เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวเมือง Yufuin ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาเดินเที่ยวในตัวเมือง จากแผนที่จะเห็นว่าถนนหลักของเมืองจะมีอยู่เส้นเดียว ร้านค้าทั้งหลายจะตั้งเรียงรายอยู่สองฟากถนน

Yufuin Map

แผนที่เมือง Yufuin ขอมาจากจุดบริการนักท่องเที่ยวที่สถานี

ถ้าคนที่มาเที่ยวแบบมาเช้าเย็นกลับ เดินเฉพาะถนนสายหลักนี่ก็พอ เพราะนอกจากส่วนนี้ไปแล้วก็บ้านนอกญี่ปุ่นดีๆ น่ะเอง เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ป่าเขา และลำคลอง แต่สำหรับคนที่มาแบบนอนเรียวกังค้างคืน ที่พักพวกนั้นจะอยู่กระจายออกไปรอบนอกหน่อย

ความรู้สึกตอนที่เดินในตัวเมืองคือจะได้อารมณ์คล้ายๆ อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน คือส่วนนักท่องเที่ยวนี่ร้านค้าแข่งขันเท่ แข่งกันมีกิมมิคเรียกลูกค้าสุดๆ แต่โซนที่ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวก็จะเป็นคนท้องถิ่นอยู่กันแบบบ้านๆ

Shitanyu

เดินผ่านโรงอาบน้ำสาธารณะชื่อ Shitanyu อยู่ใกล้ๆ ทะเลสาบ Kirinko น่ะแหละ อยากลองเข้าไปแช่น้ำร้อนดูบ้าง แต่งง ไม่รู้จ่ายเงินยังไง เข้าตรงไหน ก็เลยเดินผ่านไป

Marc Chagall Museum

เดินต่อมาอีกเจอ Marc Chagall Museum พิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานของศิลปินรัสเซีย ตึกหน้าตาสวยดีเลย ติดทะเลสาบ แต่ก็ยังงงๆ อยู่ว่ามาตั้งพิพิธภัณฑ์อะไรอยู่ตรงนี้

Marc Chagall Museum Yufuin

มี Museum shop และ Cafe ใกล้ๆ

Yufuin

Yufuin

ตรงนี้เหมือนจะเป็นโซนขายของรำลึกอดีตของคนญี่ปุ่น มีของเล่นเก่าๆ ใบปิดหนังเก่า

Yufuin

มีให้ถ่ายคู่กับอุลตร้าแมน + หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ด้วย

Yufuin

Yufuin

Yufuin

มาถึงส่วนถนนคนเดิน ร้านค้าเพียบ

Snoopy in Yufuin

ไอติมสนูปปี้รสชาเขียว

Yufuin

ร้านขายเหล้าและอื่นๆ

Yufuin

บรรยากาศมันปายมาก

ผมไม่ได้กะว่าจะซื้อของฝากหรือของที่ระลึกอะไรติดมือไปด้วยอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ใช้เวลากับร้านค้าสักเท่าไหร่ แต่ตั้งใจว่ามาแล้วจะลองแช่ออนเซ็นในเมืองนี้ดู ซึ่งต้องเดินออกไปรอบนอกของตัวเมืองหน่อย

Yufuin

รอบนอกเมืองก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

Yufuin Rice Field

พื้นที่รอบนอกส่วนใหญ่เป็นนาข้าว

Yama no Hotel

เรียงกังหลายๆ แห่งใน Yufuin นี่จะเปิดให้คนที่ไม่ใช่แขกเข้าไปแช่น้ำร้อนได้ด้วย ผมเลือกเรียวกัง Musoen ที่มีบ่อแบบ outdoor ให้แช่ ค่าบริการ 700 เยน (+ผ้าเช็ดตัวราคา 200 เยน) การใช้งานก็เหมือนออนเซ็นญี่ปุ่นปกติ มีห้องล็อกเกอร์สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ (แบบบ้านๆ หน่อย) แล้วก็อาบน้ำล้างตัวก่อนลงบ่อ

Musoen

ที่ Musoen นี่บรรยากาศดีเลย มีสวนมีต้นไม้ร่มรื่น ตอนแช่น้ำร้อนเห็นวิวท้องฟ้า ก้อนเมฆ และภูเขา Yufu อยู่ไกลออกไปลิบๆ ติดอยู่ตรงที่ว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองออกมาเยอะหน่อย ตอนเดินมาเล่นเอาหอบแฮ่ก ดูในแผนที่เหมือนจะพอเดินได้ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางขึ้นลงเนินเขา จะเหนื่อยกว่าปกติ

Yufu Mountain

ยอดเขา Yufu มีเมฆปกคลุม

Yufuin

มีแต่ทุ่งนาจริงๆ

Yufuin Station

Yufuin Station

เดินกลับมาถึงสถานี Yufuin ฝนก็เริ่มเทลงมา

Yufuin Station

ในสถานีมี Waiting Room ก็นั่งรอฝนซา

Beer

ระหว่างเดินเล่นรอรถไฟขากลับ ไปเจอกับเบียร์ท้องถิ่น ขวดนี้ 600 เยน

Yufuin Station

เพิ่งเห็นว่าถ้าเดินไปจนสุดชานชาลาจะมีที่ให้แช่เท้าด้วย

Yufuin no Mori

แต่ไม่มีเวลาแช่ เพราะรถไฟมาแล้ว เป็น Yufuin no Mori เหมือนตอนขามา

Yufuin no Mori

อันนี้ซื้อจากมินิมาร์ทในเมือง เอามากินบนรถ เป็นซันโตรี่ผสมโค้ก อร่อยดี

Japan Train Station

เจอรถไฟ JR สีเหลือง สวยดี

ข้อแนะนำตอนนั่ง Yufuin no Mori คือขามา ถ้านั่งติดหน้าต่างฝั่งขวา จะมองเห็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของแถบน้ำด้วย จังหวะนั้นรถไฟจะชะลอให้มีโอกาสดูด้วย ถ้าขากลับก็ให้นั่งฝั่งซ้าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

วันที่ 6 ในเกาะคิวชู ตามโปรแกรม วันนี้จะนั่งรถไฟไปเที่ยว Yufuin เมืองน้ำพุร้อนชื่อดังของญี่ปุ่น แต่ก่อนเดินทางก็ต้องหาของกินเสียก่อน ผมเลือกไปกินร้านปลาดิบที่อยู่ใน Fukuoka City Fish Market Center คือดูชื่อแล้วเหมือนจะเป็นตลาดปลา แต่พอไปจริงๆ แล้วดูเหมือนสหกรณ์ประมงอะไรงี้มากกว่า ไม่มีตลาดสดอะไรให้ดู

Fukuoka City Fish Market Center

ลงรถไฟที่สถานี Akasaka แล้วเดินต่ออีกราวๆ 700 เมตร หน้าตึกมีป้ายชัดเจน

Uogashi

ร้าน Hakata Uogashi อยู่ชั้นล่างของตึกเลย (รีวิวจาก tabelog)

Hakata Uogashi

ร้านไม่ใหญ่มาก มีโต๊ะนั่งกิน หรือนั่งที่เคาท์เตอร์ก็ได้ บนผนังมีราคาอาหารให้ดู ราคาไม่แพงเลย

Hakata Uogashi

ผมสั่ง Ikura Kaizendon เป็นข้าวหน้าปลาดิบรวม + ไข่ปลา อันนี้ราคา 980 เยน ปลาสดอร่อยไม่ผิดหวัง

จบจากมื้อเช้าแล้วก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟเพื่อไป Yufuin สักที

Yufuin เป็นเมืองท่องเที่ยวในจังหวัด Oita เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อนอีกเมืองนึงนอกจาก Beppu (ที่ดังกว่าและนักท่องเที่ยวเยอะกว่า) การเดินทางจาก Fukuoka แบบสะดวกสุดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราๆ ก็คือนั่งรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.10 นาที โดยรถที่มีให้บริการจะมีรถขบวน Yufu ที่เป็นรถ Limited Express ธรรมดา กับรถไฟท่องเที่ยวขบวน Yufuin no Mori วิ่งเส้นทางเดียวกัน ถ้ามี JR Pass ก็สามารถใช้ได้เลย

สำหรับรถขบวน Yufuin no Mori เป็นรถที่คนนิยมนั่งกันทำให้ต้องจองล่วงหน้า ไม่งั้นจะไม่มีที่นั่ง ควรจะเผื่อเวลาไว้สัก 3-4 วัน ของผมก็จองตั๋วไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาถึงเลย

Yufuin no Mori

รถ Yufuin no Mori เข้าเทียบชานชาลาที่สถานี Hakata แล้ว

Yufuin no Mori

เป็นรถที่โด่งดังใช้ได้เลย พอเทียบชานชาลาปุ๊บ ก็มีคนมารุมถ่ายรูปกันเต็ม สังเกตจากเงาสะท้อนบนกระจกได้

Yufuin no Mori Ticket

ขบวนนี้ถึง Yufuin 11:34

Yufuin no Mori

มีเมนูอาหารให้สั่งด้วย สมกับเป็นรถไฟท่องเที่ยว

Yufuin no Mori

ภายในรถไฟตกแต่งด้วยไม้สีอ่อน เบาะนั่งสีเขียวเข้ม ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดี บนรถไฟมีพนักงานสาวคอยให้บริการแบบเดียวกับแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินด้วย

Yufuin no Mori

ผมสั่งข้าวกล่อง Yufuin no Mori (ชื่อเดียวกับขบวนรถ) เอาไว้ไปกินมื้อกลางวันที่ Yufuin ราคา 1,030 เยน

Yufuin no Mori

มีแจกโปสการ์ดพร้อมประทับตราว่าได้มาจริงๆ นะ

Yufuin no Mori

ห้องคนขับกับส่วนผู้โดยสารเป็นประตูกระจก สามารถเดินไปดู+ถ่ายรูปได้

Yufuin

พนักงานประจำขบวนเอาป้ายกับหมวกมาให้ มีบริการถ่ายรูปให้

Seven Stars

มาถึงสถานี Yufuin แล้ว เจอสิ่งก่อสร้างหน้าตาแปลกๆ เข้าใจว่าเป็นที่พักผู้โดยสารเฉพาะของขบวน Seven Stars รถไฟท่องเที่ยวระดับหรูหรา

