ทำให้ Pebble Time แสดงผลภาษาไทย + ญี่ปุ่น

จากวันก่อนที่ทำให้ Pebble Time อ่านภาษาไทยออกแล้ว ก็มาเจอปัญหากรณี use case ของผมบ้างคือ ปกติผมจะเจอ Notification ที่เป็นทั้งภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น ก็ต้องออกแรงเพิ่มเพื่อทำให้อ่านได้ทั้งหมด

TLDR; – โหลด language pack ไปลงผ่านมือถือ Android ก็จะอ่านออก

Thai + Japanese Language Pack เวอร์ชัน 0.1 (2015.06.29) – ดาวน์โหลด

ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น บน Pebble Time

สำหรับคนมีเวลาอ่าน – วิธีการ pack / unpack ก็เหมือนๆ กับตอนที่ทำภาษาไทย แต่ว่าคราวนี้นอกจากจะเอาฟอนต์จาก pebblebits มาใส่แล้ว ยังต้องเอาฟอนต์ภาษาญี่ปุ่นมาใส่ด้วย ผมใช้ฟอนต์ Shinonome ที่แจกฟรีเป็น public domain มาใส่ ข้อดีคือมันเป็น bitmap font ทำให้แสดงผลจอความละเอียดต่ำได้สวยงามกว่าพวก truetype font แต่ข้อเสียคือมันเป็นฟอนต์แบบ BDF ซึ่งต้องเขียนตัวแปลงเป็นฟอนต์รูปแบบของ pebble เอง

ตัวอ่าน BDF ผมใช้ bdflib แล้วแปลงเป็นฟอนต์แบบของ Pebble โดยแกะเอาจากไฟล์ fontgen.py ใน Pebble SDK ตัวโค้ดมี comment อธิบายโครงสร้างไฟล์เอาไว้ให้แล้ว

ปัญหาที่เจออีกอย่างหนึ่งคือฟอนต์ Shinonome ใช้ charset แบบ JIS X 0208 ต้องแปลง codepoint เป็น unicode ถึงจะใช้ได้ ผมก็ใช้ตารางจาก unicode.org

ปัญหาต่อมาคือตัวคันจิในภาษาญี่ปุ่นมีเยอะมาก ผมคัดเอาเฉพาะที่ใช้บ่อยๆ มาใส่ 2,000 ตัว อ้างอิงจากเว็บ tangorin

สุดท้ายกว่าจะได้เป็น language pack ออกมาก็เล่นเอาเหนื่อย ขอบคุณ @knightbaron และ @awkwin ที่ช่วยทดสอบมา ณ ที่นี้ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง: เก็บตกใน Fukuoka

แถว Fukuoka นี่จริงๆ แล้วจะมีย่านที่ชื่อว่า Dazaifu เป็นย่านมีชื่อเสียง มีศาลเจ้า มีพิพิธภัณฑ์ มี Starbucks ที่สวยๆ อยู่ แต่การเดินทางต้องนั่งรถไฟออกจากตัวเมืองไปนิดนึง ซึ่งเวลาที่เหลือดูจะไม่พอ ก็เลยเดินถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยไปในตัวเมือง Fukuoka นี่แหละ

Thai restaurant in Fukuoka

เจอร้านอาหารไทย

Fukuoka

ศาลเจ้า มีวัวหมอบอยู่ตัวนึง

Fukuoka

โคมแดง เล็กกว่าโซเซ็นจิที่โตเกียวนะ

Fukuoka

อันนี้เหมือนเป็นเกี้ยวที่ใช้ในเทศกาล เอาไว้ให้คนแบก เจอแถวริมคลองย่าน Nakasu

Anpanman museum

มิวเซียมอันปังแมน อยู่แถวสถานี Nakasukawabata

Anpanman

ไม่ได้เข้าไปดู แต่น่าจะเหมาะกับเด็กๆ ดีอยู่

พอแดดร่มลมตก ผมก็ลองไปเดินที่ Ohori Park สวนสาธารณะที่อยู่เลยย่าน Tenjin ไปทางตะวันตกเล็กน้อย อารมณ์ก็จะคล้ายๆ สวนลุมบ้านเรา แต่สงบกว่า ตรงกลางมีเกาะกลางทะเลสาบ มีสะพานให้เดินข้ามไปได้

Ohori Park

Ohori Park

Ohori Park

ด้านทิศใต้ของ Ohori Park จะมีสวนญี่ปุ่นให้เข้าไปดูได้ แต่ต้องจ่ายค่าเข้าบวกกับเดินจนเหนื่อยแล้ว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู

Ohori Park

ด้านนอกสวน

Ohori Park

Fukuoka

พอตกเย็น ร้าน Yatai ก็เริ่มเปิดให้บริการ

Yatai

ผมย้อนกลับมาที่ห้าง Canal City เพราะวันนี้มีมินิไลฟ์ให้ดูฟรี โดยวงที่มาวันนี้คือ 流星群少女 (Shooting Star Girls)

Shooting Star Girls

ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงนี้เลย รู้แค่ว่าเป็นวงไอดอลท้องถิ่น

Shooting Star Girls

ร้องเต้นกันเต็มที่

ดูมินิไลฟ์จบแล้วก็ออกไปหาของกิน คราวนี้เป็นร้านเล็กๆ ชื่อว่า Kenzo Cafe

Kenzo Cafe

บรรยากาศหน้าร้าน

Kenzo Cafe

บรรยากาศในร้าน เป็นเคาท์เตอร์แคบๆ นั่งเบียดๆ กันก็น่าจะได้ไม่เกินสิบคน

Kenzo Cafe

สั่งโฮรุมงราเมงมากิน อร่อยใช้ได้เลย

กินเสร็จก็ต้องกลับที่พักเก็บของ เพราะจะต้องกลับเช้าวันถัดไป

Flight กลับกรุงเทพของ Jetstar ออกจากสนามบินตอนสายๆ มีเวลาไปสนามบินได้ชิลๆ ไม่ต้องรีบร้อน โดยเฉพาะสนามบินที่นั่งรถไฟไปถึงได้ในเวลา 15 นาทีนี่มันเยี่ยมจริงๆ (แต่ก็ควรเผื่อเวลาอีก 15-20 นาทีด้วย เพราะออกจากรถไฟแล้วต้องนั่ง shuttle bus ต่อไป international terminal)

