Features don’t matter any more.

ผมสงสัยมาตลอดว่า ทำไมหลายๆ คนชอบใช้มือถือที่มันมีฟีเจอร์เยอะๆ อย่างเช่นว่าต้องฟังเพลงได้ มีกล้องถ่ายรูป ริงโทนเสียงสดใส ใส่เม็มเพิ่มได้ ฯลฯ สาธยายไม่หมด หรือไม่ก็ไปถามเรื่อง จะเลือกซื้อเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลแบบไหนดีในเวบบอร์ดซักแห่งหนึ่ง บรรดาผู้หวังดีจะเข้ามาตอบบอกว่า ยี่ห้อนี้ฟัง FM ไม่ได้ ยี่ห้อนั้นอัดเสียงได้ อีกยี่ห้อทำอะไรไม่ได้เลย ฯลฯ เป็นการวัดกันที่ฟีเจอร์ล้วนๆ เลย

หมดยุคของการยัดฟีเจอร์เข้าไปเยอะๆ แล้ว เดี๋ยวนี้มันต้องคำนึงถึงการใช้งานของผู้ใช้ด้วย
บทสรุป 10 ข้อ จาก Why Features Don’t Matter Anymore: The New Laws of Digital Technology

  1. ฟีเจอร์เยอะไม่ใช่ว่าดี ตรงกันข้าม มันจะทำให้ผู้ใช้สับสนเสียอีก
  2. ยิ่งใส่ฟีเจอร์เพิ่ม ก็ยิ่งใช้ยาก
  3. ถ้ามันท่าทางจะใช้ยาก คนก็ไม่ซื้อ
  4. สไตล์เป็นเรื่องจำเป็น
  5. ผู้ใช้จะใช้งานเฉพาะฟีเจอร์ที่ใช้เป็น (และใช้ง่าย)
  6. ฟีเจอร์ใช้ยาก ต้องเรียนรู้ จะไม่ค่อยมีคนใช้
  7. ฟีเจอร์ที่ไม่มีใครใช้นอกจากจะไร้ประโยชน์แล้ว ยังทำให้สินค้าโดยรวมใช้ยากขึ้นด้วย (เคยใช้ Word มั้ย?)
  8. ไม่ว่าทางเทคนิคมันจะเจ๋งแค่ไหนหรือว่าทำงานยังไง แต่ผู้ใช้สนใจแค่ว่ามันทำอะไรได้
  9. ลืมเรื่อง “killer feature” ไปได้เลย ยุคนี้มันต้อง “killer user-experience”
  10. Less is more แต่ less น่ะแหละ ที่ยาก

ถ้าเอากฏ 80/20 หรือ Pareto principle มาใช้ในกรณีนี้ คือผู้ใช้ จะใช้เวลา 80% กับฟีเจอร์ 20% ของทั้งหมด
จุดสำคัญคือ ทำฟีเจอร์ 20% ที่ใช้บ่อยให้มันเจ๋งๆ อีก 80% ปล่อยๆ มันก็ได้ ไม่ค่อยมีใครใช้หรอก

That’s why i LOVE Firefox & iPod

11 Comments

  1. romerun says:

    แน่นอนเป็นหลักการของ type ที่ดี

    โทรสับมือถือ ฟังชั่้นหลักของมันคือเอาไว้โทร ถ้ายัดอะไรเข้าไปเยอะๆก็ไม่ควรเรียกว่าโทรสับมือถือ
    เพราะจะทำให้ผู้ที่เข้ามาทำงานกับ interface ของโทรสับมือถือ(user) สับสนว่ามันคือเหี้ยอะไรกันแน่
    call function ผิดถูกไปหมด ต้องไปอ่าน manual(เปิดคู่มือการใช้งาน)

    มันน่าคิดนะว่า minimal cellphone ต้องมีอะไรมั่ง

  2. AccBLue says:

    ลองมองในมุมคนขาย ถ้าเอาแต่เน้นฟังก์ชั่นพื้นฐานที่ดี เช่น 3310 ทน อึด โทรง่าย ใช้ง่าย เสียงดัง มีฟีเจอร์ที่จำเป็นครบ