Yufuin

ก้าวออกมาจากสถานี Yufuin ก็เจอวิวสวยๆ เลย มีถนนมุ่งเข้าตัวเมือง ร้านค้าเรียงรายสองข้างทาง มีภูเขา Yufu เป็นฉากหลัง

Yufuin

ใครใคร่นั่งรถม้าก็มีให้บริการ (ไม่รู้ราคา)

Yufuin Map

แผนที่เมือง Yufuin (เอามาจาก japan-guide) จะเห็นว่าออกจากสถานีแล้วจะมีถนนสายหลักมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบ Kirinko สองข้างทางนี่ก็จะเป็นร้านค้ามากมายสำหรับนักท่องเที่ยว

Yufuin

แต่ผมยังไม่อยากเจอคนเยอะๆ ก็เลยเดินมาทางถนนอีกเส้นหนึ่งที่ไปทะเลสาบ Kirinko เหมือนกัน ชมธรรมชาติและบรรยากาศเมืองในหุบเขา

Yufuin

น้ำใส ไหลเย็น เห็นเป็ด

Lake Kirinko

เดินมาสักกิโลนึงก็จะถึงทะเลสาบ วิวสวยเลยทีเดียว

Lake Kirinko

ผมเดินอ้อมทะเลสาบมาทางศาลเจ้าเล็กๆ ดูเงียบสงบดี มีมุมให้นั่งกินข้าว ก็ได้โอกาสกินข้าวกล่องที่ซื้อมา

Yufuin no Mori Ekiben

ข้าวกล่องหน้าตาแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักแปลกๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ กินแล้วไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แอบเสียดายเงินอยู่

Yufuin

วิวตอนมองกลับไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ

ตอนถัดไปจะเดินเที่ยวในตัวเมือง Yufuin ครับ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

จบจากดูนิทรรศการที่ Contemporary Art Museum แล้วก็ไปต่อที่ปราสาท Kumamoto ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม

Kumamoto

มองไปไหนก็เจอแต่คุมะมง

Kumamoto Castle Entrance

ทางเข้าปราสาท ค่าเข้า 500 เยน

Green wall

Entrance to Kumamoto castle

ด้วยโครงสร้างของปราสาทกำแพงด้านนอกจะเป็นกำแพงหิน มีทางเดินขึ้นเนินซับซ้อน เพื่อให้ป้องกันข้าศึกที่มาบุกได้ง่าย

Kumamoto Castle

ผ่านส่วนทางเข้าที่ซับซ้อนแล้วก็จะมาเจอตัวปราสาท Kumamoto สักที

Kumamoto Castle

ด้านหน้าปราสาทเป็นลานกว้าง ถ่ายรูปกันได้ตามสะดวก

Watch Tower

ตรงมุมของลานกว้างมีหอสังเกตการณ์ ขึ้นไปดูได้

Watch Tower

ดูวิวออกไปทางนอกปราสาท

Inside the Watch Tower

ทางเดินภายในดูเก่าๆ ขลังๆ ดี

Underground passage

อันนี้เป็นทางเดินใต้ดิน ดูใหม่หน่อย คงเพิ่งมาทำทีหลัง

Kumamoto Castle

มีจุดให้ชักภาพ

ก่อนจะขึ้นปราสาท Kumamoto ผมไปเดินส่วนที่เป็นตำหนัก Honmaru ก่อน ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นอาคารทำจากไม้ทั้งหลัง บูรณะขึ้นมาจนดูใหม่กิ๊ง

Honmaru Palace

Honmaru Palace

ดูเหมือนในการ์ตูนเลย

Kumamoto Castle

ตัวตำหนัก Honmaru ก็ดูสวยเนี้ยบดี แต่ถ้าเทียบกับของปราสาทนาโงย่าที่เคยไปมาแล้ว ดูอันนี้จะอลังการน้อยกว่านิดนึง

ต่อไปก็เข้าไปดูในตัวปราสาท Kumamoto ซึ่งก็จัดแสดงเหมือนปราสาทญี่ปุ่นทั่วไป มีส่วนนิทรรศการ มี artifact เก่าๆ ให้ดู ซึ่งบางทีพอจัดพื้นที่เป็นแบบนี้แล้วมันรู้สึกเหมือนข้างในไม่ใช่ปราสาท เหมือนเป็นตึกธรรมดามากกว่า

Kumamoto Castle

มีตัวปลาที่ปกติจะประดับอยู่บนหลังคาให้ดู

Kumamoto Castle

แผนที่เมืองในสมัยก่อน

Kumamoto Castle

ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด มีจุดให้ชมวิว เท่านี้แหละ

หลังจากที่เคยไปปราสาทอื่นมาแล้วสองที่ (นาโกย่า กับอินุยามะ) พอมาเจอปราสาท Kumamoto นี่ก็เริ่มจะเบื่อๆ หน่อยแล้ว เพราะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ยกเว้นอินุยามะที่เป็นปราสาทดั้งเดิม ไม่เคยถูกทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ก็จะมีสภาพเก่าๆ บันไดชัน ทางเดินแคบ ดูแล้วขลังกว่าปราสาทสร้างใหม่เยอะ

Kumamoto Castle

ก่อนกลับ แวะถ่ายรูปกับฮิโกะมะรุคุงได้

Kumamoto Castle

กลับไปเดินแถว Kamitori-Shimotori ที่เป็นย่านช้อปปิ้งแทน

Kumamoto

Kumamoto

ร้านสวยๆ ขายของน่ารักๆ เยอะตามสไตล์ญี่ปุ่น

Kumamoto

ถ่ายชิโนดะซัง พรีเซ็นเตอร์ Chulip ด้านหลังติดขนมโดราเอมอนมาด้วย

Kumamoto

Kumamoto

Kumamoto

คนเพียบ

Kumamoto

โฆษณาเน็ตคาเฟ่

Kumamon

บรรดาสินค้าคุมะมง

Kumamoto

อันนี้โฆษณาร้านโบว์ลิ่งมั้ง

Kumamoto

Kumamoto

ถนน Showa dori ทางเท้ากว้าง มีต้นไม้สองข้างทาง บรรยากาศดี

Kumamoto Station

กลับมาถึงสถานี Kumamoto แล้ว

Shinkansen

นั่งชินคันเซ็นกลับ Hakata

พอกลับมาถึงสถานี Hakata แล้วผมเดินต่อไปที่ห้าง Canal City เพราะมีมินิไลฟ์ของ Katahira Rina ให้ดู ซึ่งทีแรกก็ไม่รู้จักหรอกว่าเป็นใคร

Katahira Rina

Katahira Rina

ลองฟังดูแล้วเพลงก็เพราะดีเลยนะ เล่นสด กีตาร์ตัวเดียว มีเพลงให้ฟังบน YouTube ด้วย

ดูจบแล้วก็ไปนั่งร้าน Yatai เหมือนเคย วันนี้เป็นร้านชื่อ Hanayama (花山) อยู่แถวๆ Showa Dori ใกล้สถานี Tenjin

Hanayama Yatai

Hanayama Yatai

เกี๊ยวซ่า

Hanayama

ไข่ห่อเมนไทโกะ

Hanayama Yatai

ขาดไม่ได้คือเบียร์เย็นๆ

หมดไปอีกหนึ่งวัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ตามโปรแกรมวันนี้จะเป็นการไปเก็บตกในเมือง Kumamoto ที่วันก่อนมีเวลาแค่ตอนเย็นนิดเดียว ปกติเริ่มจากที่ Hakata ถ้านั่งชินคันเซ็นไปก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ช่วงเช้าวันนี้มีเหตุผลให้ต้องออกนอกเส้นทางเล็กน้อย

Hakata Station

Midori Express

แทนที่จะนั่งชินคันเซ็นตรงไป Kumamoto เลย ผมขึ้นรถ Ltd. Express Midori ที่มุ่งหน้าไปทาง Nagasaki แทน

Midori Express

Midori Express ขบวนที่นั่งนี่เป็นตู้ที่พ่วงกับขบวนที่มุ่งหน้าไปยังสวนสนุกเฮาส์เท่นบอสช์ (Huis Ten Bosch) ด้วย ซึ่งสวนสนุกนี่จะเป็น theme หมู่บ้านยุโรป เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของ Nagasaki แต่ถ้าจะไปต้องมีเวลาทั้งวันเต็มๆ ถึงจะพอเที่ยวได้ทั่ว (ซึ่งไม่มี)

Huis Ten Bosch Ticket

เป้าหมายคือสถานี Takeo-Onsen ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 8 นาที

Coffee

กาแฟดำรองท้อง

อุด้ง โซบะ

ร้านขายอุด้ง/โซบะ แบบยืนกินตามสถานี

Landscape

สองข้างทางก็เป็นบ้านนอกคิวชู มีแต่ทุ่งหญ้าทุ่งนา

เหตุผลของการมาที่สถานี Takeo-Onsen นี่คือมาตามหาข้าวกล่อง Calbi Yakiniku 極上カルビ焼肉弁当 ที่มีขายเฉพาะที่สถานีนี้เท่านั้น ความพิเศษของข้าวกล่องนี่คือเป็นข้าวกล่องที่ชนะการประกวดข้าวกล่องของภูมิภาคคิวชูปีล่าสุด

พอถึงสถานี Takeo-Onsen แล้วผมจะมีเวลาตามหาร้าน + ซื้อข้าวกล่อง 11 นาที ก่อนจะนั่งรถ Ltd. Express Midori อีกขบวนนึงย้อนกลับทางเดิมไปถึงสถานี Shin-Tosu เพื่อขึ้นชินคันเซ็นไป Kumamoto ตามเป้าหมายเดิม

