Pan’s Labyrinth เป็นผลงานของผู้กำกับ Guillermo del Toro ที่ในตอนแรกผมไม่ค่อยจะเชื่อถือในฝีมือนัก เพราะดูจากชื่อหนังเก่าๆ ที่เค้ากำกับอย่าง Hellboy หรือ Blade II มันไม่ค่อยจะดูดีเท่าไหร่นัก (ถึงแม้ว่าผมออกจะชอบ Blade II อยู่พอควร) แต่กระแสตอบรับทั้งจากคนที่ดูแล้วหรือรางวัลจากงานต่างๆ ก็คุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงไปดู
ผลจากการไปดูเมื่อคืนวันศุกร์รอบสามทุ่ม (ไม่อยากเปียก) บอกได้ว่า เฮ้ย… ชอบ หนังมันมีทั้งความจริงโหดร้ายแล้วก็เทพนิยายบรรเจิด เล่าเรื่องตัดสลับได้แนบเนียนไม่มีสะดุด เพลงประกอบของ Javier Navarrete ก็เข้ากันได้ดีกับเนื้อเรื่อง สมควรแล้วที่กวาดมาได้หลายรางวัล ติดอยู่ตรงที่ชื่อไทยดันตั้งว่า “อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต” นี่แหละ ทำหยั่งกับว่าเป็นหนังเด็ก แต่ว่าเนื้อเรื่องจริงๆ แล้วมันเป็นแฟนตาซีสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า มีฉากโหดๆ เยอะ แล้วตัวประหลาดทั้งหลายมันดู freak และชวนแหวะมากกว่าจะดูแล้วบันเทิงใจ
เห็นทีจะต้องลองไปขุดงานเก่าของ Guillermo del Toro มาดูบ้างเสียแล้ว
จากกรณีภาพยนตร์ “แสงศตวรรษ” ถูกกระทำชำเราโดยกระบวนการเซ็นเซอร์ ในโอกาสนี้จึงเป็นโอกาสให้บรรดาคนทำหนังและผู้บริโภคอย่างเราได้ประกาศจุดยืนว่า “เราฉลาดพอจะแยกแยะด้วยตัวเองได้”
เชิญชวน ร่วมลงชื่อเพื่อต่อต้านการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์
เอือมรายวัน
บล็อกเว็บ, ห้ามแสดงความเห็น, เซ็นเซอร์หนัง ล่าสุดจะมี “ยึดฟิล์ม” ด้วย!
พรุ่งนี้จะมีอะไรให้เซอร์ไพรส์กันอีก?
ประเทศนี้มีเรื่องที่ทำให้สิ้นหวังติดๆ กันหลายวันแล้ว
นี่เราอยู่ในปี 2007 หรือว่า 1984 กันแน่?
“ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”
- อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
(via filmsick)
หลังจากได้มีโอกาสดู Me… Myself ขอให้รักจงเจริญ อยากจะบอกว่าในที่สุดค่ายหนัง Mono film ก็มีหนังที่เป็นเรื่องเป็นราวกับเขาซักที หลังจากเรื่องเก่าๆ อาทิเช่น สุดสาคร ไพรรีพินาศ ทำออกมาเหมือนอยากจะขาดทุนซะอย่างงั้น
แต่ในเรื่อง Me… Myself นี้ ดูเหมือน Mono film มาแปลก โดยการยกหน้าที่กำกับให้กับพระเอกรุ่นใหญ่ พงศ์พัฒน์ วชิรบรรจง ที่มากำกับหนังโรงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก หลังจากเคยมีประสบการณ์ในการกำกับละครทีวีมาบ้างแล้ว แต่จุดสำคัญของหนังเรื่องนี้คือ การที่ได้ คงเดช จาตุรนต์รัศมี มาเขียนบทให้ โดยพิจารณาจากงานเก่าๆ ของคงเดช อย่างเช่น The Letter, สยิว, เฉิ่ม ก็พอจะหวังได้กับบทหนัง (ซึ่งเป็นจุดอ่อนของหนังค่าย Mono film มาโดยตลอด)
