เมื่อวานนี้ตอนเวลาประมาณหกโมงครึ่ง หลังจากออกจากโรงหนังแห่งหนึ่งแถบประตูน้ำ ผมเดินเรื่อยเปื่อยไปรอรถเมล์ ในใจก็นึกถึงหนังสือเรื่องหนึ่งที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว และหนังสือเล่มนี้ก็ไปปรากฎอยู่ในหนังเรื่องที่เพิ่งดูจบไปโดยที่คิดไม่ถึง

ปกติโรงหนังแห่งนี้ไม่ค่อยจะถูกโรคกับผมซักเท่าไหร่ ถ้าเป็นในวันเวลาสถานการณ์ปกติ ก็คงจะไปดูที่สกาลา สยาม ลิโด เสียมากกว่า นอกจากค่าตั๋วถูกกว่า มีบัตรสะสมแต้ม มารยาทของคนที่มาดูก็ยังดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่หนังเรื่องที่เพิ่งดูจบไป บังเอิญว่าไม่มีฉายที่โรงลิโด และกระแสของเรื่องนี้แรงเหลือเกิน ใครๆ ก็ว่าดี ก็เลยขอลองพิสูจน์ดูด้วยสายตาของตัวเองเสียหน่อย

“เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา”

ฟังดูอาจจะคุ้นๆ เพราะประโยคเด็ดนี้พบเห็นได้จากหลายแหล่ง ทั้งบทความ ฟอร์เวิร์ดเมล์ หรือจากปากของคนรู้จัก
เปล่าหรอก, ประโยคนี้ไม่ได้โผล่ในหนังเรื่องที่ดูไป แต่มันมาจากหนังสือเล่มนั้นแหละ คนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ถึงจะอ่านผ่านๆ อย่างไร แต่อย่างน้อยก็คงจะจำประโยคนี้ได้

ประโยคนี้มาจากบทที่ 21 ของหนังสือ เจ้าชายน้อย (The Little Prince) ของ Antoine de Saint-Exupéry ในฉากที่เจ้าชายน้อยต้องลาจากสุนัขป่า

การไปดูหนังเรื่อง เพื่อนสนิท ทำให้นึกถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เล่มที่ผมมี ตอนนี้คงนอนอยู่ปะปนกับหนังสืออีกหลายเล่ม ที่ไม่รู้ว่าถ้าไปค้นแล้วจะค้นเจอหรือเปล่า

เสียดายที่ว่าประเด็นของเจ้าชายน้อย ที่หนังหยิบมานำเสนอ ออกจะเบาบางเกินไปจนไม่สามารถรับรู้ถึงความเกี่ยวข้องกันกับเรื่องราวได้ ถ้าเป็นคนที่เพิ่งอ่านหนังสือจบแล้วเดินเข้าไปดูในโรงเลย อาจจะเข้าใจกว่าผม แต่คนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยอ่าน หรืออ่านไปเมื่อนานมาแล้ว คงไม่สามารถเชื่อมโยงรายละเอียดในหนังกับหนังสือได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงดูขัดเขินและไม่ลงตัว

บทบาทของหนังสือก็เลยกลายเป็นเพียงหนังสือเล่มหนึ่ง ที่คนสองคนเคยอ่าน และอีกคนนึงเริ่มต้นอ่านเพราะคนสองคนนี้แค่นั้นเอง

ใครไม่เคยอ่าน หรืออยากอ่านซ้ำ อ่านได้ที่นี่
เวอร์ชันภาษาไทยก็มี

Unexpected error

by pittaya

การ migrate มาใช้ Breezy Badger ที่จัดการไปเมื่อวันก่อน อะไรๆ มันก็ดูดี ยกเว้นที่ว่า… ดันลืม backup contact รุ่นน้องที่ต้องใช้ติดต่อตอนทำ thesis
ชื่อ อีเมล์ เบอร์โทร หายวับไปพร้อมกับคำสั่ง mkreiserfs
เวรจริงๆ…

Breezy Badger

by pittaya

Notebook ที่ใช้อยู่เนี่ย ซื้อมาจะสามปีแล้ว แต่ยังทำงานได้ซื่อสัตย์ดี เสียอยู่ตรงที่ว่ามันมี Harddisk มาให้แค่ 30GB

ใน 30GB เนี่ย ก็เฉือนไว้ให้ WindowsXP ซะ 5GB เป็น OS ลูกเมียน้อย ไม่ค่อยได้ใช้ ส่วนที่เหลือก็จัดแบ่งลง Ubuntu Linux

