My History

คนอื่นเล่นกันไว้หลายคนแล้ว (pphetra, sugree, mk) เอาของตัวเองมาให้ดูบ้าง

Tabris:~ pittaya$ history|awk ‘{a[$2]++} END{for(i in a){printf “%5d\t%s\n”,a[i],i}}’|sort -rn|head
114 cd
93 ls
62 vi
40 wget
32 ssh
20 rm
20 find
12 python
10 mv
8 mdls

CSS Naked Day 2008

What happened to the design?

To know more about why styles are disabled on this website visit the

Annual CSS Naked Day
website for more information.

(via poakpong)

Google App Engine

Google App Engine เป็นหมัดเด็ดของ Google ที่ออกมาเพื่อต่อกรกับ Amazon Web Services ของ Amazon โดยเฉพาะ

ในขณะที่ AWS มีบริการให้ใช้คือ S3 (เก็บข้อมูล), EC2 (ประมวลผล) และ SimpleDB (ฐานข้อมูล) แต่ละบริการจะแยกออกจากกัน จะใช้ทั้งหมดหรือแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ แต่สำหรับบริการของ Google App Engine จะต่างออกไป โดย Google จะให้บริการแบบครบวงจรกว่า แยกใช้งานแบบเป็นบริการเดี่ยวๆ ไม่ได้

บริการของ Google App Engine จะมีลักษณะเป็นการให้บริการ infrastructure ที่ระดับ high-level มากกว่า โดยสามารถรัน application ที่เขียนด้วยภาษา python เท่านั้น (ภาษาอื่นจะตามมาในอนาคต) ทาง Google จะมี SDK มาให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมทดสอบในเครื่องตัวเองได้ก่อน แล้วนำมา deploy ลงในระบบของ Google App Engine ทีหลังได้ โดยระบบเก็บข้อมูลจะใช้ GFS และใช้ฐานข้อมูล BigTable

Google App Engine ในช่วงแรกจะเปิดแบบ beta ให้นักพัฒนา 10,000 คนแรก และจำกัดการใช้งานไว้ที่เนื้อที่ 500 MB และ bandwidth ไม่เกิน 10 GB ต่อวัน หลังจากนั้นเมื่อเปิดเต็มตัวแล้วจะมีโมเดลเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง (ยังไม่กำหนดราคา)

ในช่วงปี 2005 ตอนนั้น Google ไปจ้าง Guido Van Rossum คนสร้างภาษา python เข้ามาทำงานด้วย เป็นข่าวฮือฮาอยู่พักนึงว่า Google จะจ้างเอาไปทำอะไร แต่เจ้าตัวก็ติด NDA พูดอะไรมากไม่ได้ สุดท้ายเวลาผ่านไป 3 ปี ก็ได้ Google App Engine ออกมาให้ได้ลองใช้กัน

นอกจากนี้แล้ว Google App Engine ยังสนับสนุน Django ซึ่งเป็น web framework ยอดฮิตในภาษา python ด้วย ทำให้การสร้าง application สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (ตัวอย่างเว็บที่ใช้ django ก็เช่น Pownce, Revver)

เปรียบเทียบกันแล้ว Google App Engine ยังเป็นรอง Amazon Web Service อยู่พอสมควร เนื่องจากที่ว่ามันใช้ได้แค่ python ภาษาเดียวเท่านั้น ซึ่งจำนวนนักพัฒนา python (สำหรับเว็บ) เมื่อเทียบกับ PHP หรือ Ruby แล้วยังห่างกันเยอะมาก และในปัจจุบัน application จำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า AWS นั้นสามารถใช้งานได้ในระดับใหญ่จริง (เช่น Twitter, Pownce, Slideshare ฯลฯ)

นักพัฒนาที่มี application เก่าที่เป็นภาษาอื่น คงยากที่จะยอมย้ายมาลงบน platform ของ Google สู้ไปใช้งาน AWS เฉพาะในส่วนที่จำเป็นจะดีกว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาของ Google ต่อไปที่ต้องเร่งมือทำให้ Google App Engine รองรับภาษาอื่นมากขึ้น ถ้าให้เดา ภาษาถัดไปน่าจะเป็น Ruby (คนต่อไปที่จะโดนจ้างอาจเป็น MatZ หรือ David Heinemeier Hansson)

อ่านเพิ่มเติมจากแหล่งข่าว

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Pepper Lunch

Pepper Lunch เป็นแฟรนด์ไชส์อาหารจากญี่ปุ่นประเภท สเต็กกระทะร้อน เสิร์ฟในกระทะ (เค้าว่า) อุณหภูมิ 260 องศาเซลเซียส อยากได้สุกแค่ไหน รสชาติยังไงก็ปรุงกันเอาเอง เคยเดินผ่าน 2-3 หนตอนที่ไปเดิน Central World แต่ไม่ได้สนใจมาก จนกระทั่งได้อ่าน entry นี้ของ @kengggg แล้วรู้สึกอยากกินขึ้นมา วันนี้สบโอกาสมาเดิน CTW เลยต้องขอประเดิม


