยมีเวลาแวะไปวันสุดท้ายช่วงค่ำ ก่อนเค้าเก็บบูธกันเลย มีเวลาเดินประมาณชั่วโมงเดียวก็ได้มาประมาณนี้แหละ

หลังๆ นี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเดินหาซื้อหนังสือมากเท่าเมื่อก่อน ถ้ามีเล่มที่อยากอ่านก็มักจะจดเอาไว้ รวมให้ได้ 3-4 เล่มแล้วค่อยสั่งออนไลน์เอา สะดวกกว่า

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ถ้าพูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีโลก ก่อนยุค Google/Apple ครองเมืองอย่างในปัจจุบันนี้ Microsoft เป็นบริษัทที่เคยทรงอิทธิพลอย่างมากโดยเฉพาะในวงการ PC จนกระทั่งโลกไอทีหมุนไปทางอินเทอร์เน็ตและ Mobile Device ที่ Microsoft รับมือได้ไม่ดีนัก จนเพลี่ยงพล้ำเสียตลาดไปให้เจ้าอื่นอย่างที่เรารู้กัน แต่ถึงอย่างนั้น Microsoft ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ซุ่มสร้างนวัตกรรมเฝ้ารอวันกลับมาผงาดอีกครั้ง (จะทำได้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผมได้จับพลัดจับผลูต้องไปธุระเรื่องงานที่ Seattle ราวๆ อาทิตย์นึง ระหว่างที่อยู่โน่นพอมีวันว่างนิดหน่อย ก็เลยหาโอกาสไปแวะชมสำนักงานของ Microsoft ที่เปิดให้คนทั่วไปแวะเข้ามาเยี่ยมชมได้

สำนักงานของ Microsoft ในรัฐ Seattle นี่เป็นสาขาใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตเมือง Redmond ต้องนั่งรถออกจากตัว Downtown Seattle ไปพักใหญ (เวลาในวงการไอทีเรียก Microsoft ด้วยชื่อเล่น ก็มักจะเรียกว่า “Redmond” ตามชื่อเมืองนี่แหละ)

การเดินทางจากตัวเมือง Seattle ไปสำนักงาน Microsoft สำหรับคนไม่มีรถที่ง่ายสุดก็คือนั่งรถเมล์ มีหลายสายให้เลือก เปิดดูจาก Google Maps ได้เลย (หรือจะใช้ Bing Maps ก็น่าจะได้เหมือนกัน) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

เส้นทางจาก Downtown Seattle ไป Microsoft HQ

ลงจากรถเมล์แล้วก็มองหาตึกหมายเลข 92 ไว้

Microsoft Visitor Center

บริเวณสำนักงานใหญ่ของ Microsoft ประกอบด้วยตึกมากมายหลายตึก บรรยากาศคล้ายๆ เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมืองนอก

Geek Xing

เดินมาจนถึงทางเข้าของตึก Visitor Center ก็จะเจอกับป้ายบริษัท Microsoft ชักชวนให้เข้าไปถ่ายรูปด้วย

Microsoft

ตึกหน้าตาแบบนี้ ถ้าหันหลังกลับไปจะเป็นลานจอดรถ

Microsoft Visitor Center

เดินเข้าไปในตัวตึก ตรงล็อบบี้มีโมเดลจาก Halo ขนาดเท่าคนจริงตั้งอยู่

Microsoft Visitor Center

เดินผ่านโมเดล Halo ไปแล้วจะเจอ Microsoft Company Store ที่ขายของสารพัดอย่าง

Microsoft Company Store

ฝั่งตรงข้ามของ Company Store ก็คือ Visitor Center ตรงทางเข้าจะมีพนักงานต้อนรับให้ลงทะเบียนก่อนเข้า หลังจากนั้นก็เดินเข้ามาดูได้เลย (ฟรี!)

Microsoft Visitor Center

ส่วนแรกที่เจอจะเป็นพัฒนาการของ Microsoft ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

Microsoft Visitor Center

รวมพนักงานยุคก่อตั้งพร้อมลายเซ็น กำแพงด้านหลังจะมีประวัติให้อ่านรายคน (คนซ้ายล่างหน้าตาคุ้นๆ มั้ย)

Microsoft Visitor Center

Altair 8800 คอมพิวเตอร์ยุคโบราณ

Altair 8800

ต่อจากส่วนที่เป็นประวัติก็จะเป็น Microsoft ในยุคปัจจุบัน มีการแสดงสินค้าและนวัตกรรมในกลุ่มต่างๆ เช่นโซน PC ทีจัดแสดง PC จากผู้ผลิตหลายๆ ค่าย

Microsoft Visitor Center

โซน Windows Phone ที่เงียบเหงาและไม่มีใครสนใจ

Microsoft Visitor Center

แท็บเล็ต Lenovo Yoga สักรุ่นนึง ขนาดใหญ่มาก

Microsoft Visitor Center

โซน Wearables ก็จะมี Microsoft Band ให้ลองเล่น

Microsoft Visitor Center

Surface มีให้ลองเล่นทั้งรุ่น 3 และ 4

Microsoft Visitor Center

ของที่น่าสนใจจริงๆ คือ Surface Book ที่หาเล่นที่อื่นไม่ค่อยได้ ที่นี่มีตัวจริงให้จับ วัสดุดูดี สวยเนี้ยบมาก

