เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เหตุผลหนึ่งในการมาทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ นอกจากได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูกแล้วก็คือมาดูคอนเสิร์ตหน้าร้อน 真夏の全国ツアー ของวง Nogizaka46 ซึ่งทัวร์นี้ก็จัดในหลายเมืองทั้งโตเกียว, โอซาก้า, นาโกย่า, เซนได รวมทั้งที่ฟุกุโอกะนี้ด้วย

ที่ฟุกุโอกะนี้จัดแสดง 2 รอบคือตอนบ่ายกับค่ำ ผมได้ตั๋วรอบค่ำมา ตอนบ่ายก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ แต่นี่เป็นการดูคอนเสิร์ตครั้งแรกในญี่ปุ่น เพื่อความไม่ประมาท ก็ควรจะไปดูสถานที่จัดงานก่อนว่าเป็นยังไง

Fukuoka Metro

Yakult

ระหว่างทาง เจอสาวยาคูลท์ญี่ปุ่น

Fukuoka Kokusai Center

ถึงสถานที่จัดงานแล้ว Fukuoka Kokusai Center

Natsufuri Girls

เจอสาวๆ แต่งชุดจากซิงเกิ้ล Natsu no Free & Easy มากันเยอะเลย เข้าใจว่าเป็นชุดที่ใส่ออกไปเดินเล่นนอกบ้านได้และเหมาะกับช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นพอดี

Nogi House

ซุ้มเล่นเกม เข้าใจว่าสำหรับคนที่สมัครสมาชิกเท่านั้น

Nogi House

ของที่ระลึกพร้อมลายเซ็น ไม่รู้แจกด้วยวิธีไหน

Merchandise

ตอนที่ไปถึง คอนเสิร์ตรอบบ่ายกำลังแสดงอยู่ มีเสียงลอดออกมาข้างนอกอาคารเล็กน้อย ผมเดินผ่านไปทางซุ้มขายของที่ระลึกก็พบว่า เสื้อยืดที่ระลึกทัวร์ขายหมดแล้ว เหลือแต่ของอย่างอื่นที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ เลยไม่ได้ซื้อมา ก็จำไว้เป็นบทเรียนว่า ถ้าอยากซื้อของที่ระลึกควรมาต่อคิวแต่เนิ่นๆ

ก่อนจะมาคอนเสิร์ต ปรึกษากับมิตรสหายหลายท่าน เค้าก็แนะนำไว้ว่าให้พกกล้องส่องทางไกลไปด้วย จะได้เห็นชัดๆ ผมเลยไปเดินดูที่ Bic Camera แต่ว่ามีให้เลือกไม่กี่แบบ ก็เลยลองไปดู Yodobashi Camera บ้าง ปรากฏว่ามีให้เลือกเยอะเลย

Binoculars

ได้อันสีม่วงของ Kenko Ultraview มาในราคา 4,040 เยน หวังว่าจะมีโอกาสได้เอาไปใช้งานอื่นอีก

ซื้อของจำเป็นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หาอะไรกินรองท้อง ไปหิวตอนคอนเสิร์ตกำลังเล่นอยู่คงไม่สนุกเท่าไหร่ ก็เป็นร้านที่ดูมาจาก tabelog แล้ว ชื่อว่า 天ぷらのひらお (Tempura no Hirao) สาขาตึก Toho Building ชั้น 1

Tempura Menu

ร้านนี้มีเซตเมนูราคาไม่แพง ผมเลือกเซตสีเหลือง ราคา 720 เยน ก็เดินไปหยอดตู้หน้าร้าน

Tempura

วิธีกินในร้านนี้จะแปลกๆ หน่อยคือ เค้าจะมีส่วนทอดเทมปุระอยู่ตรงกลาง แล้วมีเคาท์เตอร์ให้ลูกค้านั่งล้อมรอบ พอสุกแล้วก็จะตักเอามาให้ลูกค้าทีละอย่าง เช่น ทอดกุ้งเสร็จแล้วเค้าจะเดินเอากุ้งมาวางให้ในถาดของคนที่สั่งเซตที่มีกุ้งด้วยทีละคน

Tempura

เซตที่สั่งไปก็มีทั้งกุ้ง เนื้อ ปลาหมึก ปลาเนื้อขาว ผัก อันไหนทอดเสร็จ เค้าก็เอามาให้ทีละอย่าง

Tempura no Hirao

เครื่องเคียงเป็นปลาหมึกอะไรสักอย่าง ตักได้ไม่อั้น เค็มนิดๆ อร่อยดี ตัดรสของทอดได้ดี

Tempura no Hirao

อย่างอื่นในชุดก็มีข้าว ซุป น้ำจิ้ม ตามปกติ น้ำดื่มมีให้เติม บริการตัวเอง

เทมปุระร้านนี้ทอดมาแป้งบางกำลังดี และการทอดเสร็จใหม่ๆ ทำให้คงความกรอบอร่อยเอาไว้ได้ กินกับข้าวร้อนๆ แล้วเวิร์คมาก

Fans

พอได้เวลาประตูเปิดก็มาต่อคิวเข้างาน ซึ่งในงานนี่ห้ามถ่ายรูปอยู่แล้ว พวกกล้องและสัมภาระอย่างอื่นก็ฝากเอาไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี สะดวกสบายสไตล์ญี่ปุ่น

Ticket

ตั๋วพร้อม

Kokusai Center

ตรวจตั๋วเสร็จเข้าได้แล้วข้างในมีของกินขายนิดหน่อย (แน่นอนว่าคนเยอะ) แล้วก็มีตู้กดเครื่องดื่มเพียบ

ข้างในจะมีสแตนด์รูปเมมเบอร์ของวงขนาดตัวจริงใส่ชุดยูกาตะตั้งเรียงแถวกันอยู่ (สมกับเป็นหน้าร้อน) คนมุงถ่ายรูปกันเยอะมาก โดยเฉพาะเมมเบอร์ระดับท็อป

Kazumin & Maijun

คาสุมินกับคุณพี่ไมจุง

Rena & Sayurin

คุณเรนะกับซายูริงโกะ

พอเข้าไปใน hall เค้าก็จะไม่ให้ใช้มือถือแล้ว (ขนาดนั่งเล่น twitter อยู่ยังมีสต๊าฟมาบอกให้ช่วยปิดมือถือเลย) ก็เลยไม่มีรูปมาแปะ แต่ระหว่างรอก็นั่งคุยกับลุงคีจังโอตะที่นั่งข้างๆ ไปพลาง (ญี่ปุ่นปนอังกฤษ มั่วๆ ไป) ปรากฏว่าตั๋วที่ซื้อมา (จาก Yahoo Auction) เป็นของลุงแกเองน่ะแหละ เห็นว่าจบคอนเสิร์ตรอบนี้แล้วจะไปดูรอบที่เซ็นไดกับโตเกียวอีกด้วย สมกับเป็นแฟนตัวจริง

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีมากๆ ที่ได้ดูเต็มๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องกล้องถ่ายรูปหรือสมาร์ทโฟน ทำให้โฟกัสกับคอนเสิร์ตได้เต็มๆ (ถึงจะฟังภาษาญี่ปุ่นออกบ้างไม่ออกบ้างก็เถอะ) และก็เป็นครั้งแรกที่ได้ไปโบกแท่งไฟในคอนเสิร์ตไอดอล เห็นวัฒนธรรมการเชียร์ของแฟนๆ แล้วรู้สึกเข้าถึงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ประสบการณ์แบบนี้ดูจากใน DVD หรือรายการทีวี ก็ไม่เข้าใจเหมือนไปสัมผัสจริงๆ

ทัวร์หน้าร้อนครั้งนี้จะไปจบที่สนามเมจิจิงกุสเตเดี้ยมในโตเกียว ซึ่งมาอ่านข่าวทีหลังแล้วพบว่ารอบสุดท้ายบรรยากาศอลัง จัดเต็มกว่าเวทีอื่น ก็แอบเสียใจนิดๆ (อ่านรีพอร์ทได้จาก blog คุณแมวหลับ46)

