ทำให้ Pebble Time แสดงผลภาษาไทย + ญี่ปุ่น

จากวันก่อนที่ทำให้ Pebble Time อ่านภาษาไทยออกแล้ว ก็มาเจอปัญหากรณี use case ของผมบ้างคือ ปกติผมจะเจอ Notification ที่เป็นทั้งภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น ก็ต้องออกแรงเพิ่มเพื่อทำให้อ่านได้ทั้งหมด

TLDR; – โหลด language pack ไปลงผ่านมือถือ Android ก็จะอ่านออก

Thai + Japanese Language Pack เวอร์ชัน 0.1 (2015.06.29) – ดาวน์โหลด

ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น บน Pebble Time

สำหรับคนมีเวลาอ่าน – วิธีการ pack / unpack ก็เหมือนๆ กับตอนที่ทำภาษาไทย แต่ว่าคราวนี้นอกจากจะเอาฟอนต์จาก pebblebits มาใส่แล้ว ยังต้องเอาฟอนต์ภาษาญี่ปุ่นมาใส่ด้วย ผมใช้ฟอนต์ Shinonome ที่แจกฟรีเป็น public domain มาใส่ ข้อดีคือมันเป็น bitmap font ทำให้แสดงผลจอความละเอียดต่ำได้สวยงามกว่าพวก truetype font แต่ข้อเสียคือมันเป็นฟอนต์แบบ BDF ซึ่งต้องเขียนตัวแปลงเป็นฟอนต์รูปแบบของ pebble เอง

ตัวอ่าน BDF ผมใช้ bdflib แล้วแปลงเป็นฟอนต์แบบของ Pebble โดยแกะเอาจากไฟล์ fontgen.py ใน Pebble SDK ตัวโค้ดมี comment อธิบายโครงสร้างไฟล์เอาไว้ให้แล้ว

ปัญหาที่เจออีกอย่างหนึ่งคือฟอนต์ Shinonome ใช้ charset แบบ JIS X 0208 ต้องแปลง codepoint เป็น unicode ถึงจะใช้ได้ ผมก็ใช้ตารางจาก unicode.org

ปัญหาต่อมาคือตัวคันจิในภาษาญี่ปุ่นมีเยอะมาก ผมคัดเอาเฉพาะที่ใช้บ่อยๆ มาใส่ 2,000 ตัว อ้างอิงจากเว็บ tangorin

สุดท้ายกว่าจะได้เป็น language pack ออกมาก็เล่นเอาเหนื่อย ขอบคุณ @knightbaron และ @awkwin ที่ช่วยทดสอบมา ณ ที่นี้ด้วย

จับภาษาไทยใส่ Pebble Time

TLDR; – Pebble Time อ่านภาษาไทยไม่ออก ใช้มือถือ Android โหลดเอา language pack ไปลงผ่าน app Pebble Time ซะ ก็จะอ่านออก

Thai language pack เวอร์ชัน 0.3 (2015.06.29) – ดาวน์โหลด
Thai language pack เวอร์ชัน 0.2 (2015.06.15) – ดาวน์โหลด

สำหรับคนมีเวลาอ่าน – เรื่องมันมีอยู่ว่าช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผมสั่งนาฬิกา Pebble Time จากเว็บ KickStarter ตั้งแต่ตอนที่มันเปิดตัว โดยมี blind faith ที่ว่าในเมื่อมันอ่านภาษาจีนออก มันก็ควรจะใช้งานภาษาอื่นได้ด้วย

อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก

พอได้ของจริงมา ปรากฏว่าเป็นดังคาดคืออ่านภาษาไทยไม่ออกเหมือนกับ Pebble รุ่นแรก แต่ของเก่านี่มีคนทำ custom firmware ใส่ฟอนต์ภาษาไทยไว้ ทำให้อ่านภาษาไทยได้ ส่วนของ Pebble Time เท่าที่หาดูแล้วยังไม่มีคนทำเลย

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว #อยากได้ต้องทำเอง

หลังจากศึกษาข้อมูลพอประมาณแล้วพบว่า นอกจากการแฟลช custom firmware ทับลงไปแล้ว เรายังสามารถแก้ไขฟอนต์บน Pebble Time ได้ด้วยการลง language pack ด้วย ซึ่งดูจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า โครงสร้างของ language pack ก็มีคนแกะไว้ให้แล้วตามกระทู้นี้

