UK-FR Trip #6 : Courtauld Gallery / Covent Garden / Piccadilly Circus

หลังจากห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน พบว่าการเขียน blog นี่มันใช้พลังเยอะพอสมควร ขนาดว่า wordpress เวอร์ชันใหม่ๆ มันเนียนกว่าเดิมมากแล้ว ยังรู้สึกเหนื่อย หรือจะเป็นเพราะ facebook/twitter ทำให้เสียนิสัยไปแล้ว?

รวมลิงก์ตอนเก่า

จากตอนที่แล้ว จบจากเที่ยวเมืองนอริช ก็กลับมาเที่ยวลอนดอนอีกครั้งโดยใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม

Train station
สถานีรถไฟของเมืองนอริช

Train station
ชานชาลา

วิธีการซื้อตั๋วรถไฟในอังกฤษก็ไม่ยาก แค่เข้าไปซื้อตั๋วจากในเว็บ เลือกวันเวลาให้ถูกต้อง จ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วระบบจะให้รหัสรับตั๋วมา พอมาถึงที่สถานีรถไฟ ก็เอาบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายเงิน เสียบเข้าไปที่ตู้อัตโนมัติ กดรหัสรับตั๋ว แล้วเครื่องก็จะออกตั๋วมาให้ สะดวกและรวดเร็ว เท่าที่เดินทางมา จะมีตู้แบบนี้ทุกสถานี แต่จะมีตู้ของบริษัทเดินรถบางเจ้าที่ไม่รับบัตรเครดิตของประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราๆ ทางออกคือเอารหัสไปรับกับพนักงานที่ช่องขายตั๋ว (ดังนั้นควร print อีเมลยืนยันพร้อมรหัสที่ได้รับตอนจองตั๋วแล้วติดมาด้วย)

Tickets
หน้าตาตั๋วรถไฟ ถ้าเปลี่ยนขบวนก็จะได้มาหลายใบหน่อย และจะมีใบที่เป็นใบเสร็จติดมาด้วย

รถไฟมาถึงลอนดอนที่สถานี London Liverpool Street แต่ว่าที่พักอยู่แถว King’s Cross ก็ต้องนั่ง tube ต่อมาเอง แฟนๆ นิยาย Harry Potter คงจะคุ้นชื่อกันอยู่

St.Pancras
สถานี St.Pancras อยู่ติดกับสถานี King's Cross

Hostel
ที่พักมีกาต้มน้ำร้อนให้ แปลว่าสามารถต้มมาม่ากินเองได้!

ปกติ Hostel ในลอนดอนจะให้เช็คอินได้ประมาณหลังบ่ายสองหรือบ่ายสามเป็นต้นไป แต่ถ้ามาถึงก่อนเวลาก็สามารถฝากสัมภาระไว้ที่ hostel ก่อน ออกไปเดินเที่ยว แล้วกลับมาค่อยรับกุญแจเข้าห้องก็ได้

โปรแกรมของบ่ายนี้คือไป Sommerset House เพื่อไปดู Courtauld Gallery

London
Somerset House อยู่แถวๆ สะพาน Waterloo ใกล้ tube สถานี Temple

Somerset House
ลานกว้างของ Somerset House

Somerset House
มีรูปหัวสัตว์ประดับตกแต่ง

Courtauld Gallery เป็น gallery ขนาดกำลังเหมาะ เดินสบายๆ งานส่วนใหญ่เป็นงานยุค Impressionism / Post-Impressionism มีงานของคนดังๆ หลายคนทั้ง Van Gogh, Renoir, Degas, Manet, Seurat, Cézanne, Gauguin ฯลฯ ภาพดังๆ ก็มีหลายภาพ เสียค่าเข้าคนละ 6 ปอนด์ ถ้าเป็นคนชอบงานศิลปะยุคนั้น ถือว่าพลาดไม่ได้

Courtauld Gallery
รูปใกล้สุดคือ Self-Portrait with Bandage Ear ของ Van Gogh

Courtauld Gallery
The Luncheon on the Grass ของ Manet

Courtauld Gallery
จากซ้ายไปขวาเป็นงานของ Manet, Degas และ Renoir

เดินดูจนจบแล้วออกมาเดินข้างนอกต่อ อากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ฝนตกปรอยๆ ตามปกติของลอนดอน

BBC
ผ่านตึกอะไรก็ไม่รู้ของ BBC

LSE
ผ่านมหา'ลัยชื่อดัง LSE : London School of Economics

ลอนดอนเป็นเมืองที่ดีอย่างนึงคือ สถานที่ท่องเที่ยวอยู่กันเป็นกระจุก สามารถเดินถึงกันได้ไม่ลำบาก ถ้ามีแผนที่ดีๆ ก็ไม่น่าหลงทาง หรือจะใช้ Google Map ก็ได้ แต่ระวังด้วยว่าเครือข่าย 3G นี่บริโภคแบตเตอรี่อย่างตะกละตะกรามมาก ถ้ามีแบตสำรองติดตัวไว้ด้วยก็จะดี

เดินต่อจาก LSE มาประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง Covent Garden ซึ่งเป็นจัตุรัสขายของ มีร้านค้าทั้งในร่มและ outdoor

Covent Garden
Cafe ใน Covent Garden

Covent Garden
มีนักดนตรีเปิดหมวก ขายซีดีด้วย รับบริจาคด้วย

Paella
แวะกิน Paella (ข้าวผัดสเปน) รองท้อง

Apple Market
ตลาดขายของสดชื่อ Apple Market แต่ไปถึงเอาตอนตลาดวายแล้ว

Covent Garden
บรรยากาศร้าน outdoor

เป้าหมายจริงๆ ของการมา Covent Garden นี่คือ การมาสักการะสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง

Covent Garden
ด้านหน้าของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

Covent Garden
หัวมุมใกล้ๆ

Apple Store
ที่นี่คือ Apple Store สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Apple Store
บันไดวนอันเป็นเอกลักษณ์

Apple Store
เต็มไปด้วยเหล่าสาวก

ราคาสินค้าในร้านก็ไม่ต่างจากในหน้าเว็บ Apple Store UK ก็คือแพงกว่าเมืองไทยเกือบทุกอย่างน่ะเอง ถ้าอยากจะซื้อสินค้า Apple ซื้อบ้านเราถูกกว่า ยกเว้นจะอยากซื้อของที่ไม่มีขายในบ้านเรา อย่างพวก AppleTV อะไรงี้ แต่ก็ทำใจกับราคาหน่อย

ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เดินเล่น ถ่ายรูป แล้วหาของกินถูกๆ

London
บรรยากาศหลังฝนเพิ่งหยุดตก

London
Royal Opera House

London
ร้าน The Cult Entertainment Megastore ขายของคัลท์ทั้งหลาย เดินผ่านแล้วคิดถึง @rerngrit ก่อนเป็นคนแรก

London
ตรงนี้เป็นแยกที่ถนน 7 สายมาตัดกัน โรงละครด้านหลังเล่นเรื่อง Chicago

London
ร้านขายหนังสือ เกาะกระแสนัดชิง UCL ระหว่างแมนยูกับบาร์เซโลนา

Dinner
มาลงเอยเอาที่ร้านจีนแถว Soho ชื่อ Cafe de Hong Kong

Dinner
ค่าเสียหายสองคน 16.70 ปอนด์

London
เดินผ่านร้านอาหารจีน ที่หน้าร้านมีโฆษณาภาษาไทยด้วย

London Taxi
แท็กซี่ลอนดอน อย่าเผลอขึ้นเชียว แพงมาก (ถ้าเมืองอื่นราคาจะถูกกว่า ขึ้น 2-3 คน ก็พอคุ้มอยู่)