Megashaki

แวะซื้อเครื่องดื่ม Megashaki ที่สาวๆ Nogizaka46 เป็นพรีเซ็นเตอร์

Fukuoka Airport

ข้างในสนามบินมีที่ให้ซื้อของฝากครบครัน ทั้งคิทแคท โตเกียวบานานา สารพัด

Jetstar

ขากลับมีพลาดนิดหน่อยตรงที่ว่า ดูเวลากลับถึงกรุงเทพว่าเป็นบ่ายสอง คิดว่าน่าจะทนหิวได้เลยไม่ได้กินอะไรรองท้องมากนัก แต่จริงๆ แล้วบ่ายสองกรุงเทพก็คือบ่ายสี่ของญี่ปุ่น ต้องทนหิวอยู่บนเครื่องอยู่นาน

Steps

สุดท้ายลองเอาสถิติการเดินที่วัดจาก Fitbit มาดู ปรากฏว่าเดินไปวันละ 2 หมื่นกว่าก้าว

สรุปทริปนี้คือ คิวชูเที่ยวสนุก เดินทางไม่ลำบาก อาหารอร่อย ผู้คนเป็นมิตร ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก็ถือว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับการบินไปภูมิภาคอื่น ถ้ามีโอกาสจะหาเวลามาเที่ยวทางคิวชูใต้ดูบ้าง

จับภาษาไทยใส่ Pebble Time

TLDR; – Pebble Time อ่านภาษาไทยไม่ออก ใช้มือถือ Android โหลดเอา language pack ไปลงผ่าน app Pebble Time ซะ ก็จะอ่านออก

Thai language pack เวอร์ชัน 0.3 (2015.06.29) – ดาวน์โหลด
Thai language pack เวอร์ชัน 0.2 (2015.06.15) – ดาวน์โหลด

สำหรับคนมีเวลาอ่าน – เรื่องมันมีอยู่ว่าช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผมสั่งนาฬิกา Pebble Time จากเว็บ KickStarter ตั้งแต่ตอนที่มันเปิดตัว โดยมี blind faith ที่ว่าในเมื่อมันอ่านภาษาจีนออก มันก็ควรจะใช้งานภาษาอื่นได้ด้วย

อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก

พอได้ของจริงมา ปรากฏว่าเป็นดังคาดคืออ่านภาษาไทยไม่ออกเหมือนกับ Pebble รุ่นแรก แต่ของเก่านี่มีคนทำ custom firmware ใส่ฟอนต์ภาษาไทยไว้ ทำให้อ่านภาษาไทยได้ ส่วนของ Pebble Time เท่าที่หาดูแล้วยังไม่มีคนทำเลย

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว #อยากได้ต้องทำเอง

หลังจากศึกษาข้อมูลพอประมาณแล้วพบว่า นอกจากการแฟลช custom firmware ทับลงไปแล้ว เรายังสามารถแก้ไขฟอนต์บน Pebble Time ได้ด้วยการลง language pack ด้วย ซึ่งดูจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า โครงสร้างของ language pack ก็มีคนแกะไว้ให้แล้วตามกระทู้นี้

ใน language pack จะประกอบด้วยไฟล์แปล user interface กับฟอนต์ที่ใช้ ซึ่งเราไม่สนใจจะแปล UI อยู่แล้ว สิ่งที่สนใจอย่างเดียวคือฟอนต์

วิธีแบบตรงไปตรงมาที่สุดก็คือหาฟอนต์ภาษาไทยมาใส่แทนที่ไฟล์ใน language pack ซึ่งวิธีที่ใช้คือไปเอามาจากเว็บ PebbleBits โดยการ generate custom firmware ที่มีภาษาไทยอยู่ด้วย จะได้ไฟล์ .pbz มา ซึ่งก็เป็น zip ธรรมดา เมื่อแตกออกมาแล้วจะมีไฟล์ชื่อ system_resources.pbpack อยู่

เราสามารถใช้ pbpack_tool มา unpack ได้ แล้วก็จะได้ไฟล์ออกมาหลายสิบไฟล์ ที่เราสนใจคือไฟล์หมายเลข 055-062 ก็ก๊อปมาแทนที่ไฟล์ 001-008 ใน language pack ได้เลย

จากนั้นใช้ pbpack_tool จัดการ pack ตัว language pack กลับมาเป็น .pbl แล้วหาทางติดตั้งลงบน Pebble Time วิธีที่ผมใช้คือจับ upload ขึ้นไปบน server สักแห่ง (ใช้ dropbox / pushbullet ก็ได้) แล้วเปิด URL ของไฟล์ pbl นี้จากมือถือ Android เมื่อโหลดแล้ว app Pebble Time จะมีตัวเลือกให้เราติดตั้ง (ไม่ได้เทสบน iPhone แต่เหมือนว่าจะทำไม่ได้)

พอลงเสร็จแล้วก็จะอ่านภาษาไทยออกละ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

หลังจากกินราเมงหมูดำที่ Yukuhashi มาในตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Kokura เพื่อมาเดินเล่นแถวนั้นบ้าง

Kokura เป็นย่านศูนย์กลางของเมือง Kita Kyushu (คิวชูเหนือ) เป็นฮับการเดินทาง และศูนย์กลางเศรษฐกิจของแถบนี้