Microsoft Visitor Center

ถอดจอออกมาเล่นได้อย่างในโฆษณา ตัวล็อคจอกับคีย์บอร์ดก็ทำได้แข็งแรงดี ดูพรีเมียม

Microsoft Visitor Center

ต่อมาเป็นโซน Xbox มีเด็กๆ นั่งเล่นเกมกันอยู่เยอะมาก

Microsoft Visitor Center

ส่วนเด็กผู้หญิงก็มาเล่นเกมเต้นที่ใช้ Kinect กัน

Microsoft Visitor Center

ของเล่นจาก Microsoft ที่อยากเล่นที่สุด แต่ไม่มีให้เล่นก็คือ HoloLens แว่น Augmented Reality ที่เปิดตัวไปพักใหญ่แล้ว (แต่ยังไม่วางขายสักที) มีแค่ตัวโชว์อยู่ในตู้กระจก

Microsoft Visitor Center

Microsoft Visitor Center

แถวๆ HoloLens มีของเล่นอื่นโชว์ ก็เป็นพวกงานวิจัยด้าน AI + Image Recognition ของ Microsoft เช่น เดาอายุจากใบหน้าของเรา หรือเกมแต่งตัวที่ให้เราไปยืนเป็นแบบแล้วใช้ hand gesture เลือกหยิบเสื้อผ้าแบบต่างๆ มาใส่

Microsoft Visitor Center

อีกโซนนึงที่ร้างไร้ผู้คนก็คือ App Showcase ของ Windows Store ที่ไม่ค่อยจะมี App ดีๆ เหมือนอย่างชาวบ้านเค้า

Microsoft Visitor Center

Skype เป็นบริการที่พอจะเชิดหน้าชูตาของ Microsoft ได้บ้าง

Microsoft Visitor Center

สรุปส่วน Microsoft Visitor Center นี่ก็ไม่ใหญ่มาก เดินเร็วๆ 15 นาทีก็หมดละ (ดูในรูปพาโนรามาด้านล่างได้) ถ้าเป็นคนไอทีที่ตามข่าวอยู่ตลอดอยู่แล้วก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

Microsoft Visitor Center

Visitor Center ปกติจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลาที่แน่นอนควรตรวจสอบจาก Official website อีกทีเพื่อความชัวร์

เดินออกมาจาก Visitor Center ก็จะกลับมาเจอ Company Store อีกรอบนึง ด้านในมีสินค้าสารพัดแปะแบรนด์ Microsoft วางขาย สำหรับที่นี่ ใครๆ ก็สามารถเดินเข้ามาซื้อของได้เลย ต่างจาก Company Store ของ Google ที่ต้องให้พนักงานพาเข้าไปซื้อ

Microsoft Company Store

สินค้าหลักที่ขายในนี้ส่วนใหญ่คือเสื้อ มีทั้งเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว เสื้อแจ๊กเก็ต เสื้อเด็ก เสื้อกีฬา ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นลาย Windows, Office, Xbox

Microsoft Company Store

ลาย Windows Logo 4 ยุค ราคา 12.50 USD (ยังไม่รวมภาษี)

Microsoft Company Store

Microsoft Company Store

เนื่องจาก Xbox เป็นสปอนเซอร์ของทีมฟุตบอล Seattle Sounders ก็จะมีเสื้อทีมวางขายในร้านด้วย

Microsoft Company Store

สายคล้องคอสำหรับพนักงานออฟฟิศ

Microsoft Company Store

แก้วน้ำมีลายให้เลือกเยอะมาก แต่พอพลิกดูดัน Made in Thailand ซะงั้น

Microsoft Company Store

กระติกน้ำหลากสีหลายแบบหลายราคา

Microsoft Company Store

แบตสำรอง USB-Hub สายชาร์จ ลำโพง ฯลฯ

Microsoft Company Store

Power Bank ลาย Windows สำหรับแฟนตัวจริง

Microsoft Company Store

สมุดโน้ต ไดอารี Post-It ฯลฯ

Microsoft Company Store

สินค้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีหมวก ร่ม ขนม ของกิน ของเล่น ไปจนกระทั่งลิปมัน! เรียกว่ามาแล้วยังไงก็น่าจะมีของติดมือกลับบ้านมาบ้าง

เลือกเสร็จแล้วก็เข้าแถวไปจ่ายตังค์ได้

Microsoft Company Store

สำหรับคนที่มีเวลาเหลือ สามารถเดินเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆ campus ของ Microsoft ได้ ลองสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านหน้า Visitor Center ดู เค้าจะให้แผนที่แนะนำเส้นทางมาเลยว่าถ้าอยากเดินไกลให้ไปทางไหน ถ้าเดินไม่เยอะให้ไปทางไหน ถ่ายรูปได้ตามมารยาท (คือถ่ายวิว ถ่ายตึกได้ แต่ถ่ายคน หรือถ่ายทะลุกระจกเข้าไปในตึกอาจจะไม่เหมาะ)

Microsoft Campus

Microsoft Campus

บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ต้นไม้เยอะ เดินได้สบายๆ แต่ในระหว่างเดินก็เห็นมี shuttle car รับส่งระหว่างโซนวิ่งอยู่เหมือนกัน อาจจะมีไว้สำหรับพนักงานที่เร่งรีบ เพราะถ้าเดินจริงๆ ให้รอบ campus ก็กินระยะทางทั้งหมดราวๆ 5 ไมล์ (8 กิโลเมตร)