ใน language pack จะประกอบด้วยไฟล์แปล user interface กับฟอนต์ที่ใช้ ซึ่งเราไม่สนใจจะแปล UI อยู่แล้ว สิ่งที่สนใจอย่างเดียวคือฟอนต์

วิธีแบบตรงไปตรงมาที่สุดก็คือหาฟอนต์ภาษาไทยมาใส่แทนที่ไฟล์ใน language pack ซึ่งวิธีที่ใช้คือไปเอามาจากเว็บ PebbleBits โดยการ generate custom firmware ที่มีภาษาไทยอยู่ด้วย จะได้ไฟล์ .pbz มา ซึ่งก็เป็น zip ธรรมดา เมื่อแตกออกมาแล้วจะมีไฟล์ชื่อ system_resources.pbpack อยู่

เราสามารถใช้ pbpack_tool มา unpack ได้ แล้วก็จะได้ไฟล์ออกมาหลายสิบไฟล์ ที่เราสนใจคือไฟล์หมายเลข 055-062 ก็ก๊อปมาแทนที่ไฟล์ 001-008 ใน language pack ได้เลย

จากนั้นใช้ pbpack_tool จัดการ pack ตัว language pack กลับมาเป็น .pbl แล้วหาทางติดตั้งลงบน Pebble Time วิธีที่ผมใช้คือจับ upload ขึ้นไปบน server สักแห่ง (ใช้ dropbox / pushbullet ก็ได้) แล้วเปิด URL ของไฟล์ pbl นี้จากมือถือ Android เมื่อโหลดแล้ว app Pebble Time จะมีตัวเลือกให้เราติดตั้ง (ไม่ได้เทสบน iPhone แต่เหมือนว่าจะทำไม่ได้)

พอลงเสร็จแล้วก็จะอ่านภาษาไทยออกละ

รีวิว Sony Xperia Z3

Sony Xperia Z3 เป็นมือถือรุ่นเรือธงของ Sony ในช่วงครึ่งหลังของปี 2014 เป็นตัวต่อจาก Xperia Z2 ที่ออกมาเมื่อต้นปี ตามรอบการออกมือถือของ Sony ที่ออกปีละ 2 ครั้ง ต่างจากยี่ห้ออื่นที่ออกกันปีละครั้ง

สเป็คคร่าวๆ ของ Xperia Z3 ตัวนี้คือ

  • ซีพียู Snapdragon 801 ความเร็ว 2.5 GHz (ปรับความเร็วขึ้นมาจาก 2.3 GHz ของ Xperia Z2)
  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.2″ ความละเอียด FullHD 1920×1080
  • หน่วยความจำ 3 GB พื้นที่ความจุภายใน 16 GB ใส่ SD Card เพิ่มได้
  • กล้องหลังใช้เซ็นเซอร์ Exmor RS ความละเอียด 20.7 MP กล่องหน้าใช้เซ็นเซอร์ Exmor R ความละเอียด 2.2 MP
  • ความจุแบตเตอรี 3100 mAh ถอดเปลี่ยนไม่ได้
  • ใช้ Android เวอร์ชัน 4.4.4 KitKat รุ่นที่ปรับแต่งโดย Sony
  • กันน้ำกันฝุ่นที่มาตรฐาน IP68

นอกจากตัว Xperia Z3 แล้วทาง Sony ยังออกรุ่น Xperia Z3 Compact ที่เป็นรุ่นเล็กออกมาด้วย แต่สเป็คใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแค่ลดหน่วยความจำเหลือ 2 GB, ขนาดหน้าจอเหลือ 4.6″ ความละเอียด 720p และขอบรอบเครื่องเปลี่ยนจากโลหะเป็นอะครีลิค

แกะกล่อง Xperia Z3

Sony Xperia Z3 unboxing

กล่องมาแนวเรียบๆ ไม่หวือหวา ชูจุดขายที่กล้อง 20.7 MP

Sony Xperia Z3 unboxing

ด้านหลังโชว์คุณสมบัติอื่น

Sony Xperia Z3 unboxing

ด้านในนอกจากโทรศัพท์แล้วก็มีคู่มือ, อะแดปเตอร์สำหรับชาร์จ, สาย micro USB, หูฟัง และสาย USB OTG สำหรับต่อกับแฟลชไดร์ฟได้ (ในรูปผมแกะกล่องออกไปแล้วรอบนึง พยายามยัดใส่กลับเข้าไปใหม่ แต่ดูไม่สวยเหมือนตอนเปิดกล่องครั้งแรก)

