การเข้าร่วมงานจับมือทั่วประเทศของ Keyakizaka46

ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมอีเว้นท์งานจับมือของวง 欅坂46 (Keyakizaka46) ที่จัดที่นาโงย่า ก็เลยมาเขียนสรุปไว้เป็นแนวทางเผื่อมีคนอื่นสนใจจะเข้าร่วมบ้าง

ประเภทของงานจับมือ

ก่อนอื่นเลยต้องรู้ก่อนว่า งานจับมือของไอดอลตระกูล 46 ทั้ง Keyakizaka46 และ Nogizaka46 มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ

  1. งานจับมือทั่วประเทศ / 全国握手会 – ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแค่ซื้อซีดีซิงเกิ้ล Type A/B/C จากร้านทั่วไป จะออฟไลน์หรือออนไลน์ก็ได้ ในกล่องจะมีบัตรเข้าร่วมงานจับมือแถมมาให้ด้วย ในงานสามารถเลือกจับมือกับเมมเบอร์คนไหนก็ได้, เมมเบอร์แต่งเครื่องแบบของซิงเกิ้ลนั้นๆ, มีแสดง Mini Live ก่อนจับมือ
  2. งานจับมือเดี่ยว / 個別握手会 – ต้องสั่งซื้อซีดีซิงเกิ้ล Type Regular ผ่านเว็บ Fortunemusic.jp และระบุเมมเบอร์ที่เราจะจับมือด้วย พอซีดีมาส่ง เราก็จะได้บัตรจับมือแถมมาในกล่อง (หรือจะเรียกว่าซื้อบัตรจับมือแถมซีดีก็ได้), เมมเบอร์แต่งตัวตามใจ, ไม่มี Mini Live

ในเว็บ Official ของวงจะมีบอกวันเวลาไว้ว่างานจับมือแต่ละครั้งจัดที่ไหน ดูได้จากหน้า Schedule ปกติก็จะจัดกันในวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการของญี่ปุ่น

อีเว้นท์ครั้งนี้เป็นงานจับมือของซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ชื่อ 「世界には愛しかない」 (Sekai niwa Ai shika nai) ครับ

หน้าตาแผ่นซิงเกิ้ล Sekai ni wa Ai shika nai ทั้ง 3 type
หน้าตาแผ่นซิงเกิ้ล Sekai ni wa Ai shika nai ทั้ง 3 type

สถานที่เข้าร่วมงานจับมือ

สถานที่แถบคันโตก็จะมี Makuhari Messe (จิบะ), Pacifico (โยโกฮาม่า) ถ้าเป็นคันไซมักจะจัดที่ Pulse Plaza (เกียวโต) ส่วนที่นาโงย่าที่ไปเข้าร่วมมาครั้งนี้ จัดที่ Port Messe

การเดินทางจากตัวเมืองนาโงย่าก็ไม่ยากอะไร นั่งรถไฟสาย Aonami มาลงที่สถานี Kinjofuto ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายก็ถึงแล้ว ถ้านั่งจากสถานีนาโงย่าก็ 24 นาที, 350 เยน

ด้านหน้าของ Port Messe
ด้านหน้าของ Port Messe

สถานีแถวนั้นค่อยข้างห่างไกลตัวเมือง ไม่ค่อยมีอะไรขายเท่าไหร่ ถ้าจะเตรียมอะไรมาก็ซื้อมาจากในตัวเมืองให้เรียบร้อย

งานคราวนี้จัดที่ 2nd Exhibition Hall
งานคราวนี้จัดที่ 2nd Exhibition Hall

กิจกรรมในงานจับมือทั่วประเทศ

ในงานจับมือทั่วประเทศ ช่วงเช้าจะมี Mini Live ให้ดู แล้วเป็นจับมือจริงๆ ช่วงบ่าย ต่างกับงานจับมือเดี่ยวที่จะมีแต่จับมืออย่างเดียว ไม่มี Live

ก่อนวันงานในเว็บ official จะแจ้งรายละเอียด บอกว่างานเริ่มกี่โมง เปิดให้เข้ากี่โมง ถ้าใครมาก่อน ก็ต่อคิวรอกันหน้าฮอลล์ไป

รอบที่นาโงย่า เปิดให้เข้าตอน 9:30 คนที่เข้างานต้องผ่านเครื่องสแกนโลหะ + มีตรวจกระเป๋า จังหวะนี้ถ้าใครพกเครื่องดื่มมาก็ต้องจิบให้ staff ดูด้วย หลังจากนั้นเอาบัตรจับมือ 1 ใบยื่นให้ staff เพื่อแลกเป็นบัตรเข้า Mini Live

บัตรเข้า Mini Live จะหน้าตาแบบนี้
บัตรเข้า Mini Live จะหน้าตาแบบนี้

ในบัตรจะระบุไว้ว่าเราจะได้อยู่โซนไหน (สุ่มเอา) อย่างในรูปคือได้ block B โซน B-1 (ถ้า block A จะอยู่หน้าสุด) แต่สำหรับแฟนๆ ผู้หญิงจะได้บัตรเป็นโซนผู้หญิงที่ติดเวทีด้านหน้าเลย

หลังจากเข้าไปรอได้พักใหญ่ Mini Live ก็เริ่มเล่นตรงเวลาที่ 11:30

เพลงที่เล่นใน Mini Live ก็จะเป็นเพลงในซิงเกิ้ลนั้นๆ ครบทุกเพลง สลับกับพักเบรกให้เมมเบอร์ได้พูดชักชวนคนมาจับมือเลนตัวเอง รวมเวลาก็ประมาณชั่วโมงนึง หลังจากนั้น staff จะเคลียร์คนออกจากฮอลล์ เพื่อจัดสถานที่สำหรับจับมือ

ส่วนบัตร Mini Live นี่ต้องเก็บไว้ เพราะจบ Live แล้วถึงเวลาจับมือ เราจะเอาบัตรนี้ใช้ยื่นแทนบัตรจับมือด้วย

ระหว่างนี้จะไปหาอะไรกินก่อนก็ได้ เพราะงานจับมือจะเริ่มตอน 13:30 ใครจะซื้อสินค้า official ก็มีบูธขายของมาตั้งพร้อม

