The Passion of Anna เป็นวงหน้าใหม่ เพิ่งทำเดโมเสร็จ พอดีเพื่อนที่เป็นคนในวงเอามาให้ฟัง ก็เพราะดี ซาวด์ออกอังกฤษๆ หน่อย ดูจาก influence ก็มีหลายวงอย่าง The Velvet Underground, The Cocteau Twins, Echo and the Bunnymen, Siouxie & the Banshees, The Cure, The Ocean Blue, The Railway Children, Slowdive, Adorable (ไม่เคยฟังซักวง =.=’)
ลองไปฟังได้ที่ myspace ของทางวง
คืนก่อนไปงาน IDIOM ที่จัดโดยกลุ่ม SO:ON เป็นงาน live concert ของวงแปลกๆ ไม่ค่อยจะดังรวมทั้งหมด 5 วง (ไม่รู้จักเลยซักวง) แต่ด้วยอาการอยากลิ้มลองดนตรีแปลกๆ ดูบ้าง บัตรราคา 250 บาท ได้เบียร์ขวดนึงก็ไม่โหดร้ายจนเกินไป สถานที่จัดอยู่ RCA เดินทางไม่ลำบาก สุดท้ายก็เลยตัดสินใจไปดู
ศิลปินทั้ง 5 ที่มาเล่นในงานนี้ประกอบด้วย GIS (Thailand), Little Fox (Thailand), Kazuhisa Uchihashi (Japan), Utopium (France), และ Chiristopher Willits (USA)
ชอบอยู่สองวงคือ GIS กับ Utopium ส่วน Little Fox เป็นอะคูสติก กีตาร์ตัวเดียวฟังแล้วจะหลับ อีกสองคนที่เหลือ Uchihashi กับ Christopher Willits งานจะออกแนวเกิน ฟังแล้วเกิดอาการเหวอ
จบงาน อุดหนุนซีดีของ Utopium แผ่นนึง เดินผ่านร้าน route66, slim ที่ไม่ค่อยจะมีคนเท่าไรนัก ที่นั่งบริเวณหน้าร้านว่างเปล่า แทบไม่มีคนนั่ง เห็นแล้วก็คิดถึงสมัยที่ย่าน RCA กำลังรุ่งเรือง
เรียกรถแท็กซี่ กลับบ้าน นอน
ห้องน้ำโรงหนัง SF World cinema ห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด (ไม่ได้ถ่ายเองหรอกนะ)
เห็นแล้วนึกถึงเพลง Black Mirror ของ Arcade Fire
Un! Deux! Trois! Dis: Miroir Noir!
Black Mirror!
จำได้ว่ามีโอกาสฟังเพลงของ flure หนแรกที่งาน Fat Festival #2 ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ตอนนั้น flure ยังเป็นวงหน้าใหม่ที่กำลังจะออกอัลบัมชุดแรก เท่าที่จำความได้ก็รู้สึกว่าเป็นวงหน้าใหม่ไฟแรงพลังล้นเหลือ เล่นกันได้หนักแน่นดี แต่ลีลายังดูสมัครเล่นอยู่เยอะ หลังจาก flure เล่นจบก็แทบจะลืมไปภายในเวลาไม่กี่อึดใจ เพราะวงถัดมาที่เล่นคือ Moderndog และเพลงแรกที่เล่นคือคัฟเวอร์ Creep ของ Radiohead!
หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข้องแวะกับ flure อีกเลยจนกระทั่งอัลบัม Vanilla ที่มีดีกรีรางวัลจากหลายสถาบันรับรอง ลองฟังดูแล้วก็ว่าเจ๋งดี มีทั้งเพลงมันส์ๆ และนุ่มๆ ค่อนข้างกลมกลืนดี (ยกเว้นไอ้เพลงที่ร้องเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่เพลงเดียวนั่นแหละ) มีเพลงที่ร้องคู่กับนาเดีย ให้ฟังแก้คิดถึงด้วย ตอนที่ได้ดูตอนเล่น live ก็เห็นพัฒนาการจากตอนคราวแรกเยอะ กลายเป็นวงที่เล่นสดได้มันส์ดีอีกวงหนึ่ง
อาทิตย์ที่แล้วอัลบัมชุดที่ 3 ที่ชื่อว่า Tales ก็วางแผง แบบ limited edition แถม DVD เสียด้วย
โทนของอัลบัมโดยรวมก็ยังเป็นแนวเดียวกับ Vanilla รู้สึกเหมือนเพลงนุ่มๆ จะเยอะขึ้น เพลงเร็วๆ หนักๆ ลดลง ทำให้ส่วนตัวออกจะผิดหวังอยู่เล็กน้อย แต่ดูจากคุณภาพของเพลงแล้วถึงจะมีปริมาณน้อย แต่ก็พอให้อภัยได้ แขกรับเชิญในอัลบัมนี้เป็น Ju อดีตมือกลองที่มาช่วยเล่นให้ตอนออกทัวร์ปีที่แล้วกับ อรอรีย์ มาช่วยร้องให้ในเพลง ไม่ใช่ feat. JU-ORN (ชื่อเท่มาก)
สรุป : รักษามาตรฐานของตัวเองได้ แต่ก็ไม่มีอะไรใหม่ คนชอบ Vanilla ก็น่าจะชอบชุดนี้
Track เด่น : เผชิญ, สะกด, ไม่ใช่, ยื้อ
ได้ซีดี Soundtrack หนัง Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ มาฟรี เป็นของแจกมีเพลงมาให้ 2 เพลง (เอง)
เพลงแรกเป็นของ Ebola ที่เนื้อเพลงดูจะไปกันได้ดีกับหนัง เปิดบ่อยมากที่จอตรงข้ามลานน้ำพุเซ็นเตอร์พอยท์ กับอีกเพลงนึงเป็นเพลงเก่าของ พงษ์พัฒน์ เอามาทำเป็น acoustic
ระหว่างที่ YouTube ยังโดนบล็อกอยู่ ดู MV ของทั้งสองเพลงได้ที่ mthai video
สิ่งที่ฉันเป็น , ฟั่นเฟือน
หนังเข้าตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ใครชอบหนังรักก็ลองไปดูกัน
เออ.. เพิ่งสังเกตได้ว่า ทำไมท่านั่งอนันดามันเหมือนกับลุง Bill Murray เลยเนี่ย
Frets on Fire เป็นเกมเลียนแบบ Guitar Hero แต่สามารถเล่นบนคอมได้ (Guitar Hero เป็นของ Play Station 2)
การเล่นก็เหมือนๆ กับเกมเต้นเข้าจังหวะทั่วไป คือกดปุ่มให้เข้ากับจังหวะเพลง แต่ความสนุกของ Frets on Fire อยู่ที่เพลงประกอบหลากหลาย (ซึ่งได้มาจากการ contribute จากแฟนเกม) มีทั้งเพลงร็อคระดับขึ้นหิ้งไปถึงเพลงใหม่จากวงขวัญใจวัยรุ่น
ปุ่มที่ใช้เวลาเล่นเป็น F1-F5 เอาไว้จับคอร์ด กด enter เพื่อดีด
เล่น November Rain แล้วนึกว่าตัวเองเป็น Slash ไปด้วยก็มันส์ดี
Frets on Fire เป็นโปรแกรม Opensource เขียนด้วย python สามารถใช้งานได้ทั้งบน Windows, Linux, Mac OS X และ FeeBSD
อากาศในเมืองกรุงเริ่มหนาวมาได้สองสามวันแล้ว
มีเรื่องน่าแปลกใจตรงที่ว่า ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกได้ว่าอากาศหนาว มักจะคิดถึงเพลง Sweet Soul Revue ของ Pizzicato Five เสมอ (ทั้งเวอร์ชันต้นฉบับและเวอร์ชันคัฟเวอร์โดยนาเดีย )
ที่ว่าแปลกก็คือ เนื้อเพลงมันก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับอากาศหนาวเลย ยกเว้นเพียงท่อนที่ว่า “ทุกๆ เช้าอากาศเย็น ฉันยิ่งเหงาจับใจ” แต่ไม่รู้เป็นอะไร เวลาฟังเพลงนี้ ภาพที่โผล่ขึ้นมาในหัวมักจะเป็นภาพเด็กสาวใส่เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ฟูฟ่อง เดินกางร่มไปตามถนน ในเช้าวันอากาศเย็น (ทั้งที่ใน MV ก็ไม่ได้มีอะไรแบบนี้สักนิด)
คิดถึงเพลงเก่าๆ หรือว่าจะเริ่มแก่เสียแล้ว?