Kokura Station

Captain Harlock

ด้านหน้าของสถานี Kokura มีรูปปั้นของกัปตันฮาร์ล็อคตั้งอยู่ด้วย

Galaxy 999

ใกล้ๆ กันก็มี เมเทล กับ เท็ตสึโอะ จากเรื่อง กาแล็คซี่เอ็กซ์เพรส 999

การ์ตูนทั้งสองเรื่องนี้เป็นผลงานเด่นของ Matsumoto Leiji นักเขียนการ์ตูนชื่อดังที่มีพื้นเพเป็นคนคิวชูนี่เอง ถ้าใครที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนสองเรื่องนี้ อาจจะเคยเห็น MV Interstella 5555 ของ Daft Punk ซึ่งก็เป็นฝีมือการออกแบบคาแรกเตอร์ของ Matsumoto Leiji นี่เหมือนกัน

จากสถานี เดินข้ามสะพานลอยมาอีกฟากหนึ่งจะเจอตึก AruAru City ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าเกี่ยวกับพวกอนิเม/เกม

AruAru City

ช่วงที่ไปกำลังมีโปรโมทงาน Summer Festival ที่มีวงโลคอลไอดอล Pajama Farm ✓13 มาร่วมงานด้วย

AruAru City

บรรยากาศข้างในก็คล้ายๆ กับแถว Akihabara มีเครื่องเล่นเกม มีร้านค้าขายหนังสือการ์ตูน ฟิกเกอร์ สินค้าอนิเมทั้งหลาย ฯลฯ

AruAru City

อันนี้เป็นรถแต่งจาก GoodSmile Racing

AruAru City

โฆษณาเซนต์เซย่า Legend of Sanctuary ภาคที่เป็น CG ที่ฉายโรงบ้านเราไปแล้วน่ะแหละ

ตึก AruAru City นี่ถ้าขึ้นไปถึงชั้น 6 จะเจอ Manga Museum ให้เข้าไปเดินดูได้

Kitakyushu Manga Museum

ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 400 เยน พนักงานที่เฝ้าอยู่ แต่งคอสเพลย์เป็นเมเทลด้วย (ไม่กล้าขอถ่าย)

ใน museum ก็จะมีจัดแสดงกรรมวิธีในการผลิตมังงะ แล้วก็ผลงานของ Matsumoto Leiji ให้ดูเป็นส่วนใหญ่ คำบรรยายเกือบทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น

Captain Harlock

เข้าไปปุ๊บ ด้านหน้าก็เจอกัปตันฮาร์ล็อคเลย ตัวใหญ่พอๆ กับที่อยู่หน้าสถานี Kokura

Manga Museum

ตรงไหนที่ถ่ายรูปได้จะมีสัญลักษณ์บอก

Manga Museum

Manga Museum

Manga Museum

ขนาดของ museum ก็ออกจะเล็กอยู่ เดินแป๊บเดียวก็หมดแล้ว ผลงานที่จัดแสดงเกือบทั้งหมดก็เป็นงานของ Matsumoto Leiji

ส่วนแสดงผลงานนี่ออกจะเงียบเหงาด้วยซ้ำ ไม่ค่อยมีคนเดินเท่าไหร่ แต่พอพ้นไปแล้วจะเป็นส่วนห้องสมุดมังงะ มีมังงะให้อ่านเยอะมากมายหลายเรื่องมาก มีที่นั่งที่นอนให้อ่านได้ตามสะดวก ในโซนนี้จะมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มานั่งอ่านมังงะกันอยู่เยอะพอสมควร

Train Station

เดินออกมาจากตึก AruAru City แล้วก็รู้สึกว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว นั่งรถไฟไปเก็บตกที่เหลือในตัวเมือง Fukuoka ดีกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ทริปคิวชูวันที่ 7 วันนี้เป็นรายการเก็บตกก่อนที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น เมืองเด่นๆ ในแถบคิวชูเหนือก็ไปมาเกือบหมดแล้ว วันนี้ก็เลยลองเปลี่ยนบรรยากาศไปแถวที่ไม่ดังบ้าง

เป้าหมายแรกคือออกนอกเกาะคิวชูไปที่ Shimonoseki จังหวัด Yamaguchi ฟังดูเหมือนไกล แต่จริงๆ แล้วก็แค่นั่งรถไฟข้ามช่องแคบไปนิดเดียว

Hakata Station

เริ่มต้นที่สถานี Hakata เหมือนเคย ผมนั่งรถไฟสาย Limited Express Sonic ไปลงที่ Kokura แล้วต่อ JR Sanyo Line มุดอุโมงค์เชื่อมช่องแคบเพื่อไปจุดหมายที่สถานี Shimonoseki

On the train

เช้านี้ไม่ได้ซื้อข้าวกล่องขึ้นมากินบนรถ เพราะว่าตั้งใจจะไปซื้อข้าวกล่องหน้าปลาปักเป้าชื่อดัง Deluxe Fukusushi ที่สถานีปลายทาง

Shimonoseki Station

ถึงสถานี Shimonoseki แล้ว

Around Shimonoseki Station

Nearby Shimonoseki Station

รอบๆ สถานี Shimonoseki มีตึกสวยๆ เหมาะแก่การถ่ายรูป

ผมเดินหาร้านขายข้าวกล่องแต่ไม่มีข้าวกล่องที่ตั้งใจจะซื้อ ก็เลยไปถามที่ tourist information แถวนั้น ได้ความว่าข้าวกล่องหน้าปลาปักเป้าที่อยากกิน มีขายเฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ก็เท่ากับว่านั่งรถไฟมาเสียเที่ยว T-T

Fukusushi Ekiben

ข้าวกล่องหน้าตาแบบในรูป (ภาพจาก ที่นี่)

Breakfast

จำใจต้องกินข้าวปั้นจากมินิมาร์ทรองท้อง + นั่งรถกลับมาสถานี Kokura

Limited Express Sonic

Inside Sonic

ถึงจะผิดหวังจะข้าวหน้าปลาปักเป้า แต่ก็ยังไม่ล้มเลิกความพยายามในการหาของกิน จากสถานี Kokura ผมนั่งรถขบวน Sonic ไปลงสถานี Yukuhashi (14 นาที)

