Tears for me

Nada Sou Sou เป็นหนังญี่ปุ่น ผลงานการกำกับของ Nobuhiro Doi ที่ฝากผลงานเรียกน้ำตาคนดูมาแล้วจาก Be With You

ทีแรกที่เข้าไปดูก็นึกว่าจะออกมาแนวๆ น้องสาวแอบรักพี่ชาย แบบการ์ตูน Miyuki ของอาดาจิ มิซึรุ ก็โปสเตอร์ขึ้นตัวเบ้อเริ่มว่า “Did you know how much I love you, brother?” แต่ดูๆ ไปชักจะสับสน ทำไมมันกลายเป็นหนังชีวิตรันทดไปเสียได้ หนังผ่านไปค่อนเรื่อง ชีวิตรันทดเริ่มจะคลี่คลาย แต่หนังทำท่าจะจบไม่ลง สุดท้ายก็ดันจบแบบช็อคคนดูเสียอย่างงั้น

คือในเรื่อง Be with you เหตุบังเอิญทั้งหลาย มันมีเยอะ แต่ยังพอรับได้เพราะมันมีอารมณ์เหนือจริงของหนังอยู่ แต่ในหนังชีวิตรันทดแบบนี้ การหาทางออกให้หนังด้วยเหตุการณ์บังเอิญทั้งหลายแหล่ มันกลับเป็นการทำให้หนังดูยัดเยียดจนเกินไป

ในเรื่องนี้ Masami Nagasawa รับบทเป็นน้องสาวบุคลิกร่าเริง จนบางทีก็โอเวอร์ไปหน่อย ตามสไตล์หนังญี่ปุ่น รู้สึกว่าตอนเล่น Sekaichu Sekachuu ดูดีกว่านี้ (ไม่ได้ดู Rough เลยบอกไม่ได้ว่าเรื่องนั้นเล่นเป็นยังไง)

สรุปสั้นๆ ว่าผิดหวังกับเรื่องนี้ละกัน ถ้าให้คะแนนก็คงได้ซัก 5/10 โดย 4 คะแนนนั่นเป็นของ Masami Nagasawa คนเดียวรับไปเต็มๆ เลย

VLC

VLC

VLC เป็นโปรแกรม media player ใช้งานได้ทั้งบน Windows, Mac และ Linux
เปิดดูไฟล์ได้เกือบทุกฟอร์แมต ใช้เป็นตัว encoder ก็ได้ ไม่มีปัญหา codec ตีกัน เป็นโปรแกรมที่จำเป็นต้องมีติดเครื่องไว้ตลอด

รูปนี้ถ่ายตรงที่มีก่อสร้างใกล้ๆ อพาร์ตเมนท์ เห็นกรวยส้มๆ ตั้งอยู่แล้วมันคิดถึง VLC ขึ้นมาตะหงิดๆ
ถ่ายด้วย Lomo LC-A, Fuji Provia 100F, cross-processed

True

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอะไรเขียน แปะรูปแทนเพื่อไม่ให้ blog เงียบเหงา

Cosina CX-2, Fuji Sensia 100, Cross-processed

Green Angkor

จากที่อ่าน My Family Photo - and ODF ไปวันก่อน ก็เกิดความรู้สึกตื่นตระหนกว่า ถ้าเกิดซีดีที่เบิรนรูปทั้งหลายที่เคยถ่ายไป เกิดเสื่อมสภาพอ่านขึ้นมาไม่ได้จะทำยังไง ก็เลยไล่เอาซีดีเก่าๆ มา backup ลง External Harddisk อีกชุดนึง ได้เจอรูปเก่าๆ ที่ถูกใจหลายรูป

อันนี้เป็นรูปตอนที่ไป Angkor Wat เมื่อสองปีก่อน ตอนเพิ่งซื้อกล้อง LC-A ใหม่ๆ แอบไปกระซิบใส่รอยแยกของกำแพงเหมือนในหนังหว่องด้วย

My Family Photos - and ODF

บทความพิเศษจาก blognone แปลจาก blog ของ Jonathan Schwartz โดย mk แนะนำให้อ่านกัน

ภาพถ่ายครอบครัวกับ ODF

เมื่อสองสามปีก่อนตอนที่ผมกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ ผมได้ไปรื้อภาพถ่ายครอบครัวสมัยก่อนที่เก็บในกล่องใส่รองเท้า ผมสนุกกับการดูรูปภาพเหล่านี้มาก จนกระทั่งผมนึกขึ้นมาได้ว่าภาพความทรงจำเหล่านี้มีเพียงอย่างละใบเท่านั้น มีแค่ไม่กี่รูปที่อัดสำรองไว้มากกว่าหนึ่ง ให้ตายสิ