Sony Xperia Z3 unboxing

สาย USB OTG และหูฟังแถม

รูปลักษณ์ภายนอกของ Xperia Z3

ตัวเครื่องของ Xperia Z3 ยังคงยึดแนวทางการออกแบบแบบ Omni Balance ของ Sony อยู่ แต่มีการปรับปรุงขึ้นมาจาก Z2 อยู่หลายจุด ที่ชัดเจนคือจากขอบโลหะเหลี่ยมใน Xperia Z2 ถูกลบให้เป็นขอบมน ทำให้การหยิบจับให้ความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ตัวเครื่องมีให้เลือก 4 สีคือ ขาว, ดำ, Copper (สีออกทองแดง/น้ำตาล), และสี Silver Green ที่ซื้อมา

Sony Xperia Z3 Design

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง

Sony Xperia Z3 Design

ด้านล่างเกลี้ยงเกลา ไม่มีอะไร

Sony Xperia Z3 Design

ด้านซ้ายมาช่องเสียบ micro USB, ขั้วสำหรับวางบนแท่นชาร์จแม่เหล็ก และรูสำหรับคล้องสายตามลำดับ

Sony Xperia Z3 Design

ด้านขวามีปุ่มถ่ายรูป, ที่ปรับเสียง, ปุ่ม power, ช่องใส่ซิมและ micro SD เรียงจากด้านล่างของตัวเครื่องตามลำดับ

Sony Xperia Z3 Design

แกะฝาออกมามีช่องเสียบซิม (ใน Z3 เปลี่ยนจาก micro sim มาใช้ nano sim แทน) กับ micro SD

Sony Xperia Z3 Design

ด้านหลังมีกล้อง 20.7 MP และ NFC

Sony Xperia Z3 Design

ด้านหน้าออกแบบเรียบๆ มีกล้องหน้าอยู่ข้างโลโก้ Sony มีลำโพงคู่บนล่าง ขนาดตัวเครื่องเกือบๆ จะเท่ากับ Z2 เป๊ะๆ แต่สำหรับ Xperia Z3 นี่จับถนัดและสบายมือมากกว่า

จอ IPS ความละเอียด FullHD แสดงสีสันได้สวยงามระดับเรือธง ออกแดดได้ไม่มีปัญหา

Sony Xperia Z3 Design

เทียบขนาดกับ iPhone 5 จะเห็นว่าจอ 5.2″ ของ Xperia Z3 ใหญ่กว่า เต็มตากว่าจอ 4″ ของ iPhone 5 เยอะ ส่วนถ้าเป็น Xperia Z3 Compact ถึงจะมีพื้นที่แสดงผล 4.6″ แต่ขนาดตัวเครื่องจะใหญ่กว่า iPhone 5 แค่นิดเดียว เพราะว่ามีขอบจอที่แคบกว่า

Sony Xperia Z3 Design

เทียบความหนา Z3 จะบางกว่า iPhone 5 เล็กน้อย

แท่นชาร์จ Magnetic Dock

ร้านที่ไปซื้อมามีโปรโมชั่นแถมแท่นชาร์จแบบแม่เหล็กมาให้ด้วย

Xperia Z3 Dock

หน้ากล่องบอกว่าใช้ได้กับ Xperia Z3 และ Xperia Z3 Compact ข้างในนอกจากแท่นชาร์จแล้วจะมีที่วางโทรศัพท์มาให้ 4 ขนาด สำหรับโทรศัพท์ทั้งสองรุ่นแบบใส่เคสกับไม่ใส่เคส

Xperia Z3 Dock

ด้านล่างเป็นยางฝืดๆ ด้านหลังเป็นช่องเสียบ micro USB

Xperia Z3 Dock

สามารถเอามาตั้งเพื่อดูวิดีโอก็กำลังเหมาะ

ซอฟต์แวร์ของ Xperia Z3

ระบบปฏิบัติการที่ให้มาเป็น Android 4.4.4 รุ่นปรับแต่งโดย Sony เพิ่มช่องทางเข้าถึงเนื้อหาที่ขายโดย Sony ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไหร่

Xperia Z3 Technical Info

รุ่นของซอฟต์แวร์ตามนี้

Sony Select

มีร้าน Sony Select มาให้ สามารถเข้าไปโหลดเกม, app หรือ theme ได้

Xperia Z3 What's new

มี app What’s new สำหรับแนะนำเนื้อหาจากร้านของ sony ให้

Xperia Z3 Software

มีโหมด STAMINA มาให้สำหรับใช้ตอนที่ต้องการประหยัดแบต หรือโหมด Ultra STAMINA ที่ประหยัดมากกว่าโดยเหลือไว้แค่ฟังก์ชันสำหรับใช้โทรศัพท์