คนที่ยังลังเลใจก็ต้องบอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าไอดอลที่เราชื่นชอบจะอยู่ให้เราตามเชียร์ไปจนถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีโอกาสก็อย่าคิดมาก ไปโบกแท่งไฟกันเถอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

วันที่สองในฟุกุโอกะวางโปรแกรมไว้หลวมๆ เน้นเดินเที่ยวในโซน Hakata-Tenjin ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ออกไปไหนไกล

Doraemon

มื้อเช้าซื้อจากร้านมินิมาร์ท Sunkus เป็นซาลาเปาไส้คัสตาร์ด มีขายในช่วงโปรโมทหนังโดราเอมอน 3D ที่กำลังเข้าโรงในญี่ปุ่นอยู่ตอนนั้น

ถึงวันนี้จะไม่ได้ออกไปนอกเมือง แต่เมื่อผ่านสถานี Hakata ก็ถือโอกาสแลกตั๋ว JR Pass เสียหน่อย (แลกวันนี้เริ่มใช้พรุ่งนี้ได้) รวมทั้งจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าสำหรับวันต่อไปด้วย เพราะว่ารถไฟ Limited Express บางสายต้องจองที่นั่งก่อนล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าไม่จองก็อาจจะไม่มีที่นั่ง โดยเฉพาะรถไฟสายท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง Aso Boy หรือ Yufuin no Mori ควรวางแผนล่วงหน้าแล้วรีบจองตั้งแต่เนิ่นๆ เลยดีกว่า

เสร็จจากเรื่องตั๋วรถไฟแล้ว เป้าหมายเช้านี้คือไปห้าง Canal City แหล่งช้อปปิ้งยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง อยู่ห่างจากสถานี Hakata ไปไม่ไกลมากนัก ก็เลยเดินเอา ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

LINE Fukuoka

LINE Fukuoka

ระหว่างทางเจอไซต์ก่อสร้าง ที่กำลังจะสร้างออฟฟิศของ LINE สาขาฟุกุโอกะด้วย

Evangelion at 7-11

เดินผ่าน 7-11 เห็นมีโปรโมชั่นขายของ Evangelion หลอกกินตังค์สาวกกันมาสิบกว่าปีแล้ว

Canal City

เดินมาไม่น่าก็จะเจอห้าง Canal City มีร้าน Uniqlo และ Zara ตั้งตระหง่านรอให้เข้าไปเสียเงิน

Canal City

ด้านหน้ามีน้ำพุ + รูปปั้นกบ (?) หน้าตาประหลาด

Canal City

ตัวห้าง Canal City เองจะตั้งอยู่บนสองฝั่งถนน ซึ่งถ้าเดินมาจากทางสถานี Hakata จะเจอด้านที่เป็น Uniqlo/Zara นี่ก่อน บรรยากาศจะดูคล้ายๆ community mall หรูๆ ในบ้านเรา

Canal City

มีทางเชื่อมไปห้างอีกฝั่งหนึ่งของถนน มีป้ายโฆษณาหนังโดราเอมอน 3D ด้วย ซึ่งช่วงที่ไปนี่โปรโมทหนักมาก เรียกว่าโดราเอมอนทั้งแผ่นดินก็ได้ ไปทางไหนก็เจอ

Canal City

ข้ามมา Canal City อีกฝั่งนึงจะเป็นห้างติดแอร์ปกติ เป็นอาคารหลายชั้น ที่พิเศษหน่อยคือตรงกลางจะมีคลองไหลผ่านด้วย

Starbucks Canal City

มีร้าน Starbucks ข้างในด้วย บรรยากาศดีทีเดียว

Canal City

โซนริมคลองช่วงนี้มีลานกิจกรรมให้เด็กไปวิ่งเล่น แล้วจะมีคนฉีดน้ำใส่ดับร้อน (ช่วงเดือนสิงหาคมถือเป็นหน้าร้อนของญี่ปุ่น)

Stand by me

โซนริมคลองยังมีจัดแสดงบูธโดราเอมอนเพื่อโปรโมทหนัง มีจุดให้ไปถ่ายรูปกับตัวละครได้ (มาคนเดียว ไม่มีใครถ่ายให้ ;__;)

Stand by me

แมวอ้วนกับท่อสามอัน

Doraemon Stand By Me

ประตูไปไหนก็ได้

ในห้าง Canal City นอกจากร้านขายสินค้าแบรนด์เนมทั่วไป ก็ยังมีร้านขายสินค้าจากคาแรคเตอร์ต่างๆ เช่นร้านของ Studio Ghibli, Jump Shop หรือ Sanrio ซึ่งก็กะว่าถ้าจะช้อปค่อยมาเดินวันหลังก็ได้ ไม่อยากรีบซื้อของอะไรเยอะ เดี๋ยวจะเดินเที่ยวลำบาก

Canal City

Fukuoka

Fukuoka

Blue Rose

Cycle Shop

มื้อกลางวันผมตามลายแทงจากเว็บ tabelog เช่นเดิม โดยเลือกร้าน やま中 (Yamanaka) นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Watanabedori แล้วเดินต่ออีกหน่อย

Yamanaka

หน้าร้านหน้าตาแบบนี้ ทีแรกเดินเลยไปแล้ว ดูไม่ออกว่ามีร้านอยู่ข้างใน

Yamanaka

เช็คในเว็บดูแล้ว คะแนนรีวิวใช้ได้ มีชุดอาหารกลางวันราคาไม่แพงนัก อยู่ในช่วงราคาที่พอจ่ายได้ ก็เลยต้องขอลองสักหน่อย (ใน tabelog ยังมีให้เลือกอีกหลายร้าน ถ้าใครที่ไปลองเลือกร้านที่ราคาเหมาะสมกับงบประมาณดูได้)

Yamanaka Sushi Fukuoka

ขิงดองมาเป็นชิ้นเลย รู้สึกว่ากินแบบนี้อร่อยกว่าแบบซอยมาเป็นแผ่นบางๆ

ชุดอาหารกลางวันที่นี่เค้าจะค่อยๆ เสิร์ฟมาให้ที่ละอย่าง ชุดแรกเป็นซูชิ 4 คำ

Yamanaka Sushi Fukuoka

กุ้งอะไรไม่รู้ ต้องบีบมะนาวก่อนกิน

Yamanaka Sushi Fukuoka

ปลาหมึกหั่นมาสวยงาม แบบนี้จะได้ความรู้สึกหนึบๆ ตอนเคี้ยวดีมาก ต่างจากที่เคยกินแบบไม่หั่นเลย

Yamanaka Sushi Fukuoka

จูโทโร่ ไขมันคุณภาพดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย

Yamanaka Sushi Fukuoka

อันนี้จำไม่ได้ว่าปลาอะไร

Yamanaka Sushi Fukuoka

หมดชุดแรกไปก็มีเมนูไข่ตามมา ข้างใต้มีข้าวซูชิด้วย

Yamanaka Sushi Fukuoka

ไข่ตุ๋น หอมอร่อย เนื้อเนียนนุ่ม

Yamanaka Sushi Fukuoka

น่าจะเป็นหัวกุ้งจากซูชิคำแรก เอามาทอด ถัดจากนั้นชุดต่อไปก็มีซูชิตามมาอีก 4 คำ

Yamanaka Sushi Fukuoka

ไม่รู้อะไร แต่เนื้อแน่น เคี้ยวอร่อยดีมาก

Yamanaka Sushi Fukuoka

ถ้าฟังไม่ผิดอันนี้ปลาคัตสึโอ

Yamanaka Sushi Fukuoka

ปลาไหลเนื้อฟูนุ่ม ทาซอสมากำลังเหมาะ

Yamanaka Sushi Fukuoka

ไข่ที่นี่ฟูกำลังดี ไม่มีแฉะ เนื้อเนียนนุ่ม

Yamanaka Sushi Fukuoka

จานเล็กนี่เค้าบอกว่าเป็น service แถมให้

Yamanaka Sushi Fukuoka

ถัดจากนิกิริซูชิ ก็ตบท้ายของคาวด้วยข้าวห่อสาหร่าย

Yamanaka Sushi Fukuoka

จบชุดแล้วมีชาร้อนให้ล้างปาก

Yamanaka Sushi Fukuoka

ปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว + เชอร์เบตอะไรสักอย่าง + ถั่วแดง

ถึงภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่นของผมจะใช้สื่อสารไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ แต่พนักงานที่ร้านก็บริการด้วยความยิ้มแย้ม พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า ชิ้นไหนคืออะไร กินแบบไหน ต้องจิ้มโชยุมั้ย ฯลฯ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจในการกินอาหารในร้านที่ญี่ปุ่น

รวมราคาแล้วมื้อนี้ 3,140 เยน ที่ราคาระดับเดียวกันในเมืองไทย ยังไงก็ไม่ได้แบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Daimyo / Fukuoka’s Yatai

จากแถว Hawks Town นั่งรถเมล์กลับมาแถว Daimyo พบว่าแถวนี้เป็นย่านฮิปๆ ของวัยรุ่น มีร้านขายของเก๋ๆ คาเฟ่น่านั่ง เดินได้เพลินๆ

Mumin

ร้านกาแฟสัญชาติฟินแลนด์ Robert’s Coffee มีป้ายตัวการ์ตูนมูมินอยู่หน้าร้าน แต่เหมือนข้างในจะไม่มีมูมินนะ ถ้าอยากไปคาเฟ่ที่มีมูมิน ต้องไป Mumin Bakery & Cafe ในห้าง Canal City แทน

AKB48 Cafe & Shop

ไม่นานก็มาถึง AKB48 Cafe & Shop ซึ่งก็เหมือนกับ shop สาขาอื่นคือ แบ่งโซนขายของที่ระลึกกับโซนคาเฟ่ขายอาหารและเครื่องดื่ม

AKB48 Cafe & Shop

ป้ายหน้าร้านมีเมนูแนะนำโดยสมาชิก HKT48 บางอย่างดูน่ากิน บางอย่างก็ดูไม่น่าจะกินได้

Horumon Don

เมนูที่ลองสั่งดูคราวนี้เป็น Horumon Don หรือข้าวหน้าเครื่องใน ออกมาหน้าตาตามในรูป มีข้าวข้างล่าง โปะด้วยไส้ น่าจะเอาไปตุ๋นหรือปรุงยังไงสักอย่าง

Natsu

ได้การ์ดแถมมาด้วย รับรองว่าเมนูนี้แนะนำโดย นัตสึ (มัตสึโอกะ นัตสึมิ)

AKB48 Cafe & Shop

เมนูเครื่องดื่มก็แนะนำโดยเมมเบอร์เหมือนกัน ราคาก็ถือว่าแพงอยู่

ผมกะว่าจะไปหาอะไรกินต่อที่อื่นด้วยก็เลยเซฟท้องไว้ กินแค่ข้าวชามเดียวพอ (จริงๆ คือมันแพงด้วย) แล้วก็เดินถ่ายรูป ย่อยอาหารไปในตัว

Ippudo Ramen

ผ่านร้านราเมงเจ้าดังที่เพิ่งมาเปิดสาขาในบ้านเราด้วย

Daimyo

ย่านไดเมียวยามค่ำคืน

Daimyo

ร้านเท่ๆ แบบนี้มีเยอะเลย

Daimyo

Daimyo

เป้าหมายคือร้าน 小金ちゃん (Kokinchan) ที่เป็นร้านข้างทางอยู่ตรงแยกถนน Showadori เป็นร้านที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า やたい (Yatai) บางคนอาจจะเคยเห็นในการ์ตูนมาบ้าง ที่ฟุกุโอกะนี่จะมีขายกันหลายร้าน ส่วนใหญ่จะอยู่แถวริมแม่น้ำ Nakasu

Kokinchan

ลูกค้าที่มานั่งกินที่ Yatai ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานออฟฟิศมากินหลังเลิกงาน หรือนักท่องเที่ยวก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน บรรยากาศเป็นกันเองดี ถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นก็เป็นโอกาสดีที่จะได้คุยกับคนท้องถิ่นด้วย

Yatai

อาหารที่ขายจะคล้ายๆ กัน มีต่างกันไปบ้างในแต่ละร้าน ส่วนใหญ่จะมีราเมง เกี๊ยวซ่า ของผัดของทอด โอเด้ง เมนไทโกะ ฯลฯ เบียร์ยอดฮิตที่มีขายทุกร้านคือ Asahi กับ Kirin

ร้าน Yatai ปกติจะเริ่มตั้งร้านกันหลังหกโมงเย็น ส่วนตอนกลางวันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าซ่อนร้านไว้แถวไหน เพราะเดินผ่านแล้วไม่เจอเลย

Yatai Menu

บางร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ แต่ร้านส่วนใหญ่จะมีแต่ภาษาญี่ปุ่น

Yatai Food

ไส้หมูผัดเกลือ

Kirin Beer

อาหารปรุงสุกใหม่ กินแกล้มกับเบียร์เย็นๆ เวิร์คมาก

ทริปนี้พบว่าเวลาไปนั่งร้านอาหาร เครื่องดื่มที่สั่งง่ายสุดก็คือเบียร์นี่แหละ ออกเสียงง่ายสุด (ビール ออกเสียงว่า บีหรุ) สั่งแล้วคนฟังไม่ค่อยสับสน (ทริปนี้ก็เลยกินไปซะเยอะ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Tenjin / Hawks Town

ตัวเมืองฟุกุโอกะเองมีขนาดไม่ใหญ่นัก การเดินทางภายในเมืองจะมีรถไฟใต้ดิน 3 สายและรถบัสที่ครอบคลุมอยู่ใน Tourist Pass แต่บางจังหวะถ้าระยะทางไม่เกิน 1 กิโล ผมมักจะเดินเอามากกว่า เพราะจะได้ทำความคุ้นเคยเส้นทางบนดิน เผื่อเจอจุดถ่ายรูปสวยๆ และออกกำลังกายไปในตัว

ถนนหนทางในเมืองส่วนใหญ่มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับ แต่ถ้าจำตัวคันจิของชื่อสถานที่สำคัญได้ก็จะช่วยได้เยอะ (เช่น เวลาดูป้ายด้านหน้าหรือด้านข้างรถบัส) ที่ผมจำเป็นหลักจะมีสองชื่อคือ 「博多」- Hakata (ฮากาตะ) และ「天神」- Tenjin (เทนจิน) ซึ่งเป็นชื่อของสองย่านหลักในเมือง ผมพักอยู่ใกล้ๆ สถานีฮากาตะ ดังนั้นเวลาจะกลับที่พักก็มองหารถบัสที่มีป้ายบอกว่าไป 博多駅 – Hakata Eki (สถานีฮากาตะ) ก็จะง่ายดี

นอกจากนี้ยังมีตัวคันจิบอกทิศที่ควรจำเพิ่มอีกเล็กน้อยเพราะเจอบ่อย ได้แก่ 北 – Kita (ทิศเหนือ), 南 – Minami (ทิศใต้), 東 – Higashi (ทิศตะวันออก), 西 – Nishi (ทิศตะวันตก) โดยเฉพาะพวกชื่อสถานีหรือชื่อป้ายรถเมล์ในญี่ปุ่น มักจะเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นด้วยภาษาอังกฤษ เช่น สถานี 天神南 แทนที่จะเขียนว่า South Tenjin ก็จะเขียนทับศัพท์เป็น Tenjinminami แทน ถ้ารู้ทิศไว้ก่อนก็ทำให้หลงทางยากหน่อย