อาจจะดูยุ่งยากหน่อย แต่ด้วยระบบรถไฟของญี่ปุ่นที่มีระเบียบ มีข้อมูลชัดเจน และตรงต่อเวลา ถ้าทำการบ้านมาให้ละเอียดหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรนัก

Calbi Yakiniku

ในที่สุดก็ได้มาในราคา 1,620 เยน ถือว่าเป็นข้าวกล่องที่ค่อนข้างแพงเลยเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ก็อาศัยจังหวะที่นั่งรถย้อนกลับเป็นโอกาสกินได้เลย

Calbi Yakiniku

เปิดกล่องมาหน้าตาแบบนี้ ยังอุ่นๆ อยู่เลย

Calbi Yakiniku

ส่วนรสชาติก็สมกับที่ได้อันดับหนึ่ง เนื้อปรุงรสมาดี ย่างได้พอเหมาะ รสชาติจะเข้ม+น้ำมันเยอะไปนิดนึงแต่กินกับข้าวญี่ปุ่นแล้วจะเข้ากันกำลังดี

Kumamoto Ticket

หลังจากกินเสร็จ และมาถึงสถานี Shin-Tosu แล้วก็ต่อชินคันเซ็นไป Kumamoto ใช้เวลาแค่ 34 นาทีเท่านั้น สรุปว่าออกจาก Hakata 7:30 ไปหาข้าวเช้ากินที่ Takeo-Onsen แล้วก็ยังไปถึง Kumamoto ได้ตอน 10:05 ยังมีเวลาเที่ยวอีกเต็มๆ วัน และค่าตั๋วรถไฟไปๆ มาๆ ทั้งหมดนี่สามารถใช้ JR Pass ผ่านได้หมด

Ayuyasandai

มาถึงสถานี Kumamoto เดินผ่านร้านขายข้าวกล่องก็เจอข้าวกล่องอายุยะซันไดที่ตามหาเมื่อวันก่อน วางขายต่อหน้าต่อตา แต่เพิ่งกินข้าวเช้าไปหมาดๆ ก็ต้องตัดใจ

Kumamoto Day Pass

การเดินทางใน Kumamoto ถ้าใช้รถรางจะราคาเดียวเที่ยวละ 150 เยน ใช้บัตร Suica จ่ายก็ได้ สะดวกดี แต่ถ้าใครคิดว่าจะนั่งมากกว่า 3 เที่ยว แนะนำให้ซื้อ Day Pass ราคา 500 เยนจะคุ้มกว่า สำหรับผมคิดคร่าวๆ แล้วนั่งไม่เกิน 3 เที่ยวแน่ๆ เลยไม่ได้ซื้อ

Contemporary Art Museum

ที่แรกของวันนี้คือมา Kumamoto Contemporary Art Museum ที่มีแสดงนิทรรศการการออกแบบความสุขของ Eiji Mitooka อยู่พอดี

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Eiji Mitooka เป็นนักออกแบบ นักวาดลายเส้น และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ JR คิวชู ผลงานเด่นของเค้าคือการออกแบบรถไฟท่องเที่ยวหลายขบวนในภูมิภาคนี้ ในนิทรรศการก็จะมีทั้งผลงานลายเส้น แบบจำลอง รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้กันจริงๆ บนรถไฟ ที่มีการออกแบบโดยคำนึงถึง experience ของผู้ใช้งาน

Yufuin no Mori

แบบจำลองของรถไฟขบวน Yufuin no Mori ที่นำเอารถไฟ Kiha รุ่นเก่ามาดัดแปลงเป็นรถไฟท่องเที่ยว

Seven Stars

ของใช้จาก Seven Stars รถไฟขบวนหรูหราอลังการเจ็ดดาว

Chairs

ที่นั่งแบบต่างๆ จากรถไฟหลายๆ ขบวน ที่ออกแบบหน้าตาต่างกัน วัสดุต่างกัน ซึ่งจะให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างกันไป

Drawings

มีตัวอย่างงานออกแบบให้ดู

Tama

เจ้าแมวทามะ นี่ก็ผลงานของ Mitooka

Kumamoto Contemporary Art Museum

Kumamoto Contemporary Art Museum

Yoshitaka Amano

โปสเตอร์บอกว่านิทรรศการต่อไปที่จะจัดคือแสดงผลงานของ Yoshitaka Amano ที่เราคุ้นเคยลายเส้นกันมาจากเกม Final Fantasy น่ะเอง น่าดูมากๆ แต่ไม่มีโอกาส

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ Nagasaki จะเป็นคาบสมุทรติดทะเล อยู่ไม่ไกลจากเกาหลี และด้วยความที่เป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติเยอะ ทำให้ได้รับอิทธิพลจากทั้งเมืองจีนและฝรั่งตะวันตก

Nagasaki

ถัดจาก China town ตามแผนคือไปต่อที่ Glover Garden ที่เป็นบ้านเก่าของพ่อค้าชาวสก๊อต ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่ระหว่างทางก็มีจุดน่าสนใจคือ Oranda Dori หรือถนนฮอลแลนด์ จะเป็นถนนสไตล์ตะวันตก ถ้าใครเคยไปมาเก๊าจะได้อารมณ์คล้ายๆ กัน แต่ที่นี่จะชิลๆ คนน้อย สงบกว่า ผมแวะร้านขายของที่ระลึกแถวนี้ ได้ magnet ติดมือกลับมาอันนึง

Red building in Nagasaki

Shops in Oranda Dori

เดินตาม Oranda Dori ไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอกับ Oranda zaka หรือที่ตามไกด์บุ๊คจะเรียกว่า Dutch Slope เป็นเนินที่เมื่อก่อนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพ่อค้าต่างชาติโดยเฉพาะชาวดัทช์ เดินสบายๆ ไม่ชันมาก บรรยากาศร่มรื่นดี

Oranda Zaka

Dutch Slope

เจอคนวาดรูปด้วย

Hollander Slope

ป้ายทางขึ้นเนินมีหลายจุด

เดินซอกแซกไปเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเห็น Glover Garden อยู่บนเนินลิบๆ ผมเดินจนเจอ Glover Sky Road ซึ่งเป็นคล้ายๆ ลิฟท์แนวเฉียงพาขึ้นไปจนเกือบถึงยอด

Glover Garden

Glover Sky Road

ทางขึ้นหน้าตาแบบนี้

Glover Sky Road

ขึ้นมาถึงยอดแล้วมองลงไปข้างล่างวิวดีมาก โชคดีที่วันนี้อากาศเป็นใจ ถ่ายท้องฟ้าออกมาได้ใสกว่าวันอื่น

จากแถวนั้น เดินอีกนิดเดียวจะเจอทางเข้า Glover Garden แล้ว (มีทางเข้าหลายทาง อันนี้เป็นทางด้านหลัง)

ข้อมูลคร่าวๆ ของ Glover Garden คือเป็นบ้านพักและสวนเก่าของพ่อค้าชาวตะวันตก ที่เอามาทำเป็น open air museum มีจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อนให้ดู ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจนัก ทีแรกก็เกือบจะไม่ได้รวมที่นี่เข้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ว่าพอได้มาจริงๆ ดันชอบซะงั้น คือบรรยากาศมันร่มรื่นดี อาคารสวย สวนสวย วิวดี มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ

Glover Garden

ซื้อตั๋วแล้วเค้าจะให้แผนที่มาด้วย (รวมในราคา 610 เยน) ซึ่งดีมาก เพราะพื้นที่ของ Glover Garden ถือว่าใหญ่ มีอาคารหลายหลัง ทางเดินในสวนก็ดูจะงงๆ หน่อย ถ้าไม่มีแผนที่อาจจะหลงทางได้ง่ายๆ

Glover Garden

จากประตูหลัง เข้ามาปุ๊บก็เจออาคารหลังใหญ่ มีบ่อปลาด้านหน้า

Glover Garden

Glover Garden

ขึ้นไปบนอาคารชั้นสอง มองลงมาเห็นวิวเป็นขั้นบันไดลงไป มีท่าเรือ Nagasaki เป็นฉากหลัง

Glover Garden

Glover Garden

มีที่ให้เช่าชุดคอสเพลย์เป็นชาวตะวันตกย้อนยุคด้วย

Glover Garden

Glover Garden

ในสวนมีร้านอาหารบรรยากาศดี มีดนตรีสดเล่น เท่าที่อ่านป้ายดูเห็นว่าจัดงานแต่งแถวนี้ก็ได้ด้วย

Glover Garden

น้ำตกในสวน

Glover Garden

อาคารหลัก หันหน้าเข้าหาท่าเรือ Nagasaki เป็นตำแหน่งที่วิวดีที่สุดเลย

Glover Garden

มีคล้ายๆ โต๊ะหินเขียนบอกทิศทางของสถานที่ต่างๆ คิดว่าถ้าเป็นพ่อค้ามาทำมาค้าขายแถวนี้ ได้ดูวิวท่าเรือจากตรงนี้ก็คงจะเหมาะดี

Glover Garden

ด้านในมีจำลองให้ดูว่าชาวตะวันตกสมัยนั้นเค้าใช้ชีวิตในญี่ปุ่นกันยังไง

Glover Garden

รูปปั้นเจ้าของที่ Thomas Glover ชาวสก๊อตหน้าตาเป็นแบบนี้

Glover Garden

ที่พื้นในสวนมีหินรูปหัวใจด้วย ถ้าใครตาดีมีเวลาว่างก็ลองมองหาดู

Glover Garden

พอออกจาก Glover Garden แล้วจะเจอถนนลาดลงจากเนิน สองข้างทางเป็นร้านค้าดักรอนักท่องเที่ยวตามสูตร

Nagasaki

ร้านนี้ด้านหน้าเท่ดี แต่ไม่รู้ว่าข้างในขายอะไร

Nagasaki

Nagasaki

See you again

จุดสุดท้ายที่จะไปวันนี้คือขึ้นกระเช้าไปชมวิวบนเขา Inasa ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ควรขึ้นไปให้ถึงจุดชมวิวก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้เห็นวิวทั้งตอนสว่างและตอนมืด

