UK-FR Trip #1 : Hello London

ช่วงเดือน พ.ค. ได้มีโอกาสไปเที่ยวอังกฤษมาพักนึง ดองไว้นานละ ได้เวลาเขียนสักที

สำหรับคนไทย การเดินทางไปอังกฤษ ขั้นตอนแรกคือต้องมี วีซ่าอังกฤษ (หรือเรียกให้ถูกคือ วีซ่าสหาชอาณาจักร) เสียก่อน ขั้นตอนการขอวีซ่าท่องเที่ยวคร่าวๆ คือ

  • ยื่นคำร้องออนไลน์ ที่นี่
  • เตรียมเอกสารให้ครบ แล้วเอาไปยื่นตามวันที่นัดไว้
  • หลักฐานทั่วๆ ไปก็มี passport, รูปถ่าย, ใบจองตั๋วเครื่องบิน, หลักฐานการจองที่พัก, bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน ถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศก็ต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน จากบริษัทด้วย
  • จ่ายเงินค่าวีซ่า 3,952 บาท (อ้างอิง)
  • รอไม่เกิน 15 วันทำการ

แบบละเอียดๆ หน่อยอ่านที่ blog ของ @kengggg

สนามบินหลักของอังกฤษคือ London Heathrow (ตัวย่อ LHR) ถ้าเราเดินทางจากเมืองไทยก็จะมีหลายสายการบินให้เลือก ราคา/คุณภาพ ก็ต่างกันออกไป ให้เลือกกันตามทุนทรัพย์และเวลา ผมเลือกไป EVA Air ตอนมีโปรโมชั่นพอดี บินตรงถึง LHR เลย

ช่วงเตรียมตัวนี่ก็มีเรื่องต้องทำเยอะ เพราะไปหลายเมือง พักหลายที่ ต้องจองที่พัก จองตั๋วรถไฟเยอะ

  • ที่พักระดับ hostel ราคาถูกหาได้จาก booking.com
  • ถ้าไปตามเมืองใหญ่ๆ ลองดูที่พักของเครือ Travelodge จะห้องค่อนข้างดี และราคาโอเค
  • ที่พัก ยิ่งจองล่วงหน้ายิ่งถูก เที่ยวเดือนพ.ค. จองตั้งแต่เดือนก.พ. ยังมีหลายที่เต็มแล้ว
  • การเดินทางระหว่างเมืองใช้รถไฟ เข้าไปวางแผนล่วงหน้าได้ที่เว็บของ National Rail ยิ่งจองเร็วยิ่งถูก (ตั๋วจองล่วงหน้าอาจจะถูกกว่าซื้อที่สถานีเลยเป็น 10 เท่าก็ได้)

เตรียมตัวทุกอย่างเสร็จสิ้น ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ 12:50 บนเครื่องของ EVA มีจอส่วนตัวให้ดู มีหนังให้เลือกพอสมควรทั้งไทยเทศ (มีกวนมึนโฮ กับ อินทรีแดง ถ้าเป็นหนังพูดอังกฤษจะมีซับจีนให้ ถ้าหนังพูดภาษาอื่นจะมีซับจีนกับอังกฤษ (เหมาะกับคนที่ยังฟังภาษาอังกฤษไม่คล่อง) แต่จอภาพบนเครื่องบินนี่น่าจะเป็นเทคโนโลยีเมื่อสักสิบปีที่แล้ว คนที่อยู่กับโทรศัพท์จอ AMOLED หรือกระทั่ง SLCD เห็นแล้วคงเครียดกันหมด ระบบ touchscreen ก็เรียกได้ว่าแย่กว่าจอ resistive บนมือถือถูกๆ เสียอีก

ใช้เวลาประมาณ 12.5 ชั่วโมงก็ถึง LHR ถ้านั่งเครื่องของ EVA จะมาลงที่ Terminal 3 ซึ่งขนาดกำลังดี ไม่สับสน ออกมาปุ๊บเจอตู้ขายซิมมือถืออัตโนมัติ มีให้เลือกหลากหลายมาก มีทั้งสำหรับคนเน้นโทรในประเทศ เน้นโทรต่างประเทศ หรือเน้น data ก็มี เสียบบัตรเครดิตที่ตู้แล้วกดซื้อได้ทันที