ข้อมูลการท่องเที่ยวในเมืองทั่วไป ผมเปิดดูจาก Wikivoyage ก็มีค่อนข้างละเอียดดี

Kego Park

Escalator

Fukuoka Subway

สำหรับการขึ้นลงบันไดเลื่อนที่นี่ยืนชิดซ้าย แบบเดียวกับแถวโตเกียว และเวลารอรถไฟใต้ดินควรยืนให้ตรงจุดด้วย

Mentaiko

ป้ายโฆษณาเมนไทโกะ (Mentaiko) ของดีประจำจังหวัดฟุกุโอกะ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

ย่าน Tenjin จะได้อารมณ์คล้ายๆ แถวราชประสงค์บ้านเรา คือมีห้างสรรพสินค้าและ shop ของแบรนด์เนมให้เดินช้อปกันเพียบ ถ้าเดินบนดินแล้วยังไม่จุใจ ใต้ดินยังมี shopping arcade เชื่อมระหว่างสถานี Tenjin กับ Tenjinminami ให้เดินโดยไม่ต้องกลัวเปียกฝนอีก

Resola Tenjin

Underground Shopping Arcade

Bus and Bicycles

เนื่องจากไม่ใช่ขาช้อป ผมเลยไปเดินที่ตึก ViVRE ที่ห่างจากถนนสายหลักไปบล็อคนึง เพื่อดูสินค้าพวก Anime, Manga แทน

Asbee

เจอร้านขายรองเท้า ASBEE ที่ได้สาวๆ วง SKE48 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

Parasyte

มีตู้กดกาชาปองให้เลือกเป็นสิบตู้ มีจุกมือถือจากเรื่องปรสิตด้วย (แต่ไม่ได้กดมา)

Helicatpunks

มีเสื้อผ้าแปลกๆ ขาย สมกับเป็นญี่ปุ่น

บนชั้น 6 จะมีร้าน animate ที่เป็นร้านเครือที่ขายสินค้า anime, game, manga แต่ของก็ดูไม่หลากหลายมากนัก มีร้านขายรูปซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการ์ดสะสมมากกว่า รูปไอดอลมีไม่เยอะและส่วนใหญ่จะเป็นของวง HKT48

We Love Tenjin

เดินมาทางตะวันตกของ Tenjin แถวๆ Shintencho จะเป็นย่านวัยรุ่นมากกว่าหน่อย มีเกมเซ็นเตอร์ ร้านอาหาร ร้านปาจิงโกะ ประมาณสยามสแควร์บ้านเรา

Taito Station

HR

เดินๆ อยู่ก็บังเอิญเจอไอดอลกรุ๊ป ตอนแรกไม่รู้ว่าวงอะไรพอลองสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญแล้วถึงรู้ว่าเป็นวงไอดอลท้องถิ่นของฟุกุโอกะที่ชื่อว่า HR

เดินแถวนี้ได้อีกสักพักนึงก็เปลี่ยนไปนั่งรถบัส ไปย่าน Hawks Town ที่อยู่ทางเหนือของเมือง

Hawks Town Mall เป็นห้างสไตล์คล้ายๆ community mall บรรยากาศหงอยๆ หน่อย เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปเยอะเหมือนกัน

Yahoo Dome

ติดกันกับ Hawks Town Mall ก็จะเห็น Yafuoku! Dome

HKT48 Theater

Hawks Town Mall ยังเป็นที่ตั้งของ HKT48 Theater ด้วย ซึ่งออกจะแปลกกว่าวงอื่นๆ ในเครือสักหน่อยที่มี theater อยู่ใจกลางเมือง

ทีแรกคิดว่าจะมาแวะหาของว่างกินที่ AKB48 Cafe ปรากฏว่าเข้าใจผิด คิดว่าคาเฟ่มันอยู่ใกล้ๆ กับ theater เหมือนกับวงอื่นๆ แต่จริงๆ แล้วคาเฟ่ดันไปอยู่แถวย่าน Daimyo ซึ่งอยู่ติดกับย่าน Tenjin ที่เพิ่งนั่งรถออกมา

แต่ไหนๆ มาแล้วก็เดินเที่ยวแถวนี้ไปก่อน

Yafuoku Dome

Yafuoku Dome นี่เป็นสนามเหย้าของทีมเบสบอล Softbank Hawks ซึ่งวันนี้มีแข่งพอดี มีคนดูหนาตา มีพ่อแม่ลูกมากันเป็นครอบครัวเยอะเลย

Softbank Hawks

รูปปั้นข้างสนาม

KFC

ผู้พันแซนเดอส์ก็เชียร์ Hawks กับเค้าด้วย

Yafuoku Dome

มีร้านขายของที่ระลึกทั้งของทีมเหย้าและเยือน ตึกไกลๆ ทางโน้นคือโรงแรม Hilton

Momochi Beach

เดินเลยโรงแรมไปหน่อยจะเจอชายหาด Momochi ก็เงียบๆ หน่อย มีคนมาวิ่ง มาตกปลาบ้าง ถ้าเดินเลยไปอีกจะเจอฟุกุโอกะทาวเวอร์ ตึกที่สูงที่สุดในฟุกุโอกะ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปฝนก็ดันตกลงมาก่อน ดูท่าแล้วคงลำบากเลยจำเป็นต้องหลบฝนอยู่แถวนี้

Yafuoku Dome

พอฝนหยุดตกแล้วฟ้าใสขึ้นมาเลย แต่หมดแรงจะเดินแถวนี้แล้ว ตัดสินใจย้อนกลับไปหาอะไรกินในเมืองดีกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Hello Fukuoka

การเดินทางจากกรุงเทพไปคิวชูมีสายการบินให้เลือกหลายสาย ที่ผมใช้บริการในครั้งนี้คือสายการบิน Jetstar ที่บินตรงจากสุวรรณภูมิถึงสนามบินฟุกุโอกะเลย ใช้เวลา 5 ชั่วโมงครึ่ง ไม่แวะพักที่ไหน

Airbus A320

บิน Airbus A320 สภาพเครื่องดูใหม่ สะอาดเรียบร้อยดี แต่ด้วยความที่เป็น lowcost นั่งยาวๆ ก็ค่อนข้างเมื่อยอยู่เหมือนกัน

Kyushu You & Me

ผมเลือกอ่านหนังสือ Kyushu You and Me ของปาลิดา พิมพะกร สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น เป็นข้อมูลก่อนมา เนื้อหาออกจะเป็นแนวเที่ยวชิลล์ๆ มากกว่าไกด์บุ๊คเต็มสูบ เล่มไม่หนามาก อ่านวันเดียวก็จบ

แหล่งข้อมูลอื่นก็ไม่พ้น japan-guide.com สำหรับข้อมูลทั่วไป, Yokanavi สำหรับข้อมูลของแถบฟุกุโอกะ

Welcome to Fukuoka

ถ้านั่ง Jetstar พอมาถึงสนามบินฟุกุโอกะแล้วเราจะมาลงที่ International Terminal ต้องต่อรถ shuttle bus (ฟรี) มาลงที่ Domestic Terminal เพื่อต่อรถเข้าเมืองอีกที จะนั่งรถบัสหรือรถไฟใต้ดินก็ได้

Tourist Pass

ที่ Bus Information Center หน้า Terminal 2 สามารถซื้อ 1 day pass ได้ ราคา 820 เยน นั่งทั้งรถบัสและรถไฟใต้ดินได้ไม่จำกัด ตอนซื้อก็ต้องเอาพาสปอร์ตให้คนขายดูด้วย แล้วเค้าจะให้ pass เรามาพร้อมแผนที่ ใช้เหรียญขูดเดือนและวันที่ใช้ ตอนเข้าหรือออกสถานีรถไฟก็ยื่นให้พนักงานดู เค้าจะเปิดประตูให้ ถ้าขึ้นรถบัสก็ยื่นให้คนขับรถดูก่อนจะลง