MultiTask

ในหน้าจอ multitask จะมีทางลัดสำหรับใช้ mini app คือจะเป็น app ที่มีฟังก์ชันพื้นฐาน แสดงผลลอยอยู่บน app อื่นอีกทีนึง ในรูปจะมีเว็บเบราเซอร์, นาฬิกาจับเวลา, เครื่องคิดเลข, ตัวจับหน้าจอเฉพาะส่วน

Xperia Z3 Mini app

ตอนที่ทำงานก็จะลอยอยู่แบบในรูป

Xperia Z3 Music on the go

มีซอฟต์แวร์ Smart Connect มาให้สำหรับตั้งการทำงานตามเหตุการณ์หรือเวลาที่เรากำหนดได้ เช่น ให้เปิดโปรแกรมฟังเพลงเมื่อเสียบหูฟัง, ให้เข้าโหมดสั่นเมื่ออยู่ในวัน-เวลาทำงาน

Xperia Z3 Bluetooth unlock

นอกจากการปลดล็อคหน้าจอแบบปกติของ Android ทั่วไปแล้วยังตั้งให้ปลดล็อคด้วยอุปกรณ์ bluetooth ได้ด้วย เข้าใจว่าใช้ได้กับอุปกรณ์ในตระกูล SmartWear ของ Sony เท่านั้น ทดลองใช้งานกับ Fitbit Force ก็ใช้ปลดล็อคได้ ทำให้การใช้งานมือเดียวง่ายขึ้นมาเยอะ (ปลดล็อคหน้าจอมือถือจอใหญ่ด้วยมือเดียวนี่ลำบากมาก กลัวเครื่องหลุดมือจริงๆ)

Xperia Z3 Small Call Handling

มีฟีเจอร์ Smart call handling สำหรับช่วยรับสายให้เลยเมื่อยกมือถือขึ้นมาแนบหูเวลามีสายเข้า หรือปิดเสียงเรียกเข้าโดยพลิกเครื่องคว่ำไว้ก็ได้ สามารถเปิดปิดได้จากใน settings

Xperia Z3 Audio

สามารถปรับแต่งเสียงโดยใช้โหมด ClearAudio+ ได้ ใช้แล้วเสียงจะใสขึ้นมาชัดเจนเลย หรือถ้าใช้หูฟังของ Sony ก็จะสามารถปรับเสียงให้เหมาะสมกับหูฟังรุ่นที่รองรับได้ด้วย

Xperia Z3 Software

มีบริการ my Xperia มาให้ เอาไว้ติดตามในกรณีเครื่องหาย แต่จะโหลด Android Device Manager ของกูเกิลมาใช้แทนก็ได้ แล้วแต่ความถนัด

Xperia Z3 Walkman

มี Walkman app มาให้เป็น default สำหรับฟังเพลง หรือจะโหลดตัวอื่นมาใช้แทนก็ได้

การใช้งาน Xperia Z3 ในชีวิตประจำวัน

ด้วยความที่เป็นมือถือระดับเรือธง การใช้งานทั่วไปก็ลื่นไหลรวดเร็วอย่างที่คิด ไม่มีอาการกระตุกหรือหน่วงให้เห็น จอภาพแสดงผลได้สวยงามแม้กระทั่งใช้งานกลางแจ้ง ในฐานะคนที่ย้ายจากมือถือจอขนาด 4″ มาใช้จอ 5.2″ พบว่าเต็มตากว่ากันมาก ตัวหนังสือขนาดอ่านง่าย สบายตา

แต่จอที่ใหญ่ก็ต้องแลกมาด้วยการหยิบจับที่ลำบากขึ้นด้วย การออกแบบแบบ Omnibalance ของ Sony ดูสวยงามหรูหรา แต่การใช้งานมือเดียวยังค่อนข้างลำบากอยู่ แนะนำว่าถ้าใครจะซื้อควรไปลองหยิบจับดูว่าพอดีกับมือตัวเองหรือไม่

คีย์บอร์ดที่ Xperia Z3 ให้มาก็สามารถใช้พิมพ์ได้สะดวกดี ใช้จิ้มเอาทีละตัวหรือลากเป็นคำก็ได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ อย่างไรก็ตามการพิมพ์โดยใช้มือเดียวถือเป็นเรื่องลำบากมาก