Microsoft Campus

มีสนามบอลให้เล่น

Microsoft Campus

มีโซนที่หน้าตาคล้ายๆ community mall บ้านเรา จะเป็น common area มีร้านอาหาร ร้านมือถือ ร้านจักรยาน ฯลฯ

Microsoft Campus

เทียบกับ Campus ของ Google ที่ Mountain View แล้วที่นี่จะให้บรรยากาศที่ relax กว่า แต่ไม่ขี้เล่น เข้ากับ theme ของ Microsoft ในปัจจุบันที่พยายามเป็นมิตรกับผู้ใช้ แต่ก็ไม่ถึงกับ playful

ถ้าใครมีโอกาสมา Seattle แล้วมีเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง ก็แนะนำให้ลองมาดูกันสักครั้งครับ

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

หลังจากที่มีผลงานออกมา 13 ซิงเกิ้ลกับอีก 1 อัลบั้ม Nogizaka46 ก็ได้โอกาสออกแผ่นรวม MV มาให้แฟนๆ ได้ดูกันสักที โดยตั้งชื่อ box นี้ว่า Nogizaka46 All MV Collection 「あの時の彼女たち」 (ช่วงเวลาของเหล่าเด็กสาว)

ปกติถ้าซื้อซิงเกิ้ล Type A/B/C ก็จะมีแผ่น DVD ที่เป็น MV ของซิงเกิ้ลนั้นๆ แถมมาให้อยู่แล้ว แต่ความละเอียดมันก็เป็นแค่ 480p ถ้าจะซื้อ box นี้แบบ DVD ก็คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ดังนั้นก็เลยจัดแบบ Blu-ray มาเลยดีกว่า

Nogizaka46 All MV Collection

เวอร์ชันที่จัดมาเป็นแบบ 4 แผ่น โดยที่ 3 แผ่นแรกจะเป็นรวม MV ทั้งหมด 54 MV เรียงมาตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก + MV ใหม่อีก 3 เพลง และแผ่นสุดท้ายเป็นเบื้องหลัง

Amazon

ราคาเต็ม 12,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 8,879 เยน

Nogizaka46 All MV Collection

กล่องภายนอกหน้าตาแบบนี้

Nogizaka46 All MV Collection

ภายในเป็นกล่องใส่แผ่นกับ booklet อีกเล่มนึง

Nogizaka46 All MV Collection

ใน booklet ก็สวยดี แต่รูปนานาเสะเยอะข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นมาก

Nogizaka46 All MV Collection

ภาพจากตอน Oide Shampoo

Nogizaka46 All MV Collection

เปิดกล่องใส่แผ่นออกมาก็จะมีรูปสุ่มให้ 1 รูป เป็นภาพจากใน MV น่ะแหละ แล้วก็บัตรเข้าร่วม event (ที่ญี่ปุ่น) อีก 1 ใบ

Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 1 + 2

Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 3 + 4

เทียบกับ Documentary ที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เหมือนรวม MV อันนี้จะทำ packaging ออกมาดีกว่านิดนึง กล่องใส่แผ่นดูเป็นพลาสติกคุณภาพดีกว่า แต่ของแถมสู้ไม่ได้

สำหรับภาพและเสียงก็คมชัดสมกับเป็น Blu-ray เพลงที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ มีแสงวูบวาบอย่าง Seifuku no Mannequin ก็ยังภาพคมกริบ ไม่มี artifact แตกๆ ให้เห็นอย่างคลิป bitrate ต่ำที่มีอยู่บนเน็ต หรือเพลงที่ย้อมสีเป็นเรโทรอย่าง Tachinaorichuu ก็ดูดีกว่าเวอร์ชัน DVD มาก

ถึงแม้บางครั้งอาจจะแอบอิจฉาวงอื่นบางวงที่มี MV ให้ดูกันฟรีๆ บน YouTube แถมความละเอียดมีตั้งแต่ FullHD ไปจนถึง 4K แต่สำหรับแฟน Nogizaka46 แล้ว Blu-ray box นี้ไม่ควรพลาดจริงๆ

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

หนังสารคดี 「悲しみの忘れ方」 Documentary of 乃木坂46 เข้าโรงไปเมื่อช่วงกลางๆ ปี ตอนนี้มีแผ่นออกมาแล้ว งวดนี้โซนี่มิวสิคไม่ทำให้แฟนๆ ต้องรอข้ามปีเหมือนอย่างแผ่นคอนเสิร์ต

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

เวอร์ชันที่ซื้อมาเป็นแบบบลูเรย์ Complete Box 4 แผ่น ปกเป็นคอสตูมจาก Oide Shampoo ซิงเกิ้ลที่สองของวง

Amazon

ราคาเต็ม 13,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 10,052 เยน

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ในกล่องประกอบด้วยกล่องใส่แผ่นบลูเรย์และ booklet อีกเล่มนึง

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

กล่องใส่แผ่นเป็นพลาสติกขาวๆ ธรรมดา น่าจะทำได้สมราคากว่านี้สักหน่อย

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ภายในกล่องบรรจุ 4 แผ่น เป็นตัวหนังสารคดีแผ่นนึง ที่เหลือเป็นฟุตเตจ, deleted scene, คอมเมนต์ ฯลฯ