ของกินรองท้อง
ของกินรองท้อง

ที่ Port Messe มีร้านอาหารอยู่ร้านนึง แล้วก็ร้านแผงลอยอีกร้านนึง มีตู้กดน้ำอัตโนมัติกระจายอยู่ทั่วไป บางคนก็ซื้อกิน บางคนก็พกข้าวปั้นมากินเองตามสะดวก

ได้เวลาจับมือ

พอถึงเวลา เราก็จะสามารถเข้าไปในฮอลล์เพื่อร่วมงานจับมือได้ ซึ่งก็ต้องผ่านจุด security เหมือนเดิม อันนี้ใครที่ออกมานอกฮอลล์ จะกลับเข้าไปก็ต้องผ่านตรงนี้ทุกครั้ง

แผนผังคร่าวๆ ของที่จัดงานที่ Port Messe
แผนผังคร่าวๆ ของที่จัดงานที่ Port Messe

โซนที่เป็น Free Area แค่ผ่าน security check ก็เข้าไปเลย แต่โซนจับมือต้องโชว์บัตรจับมือก่อน ถึงจะเข้าไปได้ (ถ้าจัดงานที่อื่น อาจจะจัดพื้นที่ไม่เหมือนแบบในรูป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานที่)

ในงานจับมือทั่วประเทศ เมมเบอร์จะอยู่กันเลนละสองคน หรือบางเลนก็มีสามคน (ถ้าเป็นของ Nogizaka46 จะมีเลนที่มีคนเดียวด้วย) แต่งชุดเครื่องแบบของซิงเกิ้ลนั้นๆ ใครอยู่เลนไหน จะประกาศ 1-2 วันก่อนงานจับมือ ในงานก็มีป้ายบอกไว้ชัดเจน สิ่งที่ต้องทำคือแค่จำชื่อที่เขียนเป็นคันจิของเมมเบอร์แต่ละคนให้ได้

แต่ละเลนจับมือจะหน้าตาอย่างในรูปนี่แหละ
แต่ละเลนจับมือจะหน้าตาอย่างในรูปนี่แหละ

พอเลือกได้แล้วว่าจะเข้าเลนไหนก็เดินไปต่อแถว ก่อนจะเข้าไปจับมือ ตรง (2) จะมีที่ให้วางกระเป๋า เสร็จแล้วเดินเข้าไปด้านในจะมี staff รับบัตรจับมือ และให้เราแบมือ พลิกสองข้างให้ดูว่าไม่มีอะไรอันตราย แล้วถึงเข้าไปจับมือที่ (3) ได้ พอเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาหยิบกระเป๋าที่ (4) แล้วเดินออกจากเลนนี้ไปต่อแถวเลนอื่นได้เลย

ถ้าเลนไหนเป็นเมมเบอร์ดัง คิวก็จะยาวเป็นเรื่องปกติ เช่นในงานครั้งนี้ เลนของ ฮิราเทะ ยูรินะ + โอดะ นานะ ต้องต่อกันนานถึง 80 นาทีเลยทีเดียวกว่าจะได้จับมือ แต่เมมเบอร์ที่ไม่ดัง บางทีไปต่อปุ๊บได้จับมือเลยก็มีเหมือนกัน

งานนี้มีบัตรมา 6 ใบ ที่ได้จับมือด้วยก็มี ซาโตชิ x ซือมิน / โอดะนานะ x เทะจิ / โอเซกิ x เบริกะ / นิจิกะ x นาโกะ x อาคาเน็น / อุเอมุระ x ยุยป้ง / ยุกก้า x คุริทาโร่

สำหรับคนที่บัตรจับมือหมดแล้วแต่อยากจับเพิ่ม ในงานก็มี Tsutaya มาตั้งบูธขายซีดีด้วย เรียกว่าดูดเงินกันทุกทาง

ตามกำหนดการคืองานจับมือเลิกตอน 18:00 คนที่ไปก็เผื่อเวลากันให้ดีด้วยครับ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (หลายเดือนแล้ว) ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นและแวะไปสักการะศาลเจ้าโนกิที่โตเกียวมาครับ

ศาลเจ้าโนกิ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในย่านโนกิซากะ (Nogizaka – 乃木坂) คำว่า “ซากะ (坂)” ในชื่อย่านแปลว่า เนิน, ทางลาด ซึ่งก็ตรงกับลักษณะแถบนั้นที่เป็นเนินหลายเนินอยู่ นอกจากโนกิซากะแล้วก็ยังมีโทริอิซากะแล้วก็อาคาซากะด้วย

การเดินทางมาก็ไม่ลำบาก มีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro สาย Chiyoda วิ่งผ่าน ลงที่สถานี Nogizaka ได้เลย จุดสำคัญคือต้องออกประตู 1 ไม่งั้นเดินไกลมาก

ความสำคัญของศาลเจ้าโนกิและย่านโนกิซากะก็คือ เป็นบ้านเกิดของวง Nogizaka46 นั่นเอง

ถ้าเทียบกับไอดอลคู่แข่งอย่าง AKB48 แล้ว Nogizaka46 เป็นวงที่ไม่มีสถานที่ประจำสำหรับแสดงสดแบบเดียวกับที่ AKB48 มีฐานที่มั่นอยู่ที่อากิฮาบาระ แต่ชื่อ Nogizaka ในชื่อวงมีที่มาจากตึก SME Nogizaka Building ของ Sony Music Entertainment สถานที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงซึ่งตั้งอยู่แถวนี้

นอกจากนี้แล้ว Toumei na Iro (透明な色) อัลบั้มแรกของวง ยังใช้ภาพบรรยากาศรอบๆ ศาลเจ้าโนกิประกอบภาพเมมเบอร์ใน booklet ของอัลบั้มด้วย

วันนี้นอกจากจะมาศาลเจ้าโนกิแล้ว ก็ตามมาดูสถานที่จริงใน booklet ด้วยอีกหนึ่งอย่าง

Nogizaka station

ทางออกสถานี Nogizaka

Nogizaka station

สถานีโนกิซากะ อยู่ระหว่างสถานี Omotesando ถนนสายแฟชั่นกับสถานี Akasaka ที่เป็นย่านหรูดูมีอันจะกินหน่อย