ทีนี้มันมีเรื่อง thesis ที่ดันจำเป็นต้องใช้ windows ขึ้นมา แล้วไอ้ 5GB ที่มีเนี่ย มันไม่พอใช้งาน ก็เลยต้องมาจัดการหดขนาดส่วนที่เป็น linux แล้วเอาเนื้อที่ไปโปะส่วนของ windows แทน

Filesystem ของ linux partition ที่ใช้อยู่เป็น reiserfs เวลาจะย่อขนาด เค้าบอกว่าต้อง unmount ก่อน ก็เลยต้องไปหาพวกที่เป็น live CD มาบูทเสียก่อน แล้วค่อยจัดการย่อ

ลองใช้ QTParted บน Knoppix ก็ไม่สำเร็จ
ใช้ resize_reiserfs ที่เป็น command-line ก็ไม่เวิร์ค มันบ่นว่ามี broken tree อะไรซักอย่างใน partition

ด้วยความขี้เกียจ ก็เลยลบ partition linux ทิ้งไปเลยดีกว่า (แน่นอนว่าต้อง backup ไว้ก่อน)
จากเนื้อที่ที่ว่างอยู่ จัดการแบ่ง partition ใหม่ เพิ่มเนื้อที่ให้ windows อีก 4GB ส่วน partition linux ก็ได้โอกาสลง Ubuntu ตัวใหม่ เวอร์ชัน 5.10 โค้ดเนม Breezy Badger ที่เพิ่งออกมาใหม่สดๆ ร้อนๆ

ดูจากภายนอก Breezy ก็ดูคล้ายๆ กับเวอร์ชันเก่า ไม่แตกต่างเท่าไหร่นัก แต่ถ้าจะดูจริงๆ แล้วมีหลายอย่างที่ต่างไป เช่น kernel ที่ใหม่ขึ้น รู้จักอุปกรณ์มากขึ้น, Gnome ใหม่ที่ใช้ rendering engine แบบเวคเตอร์, ฯลฯ

ที่ประทับใจก็มี

  • Cairo - Render backend ตัวใหม่ของ gtk ที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าที่คิด ทำให้ effect ต่างๆ บน gnome ดูดีขึ้นเยอะ
  • iPod mini เสียบเข้าไปแล้ว mount ให้ทันที แถมมี icon เป็นรูป ipod เสียด้วย รวมทั้ง Rhythmbox ก็รู้จัก iPod โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย
  • Hibernate ใช้งานได้แล้ว !
  • Installer ฉลาด ใช้งานง่าย รู้จัก hardware ครบ
  • มี Bootsplash มาให้แล้ว มี progress bar สวยๆ งามๆ
  • Breezy repositories มี package ที่ต้องการใช้ครบครัน ใช้งานได้ไม่มีปัญหา (ยกเว้น Azureus)
  • ดูเหมือนจะทำงานเร็วกว่าเดิม (ไม่รู้คิดไปเองป่าว)

ปรับแต่งอีกนิดๆ หน่อยๆ ก็เนียนแล้ว

Trip-Hopian

by pittaya

หยิบเอา Massive Attack อัลบัม Protection มาฟังดูบ้าง

เมื่อก่อนฟังแต่ Mezzanine (ที่หน้าปกเป็นแมลงตัวดำๆ บนพื้นสีขาว)
ส่วน Protection เนี่ยไปก็อปมาจาก harddisk ชาวบ้านนานมากแล้ว เพิ่งเอามาฟังวันนี้

Track แรก “Protection” ก็โดนเลย ฟังแล้วเสียงร้องคุ้นๆ อยากรู้ว่าเป็นเสียงใคร แต่ก็ดันไม่มีปกอัลบัมให้เปิดดู credit ได้ ต้องไปคุ้ยข้อมูลจาก google แล้วก็เป็นดังคาด คือเป็นเสียงของ Tracy Thorn จาก Everything But the Girl จริงๆ เสียด้วย (EBTG เคยฟังแค่ Temperamental ชุดเดียว แต่ก็เป็นอัลบัมที่ชอบมากๆ เลยเหมือนกัน)

แต่ Track ถัดไปไม่ค่อยชอบเท่าไหร่…

อีกอัลบัมที่หยิบมาฟังซ้ำตอนช่วงนี้คือ Portishead อัลบัม Roseland NYC Live

อัลบัมนี้มี CD เพลงมันจะหลอนๆ หม่นๆ เศร้าๆ ดี (เพื่อนบางคนบอกว่าฟังแล้วกลัวผีหลอก) มีอยู่ช่วงนึงชอบมาก ฟังบ่อยสุดๆ จนกระทั่งมาถึงช่วงที่ฟังเพลงแนวที่มันสดใสหน่อย ก็เลยห่างๆ ไป ไม่ได้เอามาฟังนานแล้ว
(จะให้ฟัง Portishead ต่อจาก Tahiti 80 มันก็ยังไงๆ อยู่ ปรับอารมณ์ไม่ทัน)

Yeah, i do like Belle & Sebastian.