Xperia Z3 Keyboard

Xperia Z3 Keyboard

มีระบบเดาคำมาให้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ใช้งานได้ดีทีเดียว

Xperia Z3 Keyboard

สามารถเทรนให้คีย์บอร์ดฉลาดขึ้นโดยให้เรียนรู้จาก Gmail, Facebook, Twitter หรือ SMS ของเราก็ได้ รวมทั้งกำหนดคลังคำของเราเองได้ด้วย

สำหรับคนที่มี PlayStation 4 สามารถสตรีมเกมจาก PS4 ที่อยู่ใน network เดียวกันมาลงบนโทรศัพท์ได้ด้วย (ไม่ได้ทดสอบฟีเจอร์นี้ เพราะไม่มี PS4)

ส่วนของแบตเตอรี่ผมทดลองใช้ในหนึ่งวัน (ออกจากบ้านตอนเช้า กลับเข้าบ้านตอนค่ำ) มีรับสายโทรศัพท์นิดหน่อย เล่น social network, เปิด maps, ถ่ายรูปไปราวๆ 30 รูป และฟังเพลงอีกประมาณ 1 ชม. แบตเหลืออยู่ที่ 52% ถือว่าใกล้เคียงกับที่ Sony โฆษณาไว้ว่าชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้สองวัน (ถ้าเปิดโหมด STAMINA ก็จะอยู่ได้นานกว่านี้อีก)

ทดสอบกล้อง Xperia Z3

ตามสเป็คของ Xperia Z3 แล้วสามารถถ่ายภาพได้สูงสุด 20.7 MP แต่ในโหมดปกติจะถ่ายที่ 8 MP ถ้าอยากถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดต้องใช้โหมด Manual แล้วปรับความละเอียดเอาเอง

Xperia Z3 Camera

การถ่ายรูป default จะอยู่ที่โหมด Superior auto ซึ่งก็เหมือนโหมด Auto ทั่วไป กล้องจะคิดให้เองว่าเราอยู่ในสภาพแสงแบบไหน กำลังถ่ายวิวหรือถ่ายมาโคร แล้วปรับค่าที่เหมาะสมให้เอง ถ้าอยากปรับเองมากกว่านี้ต้องใช้โหมด Manual

นอกจากนี้ยังมีโหมดอื่นๆ ให้เลือกอีก เช่น ถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 4K, โหมด Timeshift สำหรับถ่ายภาพสโลว์โมชั่นที่ 120 fps, โหมดเบลอหลัง, โหมดพาโนรามา ฯลฯ สามารถสลับตำแหน่งเอาโหมดที่ใช้บ่อยมาไว้ตำแหน่งที่ถนัดมือได้

ความสะดวกอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถกดปุ่มกล้องค้างไว้ขณะที่เครื่องปิดหน้าจอหรือล็อคอยู่ เพื่อเรียกให้กล้องขึ้นมาทำงานได้ทันที หรือจะสร้าง widget ของโหมดที่ต้องการไว้บนหน้า homescreen เป็นทางลัดไว้เรียกใช้งานก็ได้

Xperia Z3 Camera

UI กล้อง สามารถซูมเข้าออกโดยใช้ปุ่มปรับ volume up-down ได้ด้วย

Xperia Z3 Camera

ตัวอย่างภาพจากโหมด auto

Xperia Z3 Camera

ISO160, f/2, 1/32s

Xperia Z3 Camera

ISO1250, f/2, 1/16s

Xperia Z3 Camera

ISO50, f/2, 1/1000s

Xperia Z3 Camera

ISO160, f/2, 1/32s

Xperia Z3 Camera

ISO64, f/2, 1/32s

ทดสอบโหมดหน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายได้ง่ายๆ ด้วยการแตะเลือกวัตถุที่จะโฟกัส (ต้องอยู่ไม่ไกลเกินไป) แล้วกดชัตเตอร์ กล้องจะถ่ายภาพออกมาแล้วให้เราปรับระดับความเบลอได้เอง

Xperia Z3 Camera

โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (background defocus)