Nogizaka station

สถานีเล็กๆ ธรรมดาๆ มีแค่ 2 ชานชาลาเท่านั้น

Nogizaka station

อีกชานชาลาหนึ่ง

Nogizaka46

เทียบกับภาพจาก booklet

Matsui Rena

เรนะซัง นักเรียนแลกเปลี่ยน (ณ ขณะนั้น)

Suzuki Ayane

อาจัง

Ikuta Erika

คุณหนูเอริกะ

นอกจากในสถานีแล้ว ใน booklet ยังมีภาพจากบริเวณรอบๆ ด้วย

Hatanaka Seira

เซย์ตัน

Wada Maaya

มายะ

Sakurai Reika

กัปตันเรย์กะ

Saito Asuka

อาชุ

Nishino Nanase

นาจัง อยู่หน้าทางเข้าศาลเจ้าโนกิเลย

Ito Marika

มาริกะ

เดินถ่ายรูปรอบนอกได้สักพัก ก็ได้เวลาเข้าไปชมบรรยากาศในศาลเจ้า

Nogi Shrine

ศาลเจ้าดูเงียบๆ ไม่ค่อยจะมีคน

Nogi Shrine

ด้านในศาลเจ้า

ถึงแม้ว่าวง Nogizaka46 จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาลเจ้านี้เลยนอกจากมาถ่าย booklet ในอัลบั้ม แล้วก็มีเมมเบอร์มาเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะตอนปีใหม่ แต่ด้วยการที่มีชื่อพ้องกับชื่อวง ทำให้เหล่าแฟนๆ มักจะแวะเวียนมาที่ศาลเจ้านี้กัน

Nogi Shrine

แผ่นป้ายขอพรก็มีเขียนเรื่องเกี่ยวกับวง

Nogi Shrine

แผ่นป้ายวาดรูปโดอิยะซัง มาสค็อตของเมมเบอร์คนหนึ่งในวงก็มี

ถ้ามาแล้วเจอคนหน้าตาไม่น่าเข้าศาลเจ้า แต่มีพร็อพสีม่วงๆ ติดตัว ให้เดาไว้ก่อนว่าเป็นแฟนไอดอล

Shiraishi Mai

ไมยัง

Kitano Hinako

คีจัง

Wakatsuki Yumi

ยูมิ

Hoshino Minami

มิจัง

Eto Misa

มิสะเซ็มไป

ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าบ้าง

Higuchi Hina

ฮินะจิมะ สังเกตว่าตึกซ้ายมือนี่คือตึก SME Nogizaka ของ Sony

SME Nogizaka Building

ที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงก็อยู่ที่ตึกนี้แหละ

Terada Ranze

รันรัน

Yamazaki Rena

เรนะจิ

ที่จริงแล้วยังมีรูปของเมมเบอร์คนอื่นใน booklet อีก แต่ดูไม่ออกว่าไปถ่ายกับวิวแถวไหน ก็เลยเก็บภาพมาได้เท่านี้

ก่อนหน้าที่จะไปประมาณเดือนนึง ทางวงก็ร่วมมือกับ Tokyo Metro จัดแสดงภาพโปสเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคนพร้อมลายเซ็นไว้ในทางเดินของสถานี Nogizaka นี่ด้วย เสียดายว่าตอนที่ไปนี่เค้าเก็บไปหมดแล้ว ภาพบรรยากาศดูได้จาก blog ของกิฟุโตะซัง

สำหรับแฟนๆ ของวง ถ้ามีโอกาส ก็ควรไปสักการะที่นี่ให้ได้สักครั้งครับ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อันนี้ดองไว้ข้ามปี ว่าจะเขียนนานละแต่ไม่ได้เขียนสักที เห็นช่วงหลังๆ มีคนเขียนรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก แต่เส้นทางนี้ยังไม่ค่อยเห็นมีคนพูดถึงกันสักเท่าไหร่

ช่วงที่ไปทริปที่นาโงย่าเมื่อปี 2014 ได้มีโอกาสไป หลงป่า เดินป่าแถวนั้น ตามเส้นทางสาย Nakasendo ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างเกียวโตและโตเกียวมาตั้งแต่ยุคเอโดะ ปัจจุบันก็ไม่ได้ใช้แล้ว แต่เส้นทางที่อยู่ในแถบนาโงย่า/กิฟุ ช่วง Kiso Valley ยังอยู่ในสภาพดีสามารถเดินเท้าได้

เส้นทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคือช่วงระหว่างเมือง Magome และ Tsumago มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เดินชิลๆ ก็ประมาณ 4 ชม.ถึง จะตั้งต้นจากเมืองไหนก็ได้ที่สะดวก ของผมมาจากนาโงย่า ไปตั้งต้นจาก Magome จะสะดวกกว่า การเดินทางก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Nakatsugawa แล้วต่อรถบัสไปอีก 30 นาที

View from the train

วิวข้างทางก็มีแต่ภูเขาและทุ่งนา

ทริปนี้ผมฝากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานีนาโงย่า เอาข้าวของติดมาแค่สำหรับพักค้างคืนที่ Tsumago คืนเดียว ตอนที่เดินป่าจะได้ไม่ลำบากแบกของหนักเกินความจำเป็น

ปากทาง Magome

ถึงปากทาง Magome แล้ว มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ตรงที่จอดรถก็มีรถบัสของทัวร์มาจอดหลายคันอยู่

Magome เป็นเมืองเก่า บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็ยังคงสภาพภายนอกแบบดั้งเดิมไว้ หลายๆ หลังก็เปิดชั้นล่างขายของบ้าง ทำร้านอาหารบ้าง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

Magome

ทางเดินในเมืองปูหินสวยงาม

Magome

กังหันแลนด์มาร์คที่ใครๆ ก็มาถ่ายรูป เข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็เหมือนจะใช้งานได้จริงนะ

Magome

Magome

มีจุดแวะพักให้นักท่องเที่ยวแบบเนียนๆ มีห้องน้ำ ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ แผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยว WiFi ฟรี

Magome

กลุ่มเด็กวิ่งไล่จับแมลงในฤดูร้อนอย่างที่เคยอ่านเจอในการ์ตูนก็มีให้เห็น

Magome

พอเดินทะลุหมู่บ้าน Magome มาแล้วก็จะเจอป้ายใหญ่ๆ ที่ดูเก่าแก่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้บ้าง