Book Fair 2005/2

by pittaya

หนังสือที่ได้มาจากงานหนังสือคราวนี้

  • คินนิกุแมน ภาคแรก - ของ Action Comic 7 เล่มใหญ่ รู้ว่าไม่ใช่ของลิขสิทธิ์ พิมพ์ห่วย แปลไม่ได้เรื่อง แต่จะรอให้ SIC เอามาพิมพ์ให้จบก็คงจะไม่มีหวัง ก็เลยตัดใจซื้อเพื่อรำลึกอดีต
  • วาตะชิ โนะ ทริบิวต์ - Tribute Commic ลำดับที่สาม ในเล่มนี้ฟรีสไตล์ ยำตั้งแต่เดวิลแมนไปจนถึงโดเรมอน
  • SuttichArtWorkS - รวมภาพของคนวาด JOE the Sea-cret Agent ที่เขียนถึงไปเมื่อวันก่อน
  • คินดะอิจิรุ่นปู่ เล่ม 2, 3 - งานหนังสือคราวที่แล้วซื้อตอนแรกไป ก็สนุกดี เห็นเล่ม 2 ออกมาตั้งนานแล้วแต่ไม่ได้ซื้อ กะรอมาซื้องานนี้ พอดีเล่มสามออก ก็ถือโอกาสซื้อไปด้วยกันเลย
  • ฝนตกตลอดเวลา - นิยายเรื่องล่าสุดของปราบดา หยุ่น ตอนนี้อ่านไปได้นิดนึง รู้สึกว่ามันเพี้ยนกว่างานของ Murakami ซะอีกแฮะ
  • โลกหมุนรอบตัวเอง - รวมเรื่องสั้นของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนซีไรต์ ติดใจมาตั้งแต่ตอนอ่านรวมเรื่อสั้น แผ่นดินอื่น เห็นเล่มนี้ออกมาเลยคว้าไว้ด้วย
  • ที่อยู่ของหัวใจ - รวมงานเขียนของวรพจน์ พันธุ์พงศ์
  • จันทราปฏิวัติ - Moon is a Harsh Mistress งานนิยายไซไฟรางวัลฮิวโก ของโรเบิร์ต ไฮน์ไลน์
  • จอห์นนี่ไปรบ - Johnny Got His Gun งานของดอลตัน ทรัมโบ นิยายวิพากษ์วิจารณ์สงครามต้องห้ามในอเมริกา
  • พระเจ้าเก้าล้านล้านชื่อ - The Nine Billion Names of God รวมเรื่องสั้นไซไฟ
  • ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์ - Guns, Germs and Steel: The Fates of Human Societies หนังสือรางวัลพูลิตเชอร์ปี 1998 เคยได้ยินชื่อเรื่องมานานแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสหามาอ่านก็คราวนี้
  • หงสาจอมราชัน เล่ม 1-14 - ใครๆ ก็ว่าเรื่องนี้โคตรมันส์ เลยต้องขอลองดูเสียหน่อย

ยังไม่ได้รวมราคา แต่คิดว่าไม่รวมท่าทางจะดีกว่า

Cruel-Bad-Good

by pittaya

ตั้งแต่เริ่มดูหนังจริงๆ จังๆ เมื่อซักตอนเริ่มเข้ามหาลัย ตั้งแต่ตอนนั้นก็ได้ดูหนังของ John Woo มาหลายเรื่องพอสมควร ก็มี Broken Arrow, Face/Off, MI:2 แต่ว่าหลังๆ ก็ไม่ได้ตามผลงานเท่าไหร่แล้ว รู้สึกว่าจะมือตกๆ ไป แต่ว่าพูดถึง John Woo แล้ว เรื่องที่ใครๆ ก็ว่าเป็น masterpiece ของแกก็คือ A Better Tomorrow Trilogy หรือในชื่อไทยว่า โหด เลว ดี ทั้งสามภาค
พอดีสบโอกาสหา โหดเลวดี ภาคแรก (หนังมันเก่าตั้งแต่ปี 1986 เชียว) มาดูได้ ก็เลยลองเปิดดูไปเมื่อคืน