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

รูปแถม 5 ใบได้ มายะ, ฮจจัง, มิเรีย, มาริกะ, ไมยัง

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ข้างใน booklet มีรวมภาพเมมเบอร์แต่ละคน, ภาพเก็บตกจาก event นิดหน่อย, Special Talk กับกัปตันเรย์กะ แล้วก็ timeline รวมเหตุการณ์ต่างๆ ของวงตั้งแต่เริ่มออดิชั่น

ส่วนเรื่องฟีเจอร์ภาพและเสียงยังไม่ได้ทดสอบ ต้องไปหาเครื่องเล่นบลูเรย์มาใช้ก่อน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (หลายเดือนแล้ว) ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นและแวะไปสักการะศาลเจ้าโนกิที่โตเกียวมาครับ

ศาลเจ้าโนกิ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในย่านโนกิซากะ (Nogizaka – 乃木坂) คำว่า “ซากะ (坂)” ในชื่อย่านแปลว่า เนิน, ทางลาด ซึ่งก็ตรงกับลักษณะแถบนั้นที่เป็นเนินหลายเนินอยู่ นอกจากโนกิซากะแล้วก็ยังมีโทริอิซากะแล้วก็อาคาซากะด้วย

การเดินทางมาก็ไม่ลำบาก มีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro สาย Chiyoda วิ่งผ่าน ลงที่สถานี Nogizaka ได้เลย จุดสำคัญคือต้องออกประตู 1 ไม่งั้นเดินไกลมาก

ความสำคัญของศาลเจ้าโนกิและย่านโนกิซากะก็คือ เป็นบ้านเกิดของวง Nogizaka46 นั่นเอง

ถ้าเทียบกับไอดอลคู่แข่งอย่าง AKB48 แล้ว Nogizaka46 เป็นวงที่ไม่มีสถานที่ประจำสำหรับแสดงสดแบบเดียวกับที่ AKB48 มีฐานที่มั่นอยู่ที่อากิฮาบาระ แต่ชื่อ Nogizaka ในชื่อวงมีที่มาจากตึก SME Nogizaka Building ของ Sony Music Entertainment สถานที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงซึ่งตั้งอยู่แถวนี้

นอกจากนี้แล้ว Toumei na Iro (透明な色) อัลบั้มแรกของวง ยังใช้ภาพบรรยากาศรอบๆ ศาลเจ้าโนกิประกอบภาพเมมเบอร์ใน booklet ของอัลบั้มด้วย

วันนี้นอกจากจะมาศาลเจ้าโนกิแล้ว ก็ตามมาดูสถานที่จริงใน booklet ด้วยอีกหนึ่งอย่าง

Nogizaka station

ทางออกสถานี Nogizaka

Nogizaka station

สถานีโนกิซากะ อยู่ระหว่างสถานี Omotesando ถนนสายแฟชั่นกับสถานี Akasaka ที่เป็นย่านหรูดูมีอันจะกินหน่อย

Nogizaka station

สถานีเล็กๆ ธรรมดาๆ มีแค่ 2 ชานชาลาเท่านั้น

Nogizaka station

อีกชานชาลาหนึ่ง

Nogizaka46

เทียบกับภาพจาก booklet

Matsui Rena

เรนะซัง นักเรียนแลกเปลี่ยน (ณ ขณะนั้น)

Suzuki Ayane

อาจัง

Ikuta Erika

คุณหนูเอริกะ

นอกจากในสถานีแล้ว ใน booklet ยังมีภาพจากบริเวณรอบๆ ด้วย

Hatanaka Seira

เซย์ตัน

Wada Maaya

มายะ

Sakurai Reika

กัปตันเรย์กะ

Saito Asuka

อาชุ

Nishino Nanase

นาจัง อยู่หน้าทางเข้าศาลเจ้าโนกิเลย

Ito Marika

มาริกะ

เดินถ่ายรูปรอบนอกได้สักพัก ก็ได้เวลาเข้าไปชมบรรยากาศในศาลเจ้า

Nogi Shrine

ศาลเจ้าดูเงียบๆ ไม่ค่อยจะมีคน

Nogi Shrine

ด้านในศาลเจ้า

ถึงแม้ว่าวง Nogizaka46 จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาลเจ้านี้เลยนอกจากมาถ่าย booklet ในอัลบั้ม แล้วก็มีเมมเบอร์มาเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะตอนปีใหม่ แต่ด้วยการที่มีชื่อพ้องกับชื่อวง ทำให้เหล่าแฟนๆ มักจะแวะเวียนมาที่ศาลเจ้านี้กัน

Nogi Shrine

แผ่นป้ายขอพรก็มีเขียนเรื่องเกี่ยวกับวง

Nogi Shrine

แผ่นป้ายวาดรูปโดอิยะซัง มาสค็อตของเมมเบอร์คนหนึ่งในวงก็มี

ถ้ามาแล้วเจอคนหน้าตาไม่น่าเข้าศาลเจ้า แต่มีพร็อพสีม่วงๆ ติดตัว ให้เดาไว้ก่อนว่าเป็นแฟนไอดอล