Magome

มีจุดแวะพักให้ชมวิวของหุบเขา Kiso ถ้าแดดร่มลมตกก็คงสวย แต่ตอนที่ไปถึงเป็นตอนเที่ยงพอดี แดดหน้าร้อนญี่ปุ่นเผาแรงมาก

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

จากจุดแวะพักก็เริ่มเดินตามป้ายบอกทางได้เลย ระยะทางอีก 7.6 กิโลเมตรถึง Tsumago

Magome

ทางเดินทำไว้ค่อนข้างดี เดินง่าย ไม่มีเข้ารกเข้าพง มีขึ้นลงเนินบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเส้นทางนี้ก็คือ…

Magome-Tsumago

มันมีป้ายบอกให้ระวังหมีด้วย! ตอนเดินก็มองซ้ายมองขวาให้ดีนิดนึง

Magome-Tsumago

ระหว่างทางจะมีระฆังแบบในรูปอยู่เป็นระยะๆ ประมาณกิโลละจุดได้ ประมาณว่าถ้าสั่นระฆังแรงๆ หมีจะตกใจกลัวหนีไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือเปล่า

เส้นทาง Nakasendo นี้ไม่ได้ตัดผ่านป่าอย่างเดียว แต่บางจุดก็ผ่านชุมชนหรือตัดกับถนนใหญ่บ้างก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางเดินในป่าน่ะแหละ

Magome-Tsumago

เดินดุ่มๆ ในป่าไม่นานก็ทะลุออกมาเจอท้องนาและบ้านคน

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

จุดตัดถนนใหญ่ เจอแก๊งค์จักรยานมาแวะพักข้างทาง

Magome-Tsumago

อันนี้อะไรไม่รู้ เดินทั้งเส้นทางก็ไม่เจอน้ำแข็งสักก้อนนะ

Magome-Tsumago

เส้นทางช่วงที่เดินในป่ามีต้นไม้ขึ้นเยอะ ป้องกันแดดบ่ายได้อย่างดี ช่วยให้เดินสบายขึ้นเยอะ

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

มีลำธารและน้ำตกเล็กๆ ระหว่างทาง

Magome-Tsumago

ห้องน้ำเผื่อใครปวดกลางทาง

ตอนที่เดินๆ อยู่ก็มีสวนกับคนที่เดินป่ามาจากอีกทางนึงบ้างประปราย มีทั้งฝรั่งต่างชาติแล้วก็ลุงๆ ป้าๆ คนญี่ปุ่น

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

ในที่สุดก็มาถึง Tsumago แล้ว หมู่บ้านหน้าตาคล้ายๆ กับที่ Magome แต่เงียบสงบกว่ามาก

Magome-Tsumago

ศาลเจ้าปากทาง

Magome-Tsumago

นักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ Magome มากกกก

Magome-Tsumago

ในตัวหมู่บ้านจะมีบ้านเก่า หรือคฤหาสน์เก่า เปิดให้เข้าไปดูได้ บางที่ก็ฟรี บางที่ก็เสียตังค์

Magome-Tsumago

แมวอ้วน

Magome-Tsumago

ผมไปถึงที่ Tsumago ราวๆ สี่โมงเย็น รวมเวลาเดินๆ พักๆ ระหว่างทางทั้งหมดก็ 4 ชม.

เดินถ่ายรูปในตัวหมู่บ้านจนพอใจแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก

Magome-Tsumago

ผมใช้บริการจองห้องพักของเว็บ japaneseguesthouses ซึ่งเป็นตัวแทนติดต่อที่พักให้เรา เพราะว่าที่พักแถบห่างไกลผู้คนแบบนี้มักจะไม่ได้ลงประกาศไว้ในเว็บจองโรงแรมพวก Booking, Agoda หรือ AirBNB

ตอนแรกอยากได้ที่พักเป็นเรียวกัง แช่ออนเซ็นธรรมชาติ แต่ว่าพวกนั้นเต็มหมดแล้วก็เลยได้เป็นที่พักโฮมสเตย์ธรรมดาแทน ไม่มีบ่อน้ำร้อน แต่ก็มีห้องอาบน้ำ มีอ่างไม้ให้แช่แก้ขัดได้ อยู่ห่างออกมาจากตัวหมู่บ้านประมาณ 10 นาที

Magome-Tsumago

ห้องพักปูเสื่อทาทามิ มีตู้โดราเอมอนเอาไว้เก็บฟูก ถ้าจะนอนก็เอาออกมาปูนอนกับพื้น

Magome-Tsumago

พอถึงเวลาอาหาร เค้าจะมาเรียกไปทานในห้องรวม เมนูส่วนใหญ่จะเน้นอาหารบ้านๆ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เป็นผัก+ปลาซะเยอะ อาหารเย็นกับอาหารเช้ารวมอยู่ในราคาที่พักแล้ว

แขกคนอื่นที่มาพักก็มีกลุ่มคนญี่ปุ่นวัยกลางคนมากัน 5-6 คน กับสาวหมวยสิงคโปร์ที่เดินทางมาเที่ยวคนเดียว คุยไปคุยมาได้ความว่า เป็นแฟน J-Rock ระดับเหนียวแน่น มาญี่ปุ่นเพื่อดูคอนเสิร์ต Luna Sea พอคุยถึงตรงนี้ก็ไม่กล้าบอกเลยว่าตัวเองมางานจับมือไอดอล ;__;

Magome-Tsumago

ตอนกลางคืนอากาศเย็นสบายเพราะอยู่ในหุบเขา นอกที่พักมืดมาก ไม่มีแสงไฟอื่นนอกจากป้ายไฟชื่อที่พัก เรื่องจะไปหาซื้อเบียร์จากร้านสะดวกซื้อมากินนี่ไม่ต้องคิดเลย

Magome-Tsumago

โชคดีที่ข้างในมีตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

Magome-Tsumago

มีการ์ตูนให้อ่านแก้เบื่อ แต่เห็นมีแค่ก้าวแรกสู่สังเวียน

Magome-Tsumago

ตอนเช้าอากาศดีมาก

Magome-Tsumago

อาหารเช้าแบบบ้านๆ เหมือนมื้อเย็น แต่เบาๆ กว่า

พอกินเสร็จ ผมต้องเช็คเอาท์จากที่พักเพื่อกลับไปที่สถานีนาโงย่า ป้ายรถเมล์ใกล้สุดต้องเดินผ่านตัวหมู่บ้าน Tsumago ก็มีโอกาสไปดูบรรยากาศตอนเช้าอีกรอบนึง จากที่เมื่อวานเดินดูตอนเย็นไปแล้ว