หนังมันก็งั้นๆ น่ะแหละ เป็นเรื่องของตำรวจ มาเฟีย ค้ายาเสพติด การล้างมือจากวงการ การล้างแค้น ฯลฯ
อาจจะเป็นเพราะได้มาดูเอาปี 2005 นี้ ที่เรื่องพวกนี้กลายเป็นอะไรโหลๆ ไปแล้วก็ได้ แต่ว่าในเรื่องก็มีฉากสำคัญๆ หลายฉากที่เป็นอิทธิพลสืบทอดมายังหนังยุคต่อมาอีกหลายเรื่อง

นีโอ ใน The Matrix ภาคแรก ถือปืนคู่ยิงข้าวของกระจุยกระจาย ซึ่งแอคชันแบบเดียวกันนี้ โจวเหวินฟะเคยแสดงไว้ก่อนตั้งสิบปี ! (เพียงแต่ไม่เท่เท่าคีนูรีฟส์เท่านั้นเอง)
ฉากล้างแค้นในร้านอาหาร กลายเป็นอิทธิพลกับหนังยุคหลังอีกหลายเรื่อง เช่น บางกอกแดนเจอรัส ของออกไซด์แปง ที่แทบจะก๊อปปี้ฉากนี้มาเต็มๆ หรือแม้กระทั่งฉากที่หลี่หมิง ควงปืนคู่บุกเข้าไปสังหารหมู่ใน Fallen Angels ใครจะกล้าปฏิเสธว่ามันไม่มีกลิ่นของโหดเลวดีอยู่เลย

สิ่งที่ขัดใจอยู่อย่างนึงในโหดเลวดีภาคแรกนี่ก็คือ “ทำไมมันไม่มีนกพิราบ !”
หนังทุกเรื่องของ John Woo ที่เคยดูมามันจะมีท่าบังคับอยู่สองอย่างคือ ต้องมีฉากตัวเอกยิงปืนคู่ กับฉากยิงใส่กันแล้วมีนกพิราบบิน ไม่เชื่อลองไปเปิด MI:2 ดูได้เลย ตอนบุกรังตัวโกง นกพิราบมาจากไหนกันเยอะแยะ (แต่ที่ดูแล้วเท่สุดต้องใน Face/Off)

ว่าจะลองไปหาภาคสองมาดูต่อ เผื่อมันจะมีนกพิราบบินมั่ง

วันนี้แวะไปงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิตติ์มา คนเยอะตามคาด
หนังสือสมัยนี้ราคามันก็แพงขึ้นตามค่าครองชีพ ซื้อไปไม่กี่เล่มหมดเงินไปพันกว่า

แต่ที่ซื้อมาแล้วโคตรคุ้มสุดๆ ก็เล่มนี้แหละ


SUTTICHARTWORKS
รายละเอียดของหนังสือ

รวมผลงานของคุณ SS. ที่วาดเรื่อง Joe Sea-cret Agent ไอเดียแกกระฉูดจริงๆ ชอบการ design ตัวละคร, ฉาก, ข้าวของ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป แล้วไอเดียเจ๋งอย่างไม่น่าเชื่อ

ราคาปก 399 ขาย 350 ถึงแม้ว่าจะมีหนังสือการ์ตูนชุด Joe ครบทุกเล่ม ติดตามการ์ตูนทำมือมาทั้ง Krash, Warm-up, Tribute กับเสื้อยืด Joe อีกสามตัว (เจ๊งไปแล้วตัวนึง) ส่วนตัวถือว่าเล่มนี้ก็ยังโคตรคุ้มอยู่ดี

ได้ข่าวมาว่า Joe ตอนพิเศษ New York Summer Land ทำเป็นอนิเมชัน ใกล้เสร็จแล้ว รอดูด้วยใจจดจ่อ

Fear Takes Flight

by pittaya

ไปดู Red Eye มาที่โรงหนังสกาลา รอบ 20.45 พอดี
เล็งเรื่องนี้ไว้นานแล้ว แต่มันเลื่อนโปรแกรมไปๆ มาๆ กว่าจะได้ฉายก็วันนี้แหละ

เรื่องย่อๆ ก็คือว่านางเอก ระหว่างที่ขึ้นเครื่องบินเที่ยว Red Eye (เที่ยวบินรอบดึก) กลับบ้าน ก็โดนขู่โดย ผู้ก่อการร้ายที่วางแผนลอบสังหารคนใหญ่คนโตของรัฐบาล โดยแผนการจะสำเร็จได้ ต้องมีนางเอกเป็นคนสำคัญ ซึ่งถ้าหากปฏิเสธ พ่อนางเอกจะโดนสั่งเก็บทันที

