Trip 2011 - part 19

ทริปที่ไปตั้งแต่สองปีที่แล้ว ควรจะเขียนตอนสุดท้ายให้จบๆ สักที จะได้ถึงคิวเขียนถึงทริปอื่นบ้าง

วันสุดท้ายในทริปไปเดินชิลๆ ที่แถบ Notting Hill วิธีเดินทางง่ายๆ คือนั่ง tube ไปลงสถานี Notting Hill Gate

สถานี Notting Hill Gate

Notting Hill อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน เป็นย่านตลาด บ้านเรือนสีสวย ขายของน่ารักๆ อารมณ์ประมาณในหนัง Notting Hill น่ะแหละ

รถเก่า เอามาขายขนมปัง

ร้านขายของเก่า

ถนนสายหลักในย่านนี้คือ Portobello Street ร้านค้าส่วนใหญ่แถวนี้จะขายของเก่า เสื้อผ้า ผักผลไม้

 

ตึกหลากสีมาก

ทาสีเป็นลายธงชาติก็มี

บนถนน Portobello นี้มีจุดน่าสนใจสำหรับคนชอบอ่านหนังสืออยู่จุดนึง คือจะมีบ้านที่ George Orwell นักเขียนชื่อดังเจ้าของเรื่อง 1984 เคยอาศัยอยู่ จุดสังเกตคือมีแผ่นกลมๆ สีน้ำเงินแปะอยู่

Orwell lived here

สำหรับแฟนหนัง Notting Hill ก็จะมีร้านหนังสือประตูสีฟ้า The Travel Bookshop ที่เป็นร้านของพระเอกในเรื่อง อยู่ในย่านนี้ด้วย

The Travel Bookshop

Portobello Road

เดินจนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเที่ยง ลองเปิดหาเอาจาก Google Maps ก็มีร้านน่าสนใจอยู่ใกล้ๆ ก็เลยลองไปกินดู เป็นร้านอาหารสเปนชื่อ El Pirata Detapas

มีเซตเมนูสำหรับมื้อเที่ยง ราคาพอรับได้

โฆษณาบอกสรรพคุณ ไม่มีดาวมิชชิลินแต่ก็ได้ recommend

บรรยากาศในร้าน

ขนมปัง

ไส้กรอกอะไรสักอย่าง น่าจะเป็น chorizo อร่อยดี

อันนี้มีครีม ไข่ปลา ข้างในเป็นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ แต่อร่อย

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยอีกเหมือนกัน

น่าจะเป็นปลาทอด

มี house wine ให้ในเซตด้วย

ถือเป็นร้านอาหารสเปนร้านแรกที่เคยกิน ใครไปแถวนั้นแล้วอยากลอง ก็ดูแผนที่/เวลาปิดเปิด ได้จากหน้านี้

จบจากมื้อกลางวันแล้วก็ไปทำธุระ รับฝากของจากมิตรสหายท่านหนึ่งกลับมาเมืองไทย แล้วก็ได้เวลาไปสนามบิน

ผ่านแถว Queensway แว้บๆ

ผ่านร้านเป็ดยอดนิยมของคนไทย

จัดการธุระเสร็จแถวๆ Marylebone

จนกระทั่งถึงเมืองไทยก็ไม่ได้ถ่ายรูปอื่นอีกเลย ทริปนี้มันก็เลยจบเอาดื้อๆ ที่ตรงสถานีนี้น่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

Redesign

วันนี้มีเวลาว่างๆ ทั้งวัน ได้โอกาสทำเรื่องที่อยากทำมานานแล้วคือ ย้าย pittaya.com จากโฮสติ้งเดิมที่เป็น shared host ของ site5 มาอยู่บน cloud สักที

เรื่องการใช้งานก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่รู้สึกว่าการบริหารจัดการผ่านหน้า web interface มันไม่ถนัด แล้วบนโฮสต์ก็มีของที่ไม่ใช้แต่ไม่ได้ลบออก เละเทะไม่ค่อยเป็นระเบียบ รวมทั้งสัญญาเช่าจะหมดเอาปลายเดือนนี้แล้วด้วย ก็เลยได้จังหวะย้ายเสียเลย