Piccadilly Circus
วงเวียน Piccadilly Circus มีสัญลักษณ์เด่นเป็นกามเทพแผลงศร

London
มีนักแสดงเปิดหมวก

Lillywhites
Lillywhites ร้านขายอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง ไปถึงก็ปิดเสียแล้ว ไม่ได้เดิน

London
ทางลง tube สถานี Piccadilly Circus

นั่ง tube กลับที่พัก เตรียมตัววันต่อไป

UK-FR Trip #5 : Norwich City

บันทึกการเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนที่แล้ว

หลังจากออกจากลิเวอร์พูล เมืองต่อไปที่จะไปคือนอริช การเดินทางก็เป็นรถไฟเหมือนเดิม โดยนั่งรถไฟจากลิเวอร์พูลกลับลงมาที่ลอนดอน, นั่ง tube จาก สถานี Euston ไปสถานี Liverpool Street แล้วต่อรถไฟไปนอริช (ตอนแรกอาจจะงงๆ เล็กน้อยเพราะชื่อสถานีว่า Liverpool street แต่ดันอยู่ในลอนดอน)

London Liverpool Street
สถานี London Liverpool Street

เมืองนอริช (Norwich) อยู่ในแคว้น Norfolk ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษ ถือเป็นเมืองใหญ่ในภูมิภาคแถบนั้น ในนิยาย Never Let Me Go ของ Kazuo Ishiguro กล่าวถึง Norfolk ไว้ว่า

Norfolk was England’s “lost corner,” where all the lost property found in the country ended up.

ซึ่งถ้าใครได้อ่านนิยายหรือดูหนัง ก็อาจจะมีอารมณ์ร่วมนิดนึง แต่ที่ไปคราวนี้ไม่ได้ไปแถบที่ติดชายทะเลอย่างในหนัง แต่ไปเดินเที่ยวในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ วึ่งเป้าหมายแรกก็คือสนาม Carrow Road ของสโมสร Norwich City FC ที่เพิ่งจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้า

Norwich City FC
ป้ายบอกทางชัดเจน โดยสนามจะอยู่บนถนน Carrow Road

Norwich City FC
มาถึงสนามแล้ว

Norwich City FC หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าทีมเจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน เคยเล่นอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเมื่อสมัยนานมาแล้ว (ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นยุค ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา ยังพากษ์บอลอยู่) จนมาถึงยุคตกต่ำเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ต้องตกชั้นไปอยู่ลีกรองลงมา กระทั่งฤดูกาลล่าสุด สามารถจบที่อันดับสองของลีกแชมเปี้ยนชิพ ทำให้ได้โควตากลับขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

เนื่องจากเป็นสโมสรเล็กๆ ทำให้ไม่มีทัวร์สนามหรือพิพิธภัณฑ์เหมือนสโมสรใหญ่ หลังจากสอบถามทางเจ้าหน้าที่ดู เค้าบอกว่าในเมื่อไม่มีทัวร์สนาม ก็อนุญาตให้เดินเข้าไปดูได้เลย

Norwich City FC
วิวในสนาม เก้าอี้สีเหลือง-เขียว

Norwich City FC
ความจุสนามประมาณ 27,000 ที่นั่ง

Norwich City FC
ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ไม่ใหญ่เท่าสโมสรดัง

Norwich City FC
สัญลักษณ์สโมสรบนรั้ว

จบทัวร์สนามบอลแล้วก็กลับเข้าเมืองเพื่อไปทำธุระอื่นต่อ

White Magic
เจอโฆษณาชวนดื่มนม

ธุระที่ว่าคือ เอา Adapter iPad ไปเปลี่ยน เพราะก่อนออกมาจากเมืองไทย สอบถามที่ร้านเมืองไทยแล้วว่า ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องส่งไปสิงคโปร์ รอตัวใหม่ 2 อาทิตย์ถึงจะมาส่ง ซึ่งก็ไม่ทันกับเวลามาเที่ยว ดังนั้น เอามาเข้าร้าน Apple Store แล้วเปลี่ยนตัวใหม่ได้ของเลยจะง่ายกว่า

iPad
iPad 2 ขนาดยักษ์ หน้าร้าน Apple Store

iPad
ทดสอบอาการที่ Genius Bar

พนักงาน Apple คุยรู้เรื่องดี หลังจากทดสอบแน่ชัดว่า Adapter เสีย ก็เปลี่ยนตัวใหม่ให้เลย รวมเวลาแล้วไม่เกินครึ่ง ชม. (เสียเวลาทดสอบซะนาน) ออกจาก Apple Store มาก็เดินเที่ยวไปเรื่อย ก่อนจะหาที่กินมื้อเย็น

Norwich
ตึก Forum สวยดี ข้างในมีห้องสมุด

Norwich
โบสถ์เก่า กับตู้โทรศัพท์สีแดงแบบอังกฤษ

Norwich
ติดกับโบสถ์เป็นร้านขายเบียร์ซะงั้น

Norwich
ฝากท้องมื้อเย็นที่ร้าน Belgian Monk เฟรนข์ฟรายอร่อย จิ้มกับมายองเนสรสอ่อนๆ เข้ากันดีมาก

Norwich
อันนี้ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเนื้อกวาง

Norwich
หอยแมลงภู่ซอสไวน์ขาว อร่อยมาก ซดน้ำจนหมดหม้อ

Norwich
อันนี้จำไม่ได้เหมือนกันว่าไส้กรอกเนื้ออะไร แต่อร่อย

สรุปว่า Belgian Monk นี่อร่อย ใครมาแถวนี้ไปกินได้เลย แนะนำ

กินเสร็จเดินต่อมาแถว Elm Hill เป็นถนนเก่าๆ เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนยุค มีร้านขายของน่ารักๆ อยู่เยอะเหมือนกัน

Elm Hill
บรรยากาศแถว Elm Hill

Elm Hill
เห็นหมีเต็มร้าน

ทะลุ Elm Hill ก็เดินเล่นต่อไปเรื่อย เพราะยังมีแรงเหลือและยังไม่มืด

Norwich
Norwich Playhouse มีแสดงละครเป็นประจำ

Norwich
The Bicycle Shop (สังเกตจักรยานบนชั้นสอง) ไม่ใช่ร้านขายจักรยาน แต่เป็น Cafe บรยากาศน่ารักดี มีทั้งกาแฟและเครื่องดื่มมึนเมาขาย

Norwich
อันนี้ขำๆ ดี

เดินเที่ยวจนกระทั่งเริ่มมืด ก็กลับไปพักผ่อน วันรุ่งขึ้นต้องไปเมืองอื่นต่ออีก

UK-FR Trip #4 : Anfield / Walker Art Gallery / Albert Dock

ไปเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนก่อนหน้านี้

เริ่มตอนเช้าด้วยอาหารเช้าจาก hostel รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว สำหรับ hostel ที่มีบริการอาหารเช้า มักจะมีเมนูเหมือนๆ กันคือ ซีเรียล นม ขนมปัง กาแฟ โยเกิร์ต กินได้ไม่อั้นจนกว่าจะหมดช่วงอาหารเช้า