Xperia Z3 Camera

ถ้าถ่ายโหมด 20.7 MP จะได้ออกมาสัดส่วน 4:3

Xperia Z3 Camera

ถ่ายในสภาพแสงน้อย

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

รวมๆ แล้วกล้องมีลูกเล่นเยอะ แต่คุณภาพเท่าที่เห็นยังไม่มีอะไรโดดเด่นนัก

รูปเต็มๆ ดูได้จากอัลบั้มใน Google+ ครับ

สรุป

Xperia Z3 จัดเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของ Sony ที่สู้กับยี่ห้ออื่นได้ไม่น้อยหน้า สเป็คแรงในระดับท็อป จอสวย ตัวเครื่องสวยงามดูดี กล้องใช้งานได้หลากหลายแต่ยังไม่โดดเด่น ใช้ Android ที่ปรับแต่งมาดี มีฟีเจอร์ที่มีประโยชน์เพิ่มเติมจาก Android มาตรฐาน เชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ของ Sony ได้ แต่ก็ต้องเจอกับคำถามที่มือถือ Android ระดับท็อปทุกตัวต้องเจอ คือที่ระดับราคา 23,990 บาทในตอนเปิดตัว เรายังจำเป็นต้องซื้อมือถือในราคาระดับนี้อยู่อีกหรือไม่ ในเมื่อมือถือที่ราคาถูกกว่านี้ ก็มีความสามารถเพียงพอกับการใช้งานปกติทั่วไปแล้ว ถ้าไม่ติดที่ขนาดหน้าจอที่เล็กลง Xperia Z3 Compact ที่เปิดตัวมาที่ราคา 19,990 บาท ดูจะเป็นทางเลือกคุ้มราคาและน่าสนใจกว่ามาก

ข้อดี

  • สเป็คแรงเหลือเฟือ จอสวย ละเอียด
  • ตัวเครื่องออกแบบสวยงาม ใช้วัสดุเกรดดี
  • แบตอึด อยู่ได้ข้ามวัน
  • กันน้ำ กันฝุ่น
  • ถ้ามีผลิตภัณฑ์อื่นของ Sony (เช่น SmartWear, PS4, หูฟัง) อยู่แล้วจะใช้ได้คุ้มขึ้น

ข้อเสีย

  • กล้องยังไม่โดดเด่นสมกับที่เป็นรุ่นเรือธง
  • ให้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ค่อยได้ใช้มาเยอะเกิน
  • ใช้มือเดียวลำบาก

Swipe Gesture in Firefox 4

ใน Firefox 4 จะมีฟีเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นมาตัวนึง ชื่อว่า Firefox Panorama ก็คือการจัดกลุ่มของแท็บต่างๆ ได้ ถ้าใช้งานบน Mac OS X จะสามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้ Cmd-E หรือใช้ Touchpad สามนิ้วเลื่อนจากล่างขึ้นบน (3 fingers swipe up)

ซึ่งฟีเจอร์นี้มันก็สะดวกดี แต่ปกติจะตั้งค่าของ 3 fingers swipe up ให้เป็นเลื่อนไปตำแหน่งบนสุดของหน้า และ 3 fingers swipe down ให้เป็นเลื่อนลงมาล่างสุด ดังนั้น ถ้าอยากได้พฤติกรรมเดิมๆ ก็ต้องเหนื่อยกันเล็กน้อย

วิธีก็คือเข้าไปที่ about:config แล้วเปลี่ยนค่า browser.gesture.swipe.down ให้เป็น cmd_scrollBottom แล้วก็เปลี่ยน browser.gesture.swipe.up เป็น cmd_scrollTop

config

ก็จะได้ behavior แบบเดิมๆ กลับมา

Thai OCR in Google Docs

ไปเห็นข่าว Google Docs รองรับ OCR ภาษาไทยแล้ว ก็มาลองเล่นดูเองบ้าง โดยลองตัดเอาข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งมาลองดู ปรับรูปให้เป็นภาพขาวดำ เพื่อให้ OCR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ลองดูแล้วเหมือนจะไม่ช่วยสักเท่าไหร่

Thai OCR

ดูแล้วยังเละเกินกว่าจะใช้งานจริงๆ ได้ จากเท่าที่เคยลองมา ดูเหมือนว่าในงาน OCR ภาษาไทยนี่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้งานได้จริงจังสักตัวเลย

Back to iOS again

เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่จะมาใช้มือถือ android ก็เคยใช้ iPhone รุ่นแรกมาก่อน ก็มีความสุข และรู้สึกว่ามันเปลี่ยน lifestyle ของตัวเองไปเลย จนกระทั่งวันที่เบื่อ iPhone แล้วและอยากหาความท้าทายใหม่ๆ ก็ย้ายค่ายไปเล่น Android ดูบ้าง ไปๆมาๆ จนวันนี้ได้กลับมาใช้อุปกรณ์ iOS อีกครั้ง