3G SIM
ซิม 3G ของเครือข่าย 3

ที่ซื้อมาใช้เป็น SIM 3G ของ 3 ใช้ได้ 1GB ใน 1 เดือน ราคา 15 ปอนด์ โทรออกไม่ได้ ส่ง sms ไม่ได้ เวลาติดต่อกับเพื่อนก็ใช้ Kik Messenger เอา (บางคนอาจจะใช้ Whatsapp, XMS หรือยี่ห้ออื่นก็ตามชอบใจ ส่วน BBM นี่ไม่มีข้อมูลว่าใช้ยังไง)

making every journey better
รถเข็นของสนามบิน

ที่ LHR Terminal 3 ด้านล่างมีสถานีรถใต้ดินของลอนดอน (เรียกกันทั่วไปว่า Tube) อยู่ด้วย สามารถไปต่อยังจุดต่างๆ ในลอนดอนได้ทั้งหมด การเดินทางโดยใช้ tube ที่สะดวกสุดก็คือซื้อบัตร Oyster ที่เป็น smartcard เติมเงินใส่ไว้ แล้วระบบจะหักเงินให้เอง สะดวกสบายและถูกกว่าซื้อเป็นครั้งๆ นอกจากนี้บัตร Oyster ยังใช้กับ public transportation อย่างอื่นเช่นรถเมล์ หรือ DLR ได้ด้วย

tube stations
เส้นทางที่สายนี้ผ่าน

สำหรับผู้ใช้มือถือ Android แนะนำโปรแกรมชื่อ Pubtran London (market link) โหลดได้ฟรี สามารถใช้ค้นหาเส้นทาง คำนวณระยะเวลา สำหรับการเดินทางในลอนดอนได้ง่ายๆ มีสถานะบอกหมดว่าสายไหน delay หรือปิดซ่อม

วันแรกมาถึงลอนดอนเอาตอน 19:15 นั่ง tube ไปที่พักแถว Earl’s Court กว่าจะถึง ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว (ร้านค้าในอังกฤษปิดค่อนข้างเร็ว ไม่เหมือนบ้านเรา) จัดการมื้อแรกเป็นของลดราคาที่ซื้อมาจากร้าน Marks & Spencer ที่สนามบิน ก่อนเข้านอน

M&S
มื้อแรก จาก M&S

วันรุ่งขึ้น ตื่นเช้ามาเป้าหมายแรกของวันคือ Stamford Bridge การเดินทางก็นั่ง tube ตามสไตล์คนลอนดอน

Earl's Court station
Earl's Court Station

tube บางสถานีจะอยู่บนดิน แต่เค้าก็ยังเรียกว่า london underground กันอยู่

Inside the Tube
สภาพภายใน tube

tube ที่ลอนดอนจะเก่ากว่า BTS หรือ MRT บ้านเราอยู่พอสมควร วิ่งก็ไม่ค่อยนิ่มเท่าไหร่ แต่รวดเร็วและทั่วถึงมาก โดยแต่ละเส้นทางจะมีชื่อและสีกำกับเพื่อง่ายต่อการจดจำ ถ้าดูในตัวรถจะเห็นเสาที่จับ ตามสีของเส้นทางด้วย เผื่อคนขึ้นผิดชานชาลาหรือผิดคันจะได้รู้ตัว

ลอนดอนเนอร์
ลอนดอนเนอร์

สังเกตว่าคนที่โน่นประมาณครึ่งนึงจะมีอะไรอ่านระหว่างอยู่บน tube ตลอด มีหนังสือพิมพ์บ้าง kindle บ้าง ถ้าคนที่ดูอายุน้อยๆ หน่อยก็มีเห็นกด smartphone บ้างเหมือนกัน แต่ยังน้อยกว่าอ่านหนังสือ

สนาม Stamford Bridge ต้องไปลงที่สถานี Fulham Broadway พอออกมาก็เห็นโฆษณาเสื้อแข่งใหม่ของเชลซี ทำให้แน่ใจว่ามาไม่ผิดสถานีแน่

tube exit
ทางออกที่สถานี Fulham Broadway

ออกจากสถานีแล้วเดินต่อมาทางตะวันออกอีกหน่อยนึงก็จะถึงสนาม ส่วนถ้าใครจะไปดูรูปปั้นไมเคิล แจ็กสัน ที่สนาม Craven Cottage ของ Fulham ต้องไปทางตะวันตกอีกไกลพอสมควร

Stamford Bridge
ถึงสนามแล้ว

Peter Osgood
รูปปั้น Peter Osgood ตำนานนักเตะ (ยุคไหนเหรอนั่น)

Megastore
มีร้านขายของที่ระลึก Chelsea Megastore

สโมสรใหญ่ๆ ในพรีเมียร์ลีก จะมีทัวร์ชมสนามและพิพิธภัณฑ์ด้วย ค่าเข้าประมาณ 16-18 ปอนด์ต่อคน (800-900 บาท) แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นแฟนเชลซี ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู

Museum
มี Museum & Stadium Tour ด้วย

สนาม
ถ่ายจากข้างนอกสนาม ซูมสุดได้แค่นี้แหละ

Ticket Touting
ตั๋วผีเป็นอาชญากรรม

เหนื่อยแล้ว ไว้ต่อตอนถัดไปละกัน