Yukuhashi Station

ถึงสถานี Yukuhashi แล้ว

Yukuhashi Station

หน้าสถานีมีสัญลักษณ์หน้าตาแปลกๆ

Yukuhashi นี่สถานีดูใหญ่โต แต่ในตัวเมืองค่อนข้างเงียบถึงเงียบมาก ไม่ค่อยมีรถราวิ่งให้เห็น คนส่วนใหญ่ที่เจอก็เป็นคนแก่มากกว่าวัยทำงาน

เดินตรงจากสถานีมาประมาณ 1 กิโลนิดๆ ก็จะเจอกับร้านราเมงเล็กๆ ขนาดห้องเดียว

Kanedaya

ร้านราเมง Kanedaya เปิด 11 โมงตรง ผมมาเร็วไปราวๆ 10 นาที ก็เดินเตร็ดเตร่แถวนั้นอยู่พักนึง กลับมาอีกทีร้านก็เปิดพอดี

Kanedaya

ข้างในเป็นร้านเล็กๆ มีเคาท์เตอร์แล้วก็โต๊ะนั่งกินอีกนิดหน่อย ดูแล้วรับลูกค้าได้ไม่น่าเกิน 15 คน

Kanedaya

แต่ดูแล้วก็เป็นร้านดังใช้ได้ มีลายเซ็นคนดัง (มั้ง) เต็มร้านเลย

Kanedaya

เมนูในร้าน มีเท่านี้แหละ มีราเมงกับท็อปปิ้งให้เลือก ผมก็สั่งไม่เป็นเลยเลือกของมาตรฐานที่เค้าแนะนำกัน คือราเมงหมูดำ (ส่วนท็อปปิ้งอ่านไม่ออก เลยไม่ได้สั่ง)

Kurobuta Ramen

ราเมงมาแล้ว น้ำซุปขาวข้นตามสไตล์ของราเมงแถบนี้

Kanedaya

หมดอย่างรวดเร็ว

สรุปสั้นๆ ว่าเป็นราเมงที่อร่อยที่สุดในทริปนี้แล้ว เส้นราเมงเหนียวกำลังดี หมูอร่อย น้ำซุปเข้มข้น สมกับเป็นราเมงที่ได้คะแนนรีวิวใน tabelog สูงที่สุดใน Fukuoka (แต่เช็คดูล่าสุดหล่นไปอยู่อันดับ 5 แล้ว)

ถ้าได้มาแถวนี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาด แต่ถ้าจะถ่อมาจาก Hakata อาจจะดูลำบากเกินไปหน่อย (นั่งรถชั่วโมงกว่า เดินอีกกิโลนึง)

รายละเอียดเพิ่มเติม เวลาปิดเปิด ดูได้จากใน tabelog

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

พอกลับจาก Yufuin มาถึงตัวเมือง Fukuoka แล้ว ก่อนจะกลับที่พักก็แวะทานข้าวเย็นสักหน่อย

Tanka

ร้านที่แวะชื่อ Tanka อยู่แถวระหว่างสถานี Yakuin กับสถานี Watanabedori เปิด 6 โมงเย็นถึงตี 3 (ข้อมูลจาก tabelog) อาหารเป็นแนวๆ เนื้อย่างหลายแบบ เท่าที่เห็นคนส่วนใหญ่ที่มากินก็เป็นพวกพนักงานออฟฟิศ

ที่ร้านไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่รายการอาหารหลายๆ อย่างก็เป็นตัวคะตะกะนะ อ่านไม่ยากเท่าคันจิ และพอเดาๆ มั่วๆ ไปได้ พนักงานก็พยายามช่วยเหลือดี

Tanka

ระหว่างรออาหารที่สั่ง ก็มีของทานเล่นมาให้กินรอไปพลางๆ อันนี้เป็นคล้ายๆ เนื้อเปื่อย

Tanka

อย่างแรกเป็นเมนูที่พนักงานบอกว่าคนนิยมสั่ง เป็นเนื้อ + ลิ้น ย่างเสียบไม้

Tanka

มีน้ำจิ้มให้สามอย่าง

Tanka

ย่างมาได้กำลังดีเลย ข้างนอกสุก ข้างในยังแดงนิดๆ

Tanka

สั่งกิมจิมากินตัดรสด้วย

Tanka

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นเนื้อส่วนลิ้น เข้าใจว่าย่างเกลือ จะจิ้มซอสหรือบีบมะนาวก็อร่อย

Tanka

จานนี้เป็นโฮรุมง (เครื่องใน) เคี้ยวสนุกดี

ราคารวมทั้งหมด (มีเบียร์สดอีกแก้วนึง) 4,050 เยน ก็รู้สึกว่าแพงนิดนึงแต่ก็อร่อยสมราคาอยู่ ถ้าเกิดว่าอ่านเมนูออกคงจะได้สั่งอะไรมากกว่านี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวเมือง Yufuin ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาเดินเที่ยวในตัวเมือง จากแผนที่จะเห็นว่าถนนหลักของเมืองจะมีอยู่เส้นเดียว ร้านค้าทั้งหลายจะตั้งเรียงรายอยู่สองฟากถนน

Yufuin Map

แผนที่เมือง Yufuin ขอมาจากจุดบริการนักท่องเที่ยวที่สถานี

ถ้าคนที่มาเที่ยวแบบมาเช้าเย็นกลับ เดินเฉพาะถนนสายหลักนี่ก็พอ เพราะนอกจากส่วนนี้ไปแล้วก็บ้านนอกญี่ปุ่นดีๆ น่ะเอง เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ป่าเขา และลำคลอง แต่สำหรับคนที่มาแบบนอนเรียวกังค้างคืน ที่พักพวกนั้นจะอยู่กระจายออกไปรอบนอกหน่อย