กล่องรองเท้ากล่องนั้นมันเก่ามากแล้ว ผมลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเกิดน้ำท่วมหรือไฟไหม้ขึ้นมาล่ะจะทำยังไง ผมอยากเก็บรูปภาพเหล่านี้ไว้ให้ลูกๆ ของผมดูว่าสมัยก่อนพ่อของพวกเขาหน้าตาแบบไหน และอยากส่งผ่านไปยังรุ่นหลานรุ่นเหลนของผมอีกด้วย

ดังนั้นผมจึงทำตัวเป็นลูกชายที่ดี นำกล่องรองเท้านั้นกลับบ้าน สแกนรูปภาพทั้งหมดลงคอมพิวเตอร์ (และไม่ลืมเอากล่องนั้นไปคืน) ไฟล์รูปภาพถูกเก็บลงฮาร์ดดิสก์ในแล็ปท็อป ซึ่งผมมักจะวางมันไว้ในครัว

แต่พอนึกถึงกิจกรรมในครัว ผมก็คิดว่ามันยังอันตรายอยู่ดีที่รูปจะหาย (มีโอกาสหายมากกว่าไว้ในกล่องรองเท้าด้วยซ้ำ) ผมทำสำเนาลงดีวีดี แยกเก็บไว้หลายแห่งตามที่ต่างๆ ภายในบ้าน รวมถึงแจกไปยังญาติพี่น้อง อย่างไรก็ตาม ระบบการบริหารจัดการที่ไม่เป็นมืออาชีพแบบนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ สุดท้ายดีวีดีเกือบทั้งหมดจะหายไป!

มีคนเคยพูดไว้ว่า “เครือข่ายนั่นแหละคือคอมพิวเตอร์” ผมเลยแก้ปัญหาโดยการอัพโหลดรูปทั้งหมดไปไว้บนอินเทอร์เน็ต วิธีคิดของผมคือถ้าคุณอยากเก็บอะไรซักอย่างไว้ในกล่องรองเท้า คุณก็ควรจะจ้างมืออาชีพดูแลกล่องรองเท้าของคนอื่นให้มาดูแลกล่องของคุณด้วย บริการเว็บฝากรูปก็เช่นกัน มันน่าจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับเก็บรูปภาพก็ได้

แต่แล้วผมก็คิดต่อไปอีก…

มีอะไรรับประกันไหมว่าบริการฝากรูปพวกนี้จะคงอยู่ตลอดไป และผมสามารถเรียกรูปภาพของผมมาดูใหม่ได้ในอีกห้าสิบปีข้างหน้า เทคโนโลยีเก็บรูปในอนาคตจะเป็นแบบไหน มันจะยังสามารถเปิดไฟล์แบบเก่าได้หรือไม่

นี่เป็นแค่ตัวอย่าง มาถึงตอนนี้คุณคงพอเห็นภาพแล้วว่าทำไม Open Document Format เป็นเรื่องสำคัญ

ลองสมมติตัวเองเป็น ส.ส. ที่ร่างกฎหมาย, หมอที่ต้องเขียนประวัติคนไข้ หรือนักเรียนที่ต้องเขียนเรียงความก็ได้ ถ้าอีกห้าสิบปีข้างหน้า คุณอยากกลับมาแก้เอกสารพวกนี้อีกครั้ง คุณยังสามารถทำได้หรือเปล่า? ลองคิดดูว่าถ้าบริษัทที่พัฒนาโปรแกรมสำหรับแก้ไขเอกสารเหล่านี้ล้มละลาย หายไปจากตลาด หรือบังคับให้คุณจ่ายเงิน 10,000 เหรียญสำหรับโปรแกรมที่เปิดไฟล์รุ่นเก่าได้ ตัวอย่างเหล่านี้สอนเราว่า “เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม ข้อมูลยังต้องคงอยู่”

แล้วเราจะทำอย่างไร?