Breakfast
อาหารเช้า รวมในค่าที่พักแล้ว

โปรแกรมช่วงเช้าคือ ไปเยือนสนาม Anfield เป็นที่พลาดไม่ได้สำหรับแฟนหงส์อยู่แล้ว วิธีการเดินทางก็ไปขึ้นรถบัสที่ท่ารถกลางเมือง แล้วนั่งออกนอกเมืองไปประมาณ 10 นาทีก็ถึง

Liverpool Lime Street Station
เดินไปขึ้นรถเมล์ ผ่านสถานีรถไฟที่มาลงเมื่อวานด้วย

Anfield
รถจอดหน้าสนามเลย

Anfield
ทางเข้าทั้งทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์ และร้านขายของที่ระลึก

Anfield
รูปปั้น Bill Shankly ยอดกุนซือในอดีต

Anfield
จุดขายตั๋วปิด ฤดูกาลนี้ไม่มีเตะที่สนามนี้แล้ว เพราะนัดสุดท้ายที่เหลือลิเวอร์พูลจะออกไปเยือนแอสตันวิลลา

Anfield
สื่อเสื้อแดง

Anfield
ช่วงนี้กำลังโปรโมทชุดแข่งใหม่ สวยดี แต่ไม่ได้ซื้อมา

วันที่ไปเที่ยวนั้น ไม่มีทัวร์สนาม เพราะว่า Standard Charter ที่เป็นสปอนเซอร์ของสโมสร เหมาสนามไปจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง ทำให้ได้เข้าแค่พิพิธภัณฑ์อย่างเดียว T_T

Anfield
ทางเข้าพิพิธภัณฑ์

ด้านในก็จะเป็นประวัติสโมสร ตำนานนักเตะ/ผู้จัดการทีมในยุครุ่งเรือง แล้วก็มีถ้วยรางวัลต่างๆ ที่เคยได้มา หรือถ้าใครอยากจะถ่ายรูปคู่กับถ้วย UEFA Champions League ก็ได้ มีถ้วยกับฉากให้ถ่าย มีพนักงานทำ photoshop ให้ แต่เสียเงิน มีห้องนึงสำหรับฉายสารคดีเส้นทางสู่ Istanbul ปี 2005 ให้ดูด้วย

Anfield
ถ้วย FA Cup ปีไหนก็ไม่รู้

Anfield
การกลับมาอีกครั้งของ Kenny Dalglish

เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เลี้ยวไปหน่อยนึงจะเจอร้านอาหารของสโมสร ด้านหน้าจะมีรอยสตั๊ดของนักเตะติดผนังประดับไว้ อารมณ์คงคล้ายๆ พวกดาราประทับรอยมือลงบนปูน

Anfield
รอยสตั๊ดของตำนานหงส์คนถัดไป

Anfield
ด้านหน้าสนามแบบเต็มๆ

Anfield
สภาพตึกข้างสนาม ดูโทรมๆ น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

Anfield
ร้านของกินตรงข้ามสนาม

Liverpool
บ้านเรือนแถวสนาม ดูเก่าๆ ถ้าเดินตามถนนนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวขวาก็จะเจอ Goodison Park (ไม่ได้ไป)

จบแล้วก็แวะซื้อของกินจากร้านแถวนั้น นั่งรถเมล์สายเดิมกลับเข้าเมือง

Liverpool
นั่งพักกินข้าวในสวน St.John's Garden

Liverpool
เส้นหมี่ผัดเนื้อ ซื้อมาจากร้านจีน

กินข้าวเสร็จแล้วก็เที่ยวต่อ จาก St.John’s Garden ที่แวะกินข้าว เดินต่อไปนิดเดียวก็ถึง Walker Art Gallery เป็นพิพิธภัณฑ์เข้าฟรีอีกเช่นเคย

Walker Art Gallery
ด้านหน้าของ Walker Art Gallery

Walker Art Gallery
งานศิลปะด้านใน

Liverpool
ของที่ระลึก ราคาตามป้าย

พิพิธภัณฑ์ในอังกฤษนี่ถึงแม้ว่าจะไม่เก็บเงิน แต่ก็จะมีตู้บริจาคตั้งอยู่ พร้อมราคาที่แนะนำว่า อยากได้บริจาคสักเท่าไหร่ ใครจะบริจาคหรือไม่ก็ได้ ถ้าคิดว่าอยากสนับสนุนการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าแผนที่แจกฟรี ก็บริจาคได้ตามศรัทธา

ออกจาก Walker Art Gallery เดินไปทาง city centre จะผ่าน St.George’s Hall เป็นอาคารใหญ่ หน้าตาสวยงามดี

Liverpool
St.George's Hall

Liverpool
ย่านช้อปปิ้งเมืองบ้านนอก แต่ก็ยังมี Apple Store

Liverpool
สาขานี้ไม่ต้องต่อคิว

เดินตัดผ่านย่านช้อปปิ้งไปจนถึงท่าเรือ ก็จะถึง Albert Dock แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO เสียด้วย ในกลุ่มอาคารตรงนี้ก็มีทั้งพิพิธภัณฑ์และอู่ต่อเรือเก่า มีจุดถ่ายรูปสวยๆ ถ้าอากาศดี เสียดายที่ว่าวันที่ไปนั่นฝนตกปรอยๆ ถ่ายอะไรก็ออกมาไม่สวย

Liverpool
อู่ต่อเรือ

Liverpool
พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ

Liverpool
รูปปั้น Billy Fury อดีตนักร้องดัง

Liverpool
อาคารที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

นอกจาก Merseyside Maritime Museum แล้วยังมี พิพิธภัณฑ์ The Beatles กับหอศิลป์ Tate Liverpool ที่อยู่ในโซนเดียวกันนี้ด้วย แต่ไม่ได้ดูสักที่เพราะเวลาไม่เป็นใจ ต้องรีบไปเช็คเอาท์ออกจากที่พัก เพื่อขึ้นรถไฟเพื่อไปเมืองอื่นต่อ

UK-FR Trip #3 : Liverpool

เที่ยวอังกฤษกันต่อจากตอนที่แล้ว – part 1, part 2

โปรแกรมวันนี้เป็นการออกจากลอนดอนแล้วขึ้นเหนือ เป้าหมายอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล การเดินทางก็ต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานี London Euston

London Euston
สถานี London Euston

ระบบรถไฟในอังกฤษจะดำเนินงานโดยเอกชนหลายราย รถของแต่ละเจ้าก็จะไม่เหมือนกัน บางเจ้าก็หรู นั่งสบาย บางเจ้าก็เก่าๆ หน่อย ควรจะวางแผนการเดินทางก่อนล่วงหน้า เพราะถ้าซื้อตั๋วแบบ Advance (ตั๋วล่วงหน้า เปลี่ยนวันเดินทางไม่ได้) จะถูกกว่าตั๋วแบบ Anytime (เดินทางเมื่อไหร่ก็ได้) อยู่เยอะมาก และตั๋ว Advance มักจะหมดเร็ว ทำให้ถ้ามาซื้อเอาทีหลัง ค่าตั๋วอาจจะแพงกว่ากันหลายเท่าตัว

และการเดินทางไปลิเวอร์พูลครั้งนี้ จองตั๋วล่วงหน้า 6 สัปดาห์ ปรากฏว่า ตั๋ว Advance เต็ม! เนื่องจากวันนั้นเป็นวันที่ Totenham Hotspurs สโมสรจากลอนดอน ไปเยือนถิ่นลิเวอร์พูล ทำให้แฟนบอลมากวาดตั๋วล่วงหน้าไปหมดแล้ว