    แล้วมันขายทีนึง เมื่อไรจะได้ขายเครื่องใหม่ล่ะ

    หลักการทำของพรรค์นี้ที่ดี คือ กั้กให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ค่อยๆปล่อยออกมาทีละขยัก ถ้าฮั้วกับผู้ผลิตทุกรายว่าจะทำงี้ได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้ user ต้องจ่ายเพิ่มเรื่อยๆ ซื้อใหม่บ่อยๆ เอาของโง่ๆมายั่วกิเลส ตามหลักทุนนิยม สร้างให้มากบริโภคให้มาก

    อย่างกล้องดิจิตอล ไม่คิดเรอะว่าทำไมมันไม่ยัดไอ้ ccd ให้ละเอียดๆมาเร็วๆ ค่อยๆกั้ก จะบอกว่าราคาเรอะ ไม่หรอก ราคาไม่ได้แตกต่างอะไรขนาดนี้ น่าจะเป็นที่ การตลาดมากกว่า แม้แต่ 350D, 20D, 5D โดยรวมแล้ว แทบไม่ต่างกัน ต่างกันที่ขนาด CCD และ body นอกนั้น เป็น software ซึ่งกั้กไว้ (อย่าง 300D พอhack firmware ก็ทำให้ได้ความสามารถของ 10D มาหลายตัว)

    สรุปคือ ทำของดีเกิน มันอยู่ไม่ได้ มันต้องขายเป็นด้วย

  3. pit says:

    AccBLue พูดไรฟะ
    เรื่องยัดหรือกั๊กฟีเจอร์น่ะ เป็นเรื่องง่ายอยู่แล้ว แต่เรื่องทำให้มันง่ายน่ะเป็นเรื่องยาก
    สมมุติว่าทำรีโมทคอนโทรลมี 20 ปุ่ม ทำได้ 20 function เวอร์ชันถัดไปฟีเจอร์เยอะขึ้น ก็เพิ่มปุ่ม หลอกขายคนได้เรื่อยๆ
    แต่สินค้าที่จะเป็น killer จริงๆ คือรีโมทที่ทำได้แค่ 10 function แต่ว่ามี 5 ปุ่มตะหาก

    คนที่ใช้ “ปริมาณของฟีเจอร์” ในการตัดสินใจเลือกซื้อ น่าจะมีแต่พวกเซียนในสาขานั้นๆ แหละมั้ง
    ชาวบ้านทั่วๆ ไปเค้าดูที่รูปลักษณ์ภายนอกตะหาก

    ยอมรับว่าการตลาดก็มีส่วนเยอะ แต่กรูว่าการตลาดที่โปรโมทแต่ฟีเจอร์ ก็เหมาะกับพวกเซียนน่ะแหละ ถ้าจะขายคนทั่วไปก็ต้องเอาเรื่องจับต้องได้ง่ายๆ อย่างเช่นมือถือเปลี่ยนหน้ากากได้ อะไรงี้ คนละ target กัน

  4. gooogolf says:

    หืม…ขอบคุณสำหรับแง่คิดคับ ชอบๆ

  5. plynoi says:

    ถ้าคนใช้ชอบฟีเจอร์เยอะๆล่ะ ?

  6. AccBLue says:

    กรูจะพูดว่า ไอ้สินค้าดิจิตอลที่มีฟีเจอร์เยอะขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นเพราะ มันถึงทางตัน ทำไอ้ของจำเป็นใช้ 80% ไปจนสุดยอดเท่าที่มันคิดได้แล้ว เลยต้องเพิ่มฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นเข้ามาเพื่อให้ขายได้เรื่อยๆ