Magome-Tsumago

ปรากฏว่าเงียบกว่าเมื่อวานตอนเย็นอีก นอกจากนักท่องเที่ยวที่น่าจะพักเรียวกังแถวนี้ 2-3 คนแล้ว แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลย (อาจจะยังอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกมาข้างนอก)

Magome-Tsumago

ป้ายรถเมล์ก็เงียบเหงา

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

นั่งรถเมล์ประมาณ 10 นาทีก็มาถึงสถานี Nagiso ซึ่งจะสามารถนั่งรถไฟกลับไปนาโงย่าได้แล้ว หรือถ้านั่งอีกทางนึงก็จะไปถึงเมือง Matsumoto หรือ Nagano ได้ด้วย

เป็นอีกประสบการณ์แปลกใหม่ของการมาเที่ยวญี่ปุ่นครับ

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

ถ้าพูดถึงหุ่นจำลองขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงกันดั้มขนาดเท่าของจริงที่โอไดบะเป็นอย่างแรก แต่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่านอกจากที่โตเกียวแล้วที่โกเบก็ยังมีหุ่นจำลองขนาดยักษ์ตั้งอยู่กลางเมืองเหมือนกัน ต่างกันที่ว่า ที่โกเบนี่ไม่ใช่กันดั้มแต่เป็นหุ่นเหล็กหมายเลข 28

การ์ตูนหุ่นเหล็กหมายเลข 28 ออกจะเป็นการ์ตูนเก่าหน่อย เขียนมาตั้งแต่ปี 1956 โดย Yokoyama Mitsuteru ชาวเมืองโกเบ ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีหุ่นมาตั้งอยู่แถวนี้

พิกัดที่หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ตั้งอยู่คือที่สวน Wakamatsu Park การเดินทางง่ายสุดก็คือใช้รถไฟของโกเบ มาลงสถานี Shin-Nagata ออกตรงทางออก 1 จะใกล้ที่สุด

Map to Tetsujin 28

ออกมาแล้วเดินอ้อมตึก block นึงก็ถึงแล้ว

Around Shin-Nagata station

บรรยากาศแแถวนั้น

Tetsujin 28

พออ้อมตึกมาปุ๊บก็จะเห็นด้านหลังหุ่นเลย

Tetsujin 28

เข้าไปถ่ายใกล้ๆ

Tetsujin 28

มุมเงย

Tetsujin 28

มุมเอียง

Tetsujin 28

มุมเต็มตัว สูงประมาณตึกสี่ชั้น ลองเทียบขนาดกับคนที่เดินอยู่แถวนั้นได้

Tetsujin 28

ตอนที่มาเดินดูนี่ไม่เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นสักคน อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่การ์ตูนดังขนาดกันดั้ม แล้วก็ไม่ได้อยู่ในย่านที่มีนักท่องเที่ยวชุกชุมนัก คนท้องถิ่นเดินผ่านไปมากันแบบชิลๆ มาก ประมาณว่าเห็นจนเบื่อแล้ว ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น

ถ้าใครมาเที่ยวโกเบแล้วพอมีเวลาเหลือ นั่งรถไฟมาจากสถานี Sannomiya ที่เป็นสถานีหลักของโกเบประมาณ 15 นาทีก็ถึง จะลองแวะมาดูก็ได้ แต่นอกจากหุ่นนี่แล้วแถวนี้ก็ไม่ค่อยมีอย่างอื่นให้ดูเท่าไหร่นะ

เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu

แถวย่านอะเมะมุระ นอกจากร้านเมล่อนปังอร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว ก็ยังมีทาโกะยากิร้านดังอยู่ด้วย

ผมเดินตามลายแทงร้านอาหารย่านอะเมะมุระที่ hostel ให้มา มีร้านทาโกะยากิอยู่ 2-3 ร้าน เนื่องจากไม่มีข้อมูลอื่นประกอบการตัดสินใจ วิธีง่ายสุดคือเลือกเอาร้านที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็ได้ร้าน 甲賀流 (Kougaryu) มาโดยไม่รู้มาก่อนว่าเป็นร้านดัง

kougaryu takoyaki

ด้านหน้าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้ ป้ายหน้าร้านด้านบน (หลุดกรอบ) บอกว่าเปิดมานานกว่า 40 ปี เลยทีเดียว

จังหวะที่ไปเป็นช่วงที่ไม่มีคนพอดี ผมสั่งทาโกะยากิรสมาตรฐาน 10 ลูก 350 เยน (เมนูอื่นแบบใส่หอมญี่ปุ่นหรือใส่เม็นไทโกะก็มี) พอเข้าไปดูหน้าร้านใกล้ๆ ก็พบว่า…

kougaryu takoyaki

นี่มันร้านที่ไปโผล่อยู่ใน PV เพลง 君と出会って僕は変わった (Kimi to Deatte Boku wa Kawatta) ของวง NMB48

PV embed มาจาก official channel เป็นเวอร์ชันสั้น ถ้าจะดูเต็มๆ ก็ดูที่เว็บ Alive แทน

จากรูปที่แปะอยู่หน้าร้าน นอกจากไปโผล่ใน PV วงไอดอลแล้วก็เหมือนจะได้ไปออกรายการทีวีอยู่บ่อยๆ ด้วย

Kougaryu Takoyaki

ทาโกะยากิร้อนๆ จากเตา ถ้ากินเลยก็จะลวกปากแน่ๆ เลยเอากลับมากินที่ hostel แทน

พอดีทริปนี้ไม่ได้ลองทาโกะยากิร้านอื่น ก็เลยบอกไม่ได้ว่าของร้านนี้อร่อยแตกต่างกันไปหรือเปล่า แต่โดยรวมก็ถือว่า “อร่อย” สมกับเป็นร้านดังแหละนะ