Shiraishi Mai

ไมยัง

Kitano Hinako

คีจัง

Wakatsuki Yumi

ยูมิ

Hoshino Minami

มิจัง

Eto Misa

มิสะเซ็มไป

ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าบ้าง

Higuchi Hina

ฮินะจิมะ สังเกตว่าตึกซ้ายมือนี่คือตึก SME Nogizaka ของ Sony

SME Nogizaka Building

ที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงก็อยู่ที่ตึกนี้แหละ

Terada Ranze

รันรัน

Yamazaki Rena

เรนะจิ

ที่จริงแล้วยังมีรูปของเมมเบอร์คนอื่นใน booklet อีก แต่ดูไม่ออกว่าไปถ่ายกับวิวแถวไหน ก็เลยเก็บภาพมาได้เท่านี้

ก่อนหน้าที่จะไปประมาณเดือนนึง ทางวงก็ร่วมมือกับ Tokyo Metro จัดแสดงภาพโปสเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคนพร้อมลายเซ็นไว้ในทางเดินของสถานี Nogizaka นี่ด้วย เสียดายว่าตอนที่ไปนี่เค้าเก็บไปหมดแล้ว ภาพบรรยากาศดูได้จาก blog ของกิฟุโตะซัง

สำหรับแฟนๆ ของวง ถ้ามีโอกาส ก็ควรไปสักการะที่นี่ให้ได้สักครั้งครับ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อันนี้ดองไว้ข้ามปี ว่าจะเขียนนานละแต่ไม่ได้เขียนสักที เห็นช่วงหลังๆ มีคนเขียนรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก แต่เส้นทางนี้ยังไม่ค่อยเห็นมีคนพูดถึงกันสักเท่าไหร่

ช่วงที่ไปทริปที่นาโงย่าเมื่อปี 2014 ได้มีโอกาสไป หลงป่า เดินป่าแถวนั้น ตามเส้นทางสาย Nakasendo ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างเกียวโตและโตเกียวมาตั้งแต่ยุคเอโดะ ปัจจุบันก็ไม่ได้ใช้แล้ว แต่เส้นทางที่อยู่ในแถบนาโงย่า/กิฟุ ช่วง Kiso Valley ยังอยู่ในสภาพดีสามารถเดินเท้าได้

เส้นทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคือช่วงระหว่างเมือง Magome และ Tsumago มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เดินชิลๆ ก็ประมาณ 4 ชม.ถึง จะตั้งต้นจากเมืองไหนก็ได้ที่สะดวก ของผมมาจากนาโงย่า ไปตั้งต้นจาก Magome จะสะดวกกว่า การเดินทางก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Nakatsugawa แล้วต่อรถบัสไปอีก 30 นาที

View from the train

วิวข้างทางก็มีแต่ภูเขาและทุ่งนา

ทริปนี้ผมฝากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานีนาโงย่า เอาข้าวของติดมาแค่สำหรับพักค้างคืนที่ Tsumago คืนเดียว ตอนที่เดินป่าจะได้ไม่ลำบากแบกของหนักเกินความจำเป็น

ปากทาง Magome

ถึงปากทาง Magome แล้ว มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ตรงที่จอดรถก็มีรถบัสของทัวร์มาจอดหลายคันอยู่

Magome เป็นเมืองเก่า บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็ยังคงสภาพภายนอกแบบดั้งเดิมไว้ หลายๆ หลังก็เปิดชั้นล่างขายของบ้าง ทำร้านอาหารบ้าง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

Magome

ทางเดินในเมืองปูหินสวยงาม

Magome

กังหันแลนด์มาร์คที่ใครๆ ก็มาถ่ายรูป เข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็เหมือนจะใช้งานได้จริงนะ

Magome

Magome

มีจุดแวะพักให้นักท่องเที่ยวแบบเนียนๆ มีห้องน้ำ ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ แผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยว WiFi ฟรี

Magome

กลุ่มเด็กวิ่งไล่จับแมลงในฤดูร้อนอย่างที่เคยอ่านเจอในการ์ตูนก็มีให้เห็น

Magome

พอเดินทะลุหมู่บ้าน Magome มาแล้วก็จะเจอป้ายใหญ่ๆ ที่ดูเก่าแก่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้บ้าง

Magome

มีจุดแวะพักให้ชมวิวของหุบเขา Kiso ถ้าแดดร่มลมตกก็คงสวย แต่ตอนที่ไปถึงเป็นตอนเที่ยงพอดี แดดหน้าร้อนญี่ปุ่นเผาแรงมาก

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

จากจุดแวะพักก็เริ่มเดินตามป้ายบอกทางได้เลย ระยะทางอีก 7.6 กิโลเมตรถึง Tsumago

Magome

ทางเดินทำไว้ค่อนข้างดี เดินง่าย ไม่มีเข้ารกเข้าพง มีขึ้นลงเนินบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเส้นทางนี้ก็คือ…

Magome-Tsumago

มันมีป้ายบอกให้ระวังหมีด้วย! ตอนเดินก็มองซ้ายมองขวาให้ดีนิดนึง

Magome-Tsumago

ระหว่างทางจะมีระฆังแบบในรูปอยู่เป็นระยะๆ ประมาณกิโลละจุดได้ ประมาณว่าถ้าสั่นระฆังแรงๆ หมีจะตกใจกลัวหนีไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือเปล่า

เส้นทาง Nakasendo นี้ไม่ได้ตัดผ่านป่าอย่างเดียว แต่บางจุดก็ผ่านชุมชนหรือตัดกับถนนใหญ่บ้างก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางเดินในป่าน่ะแหละ