ผมก็กะเวลาออกจาก Glover Garden เผื่อเวลานั่งรถรางมาลงที่สถานี Takaramachi แล้วต้องเดินต่อมาที่จุดขึ้นกระเช้าอีกราวๆ 1 กิโลด้วย

Nagasaki

Nagasaki tram

Nagasaki

จากสถานี Takaramachi เดินไปจุดขึ้นกระเช้า ปกติจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที แต่ผมดันเดินไปผิดทาง (ป้ายบอกทางมันดูงงๆ หน่อย) กว่าจะรู้ตัวก็อ้อมไปไกลโข ถ้าใครมาเอง ให้ดูป้ายและเช็คกับ GPS ในมือถือให้ดี

Nagasaki Ropeway

Nagasaki Ropeway

ถ้าเดินมาถูกทางจะเจอศาลเจ้า และสถานีขึ้นกระเช้าก็จะอยู่ในศาลเจ้านั่นแหละ

Nagasaki Ropeway

ค่าตั๋วไป-กลับ 1,230 เยน อันนี้จะไม่เหมือนตอนไปขึ้นเขา Aso เพราะที่นี่สูงมาก เดินกลับลงไปเองไม่ไหว ถ้าไม่นั่งกระเช้าลงมาก็มีแต่เรียกแท็กซี่อย่างเดียว (แล้วจะจ่ายแพงทำไม)

Nagasaki Ropeway

ผมไปช่วงที่คนยังไม่เยอะมาก กระเช้าจะออกทุกๆ 20 นาที ถ้าเป็นเวลาที่คนเยอะ จะออกทุกๆ 15 นาทีแทน

Nagasaki Ropeway

วิวตอนที่กำลังขึ้น สูงและชันกว่าตอนขึ้นที่ Aso มากๆ

Nagasaki Ropeway

ขึ้นมาถึงสถานีด้านบนแล้ว จะเห็นวิวด้านนึงเป็นภูเขา อีกด้านนึงเป็นที่ราบที่มีตัวเมืองอยู่

Nagasaki Ropeway

เดินตามไฟสีฟ้าๆ นี่ไปจะเจอกับอาคารที่เป็นจุดชมวิว

Mt Inasa

ถึงแล้ว ถ้าใครขับรถขึ้นมาหรือมากับทัวร์ รถจะจอดอยู่แถวนี้

Mt Inasa

วิวด้านหนึ่งเห็นตัวเมืองและท่าเรือ ลมเย็นสบายดีมาก

Mt Inasa

วิวอีกด้านหนึ่งเห็นทะเล มีเกาะน้อยใหญ่อยู่ไกลๆ

Mt Inasa

พอเริ่มมืดก็จะเห็นแสงไฟสวยงาม

Mt Inasa

Mt Inasa

ฝั่งที่เป็นอ่าวและท่าเรือ พอมืดแล้วมีไฟสวยงาม จนต้องเบียดกับมหาชนในการหาตำแหน่งถ่ายรูป (ที่นี่ไม่ให้ใช้ขาตั้ง ต้องเอากล้องวางไว้กับราวกั้นแล้วพยายามกดด้วยมือนิ่งๆ แทน)

ว่ากันว่าจุดชมวิวที่นี่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ชมวิว+ถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็ได้เวลากลับ นั่งกระเช้าลงมา เดินต่อไปสถานีรถราง แล้วนั่งต่อมาที่สถานีรถไฟ กินเวลาเยอะพอสมควร ถ้าใครที่มาแล้วพักที่เมืองอื่นให้เช็คเวลารถไฟเที่ยวกลับให้ดีๆ ด้วย เพราะรถไฟหมดเร็ว

Nagasaki

ผมนั่ง Ltd. Express กลับ Hakata ก็ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.

Kakuni meshi

เนื่องจากมองการณ์ไกลไว้แล้วว่าอาจจะไม่มีเวลาหาอะไรกินตอนค่ำ ผมก็เลยซื้อข้าวกล่อง “คาคุนิเมชิ” เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน (ราคา 800 เยน ซื้อตามในการ์ตูน ตะลุยกินข้าวกล่องรถไฟ เหมือนเดิม)

Kakuni meshi

หน้าตาจะเป็นหมูสามชั้นปรุงรสคล้ายๆ พะโล้ อร่อยดีทีเดียว เสียแต่ว่าซื้อไว้นานเกิน จนรสชาติออกจะชืดๆ ไปหมดแล้ว

Hakata Taxi

กว่าจะถึงสถานี Hakata ก็หมดแรงจะไปเดินต่อที่อื่นแล้ว สรุปว่ากลับที่พักเพื่อวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น เตรียมตัวไปเก็บตกในตัวเมือง Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

โปรแกรมการเดินทางวันนี้ จะไปอีกจังหวัดหนึ่งในเจ็ดจังหวัดของภูมิภาคคิวชูที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี ซึ่งก็คือจังหวัด Nagasaki น่ะเอง

คนไทยส่วนใหญ่ที่เคยได้ยินชื่อ Nagasaki ก็มักจะมาพร้อมกับชื่อจังหวัด Hiroshima และเรื่องของระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตอนแรกผมเองก็รู้อยู่เท่านั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้มาค้นข้อมูลก่อนเดินทางถึงได้พบว่า Nagasaki ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีอย่างอื่นน่าสนใจเยอะอยู่ทีเดียว

885

เริ่มเดินทางจาก Hakata Station เช่นเคย แต่ Nagasaki ไม่มีชินคันเซ็นผ่านทำให้คราวนี้ต้องนั่งรถด่วน Limited Express มาแทน ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.กว่าจะถึงสถานี Nagasaki

Ika Sanmai

มื้อเช้าเป็นข้าวกล่อง Ika Sanmai ซื้อตุนไว้ก่อนจากร้านในสถานี Hakata

Ika Sanmai

เป็นข้าวกล่องที่รวมเมนูปลาหมึก (Ika) ไว้หลากหลายชนิด กล่องนี้ 1,200 เยน

Saga

ระหว่างทาง ผ่านสถานี Saga ซึ่งเป็นอีกจังหวัดหนึ่งในคิวชู แต่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากนัก ก็เลยตัดสินใจไม่ได้แวะในทริปนี้

Limited Express Kamome

นั่งมาสอง ชม.ก็ถึง Nagasaki แล้ว

Nagasaki Station

Nagasaki Station

พอออกมาจากประตูทางเข้าชานชาลาแล้ว จะมี Tourist Information Center อยู่ สามารถเข้าไปขอแผนที่ + ซื้อ Pass สำหรับเดินทางได้เลย

One day pass

ผมซื้อตั๋ววันสำหรับนั่งรถราง ราคา 500 เยน ก็จะได้มาเป็นแผ่นพับแบบนี้ มีวันที่ปั๊มบอกไว้ว่าซื้อวันไหน ถ้าไม่ซื้อตั๋ววัน ค่าโดยสารก็เที่ยวละ 120 เยน

One Day Pass

แผ่นพับด้านในทำดีมาก มีเส้นทางรถรางครบถ้วน มีภาษาอังกฤษ มีบอกหมดว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ลงที่สถานีไหน

Nagasaki Tram

รถรางหน้าตาเรโทรได้ใจมาก แต่ก็วิ่งได้ดี ไม่มีปัญหา

Nagasaki

จุดแรกของวันนี้คือ Nagasaki Atomic Bomb Museum พิพิธภัณฑ์ที่มีเรื่องราวเหตุการณ์การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ลงรถรางที่สถานี Hamaguchimachi เดินต่ออีกหน่อยก็ถึง

Nagasaki

ก่อนจะถึง Atomic Bomb Museum จะผ่านอีกตึกนึงซึ่งมีรูปปั้นสีทองอยู่ข้างหน้า อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร แต่ให้เดาก็น่าจะเป็นเรื่องสันติภาพ

Atomic Bomb Museum

Atomic Bomb Museum

Atomic Bomb Museum

ทางที่เดินมาจากสถานี Hamaguchimachi มันเหมือนจะอ้อมหน่อยๆ มาโผล่จุดชมวิวของ museum ก่อน จะมีภาพเปรียบเทียบให้ดูว่าสภาพหลังถูกระเบิดกับสภาพปัจจุบันต่างกันยังไง

Atomic Bomb Museum

สุดท้ายก็มาโผล่ที่ทางเข้าด้านหน้า museum จนได้

Paper Cranes

Paper cranes

เข้าไปข้างในจะเจอนกกระเรียนพับหลากรูปแบบ

Museum ticket

ตั๋วเข้าชม ราคา 200 เยนเท่านั้น

Atomic Bomb

ภายในส่วนแสดงงาน มีรายละเอียดเรื่องพลังทำลายล้างของระเบิด มีแบบจำลองให้ดูว่ารัศมีการทำลายล้างไปไกลถึงไหน

Atomic Bomb Museum

มี artifact ที่เหลือมาจากช่วงเวลานั้น เช่นนาฬิกาที่หยุดเดินตอนเวลาที่ระเบิดลงพอดี ขวดแก้วที่หลอมละลายด้วยความร้อน เศษโครงสร้างอาคารต่างๆ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อผู้คน ผู้รอดชีวิตต้องทรมานกับอะไรบ้าง ฯลฯ มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับเกือบทุกชิ้น

Atomic Bomb

แผนที่แสดงจำนวนระเบิดนิวเคลียร์ที่สะสมกันไว้ทั่วโลก

Atomic Bomb Museum

Timeline เรื่องสถานการณ์นิวเคลียร์โลก มีตั้งแต่ยุคเริ่มสร้าง ยุคสงครามเย็นที่แข่งขันกันสะสมระเบิด จนมาถึงปัจจุบัน

Peace Hall

ออกมาจาก Museum แล้วจะมีทางให้เข้าไป Peace Hall ที่สร้างเพื่อรำลึงถึงคนที่ตายไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ข้างในเป็นโถงใหญ่ ให้เข้าไปสงบจิตสงบใจ รำลึกถึงผู้ตายเงียบๆ