สนามบินฟุกุโอกะจัดเป็นสนามบินที่อยู่ใกล้กับตัวเมืองมากๆ นั่งรถไฟใต้ดินแค่ 2 สถานีก็ถึงสถานี Hakata ซึ่งเป็น hub การคมนาคมของเมืองแล้ว ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที (ราวๆ 4 กิโลเมตรเท่านั้น) หรือนั่งต่อไปอีก 3 สถานีก็ถึง Tenjin ย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองแล้ว สะดวกสบายมากๆ

JR Hakata City

ด้านหน้าสถานี JR Hakata City เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของเมือง มีทั้งสถานีรถไฟ JR, สถานีรถชินคันเซ็น, สถานีรถใต้ดิน, ท่ารถบัส, ห้างสรรพสินค้าและแหล่งช้อปปิ้งอีกมาก การเดินทางในทริปนี้แต่ละวันก็จะเริ่มต้นจากสถานีนี้ตลอด

Kashiwagi Yuki

ข้างในสถานีมี Kashiwagi Yuki ไอดอลจาก AKB48 เป็นพรีเซ็นเตอร์การท่องเที่ยวด้วย (ยูกิรินเป็นคนจังหวัด Kagoshima)

รู้จักเกาะคิวชู

ก่อนจะเที่ยวก็ต้องทำความรู้จักเกาะคิวชูกันก่อน (ภาพจาก japan-guide.com)

Kyushu Map

จากในกรอบเล็กด้านขวาล่างของภาพ เกาะคิวชูคือส่วนที่เป็นสีน้ำเงิน จะเห็นว่าเป็นส่วนที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ห่างจากโตเกียวราวๆ 1,000 กิโลเมตร ส่วนแผนที่อันใหญ่จะแสดงเส้นทางรถไฟหลักๆ ของคิวชู เส้นสีส้มคือรถไฟ JR ส่วนเส้นสีแดงคือรถชินคันเซ็น

คิวชูประกอบไปด้วย 7 จังหวัดด้วยกันได้แก่ Fukuoka (ด้านบนสุดของเกาะ) ไล่ทวนเข็มนาฬิกามาก็จะเป็น Saga, Nagasaki, Kumamoto, Kagoshima, Miyazaki และ Oita ในทริปนี้ผมเที่ยวอยู่เฉพาะเขตคิวชูตอนเหนือ คือ Fukuoka, Nagasaki, Kumamoto และ Oita ซึ่งจะครอบคลุมด้วย JR Pass North Kyushu สำหรับคนที่อยากไป Kagoshima หรือ Miyazaki ด้วย ต้องซื้อ JR Pass Kyushu แบบทั้งเกาะซึ่งราคาแพงกว่ากัน

รู้จักฟุกุโอกะ

โซนหลักๆ ที่คนนิยมเที่ยวกันในฟุกุโอกะ จะมีสามส่วนคือ ตัวเมืองฟุกุโอกะ, เขต Dazaifu และเขต Kitakyushu

Fukuoka City Map

ในแผนที่ (เอามาจาก japan-guide.com เช่นเคย) จะแสดงเฉพาะส่วนตัวเมืองฟุกุโอกะ มีย่านที่น่าสนใจคือ Hakata ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม, ย่าน Tenjin ที่เป็นย่านช้อปปิ้ง, แถบชายหาด Momochi ทั้งหมดนี้สามารถใช้ Tourist Pass ที่ซื้อไว้ตอนแรกเดินทางได้หมด เปิดในคู่มือที่แถมมาจะมีบอกว่าไปได้ไกลสุดถึงสถานีไหนบ้าง

ส่วนเขต Dazaifu ที่มีศาลเจ้า Tenmangu และ National Museum (และ Starbucks ร้านเก๋ๆ ที่คนชอบไปถ่ายรูป) ต้องนั่งรถไฟลงไปทางใต้ และใช้ pass อันที่ซื้อมาไม่ได้ ต้องใช้ pass อีกแบบนึง ซึ่งในทริปนี้ผมไม่ได้ไป Dazaifu ก็บอกไม่ได้ว่าน่าสนใจแค่ไหน

เขต Kitakyushu จะเป็นเมืองท่าออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ นั่งรถไฟ JR Limited Express ไปราวๆ 45 นาที ส่วนใหญ่เป็นย่านธุรกิจ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก

เริ่มเที่ยวตัวเมืองฟุกุโอกะ

จากสนามบินมาถึงสถานี Hakata ผมต้องเดินต่อไปอีกราวๆ 10 นาทีจะถึงที่พัก เอากระเป๋าฝากให้เรียบร้อยจะได้เวลาเดินเที่ยวในเมืองแล้ว

Capsule

สภาพแคปซูล 7 คืน ราคา 21,000 เยน

ตั้งแต่ขึ้นเครื่องตอนตีสองจนถึงตอนออกจากโรงแรมราวๆ 11 โมง ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ภารกิจแรกคือการหาของกินก่อน ซึ่งก่อนจะมาผมเตรียมหาข้อมูลเรื่องของกินมาแล้วจากเว็บ tabelog.com ซึ่งเป็นเว็บรีวิวของกินของญี่ปุ่น มีข้อมูลค่อนข้างละเอียดและระบบคะแนนที่น่าเชื่อถือ ติดอยู่ตรงที่ว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ก็พอจะใช้ Google Translate กล้อมแกล้มแปลเอาได้

สำหรับของกินชื่อดังของฟุกุโอกะแล้วก็คงหนีไม่พ้น ฮากาตะราเมง และร้านที่เลือกมาสำหรับมื้อแรกเป็นร้าน
博多一幸舎 (Hakata Ikkoucha) สาขาใกล้ๆ สถานี Hakata

Menu

วิธีการสั่งใช้ตู้กดเหมือนร้านอาหารทั่วไป

Hakata Ramen

อธิบายน้ำซุปแต่ละแบบ (อ่านไม่ออกหรอก)

เกี๊ยวซ่า

เกี๊ยวซ่ามาแล้ว 5 ชิ้น 400 เยน ขนาดพอดีคำ ทอดมากรอบกำลังดี

ฮากาตะราเมง

ฮากาตะราเมงธรรมดา ราคา 800 เยน ลักษณะพิเศษที่ต่างจากราเมงที่อื่นคือเส้นราเมงจะเล็กกว่าและน้ำซุปกระดูกหมูที่เข้มข้น

Hakata Ramen

หมดอย่างรวดเร็ว

Ramen Hakata Ikkoucha

ถ้าใครจะไปกินก็สังเกตป้ายร้านหน้าตาแบบนี้ ตอนกินเสร็จออกมาก็มีคนต่อคิวรอกินอยู่พอสมควรเลย

ตอนต่อไปจะเริ่มเที่ยวในเมืองแล้วครับ

สรุปทริปคิวชู 2014

ช่วงสิงหาคมที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกรอบหนึ่ง บริเวณเกาะคิวชูตอนเหนือ ถึงแม้ว่าช่วงพฤษภาจะได้ไปนาโกย่ามาแล้ว แต่เห็นราคาตั๋วของ Jetstar แล้วอดใจไม่ไหวจริงๆ

ปลายปีนี้ก็เห็นมิตรสหายหลายท่านมีแพลนจะไปคิวชูกัน ก็เลยลัดคิวเขียนเรื่องคิวชูก่อน ส่วนบล็อกเที่ยวนาโกย่าที่ยังเขียนไม่จบค่อยเอาไว้เขียนต่อทีหลัง คงไม่ค่อยมีคนไปเที่ยวนาโกย่ากันเท่าไหร่หรอก (มั้ง) ถ้าจะดูแยกกันก็ดูตามแท็ก nagoya กับ kyushu นะครับ