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

ทริปโอซาก้ารอบที่ผ่านมา มีอยู่วันหนึ่งที่กำลังเดินทางกลับ hostel แถวๆ ย่านอะเมมุระ (พัก Osaka Hana Hostel ถูกและดีมากๆ เดินทางสะดวก แนะนำเลย) ซึ่งแถวย่านนี้จะมีร้านวัยรุ่นๆ บาร์แนวๆ ร้านของกินเล่นเยอะหน่อย

เดินๆ อยู่ก็เจอร้านขายเมล่อนปังชื่อยาวเหยียด 世界で2番めにおいしい焼きたてメロンパンアイス (Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice) ชื่อร้านแปลไทยได้ประมาณว่า “เมล่อนปังไอศครีมที่เพิ่งอบเสร็จใหม่และอร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก” (ไม่รู้ว่าอันดับ 1 คือร้านไหนหรอกนะ) ร้านนี้เหมือนจะมีสาขาอื่นๆ ด้วย

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าเมล่อนปังคืออะไร เอาง่ายๆ คือ มันคือขนมปังกลมๆ มีลายตารางคล้ายเมล่อน แค่นั้น ไม่ได้มีไส้เมล่อนแต่อย่างใด

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice cream

บรรยากาศหน้าร้าน คนต่อคิวพอสมควร

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

ทีแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่มาสะดุดตาเข้ากับป้ายโฆษณาหน้าร้านที่แคปมาจาก Twitter ของมัตสึอิ เรนะ

ถึงสาขาที่เรนะซังซื้อจะไม่ใช่สาขานี้ แต่เห็นอวยกันขนาดนี้แล้วก็เลยตัดสินใจลองชิมดูสักหน่อย บอกคนขายว่าเอาเมนูเดียวกับเรนะซังนี่แหละ (400 เยน)

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

คนขายใจดีเห็นเอากล้องเล็งพยายามถ่ายรูป (หมุนแมนนวลโฟกัส) ก็เอาเมล่อนปังวางนิ่งๆ ให้ถ่ายด้วย (รูปหลุดโฟกัสไปหน่อย)

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

ปกติกินเมล่อนปังอย่างเดียวมันจะแห้งๆ ฝืดคอเกินไปนิดนึง แต่พอมีไอศครีมมาผสมด้วยแล้วทำให้กินได้เพลินขึ้น ช่วยคลายร้อนในบรรยากาศช่วงหน้าร้อนได้ดีด้วย สรุปว่า “อร่อย” ใครไปเดินแถวอะเมมุระแล้วเจอก็ลองซื้อกินกันได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง: เก็บตกใน Fukuoka

แถว Fukuoka นี่จริงๆ แล้วจะมีย่านที่ชื่อว่า Dazaifu เป็นย่านมีชื่อเสียง มีศาลเจ้า มีพิพิธภัณฑ์ มี Starbucks ที่สวยๆ อยู่ แต่การเดินทางต้องนั่งรถไฟออกจากตัวเมืองไปนิดนึง ซึ่งเวลาที่เหลือดูจะไม่พอ ก็เลยเดินถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยไปในตัวเมือง Fukuoka นี่แหละ

Thai restaurant in Fukuoka

เจอร้านอาหารไทย

Fukuoka

ศาลเจ้า มีวัวหมอบอยู่ตัวนึง

Fukuoka

โคมแดง เล็กกว่าโซเซ็นจิที่โตเกียวนะ

Fukuoka

อันนี้เหมือนเป็นเกี้ยวที่ใช้ในเทศกาล เอาไว้ให้คนแบก เจอแถวริมคลองย่าน Nakasu

Anpanman museum

มิวเซียมอันปังแมน อยู่แถวสถานี Nakasukawabata

Anpanman

ไม่ได้เข้าไปดู แต่น่าจะเหมาะกับเด็กๆ ดีอยู่

พอแดดร่มลมตก ผมก็ลองไปเดินที่ Ohori Park สวนสาธารณะที่อยู่เลยย่าน Tenjin ไปทางตะวันตกเล็กน้อย อารมณ์ก็จะคล้ายๆ สวนลุมบ้านเรา แต่สงบกว่า ตรงกลางมีเกาะกลางทะเลสาบ มีสะพานให้เดินข้ามไปได้

Ohori Park

Ohori Park

Ohori Park

ด้านทิศใต้ของ Ohori Park จะมีสวนญี่ปุ่นให้เข้าไปดูได้ แต่ต้องจ่ายค่าเข้าบวกกับเดินจนเหนื่อยแล้ว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู

Ohori Park

ด้านนอกสวน

Ohori Park

Fukuoka

พอตกเย็น ร้าน Yatai ก็เริ่มเปิดให้บริการ

Yatai

ผมย้อนกลับมาที่ห้าง Canal City เพราะวันนี้มีมินิไลฟ์ให้ดูฟรี โดยวงที่มาวันนี้คือ 流星群少女 (Shooting Star Girls)

Shooting Star Girls

ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงนี้เลย รู้แค่ว่าเป็นวงไอดอลท้องถิ่น

Shooting Star Girls

ร้องเต้นกันเต็มที่

ดูมินิไลฟ์จบแล้วก็ออกไปหาของกิน คราวนี้เป็นร้านเล็กๆ ชื่อว่า Kenzo Cafe

Kenzo Cafe

บรรยากาศหน้าร้าน

Kenzo Cafe

บรรยากาศในร้าน เป็นเคาท์เตอร์แคบๆ นั่งเบียดๆ กันก็น่าจะได้ไม่เกินสิบคน

Kenzo Cafe

สั่งโฮรุมงราเมงมากิน อร่อยใช้ได้เลย

กินเสร็จก็ต้องกลับที่พักเก็บของ เพราะจะต้องกลับเช้าวันถัดไป

Flight กลับกรุงเทพของ Jetstar ออกจากสนามบินตอนสายๆ มีเวลาไปสนามบินได้ชิลๆ ไม่ต้องรีบร้อน โดยเฉพาะสนามบินที่นั่งรถไฟไปถึงได้ในเวลา 15 นาทีนี่มันเยี่ยมจริงๆ (แต่ก็ควรเผื่อเวลาอีก 15-20 นาทีด้วย เพราะออกจากรถไฟแล้วต้องนั่ง shuttle bus ต่อไป international terminal)