ความรู้สึกตอนที่เดินในตัวเมืองคือจะได้อารมณ์คล้ายๆ อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน คือส่วนนักท่องเที่ยวนี่ร้านค้าแข่งขันเท่ แข่งกันมีกิมมิคเรียกลูกค้าสุดๆ แต่โซนที่ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวก็จะเป็นคนท้องถิ่นอยู่กันแบบบ้านๆ

Shitanyu

เดินผ่านโรงอาบน้ำสาธารณะชื่อ Shitanyu อยู่ใกล้ๆ ทะเลสาบ Kirinko น่ะแหละ อยากลองเข้าไปแช่น้ำร้อนดูบ้าง แต่งง ไม่รู้จ่ายเงินยังไง เข้าตรงไหน ก็เลยเดินผ่านไป

Marc Chagall Museum

เดินต่อมาอีกเจอ Marc Chagall Museum พิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานของศิลปินรัสเซีย ตึกหน้าตาสวยดีเลย ติดทะเลสาบ แต่ก็ยังงงๆ อยู่ว่ามาตั้งพิพิธภัณฑ์อะไรอยู่ตรงนี้

Marc Chagall Museum Yufuin

มี Museum shop และ Cafe ใกล้ๆ

Yufuin

Yufuin

ตรงนี้เหมือนจะเป็นโซนขายของรำลึกอดีตของคนญี่ปุ่น มีของเล่นเก่าๆ ใบปิดหนังเก่า

Yufuin

มีให้ถ่ายคู่กับอุลตร้าแมน + หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ด้วย

Yufuin

Yufuin

Yufuin

มาถึงส่วนถนนคนเดิน ร้านค้าเพียบ

Snoopy in Yufuin

ไอติมสนูปปี้รสชาเขียว

Yufuin

ร้านขายเหล้าและอื่นๆ

Yufuin

บรรยากาศมันปายมาก

ผมไม่ได้กะว่าจะซื้อของฝากหรือของที่ระลึกอะไรติดมือไปด้วยอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ใช้เวลากับร้านค้าสักเท่าไหร่ แต่ตั้งใจว่ามาแล้วจะลองแช่ออนเซ็นในเมืองนี้ดู ซึ่งต้องเดินออกไปรอบนอกของตัวเมืองหน่อย

Yufuin

รอบนอกเมืองก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

Yufuin Rice Field

พื้นที่รอบนอกส่วนใหญ่เป็นนาข้าว

Yama no Hotel

เรียงกังหลายๆ แห่งใน Yufuin นี่จะเปิดให้คนที่ไม่ใช่แขกเข้าไปแช่น้ำร้อนได้ด้วย ผมเลือกเรียวกัง Musoen ที่มีบ่อแบบ outdoor ให้แช่ ค่าบริการ 700 เยน (+ผ้าเช็ดตัวราคา 200 เยน) การใช้งานก็เหมือนออนเซ็นญี่ปุ่นปกติ มีห้องล็อกเกอร์สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ (แบบบ้านๆ หน่อย) แล้วก็อาบน้ำล้างตัวก่อนลงบ่อ

Musoen

ที่ Musoen นี่บรรยากาศดีเลย มีสวนมีต้นไม้ร่มรื่น ตอนแช่น้ำร้อนเห็นวิวท้องฟ้า ก้อนเมฆ และภูเขา Yufu อยู่ไกลออกไปลิบๆ ติดอยู่ตรงที่ว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองออกมาเยอะหน่อย ตอนเดินมาเล่นเอาหอบแฮ่ก ดูในแผนที่เหมือนจะพอเดินได้ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางขึ้นลงเนินเขา จะเหนื่อยกว่าปกติ

Yufu Mountain

ยอดเขา Yufu มีเมฆปกคลุม

Yufuin

มีแต่ทุ่งนาจริงๆ

Yufuin Station

Yufuin Station

เดินกลับมาถึงสถานี Yufuin ฝนก็เริ่มเทลงมา

Yufuin Station

ในสถานีมี Waiting Room ก็นั่งรอฝนซา

Beer

ระหว่างเดินเล่นรอรถไฟขากลับ ไปเจอกับเบียร์ท้องถิ่น ขวดนี้ 600 เยน

Yufuin Station

เพิ่งเห็นว่าถ้าเดินไปจนสุดชานชาลาจะมีที่ให้แช่เท้าด้วย

Yufuin no Mori

แต่ไม่มีเวลาแช่ เพราะรถไฟมาแล้ว เป็น Yufuin no Mori เหมือนตอนขามา

Yufuin no Mori

อันนี้ซื้อจากมินิมาร์ทในเมือง เอามากินบนรถ เป็นซันโตรี่ผสมโค้ก อร่อยดี

Japan Train Station

เจอรถไฟ JR สีเหลือง สวยดี

ข้อแนะนำตอนนั่ง Yufuin no Mori คือขามา ถ้านั่งติดหน้าต่างฝั่งขวา จะมองเห็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของแถบน้ำด้วย จังหวะนั้นรถไฟจะชะลอให้มีโอกาสดูด้วย ถ้าขากลับก็ให้นั่งฝั่งซ้าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

วันที่ 6 ในเกาะคิวชู ตามโปรแกรม วันนี้จะนั่งรถไฟไปเที่ยว Yufuin เมืองน้ำพุร้อนชื่อดังของญี่ปุ่น แต่ก่อนเดินทางก็ต้องหาของกินเสียก่อน ผมเลือกไปกินร้านปลาดิบที่อยู่ใน Fukuoka City Fish Market Center คือดูชื่อแล้วเหมือนจะเป็นตลาดปลา แต่พอไปจริงๆ แล้วดูเหมือนสหกรณ์ประมงอะไรงี้มากกว่า ไม่มีตลาดสดอะไรให้ดู

Fukuoka City Fish Market Center

ลงรถไฟที่สถานี Akasaka แล้วเดินต่ออีกราวๆ 700 เมตร หน้าตึกมีป้ายชัดเจน

Uogashi

ร้าน Hakata Uogashi อยู่ชั้นล่างของตึกเลย (รีวิวจาก tabelog)