    ส่วนคนที่ซื้อ เพราะรู้สึกว่า ฟีเจอร์เยอะๆน่าจะดี ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันทำไรได้บ้าง ก็มีพอสมควร คือ มีตังค์ อยากได้ของที่มันโฆษณาว่าดี ทั้งๆที่เอาเข้าจริงๆไม่ได้ใช้ (เช่น ซื้อ รุ่นสุดตรีนมา เพราะรู้สึกว่าสวยดี จอสี แต่ใช้ไรไม่เป็นนอกจากโทรเข้าโทรออก)

    ถามว่าทำไมถึงซื้อทั้งที่ใช้ไม่เป็น เออ กรูลองถามมา เค้าบอกว่า เห็นจอใหญ่ มันน่าจะดี คนขายเชียร์ แค่นั้นแหละ = =”

  7. romerun says:

    เออแต่ใช้ไม่ได้กับ ipod นะ feature เรอะ ไม่มีอะไรเลือกเพลงแบบแตะหมุนๆได้ ปุ่มมี 4 ปุ่ม แต่คนซื้อมากกว่า creative function โครตพ่อโครตแม่ ซึ่งไอ้ function พวกนั้น ต่อให้เป็น 100 function ก็เทียบไม่ได้กับ design ipod

    ทำไม design ipod มันถึงดีแบบนั้นหละ ออกมา ทีเดียวไม่ต้องกั๊ก แล้วอยู่ได้ตลอด (สมมุติว่าไม่คิดว่ามันมาก่อนแล้วดัง คือแม่ง คนรู้ทั้งรู้ว่า ipod ไม่มีห่าอะไร คือมันแค่ลงตัว just right.)

    เออเพราะ ipod มันลงตัว type ของมันคือ เครื่องเล่น mp3 ที่เปลี่ยนเพลงได้ง่าย เหมาะมือ โดนใจ ดูดี น้ำหนักกำลังดี คือถ้ามันยัด function ห่าอะไรเละๆเข้าไปอีกซักอย่างเช่นโทรสับได้ คนอาจจะไม่ซื้อด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง

    ในโลกของมือถือ มันยังไม่อะไีรที่เป็นอย่าง ipod คือออกมาตัวเดียว ขายได้ 10 ปี แบบว่ามัน ideal แล้ว ไม่มากกว่านี้ไม่น้อยแค่นั้นพอ

  8. กกก says:

    เงอ เห็นด้วยกับโรมรัน แต่ก็เข้าใจ Accblue
    ถ้าเราเป็นคนขาย เราก็คงคิดแบบ Accblue
    แต่เวลาเรากลายร่างเป็นคนซื้อ เราก็คงคิดแบบโรมรัน
    ตอนนี้มือถือเราใช้แบบสูงสุดคืนสู่สามัญไปแล้ว รับสายโทรออกได้อย่างเดียว

    ที่จริงถ้าคนมันจะขายซะอย่างอะนะ มันหาอะไรมาแล้วทำให้มันขายได้ มันก็คงเอาหมดแหละ
    ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ดีไซน์หรือประเภทสินค้า แถมยังไม่พอ เจ้านี้ทำแล้วขายได้
    อีที่เหลือก็แห่ทำตามแบ่งตลาดกันไป
    คนซื้อคงต้องหัดมีสติให้มากขึ้นมั้ง
    ต้องรู้จักเลือกว่า ที่จริงตรูออกจากบ้านมาซื้ออะไรกันแน่
    (คนไม่ค่อยมีตังค์อะนะ แต่คนมีตังค์คงคิดอีกอย่าง)

  9. กกก says:

    พิทใจร้าย เอาความเห็นเค้าไปไหน

  10. 4eva-galz says:

    ก้อเหมือน Holga ล่ะมั๊ง เนอะ เอารูปลงอีกดิ ชอบๆ

  11. bitslice says:

    มันยังไม่หมดยุคของของที่มีฟีเจอร์เยอะๆหรอก ในเมื่อปัจจุบันคนที่จะซื้อส่วนใหญ่เค้ายังเปรียบเทียบปริมาณฟีเจอร์กันอยู่

Leave a Reply