Nagasaki

ออกมาจาก museum แล้ว ใกล้ๆ กันจะมีลานกว้าง มีแท่งดำๆ นี่คือ Hypocenter หรือตำแหน่งที่ระเบิดตกลงมา

Peace Park

เดินต่อไปอีกหน่อยจะเจอ Peace Park เป็นอีกที่หนึ่งที่สร้างเพื่อรำลึกเหตุการณ์ ป้ายที่อยู่ตรงน้ำพุด้านหน้า เป็นบทกวีของเด็กอายุ 9 ขวบที่มีชีวิตรอดจากการทิ้งระเบิด แปลได้ทำนองว่า “ฉันกระหายน้ำแทบทนไม่ไหว บนผิวน้ำเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน แต่เพราะฉันต้องการน้ำมาก ฉันจึงดื่มมันลงไปทั้งอย่างนั้น”

Peace Park

ระหว่างเดินเข้าไปทั้งสองข้างทาง จะมีสถาปัตยกรรม/รูปปั้นแปลกๆ ตั้งอยู่ บ้างก็เป็นของญี่ปุ่น บ้างก็ต่างชาติส่งมาให้ ส่วนตรงปลายสุดของสวนเป็นลานกว้าง มีรูปปั้นใหญ่ยักษ์ตั้งอยู่

Peace Park

รูปปั้นสันติภาพนี่มือข้างนึงชี้ขึ้นไปบนฟ้า บอกทิศทางที่ระเบิดตกลงมา มืออีกข้างผายออกเป็นสัญลักษณ์บอกถึงสันติภาพ

Peace Park

ในอดีต Nagasaki เป็นเมืองท่าสำคัญ มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติทั้งตะวันตกและจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลพวกนี้เข้ามาเยอะ และย่าน China Town ของ Nagasaki ก็ถือเป็นหนึ่งในย่านคนจีนที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

China town

พอลองเดินดูจริงๆ แล้วกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรมาก คือของขายก็เหมือนย่านคนจีนทั่วไป บริเวณก็ไม่ใหญ่มาก เทียบกับเยาวราชบ้านเราแล้วยังถือว่าเล็กกว่ากันเยอะ

China Town

ไม่รู้ว่ามาเดินตอนบ่ายๆ เป็นช่วงที่ไม่ใช่เวลาคึกคักของย่านนี้หรือเปล่า นอกจากร้านขายของที่ระลึกกับร้านขายอาหาร/ขนม ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของย่านนี้น่าจะเป็น “จัมปง” อาหารขึ้นชื่อของ Nagasaki เป็นอาหารหน้าตากึ่งๆ ราเมง กึ่งๆ ราดหน้า ผมค้นใน tabelog ดู ก็มาลงเอยที่ร้าน Kouzanrou 江山楼

Jampon

หน้าตาดูดี ในราคา 864 เยน เป็นจัมปงมาตรฐาน อร่อยคุ้มราคา น้ำซุปเข้มข้น มีกลิ่นหอมของปลาหมึก หอยและอาหารทะเล เส้นนุ่มกำลังดี ชามนี้ซดจนเกลี้ยง

Jampon

ร้านหน้าตาแบบนี้ มีเมนูพร้อมอาหารจำลองให้ดูหน้าร้าน ไม่ต้องกลัวสั่งผิด ภายนอกดูเป็นภัตตาคารอาหารจีนสุดๆ เข้าไปข้างในร้านก็ดูใหญ่โต มี space เยอะ ผิดวิสัยร้านอาหารในญี่ปุ่น

China Town

นอกจากของกินแล้ว China Town ของ Nagasaki ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้เดินดูนัก รีบทำเวลา ไปจุดอื่นที่น่าสนใจดีกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

หลังจากกลับจาก Mount Aso พอมีเวลาเดินเล่น หาข้าวเย็นกินในตัวเมือง Kumamoto สักพักนึงก่อนจะนั่งชินคันเซ็นกลับที่พักในฟุกุโอกะ

การเดินทางในเมือง Kumamoto ที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สุดก็คือรถราง (Tram)

Kumamoto Tram

รถรางในเมืองนี่มี 2 สาย ค่ารถก็เที่ยวละ 150 เยน จ่ายที่กล่องข้างคนขับก่อนลง ผมนั่งไปลงสถานี Torichosuji เดินเที่ยวย่านร้านค้าแถวนั้น

Ginza Dori

มีถนนชื่อ Ginza Street ด้วย ไม่รู้เกี่ยวอะไรยังไงกับย่าน Ginza ที่โตเกียว

Sakae Dori

Sakae Dori อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับย่าน Sakae ที่นาโงย่า

Kumamoto

Kumamoto

AKB48 in Kumamoto

ป้ายโฆษณา AKB48 ใหญ่ยักษ์หน้าร้านปาจิงโกะ

Kumamon

เจ้าหมีคุมะมงเป็นมาสค็อตที่จะพบเจอได้ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกทาง ป้ายโฆษณา สินค้านานาชนิด ฯลฯ

อาหารขึ้นชื่อใน Kumamoto อันดับหนึ่งก็คือ Basashi หรือเนื้อม้าน่ะเอง แต่ว่ามื้อนี้ผมตัดสินใจเลือกกินข้าวหมูทอดญี่ปุ่นแทน

Katsuretsu Tei

ร้านที่ตั้งใจมากินคือร้าน 「勝烈亭」 หรือ Katsuretsu Tei ตามรอยมาจากในเว็บ Tabelog เช่นเคย

Katsuretsu Tei

ในร้านบรรยากาศสลัวๆ นิดนึง บนโต๊ะมาเครื่องปรุงรอพร้อม

Katsuretsu Tei

อาหารจานเด็ดของที่นี่คือหมูทอดญี่ปุ่น (ทงคัตสึ) ที่ทำจากหมูดำ

Katsuretsu Tei

เครื่องเคียง

Katsuretsu Tei

ที่บดงา ดูดีมีชาติตระกูล

ช่วงที่รออาหารมาเสิร์ฟ ลุงคนที่นั่งกินอยู่ข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็มาคุยด้วย ภาษาอังกฤษบ้างภาษาญี่ปุ่นบ้าง มั่วๆ เอาก็พอจะคุยกันรู้เรื่อง ได้ความว่าเค้าแปลกใจที่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากินร้านนี้ ถามว่าไปหาเจอมาได้ยังไง แล้วก็ตบท้ายด้วยว่าที่นี่อร่อยแน่นอน ไม่ผิดหวัง ซึ่งดูจากท่าทางการกินของลุงแกก็น่าเชื่อถืออยู่

Katsuretsu Tei

ผมสั่งเซ็ตเมนูหมูทอดส่วนเนื้อสันนอก ตอนเสิร์ฟก็จะมาแบบนี้ มีข้าวให้อีกถ้วยนึง

Katsuretsu Tei

การกินทงคัตสึที่นี่เปลี่ยนความคิดของผมเกี่ยวกับทงคัตสึไปเลย คือรสชาติที่กินเข้าไปมันต่างกับอาหารชื่อเรียกเดียวกันที่เคยกินที่เมืองไทยแบบคนละเรื่อง ของที่นี่แป้งบางกรอบ ทอดมาสุกสม่ำเสมอ เนื้อหมูนุ่มมาก กัดเข้าไปแต่ละคำไม่มีคำว่าเลี่ยน น้ำจิ้มกับงาบดก็เข้ากับรสชาติของหมูและข้าวมาก ไม่ผิดหวังกับเรตคะแนน 3.95/5 บน Tabelog จริงๆ

ค่าเสียหายมื้อนี้ 1,944 เยน ไม่ได้แพงไปกว่าร้านหรูๆ ในบ้านเราเท่าไหร่เลย

Kumamoto

ออกจากร้านมาก็พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว อากาศเย็นสบาย ผมก็เลยเดินย่อยอาหาร ถ่ายรูปไปเรื่อย

Kumamoto

Kumamoto

Kumamoto

ผ่านร้านขายโมเดลอันนึง เป็นร้านเล็กๆ มีโปสเตอร์กันดั้มหน้าร้าน ได้อารมณ์ร้านของพระเอกใน Gundam Build Fighters ภาคแรกมาก

Kumamoto

เดินไปจนกระทั่งถึงริมแม่น้ำ แต่วิวสวยบวกกับอากาศดีมาก ก็เลยตัดสินใจเดินชิลๆ ต่อไปจนถึงสถานีรถไฟเลย (ประหยัดค่ารถรางไปได้ 150 เยน)

Kumamoto

Kumamoto

Kumamoto

Kumamoto

Kumamoto

นั่งเจ้านี่กลับฟุกุโอกะ

Olympus Eyecup

ตอนนั่งชินคันเซ็นกลับ เพิ่งรู้ตัวว่า Eyecup ของกล้องหล่นหายไปไหนก็ไม่รู้ พอมาถึงสถานี Hakata เลยแวะไป Yodobashi Camera ใกล้ๆ ได้อะไหล่มาในราคา 540 เยน

ถ้าจะมืดแล้ว แต่ยังไม่อยากกลับเข้าที่พัก ผมเลยไปเดินถ่ายรูปเล่นแถว Tenjin ดู

Tenjin Street Performer

แถว Tenjin ตอนกลางคืนมีนักดนตรีเปิดหมวกเล่นให้ดูกันเป็นเรื่องปกติ ส่วนใหญ่ก็จะมีซีดีทำเองมาวางขายด้วย

Yatai

Yatai

ร้าน Yatai ข้างทางก็ยังคึกคักเหมือนวันก่อน

Oyafuko-dori

แถว Tenjin จะมีถนนอยู่เส้นหนึ่งชื่อว่า Oyafuko-dori เท่าที่เดินดูส่วนใหญ่เป็นบาร์ ร้านเหล้า คาเฟ่ เป็นย่านแสงสีที่ดู soft หน่อย ถ้าเป็นย่าน Nakasu ที่อยู่แถวริมแม่น้ำจะเน้นเป็นพวก host club ซะเยอะ