Hakata Uogashi

ร้านไม่ใหญ่มาก มีโต๊ะนั่งกิน หรือนั่งที่เคาท์เตอร์ก็ได้ บนผนังมีราคาอาหารให้ดู ราคาไม่แพงเลย

Hakata Uogashi

ผมสั่ง Ikura Kaizendon เป็นข้าวหน้าปลาดิบรวม + ไข่ปลา อันนี้ราคา 980 เยน ปลาสดอร่อยไม่ผิดหวัง

จบจากมื้อเช้าแล้วก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟเพื่อไป Yufuin สักที

Yufuin เป็นเมืองท่องเที่ยวในจังหวัด Oita เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อนอีกเมืองนึงนอกจาก Beppu (ที่ดังกว่าและนักท่องเที่ยวเยอะกว่า) การเดินทางจาก Fukuoka แบบสะดวกสุดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราๆ ก็คือนั่งรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.10 นาที โดยรถที่มีให้บริการจะมีรถขบวน Yufu ที่เป็นรถ Limited Express ธรรมดา กับรถไฟท่องเที่ยวขบวน Yufuin no Mori วิ่งเส้นทางเดียวกัน ถ้ามี JR Pass ก็สามารถใช้ได้เลย

สำหรับรถขบวน Yufuin no Mori เป็นรถที่คนนิยมนั่งกันทำให้ต้องจองล่วงหน้า ไม่งั้นจะไม่มีที่นั่ง ควรจะเผื่อเวลาไว้สัก 3-4 วัน ของผมก็จองตั๋วไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาถึงเลย

Yufuin no Mori

รถ Yufuin no Mori เข้าเทียบชานชาลาที่สถานี Hakata แล้ว

Yufuin no Mori

เป็นรถที่โด่งดังใช้ได้เลย พอเทียบชานชาลาปุ๊บ ก็มีคนมารุมถ่ายรูปกันเต็ม สังเกตจากเงาสะท้อนบนกระจกได้

Yufuin no Mori Ticket

ขบวนนี้ถึง Yufuin 11:34

Yufuin no Mori

มีเมนูอาหารให้สั่งด้วย สมกับเป็นรถไฟท่องเที่ยว

Yufuin no Mori

ภายในรถไฟตกแต่งด้วยไม้สีอ่อน เบาะนั่งสีเขียวเข้ม ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดี บนรถไฟมีพนักงานสาวคอยให้บริการแบบเดียวกับแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินด้วย

Yufuin no Mori

ผมสั่งข้าวกล่อง Yufuin no Mori (ชื่อเดียวกับขบวนรถ) เอาไว้ไปกินมื้อกลางวันที่ Yufuin ราคา 1,030 เยน

Yufuin no Mori

มีแจกโปสการ์ดพร้อมประทับตราว่าได้มาจริงๆ นะ

Yufuin no Mori

ห้องคนขับกับส่วนผู้โดยสารเป็นประตูกระจก สามารถเดินไปดู+ถ่ายรูปได้

Yufuin

พนักงานประจำขบวนเอาป้ายกับหมวกมาให้ มีบริการถ่ายรูปให้

Seven Stars

มาถึงสถานี Yufuin แล้ว เจอสิ่งก่อสร้างหน้าตาแปลกๆ เข้าใจว่าเป็นที่พักผู้โดยสารเฉพาะของขบวน Seven Stars รถไฟท่องเที่ยวระดับหรูหรา

Yufuin

ก้าวออกมาจากสถานี Yufuin ก็เจอวิวสวยๆ เลย มีถนนมุ่งเข้าตัวเมือง ร้านค้าเรียงรายสองข้างทาง มีภูเขา Yufu เป็นฉากหลัง

Yufuin

ใครใคร่นั่งรถม้าก็มีให้บริการ (ไม่รู้ราคา)

Yufuin Map

แผนที่เมือง Yufuin (เอามาจาก japan-guide) จะเห็นว่าออกจากสถานีแล้วจะมีถนนสายหลักมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบ Kirinko สองข้างทางนี่ก็จะเป็นร้านค้ามากมายสำหรับนักท่องเที่ยว

Yufuin

แต่ผมยังไม่อยากเจอคนเยอะๆ ก็เลยเดินมาทางถนนอีกเส้นหนึ่งที่ไปทะเลสาบ Kirinko เหมือนกัน ชมธรรมชาติและบรรยากาศเมืองในหุบเขา

Yufuin

น้ำใส ไหลเย็น เห็นเป็ด

Lake Kirinko

เดินมาสักกิโลนึงก็จะถึงทะเลสาบ วิวสวยเลยทีเดียว

Lake Kirinko

ผมเดินอ้อมทะเลสาบมาทางศาลเจ้าเล็กๆ ดูเงียบสงบดี มีมุมให้นั่งกินข้าว ก็ได้โอกาสกินข้าวกล่องที่ซื้อมา

Yufuin no Mori Ekiben

ข้าวกล่องหน้าตาแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักแปลกๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ กินแล้วไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แอบเสียดายเงินอยู่

Yufuin

วิวตอนมองกลับไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ

ตอนถัดไปจะเดินเที่ยวในตัวเมือง Yufuin ครับ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

จบจากดูนิทรรศการที่ Contemporary Art Museum แล้วก็ไปต่อที่ปราสาท Kumamoto ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม

Kumamoto

มองไปไหนก็เจอแต่คุมะมง

Kumamoto Castle Entrance

ทางเข้าปราสาท ค่าเข้า 500 เยน

Green wall

Entrance to Kumamoto castle

ด้วยโครงสร้างของปราสาทกำแพงด้านนอกจะเป็นกำแพงหิน มีทางเดินขึ้นเนินซับซ้อน เพื่อให้ป้องกันข้าศึกที่มาบุกได้ง่าย