ค่าใช้จ่ายที่ไปคราวนี้ถือว่าน้อยกว่าที่ไปนาโกย่าเยอะ เนื่องจากได้ตั๋วเครื่องบินถูกและการเดินทางในคิวชูมี pass ให้เลือกหลากหลายกว่า ประหยัดค่าเดินทางได้มาก

ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ BKK-FUK-BKK (บินตรง) ของ Jetstar ช่วงโปรโมชั่น น้ำหนักขาไป 15 kg / ขากลับ 20 kg รวมแล้ว = 6,876 บาท ข้อดีมากๆ คือราคาถูก บินตรงและเวลาโอเค ส่วนข้อเสียก็เหมือน low cost ทั่วไป คือนั่งยาว 5 ชม.ครึ่ง ก็จะไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ และไม่มีอาหารไม่มีน้ำ ควรเตรียมไว้ก่อนขึ้นเครื่องให้พร้อม

ของกินบนเครื่อง แน่นอนว่าไม่ฟรี

ที่พักจองจาก booking.com เป็น Hostels ชื่อ Khaosarn Fukuoka Annex นอนแคปซูลห้องรวม แชร์ห้องน้ำ 7 คืน = 21,000 เยน hostel ค่อนข้างใหม่ สะอาดดี มีตู้แช่เบียร์หยอดเหรียญให้บริการ ข้อเสียคือเดินไกลจากสถานีนิดนึง (10 นาที) และมินิมาร์ทใกล้สุดก็ห่างออกไปราวๆ 5 นาที

ทริปนี้นอกจากฟุกุโอกะแล้วก็ยังมีออกไปเที่ยว Kumamoto, Nagasaki, Yufuin และ Kitakyushu ผมใช้ฟุกุโอกะเป็นฐานแล้วนั่งรถไฟเที่ยว ไปเช้าเย็นกลับได้ ใช้ตั๋ว JR Pass ของคิวชูเหนือก็จะครอบคลุม ราคาแบบ 5 วัน = 9,260 เยน ซื้อจากเมืองไทยไปได้เลย ถ้าแบบ 3 วันก็จะถูกกว่านี้

ชีวิตออนไลน์ระหว่างเที่ยว ผมใช้ซิมของ B-Mobile เหมือนเดิม ใช้บัตรเครดิตสั่งซื้อผ่านเว็บให้ไปส่งที่สนามบินหรือโรงแรมก็ได้ เท่าที่ใช้ดูก็มีสัญญาณครอบคลุม อาจจะไม่มีสัญญาณบ้างตอนที่รถไฟวิ่งผ่านป่าหรือแถบบ้านนอกจริงๆ แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีปัญหา ใช้เน็ตได้รวดเร็วดี

Visitor SIM ของ b-mobile

ถ้าใช้ซิม B-Mobile แบบ 1 GB จะมีเรื่องน่าหงุดหงิดนิดนึงตรงที่ว่า ถ้าเราใช้ data ถึง 300 MB ใน 3 วัน วันต่อมาเราจะถูกจำกัดสปีดให้เหลือต่ำเตี้ยมาก เท่าที่สังเกตดูโปรแกรมที่กิน data เยอะสุดคือ twitter ถ้าปิดส่วน preview รูปภาพไปซะ ก็จะลดจำนวน data ที่ใช้ลงไปได้เยอะมาก

สรุปโปรแกรมเที่ยวคิวชูคร่าวๆ

  • Day 1
    • ออกจากสุวรรณภูมิตีสองสิบห้า ถึงฟุกุโอกะ 9:30
    • จากสนามบินเข้าตัวเมือง เก็บกระเป๋าเข้าโรงแรม
    • เดินเล่นย่านเทนจินและตัวเมืองฟุกุโอกะ
    • ไปเดินเล่นแถว Hawk’s Town และ Yahoo Dome
  • Day 2
    • เดินเล่นหาที่ถ่ายรูปในเมืองไปเรื่อยเปื่อย + เดินห้าง Yodobashi Camera / Canal City
    • ดูคอนเสิร์ตหน้าร้อน 真夏の全国ツアー ของวง Nogizaka46 รอบเย็น
  • Day 3
    • นั่งชินคันเซ็นออกจากฟุกุโอกะไป Kumamoto
    • ต่อรถไฟธรรมดา + รถบัส เพื่อไปเที่ยวภูเขาไฟ Aso
    • กลับมาเดินเล่นตอนค่ำในเมือง Kumamoto แล้วต่อชินคันเซ็นกลับฟุกุโอกะ
  • Day 4
    • นั่งรถไฟออกไป Nagasaki
    • เดินเที่ยวในเมือง / เข้า Museum / หาของอร่อยกิน
    • นั่งกระเช้าขึ้นเขาเพื่อชมวิวยามค่ำคืนบนภูเขา Inasa
    • นั่งรถไฟกลับฟุกุโอกะ
  • Day 5
    • นั่งชินคันเซ็นมา Kumamoto อีกรอบเพื่อเก็บสถานที่ที่ยังไม่ได้ไป
    • ไปเดินดูปราสาท Kumamoto / Museum
    • นั่งชินคันเซ็นกลับฟุกุโอกะ
  • Day 6
    • นั่งรถไฟท่องเที่ยวสาย Yufuin no Mori จากฟุกุโอกะไปเมือง Yufuin
    • เดินเที่ยว / ถ่ายรูป / แช่ออนเซ็น
    • นั่งรถไฟกลับฟุกุโอกะ
  • Day 7
    • นั่งรถไฟออกจากเกาะคิวชูข้ามไป Shimonoseki
    • ย้อนกลับมาเดินเที่ยว Kitakyushu
    • กลับไปเก็บตกในฟุกุโอกะ
  • Day 8
    • ออกจากโรงแรมไปขึ้นเครื่องแต่เช้า เครื่องออก 10:30 ถึงกรุงเทพ 14:10

สรุป

คิวชูออกจะเป็นภูมิภาคที่บ้านนอกอยู่สักหน่อย อยู่ไกลจากศูนย์กลางความเจริญอย่างโตเกียวเยอะ แต่ในตัวเมืองก็ยังมีความทันสมัย มีระบบขนส่งและการเดินทางที่สะดวก (และไม่ซับซ้อนแบบแถวโตเกียว) อาหารสดอร่อย แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ ยิ่งค่าตั๋วเครื่องบิน low-cost มาที่นี่ถูกกว่าไปภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นครึ่งต่อครึ่ง ทำให้คิวชูน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกใจคนไทยได้ไม่ยาก

เที่ยวนาโกย่า : Yokoso Nagoya

ทริปนี้เป็นทริปมาญี่ปุ่นแบบลุยเดี่ยวเป็นครั้งที่สองของผม ความรู้ภาษาญี่ปุ่นก็ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วพอสมควร แต่ก็ยังจัดอยู่ในระดับเบสิกมากๆ (แบบเรียน Minna no Nihongo เล่มสอง ยังไม่ถึงครึ่งเล่ม)

จากเมืองไทย ถ้าจะมานาโกย่าก็ต้องมาลงที่สนามบิน Chubu Centrair International Airport หรือที่เค้าเรียกกันสั้นๆ ว่า Centrair (ตัวย่อ NGO) มีสายการบินให้บริการหลายสายทั้งบินตรงและแบบต้องต่อเครื่อง ที่ผมใช้บริการคือ China Eastern มีแวะต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ แต่ก็ราคาถูกกว่าสายการบินที่บินตรงอย่างมีนัยยะสำคัญ

PVG

แวะต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ (PVG)

NGO

Centrair เป็นสนามบินค่อนข้างใหม่ เพิ่งเปิดใช้เมื่อปี 2005 นี่เอง ลักษณะเป็นเกาะที่สร้างด้วยการถมที่ขึ้นมาเป็นสนามบิน อยู่ห่างจากตัวเมืองนาโกย่าไปทางใต้ เวลาเดินทางเข้าเมืองปกติก็จะนั่งรถไฟเอกชนของ Meitetsu เข้าไป (ใช้ JR Pass ขึ้นไม่ได้)