Oyafuko-dori

Oyafuko-dori

บางร้านก็มีดนตรีสด

Oyafuko-dori

HottoMotto

มีร้านฟาสต์ฟู้ด Hotto Motto ด้วย

Hotto Motto

สินค้าโปรโมทช่วงนี้คือ กะเพาไร้ซึ ราคา 590 เยน ดูหน้าตาต่างจากผัดกระเพราบ้านเราเล็กน้อย (ไม่ได้ลอง)

Oyafuko-dori

อันนี้อ่านจากป้ายดูเหมือนจะเป็น Relaxation Club อะไรสักอย่าง ท่าทางไม่น่าไว้ใจ

Oyafuko-dori

เดินจนสุดถนนไปแล้วเจอวัยรุ่นจับกลุ่มกันอยู่หน้าตึกที่ท่าทางเหมือนไลฟ์เฮ้าส์หรืออะไรสักอย่าง ลองเข้าไปถามดูคือ พวกนี้เพิ่งดูไลฟ์ของไอดอลวง Dempagumi.Inc เสร็จ น่าจะกำลังรอเจอเมมเบอร์ก่อนกลับ

Dempagumi

มีดอกไม้ช่อใหญ่อลังการ

Tokyu Hands

เดินแถวนั้นเสร็จ นั่งรถเมล์กลับที่พัก มาลงแถวสถานี Hakata ดูเหมือนสว่างไสว แต่จริงๆ แล้วร้านปิดหมดละ ห้างญี่ปุ่นปิดเร็วกว่าเมืองไทยอยู่

Hakata Station

เตรียมตัวไป Nagasaki วันรุ่งขึ้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

หลังจากเดินทางหลายต่อ เป็นเวลาร่วมหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงปากปล่องภูเขาไฟได้สักที แต่สภาพอากาศขมุกขมัว มีเมฆหมอกเยอะ ฝนตกปรอยๆ ตลอดเวลา มีลมพัดแรงเป็นช่วงๆ แบบนี้ก็ดูจะไม่เป็นใจให้เดินดูอะไรสักเท่าไหร่

Korean Group Tour

เหล่าคุณลุงกรุ๊ปทัวร์เกาหลีที่ขึ้นกระเช้ามาเที่ยวเดียวกันดูจะเซ็งอยู่ไม่น้อย เพราะมองไปไม่เห็นอะไร ถ่ายรูปก็ไม่ติดวิวอะไร

Small Shrine

Nakadake Crater

มองย้อนกลับไปก็เจอหมอกเยอะจนมองไม่เห็นอาคารที่จอดกระเช้าซะแล้ว อากาศบนนี้ก็ค่อนข้างหนาว (บนนี้สูงราวๆ 1,592 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ผมที่ใส่แค่เสื้อยืด+กางเกงสี่ส่วน พอเจอลมพัดมาทีนึงก็สั่นอยู่เหมือนกัน

Nakadake Crater

รอบปากปล่องภูเขาไฟจะมีทางเดินรอบๆ มีรั้วกั้น

Nakadake Crater

ลองมองลงไปในปล่องก็ไม่เห็นอะไรเลย T-T

Nakadake Crater

ในเมื่อมองไม่เห็นอะไร แต่ไม่อยากมาให้เสียเที่ยว ก็เลยเดินดูแถวนั้นให้ทั่วๆ สักพักนึงก่อนกลับลงไป

Nakadake Crater

อันนี้เป็นที่หลบภัย กรณีภูเขาไฟเกิดปะทุขึ้นมา จังหวะแบบนี้ก็เข้าไปหลบฝนได้

Nakadake Crater

ผมนั่งพักอยู่ในที่หลบภัยพักนึง เตรียมตัวจะกลับลงไปที่ตีนเขา แต่พอดีว่าเป็นจังหวะที่ฝนหยุดตกพอดี ลมพัดหอบเอาหมอกที่มีไปด้วย ทำให้ทัศนวิสัยดีขึ้นมาทันตา

Nakadake Crater

พอเดินไปที่จุดชมวิวอีกครั้ง ก็ได้เห็นปล่องภูเขาไฟชัดกว่าทีแรกอยู่ ตามรูปคือเห็นควันพุ่งขึ้นมา มีน้ำสีฟ้าๆ เดือดอยู่ แต่ก็ชัดสุดได้แค่เท่าที่เห็นในรูป ก่อนที่ฝนจะเริ่มมาอีกระลอก

Nakadake Crater

ขากลับตามแผนคือจะไม่นั่งกระเช้า แต่จะเดินลงไปที่ตีนเขาแทน ถามทางจากเจ้าหน้าที่แถวนั้นแล้วเค้าก็บอกให้เดินลงตามทางที่ขนานกับถนนไป จากที่หาข้อมูลก่อนมา เค้าก็บอกว่าคนส่วนใหญ่นิยมนั่งกระเช้าเฉพาะขาขึ้นมา แล้วเดินลงเอาเอง แต่ทางที่ผมเดินลงมานี่ไม่เจอใครเดินด้วยเลยสักคน

Mount Aso

หมอกลงจัดจนน่ากลัวว่าจะเดินตกเขาเอาได้ นานๆ ทีจะมีรถขับผ่านไปสักคัน

Mount Aso

แต่เส้นทางที่เดินลงมานี่ก็ถือว่าวิวสวยใช้ได้เลย ถ้าหมอกลงน้อยกว่านี้ และฝนไม่ตก จะสวยมาก

Mount Aso

อีกด้านมีกระเช้าเลื่อนลงผ่านหน้าไปเห็นๆ

Mount Aso

ใช้เวลาเดินจากปากปล่อง Nakadake Crater ลงมาที่สถานีรถกระเช้า ใช้เวลาราวๆ 30 นาที พอลงมาถึงก็เห็นรถบัสกำลังจะออกจากสถานีพอดี ถือว่าโชคดีมากๆ ไม่งั้นก็ต้องรออีกราวๆ ชม.นึงเลยกว่าจะมีเที่ยวถัดไป แต่ก็ทำให้อดถ่ายรูปบริเวณรอบๆ สถานี

Aso Bus

กระโดดขึ้นรถบัส นั่งมาประมาณ 5 นาที ค่าตั๋ว 170 เยน จ่ายที่คนขับตอนลงจากรถ ก็จะถึง Kusasenri แล้ว

Kusasenri

ตรง Kusasenri นี่ก็จะมีที่จอดพักรถ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ห้องน้ำ แล้วก็พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟ

Kusasenri

ฝั่งตรงข้ามเป็นทุ่งหญ้ากว้าง วิวสวย

Kusasenri

Aso Volcano Museum ที่เดินไปดูด้านหน้าแล้วเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไร กลัวเข้าไปแล้วเจอแต่ภาษาญี่ปุ่นที่อ่านไม่ออก ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู ประหยัดตังค์

Kusasenri

ได้เวลากินข้าวเที่ยงพอดี ทีแรกตั้งใจว่าจะซื้อข้าวกล่องจากสถานี Kumamoto เอาติดมากินไปด้วย ชมวิวทุ่งหญ้าไปด้วย แต่ว่าซื้อไม่ทันก็เลยต้องลงเอยกับร้านแถวนี้แทน ก็ได้เป็นราเมงรสชาติธรรมดามาชามนึง กับอาซาฮีอีกกระป๋อง

Kusasenri

ระหว่างที่กำลังกินราเมง ฝนก็หยุดตก เมฆหมอกพ้นไป อากาศดีขึ้นมาซะเฉยๆ ไม่ทันตั้งตัว กินเสร็จแล้วลงมาเดินเล่นที่ทุ่งหญ้าได้เลย

Kusasenri

มีบึงน้ำข้างหน้า แบ็คกราวด์เป็นแนวเขา วิวดีมาก

Kusasenri

Kusasenri

มองกลับไปทางปากปล่องภูเขาไฟก็เห็นควันพุ่งออกมาชัดเจน ฟ้าก็ใสเสียจนอยากกลับขึ้นไปดูอีกรอบ แต่พอดูจากตารางรถบัสแล้วจะใช้เวลาเยอะเกินไป จะกลับไปสถานี Aso ไม่ทันรถไฟขากลับเที่ยวที่จองไว้

Mount Aso

Mount Aso

เดินกลับไปรอรถบัสที่ป้ายเดิม นั่งลงเขากลับทางเดิม ใช้เวลา 25 นาที ค่ารถ 570 เยน วิวสองข้างทางดูดีกว่าขาขึ้นมามาก

Aso Station

ในที่สุดก็กลับมาถึงสถานี Aso

Mount Aso

มองย้อนกลับไปดูอีกรอบ เห็นวิวแล้วก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนที่อยู่แถวนี้ ใกล้ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดี เค้าอยู่กันด้วยความรู้สึกแบบไหน

Aso Station

ย้อนกลับมาถ่ายจุดขายตั๋วรถบัส เดินออกมาจากสถานีเลี้ยวขวาก็จะเจอเลย ตอนขามาไม่ได้ถ่ายไว้เพราะรีบ

Aso Station

ด้านในสถานี Aso จะมีจุดขายตั๋วกับ Tourist Information Center สังเกตว่าประตูเข้าออกชานชาลาไม่มีแบบอัตโนมัติ เวลาจะเดินผ่านต้องยื่นตั๋วให้นายตรวจดู

Aso

ผมมีเวลาเหลือก่อนที่รถไฟจะมา ก็เดินไปดูร้านขายของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆ มีสินค้าจำพวกอาหารสด อาหารแปรรูป แล้วก็ของที่ระลึกขาย

Aso

คุมะมงทั้งแผ่นดิน

Aso

Aso เป็นเมืองอยู่ในจังหวัด Kumamoto ที่มีชื่อเสียงเรื่องเนื้อม้า ก็เลยได้เนื้อม้าแปรรูปติดมือกลับมาสองห่อ คิดว่าอุดหนุนเกษตรกรในท้องถิ่น ปรากฎว่าตอนหลังไปเจอที่สถานี Kumamoto ก็มีขายเหมือนกัน แถมขายถูกกว่าด้วย

Aso Station

ใกล้ได้เวลารถขบวนที่จองไว้จะมาถึงแล้ว ก็เข้าไปรอในชานชาลาได้ ซึ่งขบวนที่จองไว้นี้เป็นรถไฟท่องเที่ยว “Aso Boy!”