Megashaki

แวะซื้อเครื่องดื่ม Megashaki ที่สาวๆ Nogizaka46 เป็นพรีเซ็นเตอร์

Fukuoka Airport

ข้างในสนามบินมีที่ให้ซื้อของฝากครบครัน ทั้งคิทแคท โตเกียวบานานา สารพัด

Jetstar

ขากลับมีพลาดนิดหน่อยตรงที่ว่า ดูเวลากลับถึงกรุงเทพว่าเป็นบ่ายสอง คิดว่าน่าจะทนหิวได้เลยไม่ได้กินอะไรรองท้องมากนัก แต่จริงๆ แล้วบ่ายสองกรุงเทพก็คือบ่ายสี่ของญี่ปุ่น ต้องทนหิวอยู่บนเครื่องอยู่นาน

Steps

สุดท้ายลองเอาสถิติการเดินที่วัดจาก Fitbit มาดู ปรากฏว่าเดินไปวันละ 2 หมื่นกว่าก้าว

สรุปทริปนี้คือ คิวชูเที่ยวสนุก เดินทางไม่ลำบาก อาหารอร่อย ผู้คนเป็นมิตร ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก็ถือว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับการบินไปภูมิภาคอื่น ถ้ามีโอกาสจะหาเวลามาเที่ยวทางคิวชูใต้ดูบ้าง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

หลังจากกินราเมงหมูดำที่ Yukuhashi มาในตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Kokura เพื่อมาเดินเล่นแถวนั้นบ้าง

Kokura เป็นย่านศูนย์กลางของเมือง Kita Kyushu (คิวชูเหนือ) เป็นฮับการเดินทาง และศูนย์กลางเศรษฐกิจของแถบนี้

Kokura Station

Captain Harlock

ด้านหน้าของสถานี Kokura มีรูปปั้นของกัปตันฮาร์ล็อคตั้งอยู่ด้วย

Galaxy 999

ใกล้ๆ กันก็มี เมเทล กับ เท็ตสึโอะ จากเรื่อง กาแล็คซี่เอ็กซ์เพรส 999

การ์ตูนทั้งสองเรื่องนี้เป็นผลงานเด่นของ Matsumoto Leiji นักเขียนการ์ตูนชื่อดังที่มีพื้นเพเป็นคนคิวชูนี่เอง ถ้าใครที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนสองเรื่องนี้ อาจจะเคยเห็น MV Interstella 5555 ของ Daft Punk ซึ่งก็เป็นฝีมือการออกแบบคาแรกเตอร์ของ Matsumoto Leiji นี่เหมือนกัน

จากสถานี เดินข้ามสะพานลอยมาอีกฟากหนึ่งจะเจอตึก AruAru City ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าเกี่ยวกับพวกอนิเม/เกม

AruAru City

ช่วงที่ไปกำลังมีโปรโมทงาน Summer Festival ที่มีวงโลคอลไอดอล Pajama Farm ✓13 มาร่วมงานด้วย

AruAru City

บรรยากาศข้างในก็คล้ายๆ กับแถว Akihabara มีเครื่องเล่นเกม มีร้านค้าขายหนังสือการ์ตูน ฟิกเกอร์ สินค้าอนิเมทั้งหลาย ฯลฯ

AruAru City

อันนี้เป็นรถแต่งจาก GoodSmile Racing

AruAru City

โฆษณาเซนต์เซย่า Legend of Sanctuary ภาคที่เป็น CG ที่ฉายโรงบ้านเราไปแล้วน่ะแหละ

ตึก AruAru City นี่ถ้าขึ้นไปถึงชั้น 6 จะเจอ Manga Museum ให้เข้าไปเดินดูได้

Kitakyushu Manga Museum

ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 400 เยน พนักงานที่เฝ้าอยู่ แต่งคอสเพลย์เป็นเมเทลด้วย (ไม่กล้าขอถ่าย)

ใน museum ก็จะมีจัดแสดงกรรมวิธีในการผลิตมังงะ แล้วก็ผลงานของ Matsumoto Leiji ให้ดูเป็นส่วนใหญ่ คำบรรยายเกือบทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น

Captain Harlock

เข้าไปปุ๊บ ด้านหน้าก็เจอกัปตันฮาร์ล็อคเลย ตัวใหญ่พอๆ กับที่อยู่หน้าสถานี Kokura

Manga Museum

ตรงไหนที่ถ่ายรูปได้จะมีสัญลักษณ์บอก

Manga Museum

Manga Museum

Manga Museum

ขนาดของ museum ก็ออกจะเล็กอยู่ เดินแป๊บเดียวก็หมดแล้ว ผลงานที่จัดแสดงเกือบทั้งหมดก็เป็นงานของ Matsumoto Leiji

ส่วนแสดงผลงานนี่ออกจะเงียบเหงาด้วยซ้ำ ไม่ค่อยมีคนเดินเท่าไหร่ แต่พอพ้นไปแล้วจะเป็นส่วนห้องสมุดมังงะ มีมังงะให้อ่านเยอะมากมายหลายเรื่องมาก มีที่นั่งที่นอนให้อ่านได้ตามสะดวก ในโซนนี้จะมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มานั่งอ่านมังงะกันอยู่เยอะพอสมควร

Train Station

เดินออกมาจากตึก AruAru City แล้วก็รู้สึกว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว นั่งรถไฟไปเก็บตกที่เหลือในตัวเมือง Fukuoka ดีกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ทริปคิวชูวันที่ 7 วันนี้เป็นรายการเก็บตกก่อนที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น เมืองเด่นๆ ในแถบคิวชูเหนือก็ไปมาเกือบหมดแล้ว วันนี้ก็เลยลองเปลี่ยนบรรยากาศไปแถวที่ไม่ดังบ้าง

เป้าหมายแรกคือออกนอกเกาะคิวชูไปที่ Shimonoseki จังหวัด Yamaguchi ฟังดูเหมือนไกล แต่จริงๆ แล้วก็แค่นั่งรถไฟข้ามช่องแคบไปนิดเดียว

Hakata Station

เริ่มต้นที่สถานี Hakata เหมือนเคย ผมนั่งรถไฟสาย Limited Express Sonic ไปลงที่ Kokura แล้วต่อ JR Sanyo Line มุดอุโมงค์เชื่อมช่องแคบเพื่อไปจุดหมายที่สถานี Shimonoseki