ทางออกที่ไม่ต้องจ่ายแพง คือนั่งรถไฟหวานเย็น แทนที่จะนั่งจากลอนดอนไปลิเวอร์พูลเลย ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ก็นั่งรถไฟสายอื่น ที่วิ่งไปทางอื่น และแวะหลายสถานีกว่า (แต่สุดท้ายก็ไปถึงลิเวอร์พูลได้) ใช้เวลาเกือบ 5 ชม. แต่ก็ช่วยประหยัดไปได้หลายพันบาท

breakfast
ของกินที่เตรียมไปกินระหว่างทาง

Coventry
ผ่านสถานี Coventry

Birmingham New Street
แวะรอเปลี่ยนรถไฟที่ Birmingham เจอแฟนลิเวอร์พูลด้วย

Liverpool Lime Street Station
ในที่สุดก็มาถึง Liverpool Lime Street Station

Liverpool Lime Street Station
บรรยากาศภายในสถานี

สำหรับแฟนบอลแล้ว บรรยากาศของวันที่มีบอลเตะนี่มันเยี่ยมจริงๆ ในสถานีมีแฟนบอลเจ้าบ้านใส่เสื้อทีมเดินกันขวักไขว่ ส่วนพวกที่มากันเป็นกลุ่ม ใส่เสื้อขาวๆ เรียบๆ จะเดาได้ว่าเป็นแฟนบอลทีมเยือน (สังเกตดีๆ พวกนี้จะมีพวก มีผ้าพันคอ หรือ prop เล็กๆ ที่ไม่เด่นมาก แต่บ่งบอกว่าเชียร์ทีมอะไร)

ออกจากสถานีก็รีบไปเช็คอินที่พักที่จองไว้ ซึ่งไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เดินเอาก็ได้ แต่สภาพอากาศของลิเวอร์พูลค่อนข้างโหดร้ายเมื่อเทียบกับลอนดอน เพราะเป็นเมืองที่อยู่ทางเหนือและติดทะเล ทำให้อากาศค่อนข้างชื้นแฉะ ฝนตก ลมแรง หนาวกว่าลอนดอน

Aldo
ระหว่างทางเจอผับ มีโฆษณาบอกว่าวันนี้ John Aldridge ตำนานหงส์จะมาที่ร้านด้วย

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว สอบถามจากพนักงานที่ hostel ได้ความว่า ถ้าจะไปนั่งผับที่มีบอลให้ดู ให้ไปดูที่ผับใกล้ๆ

Pub
ภายในผับ ทำเลดี มีทีวีจอใหญ่

ผับของอังกฤษจะแตกต่างจากผับในบ้านเรา โดยคำว่า Pub นั้นย่อมาจาก Public House จะออกไปในลักษณะของร้านที่คนในละแวกนั้นออกมานั่งกันมากกว่าจะเป็นที่สังสรรค์ฟังเพลงอย่างในบ้านเรา มีเสิร์ฟทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าจะสั่งเครื่องดื่มต้องไปต่อคิวรอเองตรงบาร์

ระหว่างที่นั่งจิบเบียร์ รอบอลเตะ เห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง 3-4 คน ใส่เสื้อลิเวอร์พูล รีบกินเบียร์ กินข้าวจนหมด แล้วก็ออกจากร้านไปก่อนบอลเตะ ก็สงสัยว่าทำไม จนกระทั่งบอลเตะ และทีวีในร้านถ่ายทอดคู่ Arsenal ไม่ใช่ Liverpool ถึงได้สงสัย เดินไปถามพนักงาน ได้คำตอบว่า ไม่มีลิขสิทธิ์ถ่ายทอดคู่นั้น ก็เลยต้องรีบซดเบียร์ให้หมดแล้วออกไปหาผับอื่นดู

Rainy day
ออกมาตามหาผับอื่น ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ

เดินตามลายแทงที่ hostel ให้มา โชคดีที่ทาง hostel แนะนำผับมาให้หลายที่หน่อย จนมาเจอร้านที่ถ่ายทอดคู่ลิเวอร์พูล

The Pilgrim
ชื่อผับ The Pilgrim คนเยอะแบบนี้ไม่ผิดแน่

The Pilgrim
สั่งเบียร์จากบาร์ แล้วต้องยืนกินเพราะไม่มีที่นั่ง

The Pilgrim
แฟนหงส์เต็มร้าน

บรรยากาศการเชียร์บอลในผับอังกฤษ นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ เพราะเกือบทุกคนในร้านพุ่งความสนใจไปที่บอลที่กำลังเตะ และเชียร์ทีมเดียวกันหมดทั้งร้าน ตอนที่มีจังหวะฟาล์ว หรือจังหวะหวาดเสียว จะได้ยินเสียงฮือฮาตลอด แต่เสียดายที่ผลการแข่งขันออกมาไม่เป็นใจ ลิเวอร์พูลแพ้สเปอรส์คาบ้าน โอกาสไปบอลยุโรปหมดสิ้น ทำเอาบรรยากาศหงอยๆ ไปพอควร

ลองคุยกับคนท้องถิ่น (สำเนียงสเกาเซอร์ ฟังยากมาก!) เค้าบอกว่าไม่เป็นไร ฤดูกาลถัดไปจะได้โฟกัสกับบอลในประเทศให้เต็มที่ จำนวนนัดที่ลงเตะน้อยกว่า นักบอลจะได้ไม่ล้า ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแค่การปลอบใจตัวเองหรือเปล่า

The Pilgrim
บรรยากาศหงอยๆ นอกร้านหลังบอลจบ

ปกติอยู่เมืองไทยบอลจบก็ดึกแล้ว กลับบ้านได้เลย แต่ลืมไปว่าที่อังกฤษ เวลามันช้ากว่าบ้านเรา ดังนั้นออกจากผับมาแล้วยังสว่างอยู่เลย มีเวลาเดินเที่ยวต่ออีก

ลิเวอร์พูลเป็นเมืองเล็ก ในส่วนตัวเมืองสามารถไปถึงได้หมดในระยะเดินเท้า ทิวทัศน์ก็จะดูเหมือนเมืองบ้านนอกทั่วไปอย่างที่เราเห็นกันในหนังฝรั่ง

Liverpool
สภาพบ้านเรือนทั่วไป

Banksy
ผนังตึกที่กำลังซ่อมมีภาพหนูของ Banksy ศิลปิน street art ชื่อดังอยู่ด้วย

Liverpool
ถ้าเป็นแถว City Centre ก็จะดูเจริญหน่อย

Liverpool
เดินมาถึงย่านที่มี Pub / Club เยอะๆ

The Cavern Club
คลับชื่อดัง The Cavern Club

The Cavern Club
ที่ดังเพราะว่าเมื่อก่อน The Beatles เคยเล่นอยู่ที่นี่

Kronenbourg
แวะซึมซับบรรยากาศกับ Kronenbourg ขวดเล็ก

ใน The Cavern Club จะเป็นคลับที่อยู่ใต้ดิน มีของที่ระลึกของ The Beatles ขาย ถ้าใครเป็นสาวกสี่เต่าทอง ก็ควรจะมาเหยียบสักครั้ง ถือว่ามาคารวะสถานที่ในตำนาน

ก่อนจะออกมาจากย่านแถวนั้นก็ผ่านหน้า Cafe Sport Bar ซึ่งเป็นร้านที่ Jamie Carragher รองกัปตันทีมลิเวอร์พูลคนปัจจุบันเป็นหุ้นส่วน

