Fat Festival #7
by pittaya- Published:November 13th, 2007
- Comments:8 Comments
- Category:Music, Rant
เสาร์ที่ผ่านมา ไปงาน Fat Festival อีกแล้ว
งานคราวนี้จัดที่เดิมกับครั้งที่แล้ว เรื่องสถานที่ค่อนข้างโอเค แต่มันออกจะแปลกตรงที่ทุกปี งาน Fat จะเปลี่ยนสถานที่จัดไปทุกครั้ง มาคราวนี้จัดงานที่เดิมเลยรู้สึกจืดๆ
ปัญหาของ Fat เป็นปัญหาเดียวกับซูเปอร์มาเก็ต หรือสถานีโทรทัศน์ทั่วไป คือมีเนื้อที่สำหรับเสนอขายสินค้าในจำนวนจำกัด ทำให้สินค้าที่ถูกคัดมานำเสนอให้ผู้บริโภค (ในกรณีนี้คือดนตรี) มีจำนวนจำกัดไปด้วย เพลงที่เอามาเปิด ก็ต้องถูกคัดเลือกในระดับนึงแล้ว (โดยทางทีมงาน) ว่าน่าจะเหมาะกับคนฟัง ทำให้วงเล็กวงน้อยทั้งหลาย ที่มีเวลาออกอากาศเพียงน้อยนิด ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงคนฟัง สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาได้ในงานที่จัด โซนที่เป็นงาน bedroom studio ซบเซาอย่างมาก เทียบกับจำนวนคนที่เข้าไปในงานมากขนาดนั้น ความสุขประเภทที่ว่าไปได้ซีดีของวงแปลกๆ ไม่ดัง แต่ทำเพลงเพราะถูกใจ มันหาไม่ได้แล้ว
ในสายตาของผม Fat ไม่ได้เป็น “ทางเลือก” เหมือนสมัยก่อนแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทั้งทางอายุ, สื่อทางเลือกอื่น ฯลฯ) แต่ว่าเป็นสื่อที่นำเสนอ “mass” ของตลาดที่เล็กลงมาเท่านั้น
สรุปงานคราวนี้
- ได้ไปเพราะมีบัตรฟรี พอดีบริษัทที่เป็น partner กับที่ office เค้าเอามาแจกให้
- ชอบงานศิลปะที่เอามาตั้ง รู้สึกว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของงานคราวนี้
- ไลฟ์ที่ได้ดูก็มี Desktop Error, ซังกะบ๊วยคุง, อรอรีย์, อพาร์ตเมนต์คุณป้า, Flure (ไปแค่วันเสาร์วันเดียว)
- เวทีคอนเสิร์ตไม่มีจอฉายให้คนหลังๆ ดู ทำให้ทุกคนพยายามจะแออัดกันเข้าไปเพื่อให้ถึงหน้าเวที นรกชัดๆ
- อาหารเหมือนๆ เดิม คือ แพงและไม่อร่อย
- มีส่วนที่ให้คนเข้างานมีส่วนร่วมอย่างผนังศิลปะที่ให้ใครไปวาดอะไรก็ได้ ไอเดียน่าสนุกดี แต่ว่าสิ่งที่คนเข้าร่วมงานไปเขียนไว้บนกำแพงก็บอกถึงปัญหาสังคมบางอย่างได้ เพราะสิ่งที่เห็นบนผนังเยอะมากๆ คือข้อความบอกชื่อรุ่น, ชื่อสถาบันการศึกษาของตัวเอง จนรู้สึกได้ว่าเด็กพวกนี้คิดได้เท่านี้เองหรือ? (ยังอุ่นใจอยู่บ้างที่ยังมีข้อความประเภท “เผด็จการออกไป” ให้เห็นหลบๆ มุมอยู่)