Kuro

ความพิเศษของรถขบวนนี้คือเป็นรถที่ออกแบบมาให้ได้ความรู้สึกสนุกสนาน เหมาะกับเด็กๆ มีมาสค็อตเป็นหมาดำชื่อว่าเจ้า Kuro มีบ้านหลังเล็กอยู่ในชานชาลาเลย

Kuro

Kuro

ในบ้านก็มีรูปเจ้า Kuro นิดหน่อย ออกแบบได้น่ารักดี

Aso Boy

รถไฟมาแล้ว หน้าตาเป็นสีขาวดำ ด้านหน้าขบวนเป็นกระจกบานใหญ่ เปิดให้เห็นวิวได้ชัดๆ

Aso Boy

รถ Aso Boy นี่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ถึงจะมี JR Pass แต่ถ้าไม่ได้จองก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้น ถ้าใครมาเที่ยวก็รีบจองล่วงหน้าหลายๆ วันหน่อยก็ดี

Aso Boy

Aso Boy

ขบวนนี้เด็กๆ เพียบ

Aso Boy

ที่นั่งมาตรฐานจะเป็นเบาะแดงๆ แบบในรูป

Aso Boy

ตู้ที่อยู่หัวขบวนวิวดีสุด ไม่รู้ว่าต้องจองล่วงหน้านานแค่ไหน

Aso Boy

Aso Boy

ในขบวน Aso Boy นี่ก็จะมีตู้สำหรับเด็กอยู่ มีของเล่นให้เล่น มีพนักงานคอยดูแล มีมุมอ่านหนังสือสำหรับเด็ก มีที่นั่งที่ออกแบบมาน่ารักๆ ให้ผู้ใหญ่นั่งกับเด็กได้

Aso Boy

มี Kuro Cafe ขายของกินเล็กๆ น้อยๆ และเครื่องดื่ม

Aso Boy

Aso Boy

สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับการตลาดของคุมะมง ได้ไซเดอร์มาขวดนึง

จริงๆ แล้ว Aso Boy มันก็เป็นรถไฟที่น่ารักดี มีมุมน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเยอะแยะไปหมด แต่ตอนเดินไปตู้ที่มีเด็กเยอะๆ นี่น่าปวดหัวมาก ถ้าใครไม่ได้รักเด็กจริงๆ ก็ไม่น่าจะทนกับความวุ่นวายไหวนะ

A-Train

ผ่านสถานีไหนก็ไม่รู้ เจอ A-Train รถไฟสายท่องเที่ยวชื่อดังอีกสายนึงจอดอยู่

Aso Boy

Aso Boy

ในที่สุดก็กลับมาถึงสถานี Kumamoto จนได้

Kumamoto Station

รถไฟชินคันเซ็นจาก Kumamoto กลับไป Hakata ยังมีจนถึงดึก ถ้าไม่รีบกลับ ก็ยังมีเวลาสำรวจตัวเมือง Kumamoto ได้อีกหลายชั่วโมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

หลังจากที่เตร็ดเตร่อยู่แต่ในตัวเมือง Fukuoka มาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ก็จะได้ออกไปเที่ยวจังหวัดอื่นบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เอาคูปองไปแลกตั๋ว JR Pass มาให้เรียบร้อย ตอนที่แลกก็บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าจะเริ่มใช้งานตั้งแต่วันไหน เค้าจะพิมพ์ตั๋วที่ระบุชื่อของเรา, เลขพาสปอร์ต, วันที่ใช้งานได้ ออกมาเสียบไว้กับบัตร JR Pass ให้

เวลาใช้ JR Pass จะใช้กับประตูอัตโนมัติไม่ได้ ก็ให้เดินเข้าทางประตูข้างๆ จะมีพนักงานยืนตรวจอยู่ พอยื่น JR Pass ให้เค้าก็จะเปิดประตูให้เอง

JR Kyushu Pass

โปรแกรมวันนี้จะมุ่งหน้าสู่ภูเขา Aso ใจกลางเกาะคิวชู เพื่อไปดูปากปล่องภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิท ซึ่งการเดินทางออกจะลำบากหน่อย และเรื่องเวลาต้องเป๊ะพอสมควร

Aso Map

(รูปประกอบจาก japan-guide.com)

  • สเต็ปแรกคือนั่งชินคันเซ็น (ในแผนที่จะเป็นเส้นสีแดง) จาก Hakata ไปลงที่สถานี Kumamoto ในจังหวัด Kumamoto ใช้เวลาประมาณ 40 นาที
  • ต่อรถไฟ JR limited express (เส้นสีส้ม) ไปลงที่สถานี Aso ใช้เวลาประมาณ 70 นาที
  • ต่อรถบัสไปที่สถานีรถกระเช้าตรงตีนเขา Aso ประมาณ 35 นาที
  • ขึ้นกระเช้าไปยอดเขา ก็จะเจอกับปากปล่องภูเขาไฟ

ความลำบากคือรถไฟไปลงสถานี Aso มีไม่ถี่นัก ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วต้องรออีกนานเลยกว่าคันต่อไปจะมา รวมทั้งรถบัสก็มีไม่ถี่ด้วยเหมือนกัน ทางที่ดีคือ วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนมาว่าจะขึ้นรถเที่ยวกี่โมง มีเวลาเปลี่ยนรถกี่นาที ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วจะต้องเปลี่ยนไปเป็นอีกขบวน จะทำยังไง จดเป็น Plan A, B, C ไว้เลย

Hakata Station

เริ่มต้นกันที่สถานี Hakata ถ้าออกแต่เช้าได้ก็จะดี เผื่อมีอะไรผิดพลาดจะได้แก้ไขทัน

Breakfast on a train

ผมเผื่อเวลาแวะซื้อของกินจากสถานี Hakata ก่อนด้วย เป็น ekiben (ข้าวกล่องรถไฟ – ถึงหน้าตาจะดูไม่เป็นกล่องเท่าไหร่) กับกาแฟกระป๋อง

Wonda

ที่นั่งของชินคันเซ็นออกแบบมาดี มีช่องให้เสียบกระป๋องเครื่องดื่ม

Shinkansen

Shinkansen Ticket

ตั๋วรถนี่ออกไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้ คันนี้เป็นขบวน “Sakura” ใช้เวลา 42 นาทีจะถึง Kumamoto

Saba Meshi

ข้าวกล่องซาบะเมฉิ เป็นซาบะดองโปะกับข้าว มีขิงกับโชยุแบบซองให้ อร่อยทีเดียว

ข้อมูลเรื่อง Ekiben 「駅弁」 หรือข้าวกล่องรถไฟ ผมอ่านจากการ์ตูนตะลอนชิมข้าวกล่องรถไฟ เล่ม 1 จะเป็นช่วงที่ทัวร์กินบนเกาะคิวชูพอดี หรือมั่วๆ ดูจากภาษาญี่ปุ่นในเว็บของ JR Kyushu ก็ได้ จะมีให้ดูแยกว่าจังหวัดไหนมีข้าวกล่องแบบไหนขายบ้าง (มีรูปประกอบ)

Kumamoto Station

Kumamoto Station

ถึงสถานี Kumamoto แล้ว เต็มไปด้วยหมีดำคุมะมง มาสค็อตประจำเมือง

ตามแผนคือผมมีเวลาเปลี่ยนรถราวๆ สิบนาที ระหว่างนั้นต้องไปตามหาข้าวกล่อง “อายุยะซันได” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้าวกล่องที่ได้รางวัลจากการประกวดข้าวกล่องของคิวชู ว่าจะเอาไปกินเป็นมื้อกลางวันบนเขา แต่ในสถานี Kumamoto ตอนนั้นกำลังปรับปรุง ทางเดินมันออกจะงงๆ หน่อยทำให้หาทางไปร้านที่มีข้าวกล่องขายเยอะๆ ไม่เจอ สุดท้ายก็ต้องเลือกวิ่งไปขึ้นรถไฟ ไม่งั้นถ้าพลาดขบวนนี้แผนจะรวนไปหมด

JR Limited Express

ขึ้นรถไฟขบวน JR Limited Express สาย Hohi ใช้ JR Pass ได้ไม่มีปัญหา

Kyushu

ระหว่างทางมีแต่ทุ่งหญ้าเขียวๆ ฝนก็ยังตกปรอยๆ

Kyushu

เจอสะพาน เจอแม่น้ำบ้าง

จะกระทั่งมาถึงสถานี Aso ก็ต้องรีบไปต่อคิวซื้อตั๋วรถบัส ซึ่งท่ารถบัสก็จะอยู่ด้านนอกสถานีเลย

Bus Timetable

ระหว่างต่อคิว มีตารางรสบัสให้หยิบด้วย แนะนำว่าให้เก็บไว้ให้ดี ยังต้องใช้อีกตอนขากลับ ในรูปจะเห็นว่าระหว่างสถานี Aso (Asoeki) กับตีนเขา (Mt.Aso) จะมีสถานี Kusasenri ด้วย เป็นจุดที่มีที่พักนักท่องเที่ยว มีร้านค้า ของกิน ซึ่งกะว่าจะแวะตอนขากลับลงมาจากภูเขา

Bus ticket

ตั๋วเที่ยวเดียวราคา 650 เยน ซื้อจากตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ มีพนักงานยืนช่วยเหลืออยู่หน้าตู้ ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ถูก ขอแค่เตรียมเหรียญให้พร้อม

Mount Aso

รถบัสออกตรงเวลา วิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ภายนอกยังมีหมอกสลับกับฝนปรอยๆ มีวัวมีม้ากินหญ้าอยู่บ้างประปราย

Mount Aso

ถนนขึ้นเขานี่จะมีจุดชมวิวอยู่เป็นระยะ ถ้าเช่ารถขับมาก็สามารถแวะจอดถ่ายรูปสวยๆ ได้