Cafe Sport bar
หมายเลข 23

ก่อนกลับเข้าที่พัก ก็เดินหาของกิน ซึ่งตอนนั้นร้านส่วนใหญ่ก็เริ่มทยอยปิดกัน ตามผับก็ไม่เสิร์ฟอาหารแล้ว (แต่ยังเสิร์ฟเบียร์อยู่) มาลงเอยเอาร้านฝรั่งเศสเล็กๆ ที่จำชื่อไม่ได้ แต่ราคาโอเคอยู่

Food
พาสต้าอะไรสักอย่าง

Food
อันนี้ก็จำไม่ได้ว่าอะไร

Food
ซุป

ที่จำไม่ได้เพราะว่าก่อนจะมากินมื้อเย็น ก็ซัดเบียร์รวมๆ ไปแล้วประมาณ 4 pint ได้ (2.2 ลิตร) กลับถึงที่พักหลับสบาย

UK-FR Trip #2 : Museums / Big Ben / Westminster / London Eye

ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากออกจาก Stamford Bridge ก็เจอป้ายน่ารักๆ เข้ากับบรรยากาศ royal wedding ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

Will & Kate
Will & Kate

จุดท่องเที่ยวถัดไปคือ Victoria & Albert Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นเรื่องของ decorative arts มีของแปลกๆ หลายยุคหลายสมัย แยกให้ดูตามอารยธรรมต่างๆ เข้าฟรี (เฮ!)

V&A Museum
ด้านหน้าของ museum

รูปปั้น
รูปปั้นมีให้ดูจนลายตา

Perseus
เพอร์เซอุสตัดหัวเมดูซ่า

ห้องหนังสือ
ห้องหนังสือ

Crosses
ไม้กางเขนมากมายหลายแบบ

ด้านในของตัวอาคารจะมีเวิ้งสี่เหลี่ยม มีสระน้ำ สนามหญ้า ให้คนมานั่งพักเหนื่อย ซื้อของกินจาก cafe มานั่งกินกันได้ เนื่องจากไม่เสียค่าเข้า ดังนั้นของกินใน cafe ก็ออกจะแพงอยู่สักหน่อย ถ้าซื้อแซนด์วิชจาก M&S ติดมากินเองก็จะประหยัดไปได้เยอะ

V&A Museum
สระน้ำ และจุดพักผ่อน

ถัดจาก Victoria & Albert Museum จะมีอีกสองพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆ เดินข้ามถนนก็ถึง ก็คือ Science Museum และ Natural History Museum เนื่องจากว่าเวลาไม่เอื้ออำนวย ทำให้เลือกไปได้แค่ Natural History Museum ที่เดียว (อดไปดูเครื่อง ENIAC ใน Science Museum เลย)

นอกเรื่องสักเล็กน้อย ข้อควรรู้เกี่ยวกับของกินในอังกฤษ

  • น้ำประปาดื่มได้ ควรพกขวดน้ำไปเอง กรอกให้เต็มตั้งแต่ก่อนออกจากที่พัก ถ้าซื้อตามร้าน ราคาขวดละ 1 ปอนด์ขึ้นไป ซื้อไม่ลง
  • ร้าน Mini Mart มีหลายยี่ห้อ (Tesco, M&S, WHSmith ฯลฯ) แต่ละยี่ห้อราคาของก็จะไม่เท่ากัน
  • สหายที่อังกฤษบอกว่า อาหารสำเร็จรูปของ M&S มักจะอร่อยกว่ายี่ห้ออื่น
  • ไม่เห็นมีเบียร์กระป๋องเล็กขาย มีแต่แบบขวดกับแบบกระป๋องยาว (ขนาดเท่า Heineken กระป๋องยาวที่ขายบ้านเรา) ราคาตกประมาณกระป๋องละ 2 ปอนด์ แล้วแต่ยี่ห้อและปริมาณแอลกอฮอลล์ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
  • ร้านอาหารทั่วไป ถ้าซื้อมากินนอกร้านจะราคาถูกกว่านั่งกินที่ร้านพอสมควร

กลับมาต่อที่ Natural History Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติ กำเนิดสัตว์โลก วิวัฒนาการ อะไรพวกนั้น เข้าฟรีเช่นกัน เป็นข้อดีมากๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ในประเทศนี้ เพราะเกือบทั้งหมดเข้าฟรี (ยกเว้นโซนนิทรรศการซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ)

Natural History Museum
ตัวอาคารให้อารมณ์เก่าๆ หน่อย

ไดโนเสาร์
มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ยืนเด่นอยู่กลางโถง

Natural History Museum
โถงกลางจะให้อารมณ์ขลังๆ ประมาณในหนัง Harry Potter (จริงๆ หนังเค้าถ่ายที่ Oxford นะ)

พิพิธภัณฑ์นี้เด็กเยอะมาก เข้าใจว่าเพราะเนื้อหาที่จัดแสดง ค่อนข้างเหมาะกับเด็กด้วย มีทั้งโซนไดโนเสาร์ และโซนวิวัฒนาการ มีโครงกระดูก มีหุ่นสตัฟฟ์ขนาดเท่าของจริง และการจัดแสดงค่อนข้าง interactive มาก ไม่น่าเบ่ือ

Whales
โคตรปลาวาฬ สังเกตตัวที่มีเขา นั่นคือ (Natty) Narwhal น่ะเอง

Natural History Museum
โซน Earth แสดงว่าโลกประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์ปิดตอนเกือบๆ หกโมง ออกมาแล้วฟ้ายังสว่างจ้า (ช่วง พ.ค.นี่กว่าจะมืดก็หลังสามทุ่ม) ก็หาจุดชมวิวไปเรื่อยๆ โดยนั่งรถไปเริ่มที่สถานี Victoria

Billy Elliot
โรงละคร Victoria Palace แสดงเรื่อง Billy Elliot

Westminster Cathedral
สถาปัตยกรรมแบบ Byzantine ที่ Westminster Cathedral

Westminster Abbey
Westminster Abbey ที่จัดงาน Royal Wedding

Dean's Yard
เดินทะลุ เข้าไปดูด้านหลังได้ฟรี

ตอนที่ไปเดินเป็นช่วงเย็นแล้ว โบสถ์ปิดแล้ว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู (ต่อให้ยังไม่ปิดก็ไม่แน่ว่าจะดู เพราะค่าเข้าก็แพงอยู่เหมือนกัน) เดินมาทางแม่น้ำเทมส์อีกหน่อยนึงก็จะเห็น landmark สำคัญของลอนดอน นั่นคืออาคารรัฐสภา กับหอนาฬิกา Big Ben

Parliament
อาคารรัฐสภา

Oliver Cromwell
มีรูปปั้น Oliver Cromwell บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษ

Protest
ฝั่งตรงข้ามมีคนตั้งเต็นท์ประท้วงเรื่องการส่งทหารไปอัฟกานิสถาน

Big Ben
Big Ben ตั้งอยู่ติดกันเลย

Parliament & Big Ben
มุมจากสะพาน Westminster Bridge เห็นทั้ง parliament และ big ben

Guy Fawkes
เตรียมระเบิดรัฐสภา

ข้าม Westminster Bridge มาอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะเจอ London Eye ซึ่งถ้าไม่จองคิวไว้ก่อน ก็ต้องไปต่อคิวยาวมาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็แค่ชิงช้าสวรรค์แหละนะ เสียดายเงินด้วย ก็เลยไม่ได้ขึ้น (ค่าขึ้นประมาณ 19 ปอนด์)