เมนูมีให้เลือกทั้งหมู เนื้อ ไก่ ปลา


เข้าคิวสั่งที่เคาท์เตอร์แล้วเค้าจะให้หมายเลขโต๊ะมา ก็ไปนั่งรอที่โต๊ะอีกสักพักพนักงานจะเอามาเสิร์ฟให้ถึงที่


ทิชชูมีโลโก้ร้าน Pepper Lunch ด้วย


ถ้าสั่งเป็นเซต จะมีน้ำให้ บางเซตนอกจากน้ำแล้วก็มีข้าวด้วย


เครื่องปรุงมีซอสหวาน ซอสเค็ม พริกไทย เกลือ


จานแรกมาแล้ว เป็นข้าวเปปเปอร์เนื้อ เพิ่มชีสด้วย บวกไปอีก 15 บาท


ต้องรีบจัดการเสียตั้งแต่ตอนที่กระทะยังร้อนอยู่ ไม่งั้นเดี๋ยวเนื้อจะไม่สุก


จากนั้นก็คลุกๆๆๆ ให้สุกทั่วกัน


อีกจานนึงเป็น ข้าวเปปเปอร์แซลมอน ลืมถ่ายตอนที่ยังหน้าตาดีๆ อยู่


เทคนิคการคลุกคือ กดข้าวตรงกลางให้ผสมกับเนยที่อยู่ด้านล่าง แล้วค่อยคลุกๆๆๆ


ไม่นานก็เหลือแค่นี้

ในเมนูมีพวกสเต็กเนื้อนำเข้าจากนิวซีแลนด์ด้วย แต่ราคาแพงเกินไปหน่อย (400+) ใจไม่ถึง (เมนูปกติจะราคาประมาณ 120-200) สำหรับเมนูที่ได้ลองก็ถือว่าอร่อยและแปลกใหม่กว่าอาหารตามห้างทั่วไป แต่เทียบกับราคาแล้วออกจะแพงไปสักนิด สำหรับครั้งแรกนี่ถือว่าจ่ายให้ wow factor ละกัน

ร้าน Pepper Lunch อยู่ที่ central world ชั้น 6 แถวๆ McDonald’s กับ KFC ส่วนรูปถ่ายด้วย Ricoh GX100 เหมือนเดิม

Sayonara, Takumi

Takumi เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์ อยู่ที่โรงแรม le Concorde ห้วยขวาง เคยไปกินมาหลายหนแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีกล้องดิจิตอล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ซื้อกล้องมา ก็เลยถ่ายรูปมาลงซะหน่อย


เมนูมีอาหารให้เลือกเยอะระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับหลากหลายมาก


เตรียมอาวุธ


ประเดิมจานแรกด้วยปลาดิบ มีแซลมอน มากุโร่ ปลากระพง ปูอัด แล้วก็ทาโกะ


ต่อกันด้วยยำสาหร่าย


อันนี้หมี่เย็น


ชาบูเนื้อ


เทมปุระ


มะเขือม่วงย่าง ราดซอสอะไรซักอย่าง หวานๆ


มากุโร่ นัตโตะ เกิดมาไม่เคยกิน ก็เลยลองสั่งดู ปรากฏว่ากว่าจะกระเดือกลงไปหมด เลือดตาแทบกระเด็น


สั่งปลาดิบเพิ่ม เป็นทาโกะ กับแซลมอน


ของหวานตบท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว


Milk Cheese Pudding ของโปรด มาทุกครั้งกินไม่เคยต่ำกว่าสองถ้วย

ตอนนี้ราคาบุฟเฟต์ตกหัวละ 450 บาท ยังไม่รวม VAT 7% กับ Service charge อีก 10% แพงกว่าเมื่อก่อนที่เคยมากิน และรสชาติอาหารเปลี่ยนไป! รู้สึกไม่อร่อยเท่าที่เคยมากินหนแรกๆ ปลาดิบเหมือนไม่ค่อยสด แซลมอนเนื้อมันเละๆ ยังไงก็ไม่รู้ (ดูได้จากรูปนี้) ทาโกะก็เหนียว เคี้ยวยากเกินไป มีอย่างเดียวที่ยังรู้สึกว่าอร่อยคือ Milk Cheese Pudding (แต่ก็ไม่อร่อยเท่าครั้งแรกๆ ที่กินอยู่ดี) ถ้าราคานี้แล้วได้รสชาติเท่านี้คงต้องบอกลา ไปหาร้านใหม่ที่คุ้มราคากว่านี้ดีกว่า

ไม่ได้คิดไปเองคนเดียว มีคนอื่นบ่นไว้เหมือนกัน