Magome-Tsumago

เดินดุ่มๆ ในป่าไม่นานก็ทะลุออกมาเจอท้องนาและบ้านคน

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

จุดตัดถนนใหญ่ เจอแก๊งค์จักรยานมาแวะพักข้างทาง

Magome-Tsumago

อันนี้อะไรไม่รู้ เดินทั้งเส้นทางก็ไม่เจอน้ำแข็งสักก้อนนะ

Magome-Tsumago

เส้นทางช่วงที่เดินในป่ามีต้นไม้ขึ้นเยอะ ป้องกันแดดบ่ายได้อย่างดี ช่วยให้เดินสบายขึ้นเยอะ

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

มีลำธารและน้ำตกเล็กๆ ระหว่างทาง

Magome-Tsumago

ห้องน้ำเผื่อใครปวดกลางทาง

ตอนที่เดินๆ อยู่ก็มีสวนกับคนที่เดินป่ามาจากอีกทางนึงบ้างประปราย มีทั้งฝรั่งต่างชาติแล้วก็ลุงๆ ป้าๆ คนญี่ปุ่น

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

ในที่สุดก็มาถึง Tsumago แล้ว หมู่บ้านหน้าตาคล้ายๆ กับที่ Magome แต่เงียบสงบกว่ามาก

Magome-Tsumago

ศาลเจ้าปากทาง

Magome-Tsumago

นักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ Magome มากกกก

Magome-Tsumago

ในตัวหมู่บ้านจะมีบ้านเก่า หรือคฤหาสน์เก่า เปิดให้เข้าไปดูได้ บางที่ก็ฟรี บางที่ก็เสียตังค์

Magome-Tsumago

แมวอ้วน

Magome-Tsumago

ผมไปถึงที่ Tsumago ราวๆ สี่โมงเย็น รวมเวลาเดินๆ พักๆ ระหว่างทางทั้งหมดก็ 4 ชม.

เดินถ่ายรูปในตัวหมู่บ้านจนพอใจแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก

Magome-Tsumago

ผมใช้บริการจองห้องพักของเว็บ japaneseguesthouses ซึ่งเป็นตัวแทนติดต่อที่พักให้เรา เพราะว่าที่พักแถบห่างไกลผู้คนแบบนี้มักจะไม่ได้ลงประกาศไว้ในเว็บจองโรงแรมพวก Booking, Agoda หรือ AirBNB

ตอนแรกอยากได้ที่พักเป็นเรียวกัง แช่ออนเซ็นธรรมชาติ แต่ว่าพวกนั้นเต็มหมดแล้วก็เลยได้เป็นที่พักโฮมสเตย์ธรรมดาแทน ไม่มีบ่อน้ำร้อน แต่ก็มีห้องอาบน้ำ มีอ่างไม้ให้แช่แก้ขัดได้ อยู่ห่างออกมาจากตัวหมู่บ้านประมาณ 10 นาที

Magome-Tsumago

ห้องพักปูเสื่อทาทามิ มีตู้โดราเอมอนเอาไว้เก็บฟูก ถ้าจะนอนก็เอาออกมาปูนอนกับพื้น

Magome-Tsumago

พอถึงเวลาอาหาร เค้าจะมาเรียกไปทานในห้องรวม เมนูส่วนใหญ่จะเน้นอาหารบ้านๆ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เป็นผัก+ปลาซะเยอะ อาหารเย็นกับอาหารเช้ารวมอยู่ในราคาที่พักแล้ว

แขกคนอื่นที่มาพักก็มีกลุ่มคนญี่ปุ่นวัยกลางคนมากัน 5-6 คน กับสาวหมวยสิงคโปร์ที่เดินทางมาเที่ยวคนเดียว คุยไปคุยมาได้ความว่า เป็นแฟน J-Rock ระดับเหนียวแน่น มาญี่ปุ่นเพื่อดูคอนเสิร์ต Luna Sea พอคุยถึงตรงนี้ก็ไม่กล้าบอกเลยว่าตัวเองมางานจับมือไอดอล ;__;

Magome-Tsumago

ตอนกลางคืนอากาศเย็นสบายเพราะอยู่ในหุบเขา นอกที่พักมืดมาก ไม่มีแสงไฟอื่นนอกจากป้ายไฟชื่อที่พัก เรื่องจะไปหาซื้อเบียร์จากร้านสะดวกซื้อมากินนี่ไม่ต้องคิดเลย

Magome-Tsumago

โชคดีที่ข้างในมีตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

Magome-Tsumago

มีการ์ตูนให้อ่านแก้เบื่อ แต่เห็นมีแค่ก้าวแรกสู่สังเวียน

Magome-Tsumago

ตอนเช้าอากาศดีมาก

Magome-Tsumago

อาหารเช้าแบบบ้านๆ เหมือนมื้อเย็น แต่เบาๆ กว่า

พอกินเสร็จ ผมต้องเช็คเอาท์จากที่พักเพื่อกลับไปที่สถานีนาโงย่า ป้ายรถเมล์ใกล้สุดต้องเดินผ่านตัวหมู่บ้าน Tsumago ก็มีโอกาสไปดูบรรยากาศตอนเช้าอีกรอบนึง จากที่เมื่อวานเดินดูตอนเย็นไปแล้ว

Magome-Tsumago

ปรากฏว่าเงียบกว่าเมื่อวานตอนเย็นอีก นอกจากนักท่องเที่ยวที่น่าจะพักเรียวกังแถวนี้ 2-3 คนแล้ว แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลย (อาจจะยังอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกมาข้างนอก)