Me… Myself อาจจะเป็นหนังไทยเรื่องแรก (และเรื่องเดียว) ที่เปิดตัวนางเอกด้วยคำพูดที่หลุดมาจากปากนางเอกว่า “ไอ้เหี้ย…” (คิดถึง มนต์รักทรานซิสเตอร์ ขึ้นมาตะหงิดๆ) หนังดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว โดยบอกเล่าเรื่องราวว่า นางเอกที่เพิ่งเลิกกับแฟน ขับรถไปชนพระเอก และมารู้เอาทีหลังว่าพระเอกนั้นสูญเสียความทรงจำ สุดท้ายด้วยความจำเป็นจึงต้องรับพระเอกมาเลี้ยงดูไปพลางๆ
ในช่วงแรกหนังจะดูขำๆ และพยายามใส่มุกให้ดูสนุก แต่เมื่อเทียบกับการแสดงของตัวละครแล้วในบางจุดยังดูขัดๆ บ้าง โดยเฉพาะบทของนางเอก ที่ดูบทพูดยังแข็งๆ อยู่บ้างในบางฉาก แต่การแสดงโดยรวมและการแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าถือว่าสอบผ่าน ส่วนของอนันดาที่เป็นพระเอก ถ้าไม่นับว่าออกจะล่ำเกินกะเทยไปสักหน่อย ก็ถือว่าผ่านฉลุยสำหรับบทในเรื่องนี้
หลังจากผ่านพ้นช่วงกลางของเรื่องไปแล้วหนังจะผ่อนอารมณ์ลง กลายเป็นหนังดรามาในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง ก่อนจะขมวดปมเข้าสู้ตอนจบของเรื่อง ที่ผมว่าบทออกจะสรุปจบในลักษณะที่สำเร็จรูปสำหรับคนดูไปสักหน่อย ถึงไม่สรุปให้ฟังแบบนี้ก็เข้าใจได้เอง (อารมณ์ประมาณตอนจบของ Saving Private Ryan ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาพูดให้เยิ่นเย้อด้วย) แถมยังพาลให้นึกไปถึงแนวคิดแบบ Existentialism เสียอีก
รวมๆ แล้วหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ดีที่สุดของค่าย Mono film ที่เคยทำออกมา และอาจจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดของมือเขียนบทอย่าง คงเดช ด้วย (ผมเคยดูแค่ สยิว, เฉิ่ม, ต้มยำกุ้ง แล้วก็เรื่องนี้แหละ) ส่วน พงศ์พัฒน์ ในฐานะผู้กำกับ ผมให้สอบผ่านละกัน
อ้อ… ในเรื่องมีฉากนึงใช้เพลง Air เป็นแบ็คกราวด์ด้วย ชอบ (มี หลาย เรื่อง ที่ใช้เพลงนี้ประกอบ ชอบเกือบหมด)
ขอบคุณ PR ของ Mono group ที่เอื้อเฟื้อบัตรชมรอบสื่อมา ณ โอกาสนี้ด้วย
หนังเข้าฉายจริง 19 เมษายนนี้ (ถ้าไม่โดนเลื่อนอีกนะ) ชนกับ Syndrome and a Century เต็มๆ
จากที่เวบบอร์ดพันทิปห้องห้องราชดำเนินถูกปิด ยังมีอีกสองเวบที่โดนเตือนโดยตรงจากรัฐมนตรี ICT นั่นคือเวบบอร์ดของประชาไทและเอ็มไทย
ผลก็คือเว็บบอร์ดของประชาไทต้องถูก moderate อย่างเข้มงวด ส่วนของเอ็มไทยได้ปิดไม่ให้แสดงความเห็นในส่วนของข่าวการเมือง
จากแหล่งข่าวที่ไม่สามารถเปิดเผยได้บอกว่า การตักเตือนทั้งสองเวบข้างต้นนี้มีสาระหลักๆ คือ ยอมให้มีการโพสต์ด่ารัฐบาล หรือด่าคมช.ได้ แต่ห้ามมีการพาดพิงถึง พล.อ.เปรม ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจะปิดเวบโดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 5/2549
มันออกจะขัดกับที่ไปให้สัมภาษณ์สื่อเมืองนอกไว้เลยเนอะ (ตัวหนาคือผมเน้นเอง)
“I am a proponent of free speech but this is just culturally insensitive and offensive,” he said, adding that he would not block access to materials that are anti-government. “But we will not tolerate materials that offend the monarchy.”