Kumamoto Castle

ผ่านส่วนทางเข้าที่ซับซ้อนแล้วก็จะมาเจอตัวปราสาท Kumamoto สักที

Kumamoto Castle

ด้านหน้าปราสาทเป็นลานกว้าง ถ่ายรูปกันได้ตามสะดวก

Watch Tower

ตรงมุมของลานกว้างมีหอสังเกตการณ์ ขึ้นไปดูได้

Watch Tower

ดูวิวออกไปทางนอกปราสาท

Inside the Watch Tower

ทางเดินภายในดูเก่าๆ ขลังๆ ดี

Underground passage

อันนี้เป็นทางเดินใต้ดิน ดูใหม่หน่อย คงเพิ่งมาทำทีหลัง

Kumamoto Castle

มีจุดให้ชักภาพ

ก่อนจะขึ้นปราสาท Kumamoto ผมไปเดินส่วนที่เป็นตำหนัก Honmaru ก่อน ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นอาคารทำจากไม้ทั้งหลัง บูรณะขึ้นมาจนดูใหม่กิ๊ง

Honmaru Palace

Honmaru Palace

ดูเหมือนในการ์ตูนเลย

Kumamoto Castle

ตัวตำหนัก Honmaru ก็ดูสวยเนี้ยบดี แต่ถ้าเทียบกับของปราสาทนาโงย่าที่เคยไปมาแล้ว ดูอันนี้จะอลังการน้อยกว่านิดนึง

ต่อไปก็เข้าไปดูในตัวปราสาท Kumamoto ซึ่งก็จัดแสดงเหมือนปราสาทญี่ปุ่นทั่วไป มีส่วนนิทรรศการ มี artifact เก่าๆ ให้ดู ซึ่งบางทีพอจัดพื้นที่เป็นแบบนี้แล้วมันรู้สึกเหมือนข้างในไม่ใช่ปราสาท เหมือนเป็นตึกธรรมดามากกว่า

Kumamoto Castle

มีตัวปลาที่ปกติจะประดับอยู่บนหลังคาให้ดู

Kumamoto Castle

แผนที่เมืองในสมัยก่อน

Kumamoto Castle

ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด มีจุดให้ชมวิว เท่านี้แหละ

หลังจากที่เคยไปปราสาทอื่นมาแล้วสองที่ (นาโกย่า กับอินุยามะ) พอมาเจอปราสาท Kumamoto นี่ก็เริ่มจะเบื่อๆ หน่อยแล้ว เพราะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ยกเว้นอินุยามะที่เป็นปราสาทดั้งเดิม ไม่เคยถูกทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ก็จะมีสภาพเก่าๆ บันไดชัน ทางเดินแคบ ดูแล้วขลังกว่าปราสาทสร้างใหม่เยอะ

Kumamoto Castle

ก่อนกลับ แวะถ่ายรูปกับฮิโกะมะรุคุงได้

Kumamoto Castle

กลับไปเดินแถว Kamitori-Shimotori ที่เป็นย่านช้อปปิ้งแทน

Kumamoto

Kumamoto

ร้านสวยๆ ขายของน่ารักๆ เยอะตามสไตล์ญี่ปุ่น

Kumamoto

ถ่ายชิโนดะซัง พรีเซ็นเตอร์ Chulip ด้านหลังติดขนมโดราเอมอนมาด้วย

Kumamoto

Kumamoto

Kumamoto

คนเพียบ

Kumamoto

โฆษณาเน็ตคาเฟ่

Kumamon

บรรดาสินค้าคุมะมง

Kumamoto

อันนี้โฆษณาร้านโบว์ลิ่งมั้ง

Kumamoto

Kumamoto

ถนน Showa dori ทางเท้ากว้าง มีต้นไม้สองข้างทาง บรรยากาศดี

Kumamoto Station

กลับมาถึงสถานี Kumamoto แล้ว

Shinkansen

นั่งชินคันเซ็นกลับ Hakata

พอกลับมาถึงสถานี Hakata แล้วผมเดินต่อไปที่ห้าง Canal City เพราะมีมินิไลฟ์ของ Katahira Rina ให้ดู ซึ่งทีแรกก็ไม่รู้จักหรอกว่าเป็นใคร

Katahira Rina

Katahira Rina

ลองฟังดูแล้วเพลงก็เพราะดีเลยนะ เล่นสด กีตาร์ตัวเดียว มีเพลงให้ฟังบน YouTube ด้วย

ดูจบแล้วก็ไปนั่งร้าน Yatai เหมือนเคย วันนี้เป็นร้านชื่อ Hanayama (花山) อยู่แถวๆ Showa Dori ใกล้สถานี Tenjin

Hanayama Yatai

Hanayama Yatai

เกี๊ยวซ่า

Hanayama

ไข่ห่อเมนไทโกะ

Hanayama Yatai

ขาดไม่ได้คือเบียร์เย็นๆ

หมดไปอีกหนึ่งวัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ตามโปรแกรมวันนี้จะเป็นการไปเก็บตกในเมือง Kumamoto ที่วันก่อนมีเวลาแค่ตอนเย็นนิดเดียว ปกติเริ่มจากที่ Hakata ถ้านั่งชินคันเซ็นไปก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ช่วงเช้าวันนี้มีเหตุผลให้ต้องออกนอกเส้นทางเล็กน้อย

Hakata Station

Midori Express

แทนที่จะนั่งชินคันเซ็นตรงไป Kumamoto เลย ผมขึ้นรถ Ltd. Express Midori ที่มุ่งหน้าไปทาง Nagasaki แทน

Midori Express

Midori Express ขบวนที่นั่งนี่เป็นตู้ที่พ่วงกับขบวนที่มุ่งหน้าไปยังสวนสนุกเฮาส์เท่นบอสช์ (Huis Ten Bosch) ด้วย ซึ่งสวนสนุกนี่จะเป็น theme หมู่บ้านยุโรป เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของ Nagasaki แต่ถ้าจะไปต้องมีเวลาทั้งวันเต็มๆ ถึงจะพอเที่ยวได้ทั่ว (ซึ่งไม่มี)