ซึ่งจริงๆ แล้วแถบภาคกลางของญี่ปุ่นจะมีรถไฟเอกชนให้บริการเยอะกว่าของ JR ทำให้ใช้ JR Pass ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ (ก็เลยไม่ได้ซื้อ)

JR Nagoya Station

JR Nagoya Station

สถานีรถไฟหลักของนาโกย่าคือ JR Nagoya ซึ่งใหญ่มาก มีหลายชั้น ด้านบนเป็นห้างหรูหรา ข้างๆ มีสถานี Meitetsu Nagoya และใต้ดินก็มีสถานีรถใต้ดินอีก บริเวณนี้ก็เลยจะวุ่นวายและพลุกพล่านมาก ผมต้องผ่านสถานีนี้ทุกวัน แต่กว่าจะพอจำทางได้ ก็เล่นเอาเกือบวันสุดท้ายของทริป

การเดินทางในเมืองส่วนใหญ่จะใช้รถใต้ดิน, เดินทางนอกเมืองเป็นรถ Meitetsu กับ Kintetsu หรือไม่ก็ JR ซึ่งทั้งหมดนี้ยังดีที่ใช้ตั๋ว Suica ร่วมกันได้ (ของเก่าจากทริปปีที่แล้วเอามาใช้ได้) แต่ก็จะไม่ได้ส่วนลด

แค่เรื่องรถไฟก็เหนื่อยแล้ว ลำบากกว่าโตเกียวเยอะเลย

สรุปทริปนาโกย่า 2014

ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นรอบสอง ห่างจากปีที่แล้วราวๆ ปีนึงพอดี คราวนี้ไปเฉพาะแถบเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ไม่ได้มาแถบโตเกียวเลย

Oasis 21 & Nagoya TV Tower

หลังจากปีที่แล้วได้ไป event ของวง AKB48 มาแล้วรู้สึกติดใจ ปีนี้ก็อยากมาอีก แต่คราวนี้เป็นของวง Nogizaka46 ที่จัด event ในนาโกย่า 2 วันติด ก็เลยเป็นเหตุผลหลักของทริปนี้

สรุปโปรแกรมเที่ยวนาโกย่าคร่าวๆ

  • Day 1
    • นั่งสายการบิน China Eastern ออกจากสุวรรณภูมิตอนตีสอง แวะพักเซี่ยงไฮ้ 2 ชม.ครึ่ง ต่อเครื่องไปถึงนาโกย่าเกือบๆ บ่ายโมง
    • เข้าตัวเมืองนาโกย่า เก็บกระเป๋าเข้าโรงแรม
    • ออกไปเดินเล่นย่าน Osu Kannon Shopping Arcade
  • Day 2
    • ไปต่อคิวเข้างานจับมือใหญ่ของ Nogizaka46 ที่ Port Messe ตั้งแต่เช้า
    • ตอนบ่ายๆ ไปเดินเที่ยว SC Maglev & Railway Park
  • Day 3
    • ตอนเช้าไปงานจับมือเดี่ยวของ Nogizaka46 ที่ Port Messe
    • ตอนเย็นไปเดินเที่ยวย่าน Sakae
  • Day 4
    • วันนี้เหมือนจะมีอาการป่วยๆ จากที่วันที่สองไปตากลมหนาวต่อคิวรอเข้าดู mini live อยู่หลายชั่วโมง
    • แต่ก็ฝืนนั่งรถไฟออกไปเที่ยวเมือง Ise และ Matsusaka
  • Day 5
    • นอนป่วยอยู่ที่โรงแรม
    • ตอนบ่ายแก่ๆ อาการดีขึ้นก็ออกไปเดินแถว Nagoya Dome
  • Day 6
    • ออกไปเมือง Toyota ที่อยู่ข้างๆ ดู Toyota Municipal Museum of Art แถวนั้น
  • Day 7
    • นั่งรถไฟไปเที่ยวปราสาท Inuyama
    • ตอนบ่ายไปดูเมืองจำลอง Meiji Mura
  • Day 8
    • ไปปราสาทนาโกย่า, สวน Tokugawa, เก็บตกสถานที่ที่ยังไม่ได้ไปในตัวเมืองนาโกย่า
  • Day 9
    • เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม เอากระเป๋าเดินทางใส่ล็อคเกอร์ที่สถานีนาโกย่าไว้ แล้วนั่งรถไฟไปเมือง Magome
    • เดินจาก Magome ไปเมือง Tsumago ตามเส้นทาง Nagasendo ระยะทางประมาณ 8 km
    • พักค้างคืนที่โฮมสเตย์ใกล้ๆ Tsumago
  • Day 10
    • เดินถ่ายรูป Tsumago ยามเช้า นั่งรถบัส + ต่อรถไฟไปสถานีนาโกย่า แวะเอากระเป๋าเดินทางแล้วไปสนามบิน
    • เครื่องออกจาก NGO ตอนสี่โมงเย็น แวะเซี่ยงไฮ้ 3 ชม.ครึ่ง ต่อเครื่องกลับมาถึงสุวรรณภูมิตีหนึ่งพอดี
    • นอนพักแป๊บนึง แล้วก็ตื่นไปทำงานเลย T-T

สรุป

บิน China Eastern BKK-NGO ราคาโอเค (ผมซื้อตั๋วได้ในราคา 15,110 บาท) เวลาดี ต่อเครื่องไม่นาน แต่อาหารแย่มาก

อาหาร

โรงแรม Eco Hotel Nagoya ผมจองผ่าน booking.com คืนละ 2,500 เยน ถ้าใครเดินทางคนเดียวมานาโกย่า แนะนำโรงแรมนี้เลย มีห้องเดี่ยว สะอาด ราคาถูก อยู่ติดสถานีรถไฟ ใกล้ร้านสะดวกซื้อ ในห้องมีทีวี+ตู้เย็นด้วย

การเดินทางในนาโกย่ามีรถเอกชนหลายบริษัท ไม่ค่อยจะมี pass ที่ใช้เดินทางได้คุ้มๆ เท่าไหร่ สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งก็อยู่ไกลกัน เดินไม่ถึง ทำให้ทริปนี้เปลืองค่าเดินทางอยู่พอสมควร

ถ้าไปเที่ยวคนเดียว ทางเลือกอื่นนอกจากเช่า pocket WiFi ก็มีซื้อซิมสำหรับเล่นเน็ตอย่างเดียว ผมใช้ของ B-Mobile สั่งซื้อล่วงหน้าผ่านเว็บได้ ตัดบัตรเครดิต แล้วให้ส่งไปที่สนามบินหรือโรงแรมได้

B-Mobile Prepaid SIM

นาโกย่าเป็นเมืองธุรกิจ ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น must-see ได้มาเที่ยวแล้วก็เข้าใจว่าทำไมไม่ค่อยมีคนมากัน

อาหารนาโกย่าไม่ค่อยอร่อย ลองกินของขึ้นชื่อหลายอย่างแล้วก็ยังเฉยๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีอาการป่วยๆ ทั้งทริปหรือว่าเลือกร้านไม่ถูกกันแน่

สรุปว่าทริปนี้ในเรื่องการท่องเท่ียวอาจจะไม่จุใจเท่าไหร่ แต่ถ้านับเฉพาะ event ที่ไปเข้าร่วมก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้มาละ

โตเกียวเที่ยวเอง #10 : Sayonara Tokyo

มาถึงวันสุดท้ายของทริปคราวนี้แล้ว ไฟลท์กลับเป็นช่วงบ่ายๆ ที่สนามบินนาริตะ ทำให้ช่วงเช้าพอมีเวลา เก็บข้าวของเสร็จก็ออกไปเดินเล่นถ่ายรูปชิลๆ

Asakusa

แถว Asakusa ช่วงเช้าที่ฝนตก

Asakusa

บ้าน (?) เก่าซ่อนในหมู่ตึก

Wonda

อรุณสวัสดิ์กับชิโนดะ มาริโกะ

Dragonball Z

Dragonball Z กระป๋อง โกคูเป็นรสไซเดอร์ ส่วนเบจิต้าเป็นรสโค้กซีโร่

Japan Election

โปสเตอร์เลือกตั้งของจริง มีชื่อผู้สมัครตัวโตๆ ว่าแต่ไม่มีหมายเลขให้เลือกกาเหรอ?