ข้อมูลที่คุณสร้างนั้นเป็นของคุณ ไม่ใช่ของบริษัทซอฟต์แวร์ คุณคงจะไม่อยากจ่ายเงินให้บริษัทผู้ผลิตกล้องทุกครั้งเวลาอยากดูรูปถ่ายของตัวเองหรอกนะ ความเสี่ยงพวกนี้เกิดจากการใช้โปรแกรมที่ไม่ทำตามมาตรฐานเปิด อย่าเพิ่งลืม “เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม ข้อมูลยังต้องคงอยู่”

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทไฮเทคจำนวนมาก และหน่วยงานภาครัฐบาลของหลายประเทศ พัฒนา Open Document Format (หรือรู้จักกันในชื่อย่อว่า ODF) ขึ้นมา ODF เป็นมาตรฐานเอกสารแบบเปิด เป็นอิสระไม่ผูกติดกับโปรแกรมที่ใช้สร้างเอกสารของเจ้าใดเจ้าหนึ่ง

ดังนั้นถ้าคุณเขียนประวัติคนไข้หรือเรียงความด้วยโปรแกรมเวิร์ดโพรเซสเซอร์ที่สนับสนุน ODF ในอีกห้าสิบปีข้างหน้าคุณจะยังสามารถเข้าถึงข้อมูลของคุณได้เสมอ ODF เป็นมาตรฐานเปิดอย่างแท้จริง ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ในการใช้งาน ปัจจุบันมีบริษัทซอฟต์แวร์จำนวนมากสนับสนุนการนำ ODF ไปใช้งาน ตัวอย่างเช่น ไอบีเอ็ม ซัน กูเกิล เรดแฮท หรือแม้แต่ไมโครซอฟท์เองก็เถอะ

สำหรับธุรกิจที่มีนโยบายการเก็บรักษาเอกสารแล้ว ความคงทนของข้อมูลและฟอร์แมตไฟล์นั้นสำคัญกว่าตัวโปรแกรม (และพนักงาน) ที่สร้างเอกสารมาก นี่เป็นแนวคิดเดียวกับเรื่องการเก็บภาพในกล่องรองเท้า ในฐานะที่ผมเป็น CIO ของครอบครัว ผมต้องการให้ภาพพวกนั้นมีอายุยืนยาวกกว่าตัวผมอยู่แล้ว

ตอนนี้เรากำลังทำงานร่วมกับกูเกิลในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง OpenOffice กับบริการออนไลน์ของกูเกิลโดยใช้ ODF เป็นสื่อกลาง เอกสารทุกฉบับที่สร้างด้วยชุดออฟฟิศออนไลน์ของกูเกิลจะสามารถนำมาใช้กับ OpenOffice ได้ โปรแกรมทั้งสองตัวช่วยรับประกันความเข้ากันได้ของเอกสารในระยะยาว ไม่จำกัดว่าเอกสารนั้นจะเป็นกฎหมาย สัญญา ประวัติคนไข้ ไดอารี หรือแผนธุรกิจ นี่รวมไปถึงสเปรดชีตและเอกสารนำเสนอด้วย

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก OpenOffice มันเป็นชุดโปรแกรมสำนักงานที่ทุกคนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ปัจจุบันมีคนจากทั่วโลกดาวน์โหลดไปแล้วหลายร้อยล้านชุด ล่าสุดบริษัทไมโครซอฟท์ได้ประกาศสนับสนุน ODF ผ่านทางปลั๊กอิน ซึ่งคุณจะสามารถดาวน์โหลดได้ในเร็วๆ นี้ ปลั๊กอินตัวนี้จะช่วยให้ไมโครซอฟท์เวิร์ดสามารถอ่านและเขียนเอกสารในรูปแบบ ODF ได้

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียนมัธยมหรือบริษัทน้ำมันข้ามชาติก็ตาม คุณควรใช้ ODF เป็นฟอร์แมตเอกสารหลัก การใช้ ODF ช่วยให้โปรแกรมแบบโอเพนซอร์สและไม่เปิดซอร์สแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามกันได้อย่างราบรื่น เพราะนี่เป็นเรื่องของมาตรฐาน ไม่ใช่ในระดับเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ

ถ้าคุณเป็นผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ คุณอาจเลือกให้ส่วนงานที่ต้องติดต่อกับภายนอกใช้ไมโครซอฟท์เวิร์ดได้ต่อไป แต่ย้ายพนักงานส่วนอื่นไปใช้โปรแกรมที่รองรับ ODF ได้ดีกว่า (ไม่ว่าจะเป็น OpenOffice, ชุดออฟฟิสของกูเกิล หรือโปรแกรมอื่นๆ ก็ตาม) สิ่งที่ทำให้อินเทอร์เน็ตแพร่หลายคือระบบที่แตกต่างกันสามารถทำงานร่วมกันได้ (interoperability) ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป (affordability) ในฐานะที่เรารู้จักและใช้งานจุดแข็งเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว เราก็ควรเลือกระบบที่มีคุณลักษณะพวกนี้ไว้ใช้ในอนาคตเช่นกัน

Jonathan Schwartz
ประธานและ CEO บริษัท Sun Microsystems

(ต้นฉบับภาษาอังกฤษ)

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ODF