Magome-Tsumago

ป้ายรถเมล์ก็เงียบเหงา

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

นั่งรถเมล์ประมาณ 10 นาทีก็มาถึงสถานี Nagiso ซึ่งจะสามารถนั่งรถไฟกลับไปนาโงย่าได้แล้ว หรือถ้านั่งอีกทางนึงก็จะไปถึงเมือง Matsumoto หรือ Nagano ได้ด้วย

เป็นอีกประสบการณ์แปลกใหม่ของการมาเที่ยวญี่ปุ่นครับ

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

ถ้าพูดถึงหุ่นจำลองขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงกันดั้มขนาดเท่าของจริงที่โอไดบะเป็นอย่างแรก แต่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่านอกจากที่โตเกียวแล้วที่โกเบก็ยังมีหุ่นจำลองขนาดยักษ์ตั้งอยู่กลางเมืองเหมือนกัน ต่างกันที่ว่า ที่โกเบนี่ไม่ใช่กันดั้มแต่เป็นหุ่นเหล็กหมายเลข 28

การ์ตูนหุ่นเหล็กหมายเลข 28 ออกจะเป็นการ์ตูนเก่าหน่อย เขียนมาตั้งแต่ปี 1956 โดย Yokoyama Mitsuteru ชาวเมืองโกเบ ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีหุ่นมาตั้งอยู่แถวนี้

พิกัดที่หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ตั้งอยู่คือที่สวน Wakamatsu Park การเดินทางง่ายสุดก็คือใช้รถไฟของโกเบ มาลงสถานี Shin-Nagata ออกตรงทางออก 1 จะใกล้ที่สุด

Map to Tetsujin 28

ออกมาแล้วเดินอ้อมตึก block นึงก็ถึงแล้ว

Around Shin-Nagata station

บรรยากาศแแถวนั้น

Tetsujin 28

พออ้อมตึกมาปุ๊บก็จะเห็นด้านหลังหุ่นเลย

Tetsujin 28

เข้าไปถ่ายใกล้ๆ

Tetsujin 28

มุมเงย

Tetsujin 28

มุมเอียง

Tetsujin 28

มุมเต็มตัว สูงประมาณตึกสี่ชั้น ลองเทียบขนาดกับคนที่เดินอยู่แถวนั้นได้

Tetsujin 28

ตอนที่มาเดินดูนี่ไม่เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นสักคน อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่การ์ตูนดังขนาดกันดั้ม แล้วก็ไม่ได้อยู่ในย่านที่มีนักท่องเที่ยวชุกชุมนัก คนท้องถิ่นเดินผ่านไปมากันแบบชิลๆ มาก ประมาณว่าเห็นจนเบื่อแล้ว ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น

ถ้าใครมาเที่ยวโกเบแล้วพอมีเวลาเหลือ นั่งรถไฟมาจากสถานี Sannomiya ที่เป็นสถานีหลักของโกเบประมาณ 15 นาทีก็ถึง จะลองแวะมาดูก็ได้ แต่นอกจากหุ่นนี่แล้วแถวนี้ก็ไม่ค่อยมีอย่างอื่นให้ดูเท่าไหร่นะ

เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu

แถวย่านอะเมะมุระ นอกจากร้านเมล่อนปังอร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว ก็ยังมีทาโกะยากิร้านดังอยู่ด้วย

ผมเดินตามลายแทงร้านอาหารย่านอะเมะมุระที่ hostel ให้มา มีร้านทาโกะยากิอยู่ 2-3 ร้าน เนื่องจากไม่มีข้อมูลอื่นประกอบการตัดสินใจ วิธีง่ายสุดคือเลือกเอาร้านที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็ได้ร้าน 甲賀流 (Kougaryu) มาโดยไม่รู้มาก่อนว่าเป็นร้านดัง

kougaryu takoyaki

ด้านหน้าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้ ป้ายหน้าร้านด้านบน (หลุดกรอบ) บอกว่าเปิดมานานกว่า 40 ปี เลยทีเดียว

จังหวะที่ไปเป็นช่วงที่ไม่มีคนพอดี ผมสั่งทาโกะยากิรสมาตรฐาน 10 ลูก 350 เยน (เมนูอื่นแบบใส่หอมญี่ปุ่นหรือใส่เม็นไทโกะก็มี) พอเข้าไปดูหน้าร้านใกล้ๆ ก็พบว่า…

kougaryu takoyaki

นี่มันร้านที่ไปโผล่อยู่ใน PV เพลง 君と出会って僕は変わった (Kimi to Deatte Boku wa Kawatta) ของวง NMB48

PV embed มาจาก official channel เป็นเวอร์ชันสั้น ถ้าจะดูเต็มๆ ก็ดูที่เว็บ Alive แทน

จากรูปที่แปะอยู่หน้าร้าน นอกจากไปโผล่ใน PV วงไอดอลแล้วก็เหมือนจะได้ไปออกรายการทีวีอยู่บ่อยๆ ด้วย

Kougaryu Takoyaki

ทาโกะยากิร้อนๆ จากเตา ถ้ากินเลยก็จะลวกปากแน่ๆ เลยเอากลับมากินที่ hostel แทน

พอดีทริปนี้ไม่ได้ลองทาโกะยากิร้านอื่น ก็เลยบอกไม่ได้ว่าของร้านนี้อร่อยแตกต่างกันไปหรือเปล่า แต่โดยรวมก็ถือว่า “อร่อย” สมกับเป็นร้านดังแหละนะ