มันเริ่มที่ว่าอยากลองใช้ tablet แต่ว่าในตลาดตอนนี้ ไม่มี android tablet ที่ราคากับคุณภาพโอเคเลย และ platform Honeycomb เองก็ยังใหม่มากและไม่ mature พอ สุดท้ายก็เลยมาจบที่ iPad 2 กะว่าเอามาใช้รอเวลาจนกว่าจะมี Honeycomb tablet ดีๆ ออกมา (น่าจะสักปีหน้า) ก็เลยซื้อรุ่นถูกสุด (16 GB wifi)

หลังจากลองเล่นดูวันนึง สรุปได้ประมาณนี้

  • hardware ทำมาดีตามสไตล์ apple ให้ความรู้สึกที่ดีในการจับถือและใช้งาน
  • CPU A5 ทำงานได้รวดเร็ว ไม่รู้สึกถึงอาการช้าหรือหน่วงอะไร
  • น้ำหนักเบากว่ารุ่นเดิม แต่สำหรับคนที่ใช้ kindle อยู่แล้ว คงต้องบอกว่ายังเบาไม่พอ
  • software ใช้งานง่าย หน้าตาสวยงาม แต่น่าขัดใจสำหรับคนที่เคยอยู่ในโลกของ multitasking มาก่อน พอมาเจอ multitask หลอกๆ แบบบน iOS นี่แล้วหงุดหงิดมาก
  • keyboard พิมพ์สะดวกดี แต่ไม่เข้าใจว่าเวลาพิมพ์ภาษาไทยแล้วจะเว้นวรรค ทำไมต้องกด space สองที
  • mobile safari ไม่มี tabbed browsing สลับหน้าต่างก็ลำบาก ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเปิดเว็บทีละหลายๆ หน้า
  • app บน iTunes store มีเยอะจริง แต่ app ที่ทำมาโดยเฉพาะสำหรับ iPad ก็ยังน้อยกว่า iPhone และส่วนใหญ่จะไม่ฟรี
  • google map กระจอกมาก เมื่อเทียบกับบน android
  • กล้องทำงานได้รวดเร็วดี ถึงแม้ความละเอียดจะน้อยไปสักหน่อย แต่ถ้าใช้งานแค่ระดับอัปโหลดรูปขึ้น Facebook, twitter ก็ไม่มีปัญหาอะไร
  • twitter มี official client แต่ facebook ไม่มี ต้องไปใช้ app ชื่อ friendly แทน
  • calendar มัน sync กับ google calendar ได้เฉพาะ calendar ของเราเองแต่ sync กับ public calendar อื่นไม่ได้
  • contacts sync ต้องต่อกับ iTunes และ sync กับ google contacts ไม่ได้ (แหงอยู่แล้ว)
  • ยังไม่ได้ลองเล่นเกมอื่นนอกจาก angry birds ไม่รู้ว่าควรจะซื้อเกมไหนดี แต่เท่าที่ลองเล่นแค่ angry birds ก็จอใหญ่เต็มตา ลื่นดี
  • pulse news reader เนียนดี
  • dropbox, evernote มี iPad app โหลดฟรี
  • ธุรกิจบ้านเราหลายเจ้ามี app ให้โหลดแล้ว เท่าที่กวาดๆ ตาดูก็มีนิตยสารอย่าง mars, FHM, ดิฉัน

ตอนนี้ทดสอบดูเท่านี้ ยังไม่ได้เทสเรื่องดูหนังฟังเพลงสักเท่าไหร่ ความรู้สึกรวมๆ คือ มันใช้งานได้ลื่นดี ไม่มีติดขัด หน้าตาสวยงาม แต่จะมีขัดใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นที่ความไม่คุ้นเคย หรือยังมีศรัทธาในตัว iOS ไม่เพียงพอก็เป็นได้

ปล. เขียนและโพสต์ด้วย wordpress for iPad

Barcamp Bangkok 5

เพื่อไม่เป็นการละเลยกฎของ BarCamp ข้อสอง “You do blog about BarCamp” ก็ขอบันทึกลง blog ไว้สักหน่อย