London Eye
London Eye

บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ด้านนี้เรียกว่า Southbank จริงๆ แล้วก็เป็นบริเวณที่บรรยากาศดี น่าเดิน แต่เนื่องจากว่าเริ่มจะมืดแล้ว ก็เลยเดินไปขึ้นอีกสะพานนึง กลับมาฝั่งเดิม

Thames River
วิวจากแม่น้ำเทมส์ London Eye อยู่ซ้าย Big Ben อยู่ขวา

เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Trafalgar Sqaure เป็นจัตุรัสที่เรียกว่าเป็นใจกลางเมืองของลอนดอนเลยก็ว่าได้ วันที่ไปวันนั้นเป็นวันที่มีเตะ FA Cup รอบชิงชนะเลิศระหว่าง แมนยู กับแมนซิตี้ ก็เลยเห็นกองเชียร์เดินกันขวักไขว่ในเมือง

Manchester City
แฟนบอลแมนซิตี้กำลังเขม่นตากล้องที่ใส่เสื้อลิเวอร์พูล

มื้อเย็นวันนี้มีเป้าหมายที่ China Town ซึ่งก็ต้องเดินต่อไปอีก

Odeon
โรงหนัง Odeon กำลังฉายเรื่อง Thor

Fincher Double Bill
โรง Prince Charles Cinema ฉายหนังเก่าของ David Fincher สองเรื่องควบ

China Town
ในที่สุดก็มาถึง China Town

เดินวนอยู่พักใหญ่ เจอร้านคิวยาวบ้าง แพงบ้าง จนสุดท้ายมาจบที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ Taro

Taro
ข้าวหน้าไก่ทอดพริก อะไรสักอย่าง

Taro
อันนี้ราเมงอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้

เนื่องจากไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน เห็นราคาพอจะโอเคหน่อย คนไม่เยอะมาก ก็เลยเข้าไปลอง สรุปว่ารสชาติค่อนข้างธรรมดา ไม่ค่อยคุ้มเงินเท่าไหร่ ทีหลังควรจะทำการบ้านมาให้มากกว่านี้

อิ่มท้องแล้วสมควรแก่เวลากลับ ก็เดินไปขึ้นรถเมล์แถว Soho ผ่านจุดน่าสนใจนิดหน่อย

Ladbrokes
Ladbrokes ร้านพนันถูกกฎหมาย

Les Miserable
Queens Theatre แสดงเรื่อง Les Miserables

Sex Shop
Sex Shop เปิดขายได้อย่างถูกกฎหมาย (แต่ไม่ได้แวะนะ)

นั่งรถเมล์กลับถึงที่พักเป็นอันหมดวัน

(ต่อตอนสามนะ)

UK-FR Trip #1 : Hello London

ช่วงเดือน พ.ค. ได้มีโอกาสไปเที่ยวอังกฤษมาพักนึง ดองไว้นานละ ได้เวลาเขียนสักที

สำหรับคนไทย การเดินทางไปอังกฤษ ขั้นตอนแรกคือต้องมี วีซ่าอังกฤษ (หรือเรียกให้ถูกคือ วีซ่าสหาชอาณาจักร) เสียก่อน ขั้นตอนการขอวีซ่าท่องเที่ยวคร่าวๆ คือ

  • ยื่นคำร้องออนไลน์ ที่นี่
  • เตรียมเอกสารให้ครบ แล้วเอาไปยื่นตามวันที่นัดไว้
  • หลักฐานทั่วๆ ไปก็มี passport, รูปถ่าย, ใบจองตั๋วเครื่องบิน, หลักฐานการจองที่พัก, bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน ถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศก็ต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน จากบริษัทด้วย
  • จ่ายเงินค่าวีซ่า 3,952 บาท (อ้างอิง)
  • รอไม่เกิน 15 วันทำการ

แบบละเอียดๆ หน่อยอ่านที่ blog ของ @kengggg

สนามบินหลักของอังกฤษคือ London Heathrow (ตัวย่อ LHR) ถ้าเราเดินทางจากเมืองไทยก็จะมีหลายสายการบินให้เลือก ราคา/คุณภาพ ก็ต่างกันออกไป ให้เลือกกันตามทุนทรัพย์และเวลา ผมเลือกไป EVA Air ตอนมีโปรโมชั่นพอดี บินตรงถึง LHR เลย

ช่วงเตรียมตัวนี่ก็มีเรื่องต้องทำเยอะ เพราะไปหลายเมือง พักหลายที่ ต้องจองที่พัก จองตั๋วรถไฟเยอะ

  • ที่พักระดับ hostel ราคาถูกหาได้จาก booking.com
  • ถ้าไปตามเมืองใหญ่ๆ ลองดูที่พักของเครือ Travelodge จะห้องค่อนข้างดี และราคาโอเค
  • ที่พัก ยิ่งจองล่วงหน้ายิ่งถูก เที่ยวเดือนพ.ค. จองตั้งแต่เดือนก.พ. ยังมีหลายที่เต็มแล้ว
  • การเดินทางระหว่างเมืองใช้รถไฟ เข้าไปวางแผนล่วงหน้าได้ที่เว็บของ National Rail ยิ่งจองเร็วยิ่งถูก (ตั๋วจองล่วงหน้าอาจจะถูกกว่าซื้อที่สถานีเลยเป็น 10 เท่าก็ได้)

เตรียมตัวทุกอย่างเสร็จสิ้น ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ 12:50 บนเครื่องของ EVA มีจอส่วนตัวให้ดู มีหนังให้เลือกพอสมควรทั้งไทยเทศ (มีกวนมึนโฮ กับ อินทรีแดง ถ้าเป็นหนังพูดอังกฤษจะมีซับจีนให้ ถ้าหนังพูดภาษาอื่นจะมีซับจีนกับอังกฤษ (เหมาะกับคนที่ยังฟังภาษาอังกฤษไม่คล่อง) แต่จอภาพบนเครื่องบินนี่น่าจะเป็นเทคโนโลยีเมื่อสักสิบปีที่แล้ว คนที่อยู่กับโทรศัพท์จอ AMOLED หรือกระทั่ง SLCD เห็นแล้วคงเครียดกันหมด ระบบ touchscreen ก็เรียกได้ว่าแย่กว่าจอ resistive บนมือถือถูกๆ เสียอีก

ใช้เวลาประมาณ 12.5 ชั่วโมงก็ถึง LHR ถ้านั่งเครื่องของ EVA จะมาลงที่ Terminal 3 ซึ่งขนาดกำลังดี ไม่สับสน ออกมาปุ๊บเจอตู้ขายซิมมือถืออัตโนมัติ มีให้เลือกหลากหลายมาก มีทั้งสำหรับคนเน้นโทรในประเทศ เน้นโทรต่างประเทศ หรือเน้น data ก็มี เสียบบัตรเครดิตที่ตู้แล้วกดซื้อได้ทันที