Ropeway Ticket

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตีนเขา มีสถานีกระเช้า ข้างในมีห้องน้ำ กับร้านขายของที่ระลึกเล็กน้อย ตั๋วนั่งกระเช้ามีทั้งแบบเที่ยวเดียว (750 เยน) และแบบไปกลับ (1,200 เยน) ผมเลือกซื้อแบบขึ้นไปเที่ยวเดียว เพราะอยากจะประหยัด (งกน่ะแหละ) และจากข้อมูลที่หามาเค้าบอกว่า ดูปล่องภูเขาไฟเสร็จแล้วมีทางเดินให้เดินลงมาได้

Aso Ropeway

Aso Ropeway

ที่เขียนว่า Asosan ก็คือ Mount Aso น่ะแหละ เป็นวิธีทับศัพท์สไตล์ญี่ปุ่น (แบบเดียวกับที่เราเขียน Thanon Sukhumvit แทนที่จะเป็น Sukhumvit Road)

Asosan Ropeway

ตั้งแต่ปี 1958 ก็ 56 ปีแล้ว

Asosan Ropeway

ถึงยอดเขาแล้ว แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก

Nakadake Crater

บนยอดเขาจะมีป้ายสัญญาณไฟ เตือนระดับของมลพิษในบริเวณนั้น เพราะปากปล่องภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดีนั้นยังปล่อยกำมะถัน และสารเคมีอื่นๆ ออกมาตลอด

Nakadake Crater

ปากปล่องภูเขาไฟอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่ทัศนวิสัยตอนนี้แย่มาก ทั้งเมฆหมอกและละอองฝน ไม่เป็นใจเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าที่เดินทางมาหลายชั่วโมงนี่จะเสียเวลาฟรีหรือเปล่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

จบจากคอนเสิร์ตของ Nogizaka46 แล้ว ผู้คนทยอยออกมาจากฮอลล์พร้อมกันหมด คนที่จะต่อรถเมล์ก็ยืนต่อคิวที่ป้ายรถเมล์กันเป็นระเบียบมาก เห็นแล้วอดเทียบกับคนรอรถเมล์บ้านเราแถวอนุสาวรีย์ฯ ไม่ได้ ส่วนคนที่จะกลับรถไฟใต้ดินก็ต้องเดินออกไปไกลสักนิด เพราะ Kokusai Center ที่จัดงานอยู่ค่อนข้างห่างจากสถานี

ผมแวะเอากล้องและสัมภาระอื่นที่เก็บไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี ก่อนจะหาอะไรกินอีกสักหน่อยก่อนกลับเข้าที่พัก

ร้านที่ไปชื่อว่าร้าน きはる (Kiharu) อยู่ไม่ไกลจากสถานี Tenjinminami เท่าไหร่ แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่บนชั้นสองของหลืบหนึ่ง ต้องเดินหาอยู่สักพักนึงถึงจะเจอ

Kiharu

ทางขึ้นหน้าร้านมีป้ายผ้าผืนใหญ่ กับป้ายไฟเล็กๆ ต้องตั้งใจหาจริงๆ ถึงจะเจอ

ตัวร้านอยู่ชั้นสอง มีห้องแยกสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม กับเคาท์เตอร์ขนาดนั่งได้ราวๆ 8 ที่นั่ง ตอนที่ไปถึงมีลูกค้าในห้องแยกอยู่แล้วกลุ่มหนึ่ง ตรงเคาท์เตอร์มีที่ว่างพอสมควร ผมเข้าไปนั่งข้างๆ ชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

Kiharu

ของมึนเมาเรียงเป็นแถว มีขวดที่เป็นชื่อร้านด้วย

Kiharu

กระป๋องลึกลับลายผีน้อยคิทาโร่ ที่ดูไม่ออกว่าข้างในเป็นอะไร

สำหรับร้านเล็กๆ ในภูมิภาคบ้านนอกอย่างคิวชูนี่ เป็นเรื่องปกติที่เมนูจะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ลองถามหาดูก็ไม่เสียหาย ส่วนคำตอบก็เป็นดังคาดคือ ไม่มี ดังนั้นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับเครื่องดื่มก็คือสั่งเบียร์ หรือถ้าเป็นเบียร์สดก็บอกว่า นามะบีหรุ (生ビール) สำหรับอาหารก็มามั่วเอาจากเมนูภาษาญี่ปุ่น – พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่ดูตัวอย่างจากใน tabelog ได้

Kiharu

อันนี้เป็น service ของร้าน เสิร์ฟมาให้เลย ไม่ต้องสั่ง

จากที่ทำการบ้านมาก่อน เมนูที่แนะนำคือซาชิมิ 泳ぎサバ (โอะโยะกิซาบะ – แปลว่า ซาบะว่ายน้ำ)

Oyogi Saba Sashimi

สั่งไปแล้วก็นั่งกินเบียร์รอ ไม่นานก็มาเสิร์ฟ ลองกินดูแล้ว เนื้อปลาสดเด้งมาก ให้สัมผัสที่ต่างกับซาบะที่เคยกินมาทั้งหมดเลย

ระหว่างที่กำลังละเลียดกินซาบะ + พยายามอ่านเมนูภาษาญี่ปุ่นด้วยความรู้จำกัดจำเขี่ย ลูกค้าคนที่นั่งข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็หันมาชวนคุยเป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากผมแล้ว ที่เคาท์เตอร์มีแค่ชายหญิงสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายท่าทางดูเซอร์ๆ ผมหยิกมีเคราบางๆ ถ้าบอกว่าเป็นผู้กำกับหนังอินดี้หรือนักดนตรีวงร็อคสักวง ก็คงเชื่อได้ไม่ยาก ส่วนคนที่หันมาคุยกับผมเป็นผู้หญิง อายุน่าจะราวๆ 30 ผมสั้น ดูเหมือนคนในแวดวงศิลปะมากกว่าสาว OL ในมือคีบบุหรี่มวนเล็ก

บทสนทนาเป็นไปตามมาตรฐานการคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาจากไหน มาคนเดียวเหรอ รู้จักร้านนี้ได้ยังไง ฯลฯ จะต่างกับการสนทนาปกติก็ตรงที่ว่า ฝ่ายนั้นคุยมาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงฟังง่าย (รู้ทีหลังว่าเคยไปเรียนที่อเมริกามาก่อน) แต่ผมพยายามตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่น ถ้ารู้คำศัพท์และแต่งรูปประโยคได้ ไม่งั้นก็ใช้ภาษาอังกฤษไป

“ไก่ที่คิวชูนี่สดอร่อยมากเลยนะ” เธอแนะนำข้อมูลที่ผมไม่รู้มาก่อน พร้อมกับชี้ไปที่อาหารในจานหน้าตาคล้ายไก่ย่างถ่านตามร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา แต่มีส่วนที่สุกแค่ผิวๆ เล็กน้อย ที่เหลือยังดิบอยู่ และยังให้ข้อมูลเสริมอีกว่า เมนูนี้มีเฉพาะในคิวชูที่ไก่คุณภาพดีและสดเท่านั้น หากินในภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นไม่ได้ พูดจบเธอก็ขยับจานมาทางผมและชวนให้ลองชิม

จากสามัญสำนึกที่เคยมีมาว่าเนื้อไก่ไม่อร่อยและไม่ค่อยมีรสชาติ (เท่าเนื้อชนิดอื่น) แต่ถ้าเป็นเรื่องกินก็ไม่อยากจะปฏิเสธน้ำใจ ผมลองคีบไก่มาชิ้นนึง จิ้มกับซอสที่มีให้ แล้วเอาใส่ปาก พบว่าเนื้อไก่มีเดียมแรร์นี่มันอร่อยผิดคาดเลยทีเดียว

“โออิชี่เดส” “อะริกะโตะโกะไซมัส” เป็นคนมีมารยาทก็ควรจะกล่าวขอบคุณ

ผมอยากจะสั่งอะไรอีกสักจาน แต่เมนูภาษาญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยคันจิแปลกๆ ดูจะเกินความสามารถในตอนนี้ ก็เลยลองขอคำแนะนำจากคุณสองคนนี้ดู ทั้งสองคนปรึกษากันเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผมฟังไม่ออก แต่ดูท่าทางแล้วก็เข้าใจได้ว่า มันมีของอร่อยหลายเมนูและไม่รู้จะแนะนำอันไหนดี

สุดท้ายทางนั้นก็แนะนำ “ซาบะคร็อกเก็ต” มาให้

Saba Crocket

หน้าตาก็เป็นอย่างในรูป เป็นมันฝรั่งบด ผสมไข่ ผสมปลาซาบะ ทอดออกมาเป็นก้อน ตอนกินก็บีบมะนาวจิ้มซอสเอา ซึ่งคร็อกเก็ตเป็นเมนูบ้านๆ แบบญี่ปุ่นมาก ไม่ exotic และโด่งดังในระดับโลกอย่างพวกซูชิหรือราเมง ในร้านอาหารญี่ปุ่นในบ้านเราก็พอมีบ้างแต่ไม่ได้เป็นเมนูเด่น

คร็อกเก็ตที่นี่มีส่วนผสมเป็นไข่สดของคิวชู และปลาซาบะที่เป็นของเชิดหน้าชูตาของร้าน ทอดออกมาสีสวยงาม กัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบภายนอก และความร้อนของไส้ที่อยู่ข้างใน รสชาติอร่อยผิดจากคร็อกเก็ตเมืองไทย

ที่จริงก็อยากจะสั่งเพิ่มอีก แต่ตอนนั้นก็ดึกแล้ว จำต้องร่ำลาและขอบคุณทั้งสองคนนั้นที่ให้ความช่วยเหลือ แล้วรีบกลับที่พักเพื่อวางแผนเวลาการเดินทางของวันรุ่งขึ้น เพราะโปรแกรมเที่ยววันถัดไปจะออกไปนอกจังหวัดฟุกุโอกะบ้างแล้ว