BarCamp Bangkok ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ห่างจากครั้งที่ 4 ไปปีกว่า (แต่ระหว่างนั้นก็มีคนจัด BarCamp Bangkhen ไปสองรอบ) รูปแบบของงานเปลี่ยนไปจากงานครั้งอื่นๆ เยอะ จากงานที่มีคนเข้าร่วมหลายร้อยคน (ครั้งที่ 2-4) ก็เหลือแค่ไม่ถึงร้อยคน ตัดรายละเอียดรุงรังที่ทำให้การจัดงานวุ่นวายโดยไม่จำเป็นออกนั่นคือ

  • ไม่เลี้ยงข้าว
  • ไม่มีแจกเสื้อ
  • ไม่มีเน็ตฟรี

บวกกับการจำกัดจำนวนคนเข้าร่วม (เนื่องจากสถานที่ไม่ใหญ่) บังคับให้คนลงทะเบียนต้องระบุหัวข้อที่จะพูดก่อนวันงาน ทำให้ BarCamp คราวนี้เป็นงานที่มีหัวข้อน่าสนใจเยอะกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาอย่างชัดเจน

session ที่ได้เข้าก็มีเรื่อง Hadoop / OpenStreetMap / Websocket / MeshBKK / CDN / Manycore System แล้วก็พูดเองไป session นึง

ตอนแรกที่ลงทะเบียน กะว่าจะพูดเรื่อง PHP Microframework แต่ตอนหลังเปลี่ยนใจมาพูดเรื่อง Firefox OS แทน สไลด์ประกอบก็ตามด้านล่าง

ด้วยรูปแบบที่จำกัดคนเข้าร่วมสกรีนคนประเภท มาหาเพื่อน/มาฟังคนดัง/มาเอาเสื้อฟรี ออกไป ทำให้บรรยากาศในงานเอื้อต่อการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างคนที่มาร่วมงานด้วยความสนใจจริงๆ ไม่ค่อยมีจับกลุ่มคุยเฉพาะเพื่อนตัวเอง

Free Beer
ถ้าจัดงานในมหาลัย ก็ไม่สามารถมีอะไรแบบนี้ได้

ก็ขอบคุณคณะจัดงานทุกท่าน ที่ทำให้ BarCamp Bangkok กลับมาสนุกอีกครั้ง

Redesign

วันนี้มีเวลาว่างๆ ทั้งวัน ได้โอกาสทำเรื่องที่อยากทำมานานแล้วคือ ย้าย pittaya.com จากโฮสติ้งเดิมที่เป็น shared host ของ site5 มาอยู่บน cloud สักที

เรื่องการใช้งานก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่รู้สึกว่าการบริหารจัดการผ่านหน้า web interface มันไม่ถนัด แล้วบนโฮสต์ก็มีของที่ไม่ใช้แต่ไม่ได้ลบออก เละเทะไม่ค่อยเป็นระเบียบ รวมทั้งสัญญาเช่าจะหมดเอาปลายเดือนนี้แล้วด้วย ก็เลยได้จังหวะย้ายเสียเลย

คำถามแรกที่เจอคือ จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ซึ่งตัวเลือกยอดฮิตก็มี 3 ยี่ห้อใหญ่ คือ EC2 ของ Amazon, Azure ของ Microsoft หรือว่า GCE ของ Google แต่ละเจ้าก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป สุดท้ายก็เลือกเอา EC2 ของ Amazon เพราะเคยใช้มาก่อนแล้ว คุ้นเคยที่สุด ขี้เกียจอ่าน document เพิ่มเติม

เนื่องจากว่าเป็น blog เล็กๆ คนเข้าไม่เยอะ เลือกใช้เครื่องแบบถูกสุดของ Amazon ก็น่าจะพอ โดยเครื่องที่ใช้เป็น EC2 แบบ micro instance รัน Ubuntu 12.04 LTS / Nginx / PHP-FPM / MariaDB ตามมาตรฐานทั่วไป

หลังจากย้ายโฮสติ้งมาที่ใหม่แล้ว ก็ถือโอกาสเปลี่ยน theme ใหม่ไปด้วยเลย ทีแรกก็หา theme ที่เป็น responsive แบบ minimal นิดนึงแต่ไม่เจอถูกใจสักอัน เลยตัดสินใจทำเอง โดยใช้ theme Bones เป็นพื้นฐาน หน้าตาก็ลอกๆ มาจากหลายที่ เอามาปรับเอา

ตอนนี้ถ้าเปิดดูบน PC / Tablet / Mobile ก็ควรจะดูดีหมดทุก device ละ (ทดสอบบน Firefox / Chrome / Mobile Safari – แต่บน IE อาจจะพัง เพราะไม่ได้ลอง)