คำถามแรกที่เจอคือ จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ซึ่งตัวเลือกยอดฮิตก็มี 3 ยี่ห้อใหญ่ คือ EC2 ของ Amazon, Azure ของ Microsoft หรือว่า GCE ของ Google แต่ละเจ้าก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป สุดท้ายก็เลือกเอา EC2 ของ Amazon เพราะเคยใช้มาก่อนแล้ว คุ้นเคยที่สุด ขี้เกียจอ่าน document เพิ่มเติม

เนื่องจากว่าเป็น blog เล็กๆ คนเข้าไม่เยอะ เลือกใช้เครื่องแบบถูกสุดของ Amazon ก็น่าจะพอ โดยเครื่องที่ใช้เป็น EC2 แบบ micro instance รัน Ubuntu 12.04 LTS / Nginx / PHP-FPM / MariaDB ตามมาตรฐานทั่วไป

หลังจากย้ายโฮสติ้งมาที่ใหม่แล้ว ก็ถือโอกาสเปลี่ยน theme ใหม่ไปด้วยเลย ทีแรกก็หา theme ที่เป็น responsive แบบ minimal นิดนึงแต่ไม่เจอถูกใจสักอัน เลยตัดสินใจทำเอง โดยใช้ theme Bones เป็นพื้นฐาน หน้าตาก็ลอกๆ มาจากหลายที่ เอามาปรับเอา

ตอนนี้ถ้าเปิดดูบน PC / Tablet / Mobile ก็ควรจะดูดีหมดทุก device ละ (ทดสอบบน Firefox / Chrome / Mobile Safari - แต่บน IE อาจจะพัง เพราะไม่ได้ลอง)

BarCamp Bangkok 5

เพื่อไม่เป็นการละเลยกฎของ BarCamp ข้อสอง “You do blog about BarCamp” ก็ขอบันทึกลง blog ไว้สักหน่อย

BarCamp Bangkok ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ห่างจากครั้งที่ 4 ไปปีกว่า (แต่ระหว่างนั้นก็มีคนจัด BarCamp Bangkhen ไปสองรอบ) รูปแบบของงานเปลี่ยนไปจากงานครั้งอื่นๆ เยอะ จากงานที่มีคนเข้าร่วมหลายร้อยคน (ครั้งที่ 2-4) ก็เหลือแค่ไม่ถึงร้อยคน ตัดรายละเอียดรุงรังที่ทำให้การจัดงานวุ่นวายโดยไม่จำเป็นออกนั่นคือ

  • ไม่เลี้ยงข้าว
  • ไม่มีแจกเสื้อ
  • ไม่มีเน็ตฟรี

บวกกับการจำกัดจำนวนคนเข้าร่วม (เนื่องจากสถานที่ไม่ใหญ่) บังคับให้คนลงทะเบียนต้องระบุหัวข้อที่จะพูดก่อนวันงาน ทำให้ BarCamp คราวนี้เป็นงานที่มีหัวข้อน่าสนใจเยอะกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาอย่างชัดเจน

session ที่ได้เข้าก็มีเรื่อง Hadoop / OpenStreetMap / Websocket / MeshBKK / CDN / Manycore System แล้วก็พูดเองไป session นึง

ตอนแรกที่ลงทะเบียน กะว่าจะพูดเรื่อง PHP Microframework แต่ตอนหลังเปลี่ยนใจมาพูดเรื่อง Firefox OS แทน สไลด์ประกอบก็ตามด้านล่าง

ด้วยรูปแบบที่จำกัดคนเข้าร่วมสกรีนคนประเภท มาหาเพื่อน/มาฟังคนดัง/มาเอาเสื้อฟรี ออกไป ทำให้บรรยากาศในงานเอื้อต่อการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างคนที่มาร่วมงานด้วยความสนใจจริงๆ ไม่ค่อยมีจับกลุ่มคุยเฉพาะเพื่อนตัวเอง