3G SIM
ซิม 3G ของเครือข่าย 3

ที่ซื้อมาใช้เป็น SIM 3G ของ 3 ใช้ได้ 1GB ใน 1 เดือน ราคา 15 ปอนด์ โทรออกไม่ได้ ส่ง sms ไม่ได้ เวลาติดต่อกับเพื่อนก็ใช้ Kik Messenger เอา (บางคนอาจจะใช้ Whatsapp, XMS หรือยี่ห้ออื่นก็ตามชอบใจ ส่วน BBM นี่ไม่มีข้อมูลว่าใช้ยังไง)

making every journey better
รถเข็นของสนามบิน

ที่ LHR Terminal 3 ด้านล่างมีสถานีรถใต้ดินของลอนดอน (เรียกกันทั่วไปว่า Tube) อยู่ด้วย สามารถไปต่อยังจุดต่างๆ ในลอนดอนได้ทั้งหมด การเดินทางโดยใช้ tube ที่สะดวกสุดก็คือซื้อบัตร Oyster ที่เป็น smartcard เติมเงินใส่ไว้ แล้วระบบจะหักเงินให้เอง สะดวกสบายและถูกกว่าซื้อเป็นครั้งๆ นอกจากนี้บัตร Oyster ยังใช้กับ public transportation อย่างอื่นเช่นรถเมล์ หรือ DLR ได้ด้วย

tube stations
เส้นทางที่สายนี้ผ่าน

สำหรับผู้ใช้มือถือ Android แนะนำโปรแกรมชื่อ Pubtran London (market link) โหลดได้ฟรี สามารถใช้ค้นหาเส้นทาง คำนวณระยะเวลา สำหรับการเดินทางในลอนดอนได้ง่ายๆ มีสถานะบอกหมดว่าสายไหน delay หรือปิดซ่อม

วันแรกมาถึงลอนดอนเอาตอน 19:15 นั่ง tube ไปที่พักแถว Earl’s Court กว่าจะถึง ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว (ร้านค้าในอังกฤษปิดค่อนข้างเร็ว ไม่เหมือนบ้านเรา) จัดการมื้อแรกเป็นของลดราคาที่ซื้อมาจากร้าน Marks & Spencer ที่สนามบิน ก่อนเข้านอน

M&S
มื้อแรก จาก M&S

วันรุ่งขึ้น ตื่นเช้ามาเป้าหมายแรกของวันคือ Stamford Bridge การเดินทางก็นั่ง tube ตามสไตล์คนลอนดอน

Earl's Court station
Earl's Court Station

tube บางสถานีจะอยู่บนดิน แต่เค้าก็ยังเรียกว่า london underground กันอยู่

Inside the Tube
สภาพภายใน tube

tube ที่ลอนดอนจะเก่ากว่า BTS หรือ MRT บ้านเราอยู่พอสมควร วิ่งก็ไม่ค่อยนิ่มเท่าไหร่ แต่รวดเร็วและทั่วถึงมาก โดยแต่ละเส้นทางจะมีชื่อและสีกำกับเพื่อง่ายต่อการจดจำ ถ้าดูในตัวรถจะเห็นเสาที่จับ ตามสีของเส้นทางด้วย เผื่อคนขึ้นผิดชานชาลาหรือผิดคันจะได้รู้ตัว

ลอนดอนเนอร์
ลอนดอนเนอร์

สังเกตว่าคนที่โน่นประมาณครึ่งนึงจะมีอะไรอ่านระหว่างอยู่บน tube ตลอด มีหนังสือพิมพ์บ้าง kindle บ้าง ถ้าคนที่ดูอายุน้อยๆ หน่อยก็มีเห็นกด smartphone บ้างเหมือนกัน แต่ยังน้อยกว่าอ่านหนังสือ

สนาม Stamford Bridge ต้องไปลงที่สถานี Fulham Broadway พอออกมาก็เห็นโฆษณาเสื้อแข่งใหม่ของเชลซี ทำให้แน่ใจว่ามาไม่ผิดสถานีแน่

tube exit
ทางออกที่สถานี Fulham Broadway

ออกจากสถานีแล้วเดินต่อมาทางตะวันออกอีกหน่อยนึงก็จะถึงสนาม ส่วนถ้าใครจะไปดูรูปปั้นไมเคิล แจ็กสัน ที่สนาม Craven Cottage ของ Fulham ต้องไปทางตะวันตกอีกไกลพอสมควร

Stamford Bridge
ถึงสนามแล้ว

Peter Osgood
รูปปั้น Peter Osgood ตำนานนักเตะ (ยุคไหนเหรอนั่น)

Megastore
มีร้านขายของที่ระลึก Chelsea Megastore

สโมสรใหญ่ๆ ในพรีเมียร์ลีก จะมีทัวร์ชมสนามและพิพิธภัณฑ์ด้วย ค่าเข้าประมาณ 16-18 ปอนด์ต่อคน (800-900 บาท) แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นแฟนเชลซี ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู

Museum
มี Museum & Stadium Tour ด้วย

สนาม
ถ่ายจากข้างนอกสนาม ซูมสุดได้แค่นี้แหละ

Ticket Touting
ตั๋วผีเป็นอาชญากรรม

เหนื่อยแล้ว ไว้ต่อตอนถัดไปละกัน

OS X Lion and 3 fingers swipe in Firefox

มีฟีเจอร์สำคัญอันหนึ่งในการใช้ Firefox บน Mac OS X ที่ใช้มาจนชิน ขาดแทบไม่ได้แล้วคือ การใช้ 3 นิ้ว เลื่อนไปทางซ้าย เพื่อถอยหลัง แทนการกดปุ่ม back และเลื่อนไปทางขวา แทนการกดปุ่ม forward

จนกระทั่งเมื่อคืนที่ upgrade จาก Mac OS X Snow Leopard ไปเป็น Lion แล้วพบว่ามันทำท่าแบบนี้เหมือนเก่าไม่ได้แล้ว!

ลองเช็คกับเว็บเมืองนอกแล้วก็เจออาการเดียวกันหมด จนมีคนไป file bug ไว้เรียบร้อยแล้ว

วิธีแก้ขัดตอนนี้คือ ไปตั้งค่า Trackpad ใหม่ ให้ตรง Swipe between pages เป็น “Swipe left or right with three fingers” ตามรูป เท่านี้ก็จะได้ behavior แบบเดิมๆ กลับมาแล้ว

Trackpad Settings
ตั้งค่า Trackpad ใหม่

ส่วนการเลื่อน 3 นิ้วขึ้น/ลง เพื่อกระโดดไปบนสุด/ล่างสุดของหน้า ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ใครอยากติดตามเรื่องความเข้ากันได้ของ Firefox กับ OS X Lion ให้ดูที่ bug นี้ และถ้ามีการแก้ไขอันไหนได้แล้วอยากลอง ให้ไปโหลด Firefox Nightly มาเล่นดู

Carbonnade Flamande

ไม่ได้ทำอาหารกินเป็นเรื่องเป็นราวมานานมาก จนเมื่อไม่นานมานี่ไปเจอเมนูน่าสนใจเข้า เป็นอาหารเบลเยี่ยม ชื่อว่า Carbonnade Flamande ลักษณะก็จะเป็นคล้ายๆ ต้มสตูว์ ใส่เนื้อ ใส่เครื่องเทศ แล้วก็ใส่เบียร์ เห็นว่าพอจะมั่วๆ ทำได้ ก็เลยลองดูสักหน่อย

วัตถุดิบที่ใช้ก็มี เนื้อวัว, หอมใหญ่, เกลือ, พริกไทย, เนย, Thyme, Bay Leaf, มัสตาร์ด, น้ำสต็อกไก่หรือเนื้อ แล้วก็เบียร์

ขั้นแรกเอาหม้อตั้งไฟให้ร้อน เอาเนยลงไปละลาย หั่นเนื้อเป็นก้อนๆ ประมาณ 1 นิ้ว เอาลงย่างใน หม้อให้สุกทีละด้าน เสร็จแล้วเอาพักไว้