On the train

เช้านี้ไม่ได้ซื้อข้าวกล่องขึ้นมากินบนรถ เพราะว่าตั้งใจจะไปซื้อข้าวกล่องหน้าปลาปักเป้าชื่อดัง Deluxe Fukusushi ที่สถานีปลายทาง

Shimonoseki Station

ถึงสถานี Shimonoseki แล้ว

Around Shimonoseki Station

Nearby Shimonoseki Station

รอบๆ สถานี Shimonoseki มีตึกสวยๆ เหมาะแก่การถ่ายรูป

ผมเดินหาร้านขายข้าวกล่องแต่ไม่มีข้าวกล่องที่ตั้งใจจะซื้อ ก็เลยไปถามที่ tourist information แถวนั้น ได้ความว่าข้าวกล่องหน้าปลาปักเป้าที่อยากกิน มีขายเฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ก็เท่ากับว่านั่งรถไฟมาเสียเที่ยว T-T

Fukusushi Ekiben

ข้าวกล่องหน้าตาแบบในรูป (ภาพจาก ที่นี่)

Breakfast

จำใจต้องกินข้าวปั้นจากมินิมาร์ทรองท้อง + นั่งรถกลับมาสถานี Kokura

Limited Express Sonic

Inside Sonic

ถึงจะผิดหวังจะข้าวหน้าปลาปักเป้า แต่ก็ยังไม่ล้มเลิกความพยายามในการหาของกิน จากสถานี Kokura ผมนั่งรถขบวน Sonic ไปลงสถานี Yukuhashi (14 นาที)

Yukuhashi Station

ถึงสถานี Yukuhashi แล้ว

Yukuhashi Station

หน้าสถานีมีสัญลักษณ์หน้าตาแปลกๆ

Yukuhashi นี่สถานีดูใหญ่โต แต่ในตัวเมืองค่อนข้างเงียบถึงเงียบมาก ไม่ค่อยมีรถราวิ่งให้เห็น คนส่วนใหญ่ที่เจอก็เป็นคนแก่มากกว่าวัยทำงาน

เดินตรงจากสถานีมาประมาณ 1 กิโลนิดๆ ก็จะเจอกับร้านราเมงเล็กๆ ขนาดห้องเดียว

Kanedaya

ร้านราเมง Kanedaya เปิด 11 โมงตรง ผมมาเร็วไปราวๆ 10 นาที ก็เดินเตร็ดเตร่แถวนั้นอยู่พักนึง กลับมาอีกทีร้านก็เปิดพอดี

Kanedaya

ข้างในเป็นร้านเล็กๆ มีเคาท์เตอร์แล้วก็โต๊ะนั่งกินอีกนิดหน่อย ดูแล้วรับลูกค้าได้ไม่น่าเกิน 15 คน

Kanedaya

แต่ดูแล้วก็เป็นร้านดังใช้ได้ มีลายเซ็นคนดัง (มั้ง) เต็มร้านเลย

Kanedaya

เมนูในร้าน มีเท่านี้แหละ มีราเมงกับท็อปปิ้งให้เลือก ผมก็สั่งไม่เป็นเลยเลือกของมาตรฐานที่เค้าแนะนำกัน คือราเมงหมูดำ (ส่วนท็อปปิ้งอ่านไม่ออก เลยไม่ได้สั่ง)

Kurobuta Ramen

ราเมงมาแล้ว น้ำซุปขาวข้นตามสไตล์ของราเมงแถบนี้

Kanedaya

หมดอย่างรวดเร็ว

สรุปสั้นๆ ว่าเป็นราเมงที่อร่อยที่สุดในทริปนี้แล้ว เส้นราเมงเหนียวกำลังดี หมูอร่อย น้ำซุปเข้มข้น สมกับเป็นราเมงที่ได้คะแนนรีวิวใน tabelog สูงที่สุดใน Fukuoka (แต่เช็คดูล่าสุดหล่นไปอยู่อันดับ 5 แล้ว)

ถ้าได้มาแถวนี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาด แต่ถ้าจะถ่อมาจาก Hakata อาจจะดูลำบากเกินไปหน่อย (นั่งรถชั่วโมงกว่า เดินอีกกิโลนึง)

รายละเอียดเพิ่มเติม เวลาปิดเปิด ดูได้จากใน tabelog

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

พอกลับจาก Yufuin มาถึงตัวเมือง Fukuoka แล้ว ก่อนจะกลับที่พักก็แวะทานข้าวเย็นสักหน่อย

Tanka

ร้านที่แวะชื่อ Tanka อยู่แถวระหว่างสถานี Yakuin กับสถานี Watanabedori เปิด 6 โมงเย็นถึงตี 3 (ข้อมูลจาก tabelog) อาหารเป็นแนวๆ เนื้อย่างหลายแบบ เท่าที่เห็นคนส่วนใหญ่ที่มากินก็เป็นพวกพนักงานออฟฟิศ

ที่ร้านไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่รายการอาหารหลายๆ อย่างก็เป็นตัวคะตะกะนะ อ่านไม่ยากเท่าคันจิ และพอเดาๆ มั่วๆ ไปได้ พนักงานก็พยายามช่วยเหลือดี

Tanka

ระหว่างรออาหารที่สั่ง ก็มีของทานเล่นมาให้กินรอไปพลางๆ อันนี้เป็นคล้ายๆ เนื้อเปื่อย

Tanka

อย่างแรกเป็นเมนูที่พนักงานบอกว่าคนนิยมสั่ง เป็นเนื้อ + ลิ้น ย่างเสียบไม้

Tanka

มีน้ำจิ้มให้สามอย่าง

Tanka

ย่างมาได้กำลังดีเลย ข้างนอกสุก ข้างในยังแดงนิดๆ

Tanka

สั่งกิมจิมากินตัดรสด้วย

Tanka

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นเนื้อส่วนลิ้น เข้าใจว่าย่างเกลือ จะจิ้มซอสหรือบีบมะนาวก็อร่อย

Tanka

จานนี้เป็นโฮรุมง (เครื่องใน) เคี้ยวสนุกดี

ราคารวมทั้งหมด (มีเบียร์สดอีกแก้วนึง) 4,050 เยน ก็รู้สึกว่าแพงนิดนึงแต่ก็อร่อยสมราคาอยู่ ถ้าเกิดว่าอ่านเมนูออกคงจะได้สั่งอะไรมากกว่านี้