ไปงาน Fat Festival เป็นครั้งที่ 6 แล้ว
ระยะหลังไม่ได้ติดตามวงการเพลง ไม่ค่อยรู้ว่ามีวงไหนเด็ดๆ บ้าง ในงานนอกจากจะเดินดูของขาย (แต่ไม่ค่อยซื้อ) ก็มีคอนเสิร์ตเป็นจุดประสงค์หลักในการมางานคราวนี้
วงที่ได้ดูไปในครั้งนี้มี Goose, อรอรีย์, Paradox, Flure แล้วก็ Desktop Error น้อยมากเมื่อเทียบกับครั้งที่ 2 ที่ดูเกือบทุกโชว์ที่มีเวลา จนแทบไม่ได้เดินซื้อของ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงานคราวนี้วงระดับบิ๊กเนมหลายๆ วงก็ไม่มาแล้ว หรือบางวงที่ยังอยู่รอดก็เปลี่ยนสี กลายพันธุ์ไปจนแฟนเพลงเก่าๆ รับไม่ได้ ทำให้ความน่าสนใจของคอนเสิร์ตลดลงไปเยอะ แต่มองในอีกแง่ ก็เป็นการเปิดโอกาสให้วงหน้าใหม่ได้มีโอกาสขึ้นเวที โชว์ฝีมือกันบ้าง
สรุปงาน Fat คราวนี้
กลายเป็น commercial เต็มรูปแบบ ค่าบัตร 300 บาท สปอนเซอร์หลักเปลี่ยนจาก Heineken มาเป็น Smart Purse พยายามจูงใจให้ใช้จ่ายซื้อของในงานด้วยบัตรของ smart purse เต็มที่
หลายๆ อย่างที่ไม่เคยเจอในงานคราวก่อน ก็มาเจอในคราวนี้ เช่น พริตตี้, บูธโฆษณามอเตอร์ไซค์ Yamaha, การแสดงเต้นนุ่งน้อยห่มน้อยโดยสปอนเซอร์
บางอย่างที่มีในงานคราวก่อน แต่ไม่มีในคราวนี้ เช่น Heineken!
สถานที่ดีที่สุดตั้งแต่จัดงานมา ไม่ร้อน ไม่แออัด ห้องน้ำเพียงพอ เสียตรงที่ว่าไกลโคตรๆ
ส่วนตลาดขายของ ไม่มีเสน่ห์เหมือนแต่ก่อนแล้ว หลังจากงานเลิก CD ที่ขายในงาน ก็มีวางขายตามแผงทั่วไป
พลาดไม่ได้ดู Euphoria วงจากญี่ปุ่น เพราะมัวแต่ช้อปเพลิน
ทีแรกเกือบจะไม่ไปงานครั้งนี้แล้ว แต่พอได้ไปก็รู้สึกว่า Fat ทำการบ้านมาเยอะ แก้ไขความห่วยของงานครั้งที่ 4 และ 5 ที่ผ่านมาได้ดี ปีหน้าหวังว่าจะดีกว่านี้
สรุปงาน Fat Festival ทั้ง 6 ครั้ง
#1 - โรงงานยาสูบเก่า
ข้อดี - สด ใหม่ ทุกอย่างมีคุณภาพ
ข้อเสีย - ร้อน
#2 - อิมพีเรียลเวิร์ล ลาดพร้าว
ข้อดี - คอนเสิร์ตเด็ดๆ เยอะมาก, moderndog เล่นคัฟเวอร์เพลง creep
ข้อเสีย - พื้นที่เล็ก แออัด
#3 - สวนสยาม
ข้อดี - นึกไม่ออก
ข้อเสีย - สถานที่กว้างเกิน มีคนมาเที่ยวสวนสยามเดินไปเดินมาทั่วไป
#4 - สนามม้านางเลิ้ง
ข้อดี - โชว์ปิดท้ายของ Fantastic Plastic Machine
ข้อเสีย - ทุกอย่างที่เหลือ
#5 - แดนเนรมิต
ข้อดี - มีหนังสารคดีของ Fernando Meirelles ฉาย
ข้อเสีย - ฝนตก, ตารางเวลาสับสน, ยึดเข็มขัด
#6 - เมืองทางธานี
ข้อดี - สถานที่เหมาะ เย็นสบาย
ข้อเสีย - เน้นขายของเกินไป, บัตรแพง, ไม่มี Heineken