Free Beer

ถ้าจัดงานในมหาลัย ก็ไม่สามารถมีอะไรแบบนี้ได้

ก็ขอบคุณคณะจัดงานทุกท่าน ที่ทำให้ BarCamp Bangkok กลับมาสนุกอีกครั้ง

Trip 2011 - part 18

เป็นการดองบล็อกยาวข้ามปีแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ในที่สุดก็กลับมาเขียนเรื่องเที่ยวของวันเกือบสุดท้ายในลอนดอนต่อแล้ว

สถานที่แรกที่ไปเที่ยววันนี้คือ Tate Britain (คนละอันกับ Tate Modern แต่อยู่ในเครือเดียวกัน) วิธีเดินทางง่ายๆ ก็นั่ง tube ไปลงสถานี Plimlica แต่วันนี้ลองนั่งรถบัสชมเมืองดูบ้าง

ร้านขายของเล่น Dark Sphere ชื่อเท่ดี มีการ์ดเกมขายด้วย

โฆษณาเบียร์ Heineken บอกว่ากินไวน์มันไม่สนุกและบ้าเท่ากินเบียร์หรอก

ในที่สุดก็มาถึงด้านหน้าของ Tate Britain

The Home of British Art

ผลงานที่จัดแสดงภายในก็อย่างที่ชื่อบอกไว้ นั่นคือ Home of British Art เน้นงานศิลปะของศิลปินอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งถ้าไม่ค่อยรู้จักศิลปินอังกฤษ (เช่น Blake, Turner, Constable) ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่

ดูงานที่ Tate Britain เสร็จแล้วเดินออกมาจะเจอกับจุดจอดจักรยานเช่า วันนี้ก็ลองปั่นจักรยานดูสักหน่อย โดยการใช้งานก็เดินไปจิ้มที่จุดจอดจักรยาน เสียบบัตรเครดิตหรือเดบิตเข้าไป จากนั้นเครื่องจะให้รหัสปลดล็อกจักรยานมา เพื่อเอาไปปลดล็อก เอาจักรยานมาขี่ได้ โดยจะเสียค่าบริการครั้งแรก 1 ปอนด์ต่อ 24 ชั่วโมง และสามารถใช้งานจักรยานได้ 30 นาที ถ้าเอาจักรยานไปเก็บที่จุดจอด (ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วเมือง) ภายใน 30 นาทีก็ไม่เสียอะไรเพิ่ม (ระบบจะหักเงินจากบัตรเครดิต/เดบิตของเรา) ถ้าเกิดว่าเราเอาจักรยานไปเก็บแล้ว กดรหัสเอาออกมาใหม่ ภายใน 24 ชั่วโมงก็จะไม่เสียค่าบริการ ซึ่งถ้า manage ดีๆ แล้ว เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยเสียค่าเช่าแค่ 1 ปอนด์เท่านั้น (คือต้องเอาจักรยานไป dock ที่จุดจอดทุกๆ 30 นาที) ก็เป็นอีกทางเลือกให้คนชอบปั่นจักรยาน ซึ่งถนนหนทางในลอนดอนก็ทำออกมาค่อนข้างเป็นมิตรกับนักปั่นอยู่ และไม่มีรถราใหญ่ๆ ให้น่ากลัว

อีกปัจจัยคือ การเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวถัดไป คือ Imperial War Museum มันเดินทางลำบาก (วันอาทิตย์ tube บางเส้นทางปิดทำการ ถ้าจะนั่งก็ต้องอ้อมเยอะ)

ปั่นข้ามแม่น้ำเทมส์มาได้สักพัก ก็มาถึง Imperial War Museum

ด้านหน้า Imperial War Museum

Imperial War Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานเกี่ยวกับสงครามในยุคสมัยก่อน ที่เน้นเป็นหลักก็ส่วนของสงครามโลกครั้งที่สอง

ส่วนหนึ่งจากกำแพงเบอร์ลิน

ด้านในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นหลายชั้น โถงด้านหน้าเป็นส่วนแสดงอาวุธสงครามทั้งรถถัง และเครื่องบินรถแบบต่างๆ ส่วนด้านในจะเป็นส่วนแสดงประวัติศาสตร์ของสงคราม