ในที่สุด Wes Craven ผู้กำกับเรื่องนี้ คืนฟอร์มได้เสียที เพราะช่วงหลัง ตั้งแต่จบ scream 2 ไปเนี่ย เริ่มรู้สึกว่ามือตกยังไงก็ไม่รู้ โดยรวมๆ Red Eye เป็นหนังไม่ยาวมาก ประมาณแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง แต่ดูแล้วลุ้นระทึกดีทั้งเรื่อง (ถึงแม้ว่าบางฉาก จะดูคล้ายกับเรื่อง… เอ่อ… Scream ไปซักหน่อยก็ตาม)

จุดเด่นของหนังก็คือการจับเอาเรื่องเหตุการณ์บนเครื่องบิน บนพื้นที่ปิด คับแคบ สูงเหนือพื้น 30,000 ฟุต คิดยังไงก็คิดไม่ตกว่าจะรอดจากตัวโกงไปได้ยังไง เป็นลักษณะเดียวกับหนังแนวเดียวกันนี้ ที่จับเอาเหตุการณ์พื้นๆ ของคนทั่วไป มาบิด ใส่พล็อตเข้าไป จนกลายเป็นว่า เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็มีโอกาสซวยด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น นั่งรถบัสอยู่ดีๆ ก็มีคนมาบอกว่าบนรถมีระเบิด ห้ามวิ่งช้ากว่า 60 mph (Speed) หรือใช้โทรศัพท์สาธารณะอยู่แล้วมีคนเอาปืนมาจ่อหัว (Phonebooth) เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าคนที่นั่งข้างๆ เราบนรถไฟฟ้า อาจจะเป็น Terrorrist ก็ได้

แต่ด้วยการนำเอาสถานการณ์บีบบังคับบนเครื่องบินมาเป็นพล็อตเรื่อง ก็ทำให้มีข้อด้อยอยู่ในบางจุด คือว่า บนเครื่องบินมันก็มีอยู่แค่นั้น บทมันไม่สามารถทำอะไรแผลงๆ อย่างในสถานการณ์อื่นเหมือนกับ speed หรือ phonebooth ได้ แต่จังหวะการเล่าเรื่องของ Wes Craven ก็ทำได้ กระชับฉับไว ดูแล้วได้ลุ้นอยู่เรื่อยๆ จนกลบจุดอ่อนตรงนี้ไปได้เยอะ

นางเอก - Rachel McAdams เล่นเรื่องนี้ดูดีทีเดียว
ตัวโกง - Cillian Murphy เรื่องนี้หน้าตาโรคจิตยิ่งกว่าบท Scarecrow ใน Batman ซะอีก

อ้อ… รอบที่ดูเนี่ย ได้ดูรอบเดียวกับเบเบ้ด้วย พอดีบังเอิญเห็นตอนก่อนเดินเข้าโรงหนัง ก็ตัวเล็กๆ ดี หน้าตาเหมือนในรูปที่เคยเห็นกัน แต่ว่าแต่งหน้าเข้มเกินไป ไม่ใช่แนวที่ชอบว่ะ

SUSE 10.0

by pittaya

SUSE 10.0 ออกแล้ว
มีเวอร์ชันฟรี (ไม่มี technical support) ให้โหลดได้ที่ OpenSUSE.org
ของเด่นๆ ข้างในก็มี
- Kernel 2.6.13
- Firefox 1.0
- OpenOffice.org 2.0
- Beagle (spotlight เวอร์ชันบน linux)
- Mono
- Gimp 2.2, F-spot
ฯลฯ

ปกติไม่เคยเล่น Suse ไม่รู้มันทำมาดีแค่ไหน ที่เคยได้ยินก็แค่เค้าว่ากันว่ามันมี tool เจ๋งจัดที่ชื่อ YasT (Yet another อะไรซักอย่างเนี่ย) เพื่อนฝูง คนรู้จักก็ไม่มีใครใช้ แต่เหมือนเค้าจะใช้ในองค์กรกันเยอะนะ

ใช้ distro ที่มันดู commercial หน่อยก็มีข้อดีตรงที่ application หรูหรา มันก็มักจะทำมาเพื่อ distro พวกนี้ หรือ document ก็หาไม่ยากนัก อย่าง Redhat เนี่ย document หาง่ายโคตร เทียบกับ gentoo หรือ ubuntu ก็ต้องพึ่งพาแต่ community เท่านั้น

ยังไงซะ อีกไม่กี่วัน Breezy Badger ก็จะออกแล้ว ไว้รอเล่นตัวนี้ดีกว่า

update: เวบ opensuse.org มันใช้ mediawiki เหรอเนี่ย ทำไมมันหน้าตาดีได้ขนาดนี้

« Previous PageNext Page »