Discourse in Siyama

ได้ตั๋วหนังเรื่องสียามา รอบสื่อที่โรงหนังสยามพารากอน ไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังของ MonoFilm อยู่แล้ว แต่ไหนๆ ได้ตั๋วฟรีมาแล้วก็เลยลองเข้าไปดูเสียหน่อย

ตัวหนังทำได้ตามมาตรฐานหนังของโมโนฟิล์ม (ไม่นับรวมเรื่อง Me, Myself นะ) ดังนั้นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก แต่สิ่งที่สะกิดใจอยู่ตลอดช่วงเวลาที่ดูหนังอยู่คือการรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของคนในปัจจุบันมากกว่า ในหนังมีบทพูดอยู่หลายจุดที่พูดถึงการปกป้องบ้านเมือง รักแผ่นดิน ไม่ทรยศชาติ (เอ… ฟังดูคุ้นๆ) แผนการโปรโมตหนังก็มาตาม theme นี้คือ เน้นเรื่องความรักชาติเข้าไว้ และนี่คือจุดที่ถูกเน้นย้ำและทำให้หงุดหงิดใจตลอดการดูหนัง (ไม่นับเรื่องบทพูดที่ดูเหมือนยัดเยียดใส่ปาก และนักแสดงที่เล่นกันได้แข็งสุดๆ)

เท่าที่สังเกตการรับรู้ประวัติศาสตร์ของบ้านเรายังหยุดกันอยู่แค่ความรู้ในแบบเรียนประถม 6 เท่านั้นเอง เราเชื่อกันมาว่า คนไทย ประเทศไทย สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ เชื่อกันว่าคนสมัยก่อนเคารพรักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์เหมือนกับในปัจจุบันนี้ และหนังเรื่องสียามานี้ ก็เป็นอีกหนึ่งการผลิตซ้ำ “วาทกรรมรักชาติอย่างเป็นทางการ” เช่นเดียวกับหนังแนวเดียวกันนี้อีกหลายเรื่องที่สร้างขึ้นมาตอบสนองอุดมการณ์ชาตินิยม (ที่อยู่ในคำว่า “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ที่เราถูกพร่ำสอนกันแต่เด็ก)

อุดมการณ์นี้ประสบความสำเร็จในบ้านเราเป็นอย่างมาก อาจจะถึงขั้นมากที่สุดในยุคปัจจุบันที่ผู้คนเชื่อกันว่า การสามัคคี การคิดไปทางเดียวกัน มีความหมายเท่ากับคำว่า “รักชาติ” คนที่คิดต่างไปจากคนอื่น เชื่อในสิ่งที่คนอื่นไม่เชื่อ หรือไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ ก็ถูกเหมารวมไปว่าเป็นพวก “ไม่รักชาติ” ไปเสียหมด ถ้าไม่ “เสียชาติเกิด” หรือ “สมควรตาย” ก็ควรที่จะ “ไปอยู่แผ่นดินอื่น” เสียมากกว่า (ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้)

เรื่องที่น่าตลกมากๆ ในเรื่องคือการที่ตัวละครหลักเอาวาทกรรมรักชาติไปเผยแพร่ให้คนอื่นในหมู่บ้านได้รับรู้ แล้วคนทั้งหมู่บ้านก็เออออห่อหมก ตีหน้าซึ้งน้ำตาไหลกันไปได้ ทั้งที่วาทกรรมนี้มันเพิ่งมามีเมื่อไม่ถึง 100 ปีมานี้เอง (ถ้าใช้ภาษาเท่ๆ คงต้องเรียกว่า “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง”)

ได้ยินหลายคนที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ในทำนองสงสัยว่าหมู่บ้านสียามา นี่มันมีจริงหรือว่าแต่งขึ้นมาเอง ในที่สุดแล้วคำตอบจะเป็นทางไหนก็ไม่มีความแตกต่างเลย เพราะทั้งประวัติศาสตร์ฉบับทางการของกระทรวงศึกษา กับหนังเรื่องนี้ต่างก็มีจุดมุ่งหมายร่วมคือการผลิตซ้ำวาทกรรมชุดเดียวกันน่ะแหละ

10 Comments

  1. Rerng®IT says:

    ตอกย้ำความไม่น่าดูให้ผมเข้าไปอีก - -”
    อาทิตย์ีนี้ดู กอด ท่าจะดีกว่า

  2. Oakyman says:

    วาทกรรมแปลว่า?

  3. dbzthai says:

    วาทกรรม น่าจะแปลว่า การกระทำที่ออกมาจากปาก 555+ ไม่รู้นะต้องถามคุณพิทยาอีกที

    แต่เจอวิจารณ์แบบนี้ คนที่เซ็งสุดๆ น่าจะเป็นคนทำหนังหล่ะครับ

    คิดอีกแง่ก็ดี จะได้นำไปปรับปรุงและมองค่ายอื่นบ้าง ลงทุนดาราดังๆ หน่อยก็ดี จะสร้างทั้งทีเอาให้ดีๆ ไปเลย

  4. pittaya says:

    ความหมายของ “วาทกรรม” ครับ - wikipedia

  5. cotton says:

    โอเค อ่านแล้วที่เฉยๆ กลายเป็นไม่อยากดูทันที

  6. kai says:

    ไม่กี่ชั่วอึดใจก็คงลงแผ่นแหละครับ คงอย่างที่คุณว่า สร้างตามใบสั่ง เห็นด้วยกับความคิดนะครับ (เดี๋ยวจะว่าไม่รักชาติ 555)

  7. bact' says:

    ทำนอง สุริโยไท นเรศวร ไหม :P

    เราว่า บทวิจารณ์ (ในความหมายของ critics ไม่ใช่ review) สียามา
    ถ้าจะพูดถึงอะไร ก็คงจะเป็น นักแสดง “ความสมจริง” โปรดักชั่น เนื้อเรื่อง อะไรพวกนั้น … แต่จะมีมากแค่ไหนที่จะพูดถึงเรื่องในลักษณะที่ pit พูด
    เรื่องของ คติ วาทกรรม อุดมการณ์ ในเนื้อเรื่อง…

  8. pepo_zidane says:

    ชอบหนัง ประวัติศาสตร์อยู่แล้วครับ ผมไปดูมาแล้วก็โอเคนะครับ ชอบๆ

  9. Almighty says:

    หนังดีมากมาย ชอบมากกับหรังรักชาติแบบนี้ คนไทยควรไปดูกันนะ

  10. ddman says:

    ชอบๆ สนุกสุดๆ รับรองไม่ผิดหวัง หนังคนไทย รักชาติไทยครับ

Leave a Reply