- ไอเดียที่น่าสนใจอีกอย่างคือ มีการ print เอาแผนที่กรุงเทพขนาดใหญ่ น่าจะประมาณ 6×6 เมตร เอามาแปะลงบนพื้น แล้วแจก post-it ให้คนร่วมงานเขียนข้อความเอาไป “tag” สถานที่ในแผนที่ เห็นทีแรกก็ชอบใจ เพราะมันคล้ายกับ wikimapia เวอร์ชันที่จับต้องได้ แต่มันก็เหมือนกับผนังตะกี๊ มีแต่คน tag สถาบันตัวเอง ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ มีอยู่จุดหนึ่ง มีคนเอาใบปลิวมาพับทำเป็นกำแพงล้อมรอบ แล้ว tag ไว้ว่า “ห้ามเหยียบนะ”
- ได้ซีดีมา 2 แผ่น + เสื้อยืดอีก 2 ตัว
สงสัยว่าคราวหน้า ถ้าไม่ได้เป็นบัตรฟรีก็คงจะไม่ได้ไปแล้ว


8 Comments
ไป #5 กับ #6 ด้วยเหตุผลว่าติดนักร้อง (แถมบัตรฟรีทั้งคู่) ถ้าบัตรไม่ฟรีก็คงไม่ไปแล้วเหมือนกัน
ปีนี้มีถ่ายทอดทางเนตป่ะเนี่ย ลืมไปเลย -”-
ีปีที่แล้วยังดี ได้ดูถ่ายทอดบางวงทางเนต
เลยรู้ว่าบางวง..ร้องสดเพี้ยนม๊ากค่ะ
(ไม่รู้ปีนี้ดีขึ้นรึยัง งิ)
หลังจากครั้งที่2ก็ไม่ไปอีกเลย
ไปครั้งแรกที่โรงงานยาสูบ ชอบ รู้สึกว่าทุกอย่างมันลงตัว
(มันมีที่ไม่ลงอยู่ แต่มันก็ ‘ลง’ ในความ ‘ไม่ลง’ ของมัน)
ไปอีกครั้ง ไม่รู้ครั้งไหน ที่อิมพีเรียล เพดานต่ำ ๆ แคบ ๆ เดินงง ๆ ควันเยอะ เวียนหัว
ไม่ชอบสถานที่เอาซะเลย แต่ของให้เลือกเยอะ หลากหลาย น่าจะมากกว่าครั้งแรกด้วยซ้ำ
ไปแค่สองครั้งนี้แหละ
อยากได้แบบโรงงานยาสูบ
ถ้าเค้าทำให้มันทั้งอาทิตย์ได้ ไม่ต้องมาอัดแบบนี้
ปัญหาเรื่องตัวเลือกมันคงคลี่คลายได้นะ
คือเรายังนึกไม่ออกว่า การไปจัดในพื้นที่สำหรับงานแสดงสินค้า ในเวลาสองวัน
มันยังเรียกว่า “festival” ได้ยังไง ?
อยากได้บรรยากาศ “ปล่อยของ” น่ะ
ส่วนเรื่อง “จุดหนึ่ง”
น่าจะเอาธูปไปปักด้วย
เคยไปมาตั้งแต่ครั้งที่จัดที่อิมพีเรียล สวนสยาม สนามม้า แล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลย (เพราะเข็ดจากสนามม้า)
ถึงหลายคนจะคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ แต่ยังไงก็ไม่มีทางย้อนกลับไปได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะทำยังไง เพราะกระแสมันถูกจุดจนติด เลยทำให้มีคนอยากไปเยอะมากๆ การจะกลับไปจัดสถานที่เล็กๆ เป็นกันเอง ก็จะทำให้เกิดปัญหาเหมือนเมื่อครั้งสนามม้าคือ คนจะเหยียบกันตาย (ในบางจุด)
ก็เข้าใจว่าผู้จัดงานก็คงมีทางเลือกแค่ ปรับรูปแบบ กับเลิกจัด … เห็นได้ชัดว่าทีมงานตัดสินใจปรับรูปแบบงาน และเปลี่ยนสถานที่ การได้อยู่ในที่ๆใหญ่ขึ้น ก็ทำให้ทำอะไรได้สะดวกขึ้น ทดลองอะไรหลายๆอย่างได้มากขึ้น การมีอะไรที่ไม่ลงตัวอยู่ในงานก็เลยไม่ไม่ใช่เรื่องแปลก
ยังไงก็ตาม ปีหน้าไปแน่นอน
‘the spot’
why you have to be sad wa?
it’s our culture. accept it.