สงสัยว่าการไปพาดพิงถึง พล.อ.เปรม เนี่ย มันเกี่ยวข้องตรงไหนกับการหมิ่นฯ?
ข้อความจากเวบพันทิปห้องราชดำเนิน
สวัสดีท่านสมาชิก
ด้วยมีคำสั่งจากกระทรวง ICT ให้มีการปิดห้องราชดำเนินเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีกระทู้ที่กระทบต่อความมั่นคงปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก ทางทีมงานจึงของดให้บริการห้องราชดำเนินตามคำสั่งดังกล่าว และร้องขอสมาชิกราชดำเนิน กรุณาอย่าเลี่ยงโดยการไปโพสในห้องอื่น เพราะมิฉะนั้นก็จะกลายเป็นต้องปิดเวปพันทิปทั้งเว็บ ซึ่งท่านสมาชิกคงไม่ต้องการให้เหตุการนั้นเกิดขึ้น … ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
PANTIP.COM
สถานการณ์กำลังเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ
สิทธิของประชาชนกำลงถูกลิดรอนลงไปเรื่อยๆ
หลังจาก YouTube, pantip แล้วใครจะเป็นรายต่อไป?
เวบที่มี User generated content ทั้งหลายจะมีใครที่รอดไปบ้าง?
ผมใช้งานเวบ flickr เอาไว้เก็บรูป ถ้าวันหนึ่งมีคนเอารูปที่คนเหล่านั้นคิดว่าไม่เหมาะสมไปใส่ แล้วมาบล็อก flickr ทั้งเวบเนี่ย ผมเดือดร้อนนะ
หรือถ้าวันใดวันหนึ่งมีคนไปเขียนข้อความไม่ถูกใจผู้มีอำนาจในตอนนี้ในเวบ wikipedia แล้วเวบโดนบล็อก จะให้ผมทำยังไง
หรือถ้าวันหนึ่งผมเกิดหมั่นไส้เวบ mthai ก็เลยกลั่นแกล้งโดยการเอารูปที่เค้าคิดว่าไม่เหมาะสมไปโพสต์เนี่ย เจ้าของเวบก็ซวยเลยนะ
จุดยืนของผม ก็ตาม petition ที่ไปลงชื่อไว้แล้ว
No censorship! No compromise!
ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง
เราไม่ต้องการคนรู้ดีมาบอกว่า “คุณโง่เกินกว่าจะดูเวบนี้”
ครั้งก่อนๆ 2006/1, 2005/2 (แปลกใจว่าทำไมไม่ได้เขียนของ 2006/2)
- ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา - ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
- ที่เกิดเหตุ - วรพจน์ พันธุ์พงศ์
- ตกน้ำไม่ไหล - สฤณี อาชวานันทกุล ภาคต่อของ The think well is good, to think right is better
- MangaSin - นิตยสารการ์ตูนทำใจ รวมงานนักเขียนการ์ตูนไทย
- โลกของเรา, ที่นี่มีชีวิต - ทรงวิทย์ สี่กิติกุล หนังสือการ์ตูนที่ชื่อเหมือนหนังสืออ่านนอกเวลาไปหน่อย
- ฝนตกขึ้นฟ้า - นิยายเล่มใหม่ของวินทร์ เลียววาริณ
- ฟ้าเดียวกัน เล่มใหม่ - ฉบับ มกราคม-มีนาคม
- Ender’s Game - นิยายไซไฟของ Orson Scott Card ได้รางวัลทั้งเนบิวลาแล้วก็ฮูโก