เครื่องบินรบสมัยสงครามโลก

ส่วนที่น่าสะเทือนใจมากๆ ในการชมพิพิธภัณฑ์นี้คือ ส่วนแสดงงานจะค่อยๆ เล่าถึงความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นความโหดร้ายของสงครามและ build คนดูไปจนกระทั่งถึงห้องใหญ่ที่เป็น climax ของงานคือห้องที่พูดถึงค่ายกักกันของนาซี ดูแล้วขนลุกมากๆ

กว่าจะออกมาจาก War Museum ก็เย็น ซึ่งตอนค่ำวันนี้มีภารกิจต้องไปดูคอนเสิร์ตอีกงานหนึ่ง ซึ่งจองตั๋วไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทยแล้ว นั่นคือคือคอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้ม Write About Love ของวง Belle and Sebastian

Belle and Sebastian เป็นวงอินดี้ชื่อดังจาก Glasglow ซึ่งมีฐานแฟนเพลงในบ้านเราออกจะเยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่เคยมีวี่แววว่าจะมาแสดงสดในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น การเดินทางมาดูถึงลอนดอนนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากอยู่

ซื้อตั๋วล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนจะมา ได้ในราคาตั๋ว 2 ใบ 54.5 ปอนด์ สถานที่แสดงก็เล่นที่ Roundhouse ที่เดียวกับที่ดู Explosions in the Sky

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เลยได้ที่ค่อนข้างดี เกือบจะติดขอบเวทีเลยทีเดียว

สินค้า Merchandise หน้างาน ไม่ได้ซื้อเพราะว่ามันแพง T-T

วงเปิด ชื่ออะไรไม่รู้ จำไม่ได้

Belle and Sebastian มาแล้ว

เห็น Staurt Murdoch กันชัดๆ

คอนเสิร์ตจบ แก้วเบียร์เกลื่อน

เพลงส่วนใหญ่ที่เล่นจะเน้นไปที่อัลบั้มล่าสุดกับอัลบั้มแรก ดูจบแล้วรู้สึกคุ้มค่าตั๋วมาก ไม่ต้องมาหวังลมๆ แล้งๆ ว่าวงจะมาเล่นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เมื่อไหร่

คอนเสิร์ตจบก็นั่ง tube กลับที่พัก ในสถานีเจอป้ายโฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage น่าดูดีเหมือนกัน มีวงที่อยากดูหลายวง แต่ก็ไม่มีโอกาสแหละนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องกลับไทยแล้ว

โปสเตอร์โฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage

ดองไว้นานมาก ตอนถัดไปตอนสุดท้ายละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

AKB48 Twenty-Four Hours

ปีที่แล้วได้ข่าวว่าสาวๆ วง AKB48 กำลังจะออก photobook ในธีม “สาวแว่น” กำหนดออก 20 ธันวา รู้สึกว่าน่าสนใจดีแต่ตอนปลายปีดันวุ่นๆ แล้วก็ลืมไป

อาทิตย์ก่อนนึกขึ้นมาได้ว่ามันควรจะออกแล้ว ก็ไปส่องดูตามเว็บปรากฏว่ามีขายแล้วจริงๆ แต่ถ้าจะสั่งจากเว็บนอกอย่าง YesAsia ก็จะโดนค่าส่งแพงไปหน่อย โชคดีที่ร้านหนังสือ Kinokuniya บ้านเราเอาเข้ามาขายด้วย ราคา 1000 yen สั่งเข้ามาแล้วขาย 560 บาท บวกเพิ่มพอสมควรแต่ก็ยังถูกกว่าสั่งจากเมืองนอก (ถ้าค้นดูในเว็บซื้อออนไลน์ของ Kino จะขึ้นราคาไว้ที่ 483 บาท แต่จะมีค่าส่งอีก 150)

ปกหน้า

เนื้อใน

แว่น แว่น แว่น

ใครสนใจก็ลองไปหาดูที่ Kinokuniya สาขา Central World ได้