Huis Ten Bosch Ticket

เป้าหมายคือสถานี Takeo-Onsen ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 8 นาที

Coffee

กาแฟดำรองท้อง

อุด้ง โซบะ

ร้านขายอุด้ง/โซบะ แบบยืนกินตามสถานี

Landscape

สองข้างทางก็เป็นบ้านนอกคิวชู มีแต่ทุ่งหญ้าทุ่งนา

เหตุผลของการมาที่สถานี Takeo-Onsen นี่คือมาตามหาข้าวกล่อง Calbi Yakiniku 極上カルビ焼肉弁当 ที่มีขายเฉพาะที่สถานีนี้เท่านั้น ความพิเศษของข้าวกล่องนี่คือเป็นข้าวกล่องที่ชนะการประกวดข้าวกล่องของภูมิภาคคิวชูปีล่าสุด

พอถึงสถานี Takeo-Onsen แล้วผมจะมีเวลาตามหาร้าน + ซื้อข้าวกล่อง 11 นาที ก่อนจะนั่งรถ Ltd. Express Midori อีกขบวนนึงย้อนกลับทางเดิมไปถึงสถานี Shin-Tosu เพื่อขึ้นชินคันเซ็นไป Kumamoto ตามเป้าหมายเดิม

อาจจะดูยุ่งยากหน่อย แต่ด้วยระบบรถไฟของญี่ปุ่นที่มีระเบียบ มีข้อมูลชัดเจน และตรงต่อเวลา ถ้าทำการบ้านมาให้ละเอียดหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรนัก

Calbi Yakiniku

ในที่สุดก็ได้มาในราคา 1,620 เยน ถือว่าเป็นข้าวกล่องที่ค่อนข้างแพงเลยเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ก็อาศัยจังหวะที่นั่งรถย้อนกลับเป็นโอกาสกินได้เลย

Calbi Yakiniku

เปิดกล่องมาหน้าตาแบบนี้ ยังอุ่นๆ อยู่เลย

Calbi Yakiniku

ส่วนรสชาติก็สมกับที่ได้อันดับหนึ่ง เนื้อปรุงรสมาดี ย่างได้พอเหมาะ รสชาติจะเข้ม+น้ำมันเยอะไปนิดนึงแต่กินกับข้าวญี่ปุ่นแล้วจะเข้ากันกำลังดี

Kumamoto Ticket

หลังจากกินเสร็จ และมาถึงสถานี Shin-Tosu แล้วก็ต่อชินคันเซ็นไป Kumamoto ใช้เวลาแค่ 34 นาทีเท่านั้น สรุปว่าออกจาก Hakata 7:30 ไปหาข้าวเช้ากินที่ Takeo-Onsen แล้วก็ยังไปถึง Kumamoto ได้ตอน 10:05 ยังมีเวลาเที่ยวอีกเต็มๆ วัน และค่าตั๋วรถไฟไปๆ มาๆ ทั้งหมดนี่สามารถใช้ JR Pass ผ่านได้หมด

Ayuyasandai

มาถึงสถานี Kumamoto เดินผ่านร้านขายข้าวกล่องก็เจอข้าวกล่องอายุยะซันไดที่ตามหาเมื่อวันก่อน วางขายต่อหน้าต่อตา แต่เพิ่งกินข้าวเช้าไปหมาดๆ ก็ต้องตัดใจ

Kumamoto Day Pass

การเดินทางใน Kumamoto ถ้าใช้รถรางจะราคาเดียวเที่ยวละ 150 เยน ใช้บัตร Suica จ่ายก็ได้ สะดวกดี แต่ถ้าใครคิดว่าจะนั่งมากกว่า 3 เที่ยว แนะนำให้ซื้อ Day Pass ราคา 500 เยนจะคุ้มกว่า สำหรับผมคิดคร่าวๆ แล้วนั่งไม่เกิน 3 เที่ยวแน่ๆ เลยไม่ได้ซื้อ

Contemporary Art Museum

ที่แรกของวันนี้คือมา Kumamoto Contemporary Art Museum ที่มีแสดงนิทรรศการการออกแบบความสุขของ Eiji Mitooka อยู่พอดี

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Eiji Mitooka เป็นนักออกแบบ นักวาดลายเส้น และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ JR คิวชู ผลงานเด่นของเค้าคือการออกแบบรถไฟท่องเที่ยวหลายขบวนในภูมิภาคนี้ ในนิทรรศการก็จะมีทั้งผลงานลายเส้น แบบจำลอง รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้กันจริงๆ บนรถไฟ ที่มีการออกแบบโดยคำนึงถึง experience ของผู้ใช้งาน

Yufuin no Mori

แบบจำลองของรถไฟขบวน Yufuin no Mori ที่นำเอารถไฟ Kiha รุ่นเก่ามาดัดแปลงเป็นรถไฟท่องเที่ยว

Seven Stars

ของใช้จาก Seven Stars รถไฟขบวนหรูหราอลังการเจ็ดดาว

Chairs

ที่นั่งแบบต่างๆ จากรถไฟหลายๆ ขบวน ที่ออกแบบหน้าตาต่างกัน วัสดุต่างกัน ซึ่งจะให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างกันไป

Drawings

มีตัวอย่างงานออกแบบให้ดู

Tama

เจ้าแมวทามะ นี่ก็ผลงานของ Mitooka

Kumamoto Contemporary Art Museum

Kumamoto Contemporary Art Museum

Yoshitaka Amano

โปสเตอร์บอกว่านิทรรศการต่อไปที่จะจัดคือแสดงผลงานของ Yoshitaka Amano ที่เราคุ้นเคยลายเส้นกันมาจากเกม Final Fantasy น่ะเอง น่าดูมากๆ แต่ไม่มีโอกาส