ย่างเนื้อในหม้อ โรยพริกไทย, เกลือเล็กน้อย
ย่างเนื้อในหม้อ โรยพริกไทย, เกลือเล็กน้อย

เนื้อสุกเป็นสีน้ำตาลแล้ว เอาออกมาพักไว้
เนื้อสุกเป็นสีน้ำตาลแล้ว เอาออกมาพักไว้

เติมเนยลงไปในหม้อใบเดิม แล้วเอาหอมใหญ่หั่นใส่ลงไปผัด จนกระทั่งหอมใหญ่สุด นิ่ม เป็นสีน้ำตาล (ราวๆ สิบนาที) แล้วโรยแป้งอเนกประสงค์ลงไปนิดหน่อย ผัดให้แป้งเคลือบหอมใหญ่

ผัดหอมใหญ่ในหม้อใบเดิม
ผัดหอมใหญ่ในหม้อใบเดิม

จากนั้นเอาเนื้อที่พักไว้ เทกลับลงไป (ถ้ามีน้ำไหลออกมาจากเนื้อก็เทรวมลงไปให้หมดเลย) ใส่ Bay leaf 1-2 ใบ ใส่ Thyme, เกลือ, พริกไทย กะๆ เอา (มั่ว) แล้วก็น้ำสต็อก (หาซื้อน้ำสต็อกเนื้อไม่ได้ เลยใส่น้ำสต็อกไก่แทน) ปิดท้ายด้วยเบียร์

เบียร์ และน้ำสต็อก
เบียร์ และน้ำสต็อก

ตามสูตรมันต้องใช้เบียร์เบลเยียม แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อจากไหน (และคงจะแพงเกิน) ก็เลยใช้ลีโอแทน รสชาติก็พอจะคล้ายๆ Stella Artois อยู่

ต้มด้วยไฟแรงจนเดือด แล้วลดไฟลงเหลือเป็นไฟอ่อน

Carbonnade Flamande
ต้มไปเรื่อยๆ สลับกับคนบ้าง

ต้มไปเรื่อยๆ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือจนกว่าเนื้อจะเปื่อย (ตรงนี้คาดว่าโคตรเปลืองไฟแน่นอน) สลับกับคอยคนทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นใส่มัสตาร์ดลงไปประมาณช้อนนึง ปรุงรสด้วยเกลือ หรือพริกไทยตามชอบ แล้วต้มต่อไปอีกครึ่งชั่วโมงเป็นอันเสร็จ ตอนเสิร์ฟอาจจะโรยพาร์สลีย์ตามชอบ (พอดีลืมซื้อ)

Carbonnade Flamande
หน้าตาไม่ดี แต่รสชาติใข้ได้นะ

บทเรียนที่ได้จากการทำคือ

  • ไม่ควรใช้เนื้อส่วนที่มีพังผืดมาก เพราะเหนียว และจะต้มให้เปื่อยยาก ตามสูตรเค้าแนะนำให้ใช้เนื้อส่วน Chuck – น่าจะแปลว่าสันคอ แต่ดันไปเอาเนื้อน่องลายมาทำ (เพราะมันถูก)
  • หาซื้อ Thyme แบบเป็นก้านๆ ไม่ได้ ใช้แบบแห้งใส่กระปุก ก็พอได้อยู่
  • น้ำสต็อกกับเบียร์ใส่ให้ท่วมๆ ไว้หน่อย เพราะต้มนาน ทิ้งไว้แล้วน้ำมันจะแห้ง

คราวหน้าเอาไว้ค่อยแก้ตัวใหม่

Book Fair 2011/2

ตามธรรมเนียมการไปงานหนังสือ ต้องโพสต์รูปว่าไปซื้ออะไรมาบ้าง

หนังสือที่ได้มา

เรียงจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง

  • หอสมุดแห่งบาเบล / Jorge Luis Borges / Book Virus – นานๆ ทีก็อยากอ่านงานของนักเขียนสเปนนักเขียนอาร์เจนตินา แต่เขียนเป็นภาษาสเปนบ้าง แต่ให้ไปอ่าน ดอนกิโฆเต้ ก็ไม่ไหว ยาวเกิน
  • Jacques Ranciere การเมืองของสุนทรียศาสตร์/กวีนิพนธ์ของความรู้ / ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร / สำนักพิมพ์สมมติ – หาความรู้ใส่ตัวบ้าง
  • โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว / ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ / มูลนิธิโครงการตำรา – เป็นคนไทยก็ควรอ่านอะไรแบบนี้บ้าง
  • 1Q84 / Haruki Murakami / สำนักพิมพ์กำมะหยี่ – เรื่องล่าสุดของ Murakami ออกพร้อมกันสองเล่ม ทีแรกคิดอยู่ว่าจะซื้อเป็นเล่มๆ แบบนี้ หรือว่าซื้อ ebook ลง kindle ดี แต่เห็นความหนาแล้วคิดว่าถ้าซื้อภาษาอังกฤษคงอีกนานมากกว่าจะอ่านจบ เลยซื้อภาษาไทยแทน
  • ฟุตบอล ประเด็นเล็กสะท้านโลก / คริส บราเซียร์ / คบไฟ – ประเด็นเรื่องของฟุตบอลที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในสนาม แต่ยังรวมถึงเรื่องการเมือง ธุรกิจ วัฒนธรรม
  • ศิลปะสมัยใหม่ : ความรู้ฉบับพกพา / David Cottington / Openworlds – อยากจะดูพวก modern art แล้ว get บ้าง
  • ใต้เงาเกาหลีเหนือ / Barbara Demick / Sansakrit book – เนื่องจากกระแสเกาหลีมาแรงมาก ไม่อยากตกเทรนด์ แต่จะให้ไปอ่านนิยายกุ๊กกิ๊กวัยใส ก็เกรงจะไม่เข้ากับตัวเอง
  • เนื้ออร่อย / สำนักพิมพ์แม่บ้าน – ตำราทำอาหารจากเนื้อวัว แหล่งโปรตีนชั้นยอดที่น่าสงสัยว่าทำไมคนไม่ค่อยกินกัน

หวังว่าจะอ่านจบก่อนงานหนังสือครั้งต่อไป

AKB48 Twenty-Four Hours

ปีที่แล้วได้ข่าวว่าสาวๆ วง AKB48 กำลังจะออก photobook ในธีม “สาวแว่น” กำหนดออก 20 ธันวา รู้สึกว่าน่าสนใจดีแต่ตอนปลายปีดันวุ่นๆ แล้วก็ลืมไป

อาทิตย์ก่อนนึกขึ้นมาได้ว่ามันควรจะออกแล้ว ก็ไปส่องดูตามเว็บปรากฏว่ามีขายแล้วจริงๆ แต่ถ้าจะสั่งจากเว็บนอกอย่าง YesAsia ก็จะโดนค่าส่งแพงไปหน่อย โชคดีที่ร้านหนังสือ Kinokuniya บ้านเราเอาเข้ามาขายด้วย ราคา 1000 yen สั่งเข้ามาแล้วขาย 560 บาท บวกเพิ่มพอสมควรแต่ก็ยังถูกกว่าสั่งจากเมืองนอก (ถ้าค้นดูในเว็บซื้อออนไลน์ของ Kino จะขึ้นราคาไว้ที่ 483 บาท แต่จะมีค่าส่งอีก 150)

ปกหน้า

เนื้อใน

แว่น แว่น แว่น

ใครสนใจก็ลองไปหาดูที่ Kinokuniya สาขา Central World ได้