Evangelion

ร้านขายเครื่องสำอางมีน้ำหอม Evangelion ของด้วย

Evangelion

อันนี้ยาหยอดตา (มั้ง)

NMB48

มีโกนหนวดรุ่น Samurai Edge พรีเซ็นเตอร์โดยสาวๆ NMB48

Wonda

โฆษณากาแฟ Wonda เห็นทั่วบ้านทั่วเมือง

Meganekko

รวมสาวแว่น

ปลาไหล

ผ่านร้านข้าวหน้าปลาไหลเจ้าดัง ขนาดฝนตกคนยังรอคิวกันเพียบ

Denny's

รอคิวไม่ไหวเดี๋ยวจะตกเครื่อง เดินเลยไปฝากท้องที่ Denny’s แทน

กินข้าวเสร็จ กลับที่พัก เช็คเอาท์ให้เรียบร้อย แล้วก็นั่งรถไฟจาก Asakusa ไปสนามบินนาริตะ

Train

วิวข้างทาง มีแต่ทุ่งนา

พอมาถึงนาริตะ เห็นคิวต่อแถวเช็คอินของการบินไทยแล้วเครียด ยาวมากๆ ต่อแถวอยู่สักชั่วโมงนึงได้กว่าจะถึงคิว พอเสร็จเรียบร้อย ผ่านตรงที่ตรวจร่างกาย ก็แทบไม่เหลือเวลาเดินซื้อของใน Duty Free ได้แวะแค่ร้านของฝาก ซื้อ Tokyo Banana กับ KitKat (ของฝากมาตราฐาน) ก็หมดเวลาแล้ว

SKE48

Flight กลับมี SKE48 ให้ฟังด้วย

Kyary Pamyu Pamyu

Kyary Pamyu Pamyu ก็มี

On the plane

ในรูปตรงปลายปีกเครื่องบิน เห็นลิบๆ นั่นไม่รู้ว่าใช่ภูเขาไฟฟูจิหรือเปล่า

บินตรงกลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ เป็นอันจบทริปนี้

โตเกียวเที่ยวเอง #9 : Makuhari Messe

หนึ่งในเหตุผลที่มาโตเกียวในช่วงนี้ก็คือ มางานอีเวนต์จับมือของวง AKB48 ที่จัดในช่วงนี้พอดี โดยสถานที่จัดคราวนี้คือ Makuhari Messe จังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโตเกียว

การเดินทางก็นั่งรถไฟออกจากโตเกียวมาประมาณ 50 นาที ลงที่สถานี Kaihinmakuhari

Chiba Marines

ออกจากสถานีมาก็จะเจอห้าง Plena ต้องเดินอ้อมไปทางด้านขวาของห้าง ถึงจะไปยัง Makuhari Messe ได้

ส่วนตัวมาสค็อตที่อยู่ด้านหน้านี่เป็นของทีมเบสบอล Chiba Marines ซึ่งมีสนามเหย้าอยู่ใกล้ๆ นี้

Kaihinmakuhari

อันนี้ถ่ายย้อนกลับไปทางสถานีรถไฟ จะเห็นคนทยอยมากันเรื่อยๆ

Makuhari Messe

เดินอ้อมห้างไป ข้ามสะพานลอย แล้วก็จะเจอกับ Makuhari Messe ซึ่งจะเป็น hall ขนาดใหญ่ อารมณ์ประมาณ Impact challenger hall บ้านเรา งานอีเวนต์ของ AKB48 ในเขตโตเกียวถ้าไม่จัดที่นี่ก็จะจัดที่ Tokyo Big Sight

Makuhari Messe

ระหว่างทางมี staff ถือป้ายบอกทางตลอด หรือเดินตามฝูงชนไปยังไงก็ไม่หลงทาง

งานจับมือของ AKB48 สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย ก็คือเวลาเราซื้อซีดีของวงจะได้บัตรจับมือแถมมาด้วย ซึ่งเอามาใช้เข้างานแบบนี้ได้ (ประเภทของบัตรจับมือมีกี่แบบ มีกติกายังไง ซื้อด้วยวิธีไหน ขอละไว้ละกัน รายละเอียดมันเยอะ)

Makuhari Messe

สีสันของงานจับมือนอกจากจะได้มาเจอกับเมมเบอร์ AKB48 ตัวเป็นๆ แล้วยังมีมุม trade ของ (เช่น รูปสะสม) สำหรับแฟนๆ มีแฟนๆ กลุ่มที่คอสเพลย์มางานกันแบบจัดเต็ม

AKB48 Handshake Event

อันนี้คอสเพลย์นะ ไม่ใช่แก๊งซิ่งของจริง

ในงานก็จะมี verify ตัวตนกันเล็กน้อยเพื่อป้องกันคนมั่ว มีบอร์ดแปะไว้ว่าต้องเตรียมเองสารยืนยันตัวตนอะไรบ้าง เห็นตัวอย่างหลักฐานของชาวต่างชาติแล้วก็ตลกดี

Identity

พาสปอร์ตไทย ชื่อ ฉัน นามสกุล น่ารัก ?

งานนี้เป็นงานจับมือหนแรกที่เคยมาร่วมก็ทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่บังเอิญเจอ Admin B จากเว็บ 48.in.th คนเดิมที่เจอที่ตลาดปลาวันก่อน ช่วยเหลือมั่วๆ กันไปได้

เนื่องจากเป็นครั้งแรก ไม่ประสาอะไรมาก มีบัตรจับมือสองใบ ก็ได้จับมือสองคนคือ Hirata Rina กับ Oya Shizukaถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้จับมือกับไอดอลตัวเป็นๆ บางคนที่ซื้อซีดีหลายแผ่นก็จะได้บัตรจับมือหลายใบ ได้จับมือกับหลายคน เป็นการตลาดสไตล์ AKB48 ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายซิงเกิ้ล Sayonara Crawl ถล่มทลายถึง 1.9 ล้านแผ่น

จบจากงานจับมือแล้วไม่มีโปรแกรมอะไรเป็นพิเศษ เลยไปเดินเล่นแถว Akihabara อีกสักรอบ

Curry

เจอร้านข้างแกงกะหรี่คิงคอง (จริงๆ มันชื่อ Go go kare) ที่เคยเห็นโลโก้บนเสื้อ uniqlo ที่ขายในบ้านเรา ก็เลยลองเข้าไปกินดู

Kare

กดตู้เมนูหน้าร้าน เลือกข้าวแกงกะหรี่หมูทอด ได้ออกมาหน้าตาแบบนี้ ปัญหาคือมีให้แต่ส้อม ไม่มีช้อน พอหันไปดูคนอื่นในร้านเค้าก็ใช้ส้อมกินกันหมด ก็เลยต้องทำตามคนญี่ปุ่นไป

เดินผ่านตึก Belle Salle ที่จัดงานนิทรรศการเลือกตั้งวันนี้ดูมีกลุ่มแฟนๆ AKB48 เยอะเป็นพิเศษ

SKE48

AKB48

เสื้อสวยดี แต่ไม่เห็นมีขายที่ไหน

AKB48 Cafe

หน้า Cafe ก็ยังมีคนต่อคิวเข้าเหมือนเดิม

Sumida River

กลับมาถึงที่พักแล้วก็ขึ้นไปชั้นดาดฟ้าเพื่อเก็บภาพวิวแม่น้ำสุมิดะยามค่ำคืน ก่อนจะไม่มีโอกาสเพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในทริปครั้งนี้แล้ว