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

ทริปโอซาก้ารอบที่ผ่านมา มีอยู่วันหนึ่งที่กำลังเดินทางกลับ hostel แถวๆ ย่านอะเมมุระ (พัก Osaka Hana Hostel ถูกและดีมากๆ เดินทางสะดวก แนะนำเลย) ซึ่งแถวย่านนี้จะมีร้านวัยรุ่นๆ บาร์แนวๆ ร้านของกินเล่นเยอะหน่อย

เดินๆ อยู่ก็เจอร้านขายเมล่อนปังชื่อยาวเหยียด 世界で2番めにおいしい焼きたてメロンパンアイス (Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice) ชื่อร้านแปลไทยได้ประมาณว่า “เมล่อนปังไอศครีมที่เพิ่งอบเสร็จใหม่และอร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก” (ไม่รู้ว่าอันดับ 1 คือร้านไหนหรอกนะ) ร้านนี้เหมือนจะมีสาขาอื่นๆ ด้วย

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าเมล่อนปังคืออะไร เอาง่ายๆ คือ มันคือขนมปังกลมๆ มีลายตารางคล้ายเมล่อน แค่นั้น ไม่ได้มีไส้เมล่อนแต่อย่างใด

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice cream

บรรยากาศหน้าร้าน คนต่อคิวพอสมควร

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

ทีแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่มาสะดุดตาเข้ากับป้ายโฆษณาหน้าร้านที่แคปมาจาก Twitter ของมัตสึอิ เรนะ

ถึงสาขาที่เรนะซังซื้อจะไม่ใช่สาขานี้ แต่เห็นอวยกันขนาดนี้แล้วก็เลยตัดสินใจลองชิมดูสักหน่อย บอกคนขายว่าเอาเมนูเดียวกับเรนะซังนี่แหละ (400 เยน)

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

คนขายใจดีเห็นเอากล้องเล็งพยายามถ่ายรูป (หมุนแมนนวลโฟกัส) ก็เอาเมล่อนปังวางนิ่งๆ ให้ถ่ายด้วย (รูปหลุดโฟกัสไปหน่อย)

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

ปกติกินเมล่อนปังอย่างเดียวมันจะแห้งๆ ฝืดคอเกินไปนิดนึง แต่พอมีไอศครีมมาผสมด้วยแล้วทำให้กินได้เพลินขึ้น ช่วยคลายร้อนในบรรยากาศช่วงหน้าร้อนได้ดีด้วย สรุปว่า “อร่อย” ใครไปเดินแถวอะเมมุระแล้วเจอก็ลองซื้อกินกันได้

ทำให้ Pebble Time แสดงผลภาษาไทย + ญี่ปุ่น

จากวันก่อนที่ทำให้ Pebble Time อ่านภาษาไทยออกแล้ว ก็มาเจอปัญหากรณี use case ของผมบ้างคือ ปกติผมจะเจอ Notification ที่เป็นทั้งภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น ก็ต้องออกแรงเพิ่มเพื่อทำให้อ่านได้ทั้งหมด

TLDR; – โหลด language pack ไปลงผ่านมือถือ Android ก็จะอ่านออก

Thai + Japanese Language Pack เวอร์ชัน 0.1 (2015.06.29) – ดาวน์โหลด

ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น บน Pebble Time

สำหรับคนมีเวลาอ่าน – วิธีการ pack / unpack ก็เหมือนๆ กับตอนที่ทำภาษาไทย แต่ว่าคราวนี้นอกจากจะเอาฟอนต์จาก pebblebits มาใส่แล้ว ยังต้องเอาฟอนต์ภาษาญี่ปุ่นมาใส่ด้วย ผมใช้ฟอนต์ Shinonome ที่แจกฟรีเป็น public domain มาใส่ ข้อดีคือมันเป็น bitmap font ทำให้แสดงผลจอความละเอียดต่ำได้สวยงามกว่าพวก truetype font แต่ข้อเสียคือมันเป็นฟอนต์แบบ BDF ซึ่งต้องเขียนตัวแปลงเป็นฟอนต์รูปแบบของ pebble เอง

ตัวอ่าน BDF ผมใช้ bdflib แล้วแปลงเป็นฟอนต์แบบของ Pebble โดยแกะเอาจากไฟล์ fontgen.py ใน Pebble SDK ตัวโค้ดมี comment อธิบายโครงสร้างไฟล์เอาไว้ให้แล้ว

ปัญหาที่เจออีกอย่างหนึ่งคือฟอนต์ Shinonome ใช้ charset แบบ JIS X 0208 ต้องแปลง codepoint เป็น unicode ถึงจะใช้ได้ ผมก็ใช้ตารางจาก unicode.org

ปัญหาต่อมาคือตัวคันจิในภาษาญี่ปุ่นมีเยอะมาก ผมคัดเอาเฉพาะที่ใช้บ่อยๆ มาใส่ 2,000 ตัว อ้างอิงจากเว็บ tangorin

สุดท้ายกว่าจะได้เป็น language pack ออกมาก็เล่นเอาเหนื่อย ขอบคุณ @knightbaron และ @awkwin ที่ช่วยทดสอบมา ณ ที่นี้ด้วย