- รามานุจัน อัจฉริยะไม่รู้จบ - ติดใจกับเรื่องของรามานุจันตั้งแต่ตอนที่อ่าน ผู้ชายที่หลงรักตัวเลข ก็เลยซื้อเล่มนี้มาอ่าน ถ้าหนังสือแนวๆ นี้ขายดีก็อยากให้มีคนแปล Fermat’s Enigma มั่ง
- The God of Small Things - งานของ อรุณธตี รอย ที่ได้ Booker prize ซื้อมาเพราะอ่าน The End of Imagination แล้วชอบ
- The Beach - Alex Garland อยากรู้ว่านิยายของคนนี้มีดีอะไร แดนนี่ บอยล์ ถึงไปเอามาทำเป็นหนังซะตั้งสองเรื่อง (อีกเรื่องคือ Sunshine เพิ่งไปดูมาเมื่อวานซืน)
เวลาเที่ยงคืน ย่างเข้าวันพุธที่ 4 เมษายน 2550 YouTube.com เวบอันดับ 4 โดยการจัดลำดับของ Alexa ถูกกระทรวง ICT บล็อกอีกแล้ว
คราวนี้เหมือนว่าจะเป็นเรื่องมีคลิปที่เข้าข่ายหมิ่นฯ อยู่
ลองเข้าผ่าน proxy ดูแล้ว แต่โหลดคลิปไม่ขึ้น สงสัย proxy จะห่วย แต่อ่านตรง comment แล้วท่าทางจะดุเดือดน่าดู
ไม่รู้แบบนี้ถ้าหาตัวคนทำได้จะโดนอะไรบ้าง
บางคนแค่เมาเอาสเปรย์ไปพ่น ยังโดนตั้ง 10 ปีเลยนะ
วันก่อนโน้นไปเดินสยามแล้วเจอว่าที่ Pizza Hut มีเทศกาลอาหารฝรั่งเศสอยู่ เห็นในเมนูบอกว่ามี หอยเอสคาร์โกอบเนยกระเทียมเสียด้วย คนที่ไปด้วยกันเขาบอกว่า เอสคาร์โกเนี่ย มันไม่ใช่หอยพันธุ์ที่ชื่อว่าเอสคาร์โกหรอกนะ แต่เป็นชื่อของเมนูอาหารฝรั่งเศสที่ทำจากหอยทาก
ทีแรกผมก็คิดว่า Pizza Hut นี่หลอกลวงผู้บริโภค เอาหอยทากมาให้กินแล้วบอกหน้าร้านว่าเป็นหอย (ถ้าบอกตรงๆ ว่าเป็นหอยทาก คนสั่งเมนูนี้คงลดลงเยอะ) แต่พอมาเช็คดูแล้ว หอยทากกับหอย มันก็เป็นพวกไฟลัมมอลลัสกาเหมือนกัน เขียนโฆษณาหน้าร้านแบบนี้ก็คงไม่ผิดอะไร (แต่เพิ่งรู้ว่าพวกปลาหมึกทั้งหลายก็อยู่ในไฟลัมนี้ด้วย อนุกรมวิธานเคยเรียนมา ลืมหมดแล้ว)
จากคำโฆษณาชวนเชื่อของคนที่เคยกินมาแล้ว เขาว่ากรุบกรอบ อร่อยนุ่มลิ้น สุดท้ายเลยต้องขอพิสูจน์
พอสั่งมาก็เห็นเป็นชามหลุมๆ มีทั้งหมดห้าหลุม ใส่หอยมาหลุมละตัว ราคา 120 บาท (ตัวละ 24 บาทเชียว!) เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังนุ่มๆ หน้าตาของหอยทากพวกนี้ มันก็ตัวดำๆ เคลือบผิวด้วยน้ำมันแล้วก็กระเทียม มีเห็ดชิ้นเล็กๆ วางประกบคู่คงเอาไว้เพิ่มรสชาติ จะให้ดูยังไงก็ดูหน้าตาเหมือนหอยธรรมดา ไม่เห็นมีหนวดยื่นออกมาเหมือนหอยทาก (คิดว่าคงโดนหั่นทิ้งไปแล้ว) พอเอาเข้าปากรสชาติมันก็ขมๆ นิดๆ อาจเป็นเพราะใส่กระเทียมเยอะเกิน หรือเพราะปกติหอยทากมันกินดินอยู่แล้วเลยออกมาขมก็ไม่รู้ แต่รวมๆ ก็กรุบกรอบกว่าหอยทั่วไป
โชคดีที่มันไม่ออกมาลื่นๆ นุ่มๆ เหนียวๆ ไม่งั้นคงมีอ้วกกันบ้าง