เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (หลายเดือนแล้ว) ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นและแวะไปสักการะศาลเจ้าโนกิที่โตเกียวมาครับ

ศาลเจ้าโนกิ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในย่านโนกิซากะ (Nogizaka – 乃木坂) คำว่า “ซากะ (坂)” ในชื่อย่านแปลว่า เนิน, ทางลาด ซึ่งก็ตรงกับลักษณะแถบนั้นที่เป็นเนินหลายเนินอยู่ นอกจากโนกิซากะแล้วก็ยังมีโทริอิซากะแล้วก็อาคาซากะด้วย

การเดินทางมาก็ไม่ลำบาก มีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro สาย Chiyoda วิ่งผ่าน ลงที่สถานี Nogizaka ได้เลย จุดสำคัญคือต้องออกประตู 1 ไม่งั้นเดินไกลมาก

ความสำคัญของศาลเจ้าโนกิและย่านโนกิซากะก็คือ เป็นบ้านเกิดของวง Nogizaka46 นั่นเอง

ถ้าเทียบกับไอดอลคู่แข่งอย่าง AKB48 แล้ว Nogizaka46 เป็นวงที่ไม่มีสถานที่ประจำสำหรับแสดงสดแบบเดียวกับที่ AKB48 มีฐานที่มั่นอยู่ที่อากิฮาบาระ แต่ชื่อ Nogizaka ในชื่อวงมีที่มาจากตึก SME Nogizaka Building ของ Sony Music Entertainment สถานที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงซึ่งตั้งอยู่แถวนี้

นอกจากนี้แล้ว Toumei na Iro (透明な色) อัลบั้มแรกของวง ยังใช้ภาพบรรยากาศรอบๆ ศาลเจ้าโนกิประกอบภาพเมมเบอร์ใน booklet ของอัลบั้มด้วย

วันนี้นอกจากจะมาศาลเจ้าโนกิแล้ว ก็ตามมาดูสถานที่จริงใน booklet ด้วยอีกหนึ่งอย่าง

Nogizaka station

ทางออกสถานี Nogizaka

Nogizaka station

สถานีโนกิซากะ อยู่ระหว่างสถานี Omotesando ถนนสายแฟชั่นกับสถานี Akasaka ที่เป็นย่านหรูดูมีอันจะกินหน่อย

Nogizaka station

สถานีเล็กๆ ธรรมดาๆ มีแค่ 2 ชานชาลาเท่านั้น

Nogizaka station

อีกชานชาลาหนึ่ง

Nogizaka46

เทียบกับภาพจาก booklet

Matsui Rena

เรนะซัง นักเรียนแลกเปลี่ยน (ณ ขณะนั้น)

Suzuki Ayane

อาจัง

Ikuta Erika

คุณหนูเอริกะ

นอกจากในสถานีแล้ว ใน booklet ยังมีภาพจากบริเวณรอบๆ ด้วย

Hatanaka Seira

เซย์ตัน

Wada Maaya

มายะ

Sakurai Reika

กัปตันเรย์กะ

Saito Asuka

อาชุ

Nishino Nanase

นาจัง อยู่หน้าทางเข้าศาลเจ้าโนกิเลย

Ito Marika

มาริกะ

เดินถ่ายรูปรอบนอกได้สักพัก ก็ได้เวลาเข้าไปชมบรรยากาศในศาลเจ้า

Nogi Shrine

ศาลเจ้าดูเงียบๆ ไม่ค่อยจะมีคน

Nogi Shrine

ด้านในศาลเจ้า

ถึงแม้ว่าวง Nogizaka46 จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาลเจ้านี้เลยนอกจากมาถ่าย booklet ในอัลบั้ม แล้วก็มีเมมเบอร์มาเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะตอนปีใหม่ แต่ด้วยการที่มีชื่อพ้องกับชื่อวง ทำให้เหล่าแฟนๆ มักจะแวะเวียนมาที่ศาลเจ้านี้กัน

Nogi Shrine

แผ่นป้ายขอพรก็มีเขียนเรื่องเกี่ยวกับวง

Nogi Shrine

แผ่นป้ายวาดรูปโดอิยะซัง มาสค็อตของเมมเบอร์คนหนึ่งในวงก็มี

ถ้ามาแล้วเจอคนหน้าตาไม่น่าเข้าศาลเจ้า แต่มีพร็อพสีม่วงๆ ติดตัว ให้เดาไว้ก่อนว่าเป็นแฟนไอดอล

Shiraishi Mai

ไมยัง

Kitano Hinako

คีจัง

Wakatsuki Yumi

ยูมิ

Hoshino Minami

มิจัง

Eto Misa

มิสะเซ็มไป

ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าบ้าง

Higuchi Hina

ฮินะจิมะ สังเกตว่าตึกซ้ายมือนี่คือตึก SME Nogizaka ของ Sony

SME Nogizaka Building

ที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงก็อยู่ที่ตึกนี้แหละ

Terada Ranze

รันรัน

Yamazaki Rena

เรนะจิ

ที่จริงแล้วยังมีรูปของเมมเบอร์คนอื่นใน booklet อีก แต่ดูไม่ออกว่าไปถ่ายกับวิวแถวไหน ก็เลยเก็บภาพมาได้เท่านี้

ก่อนหน้าที่จะไปประมาณเดือนนึง ทางวงก็ร่วมมือกับ Tokyo Metro จัดแสดงภาพโปสเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคนพร้อมลายเซ็นไว้ในทางเดินของสถานี Nogizaka นี่ด้วย เสียดายว่าตอนที่ไปนี่เค้าเก็บไปหมดแล้ว ภาพบรรยากาศดูได้จาก blog ของกิฟุโตะซัง

สำหรับแฟนๆ ของวง ถ้ามีโอกาส ก็ควรไปสักการะที่นี่ให้ได้สักครั้งครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #10 : Sayonara Tokyo

มาถึงวันสุดท้ายของทริปคราวนี้แล้ว ไฟลท์กลับเป็นช่วงบ่ายๆ ที่สนามบินนาริตะ ทำให้ช่วงเช้าพอมีเวลา เก็บข้าวของเสร็จก็ออกไปเดินเล่นถ่ายรูปชิลๆ

Asakusa

แถว Asakusa ช่วงเช้าที่ฝนตก

Asakusa

บ้าน (?) เก่าซ่อนในหมู่ตึก

Wonda

อรุณสวัสดิ์กับชิโนดะ มาริโกะ

Dragonball Z

Dragonball Z กระป๋อง โกคูเป็นรสไซเดอร์ ส่วนเบจิต้าเป็นรสโค้กซีโร่

Japan Election

โปสเตอร์เลือกตั้งของจริง มีชื่อผู้สมัครตัวโตๆ ว่าแต่ไม่มีหมายเลขให้เลือกกาเหรอ?

Evangelion

ร้านขายเครื่องสำอางมีน้ำหอม Evangelion ของด้วย

Evangelion

อันนี้ยาหยอดตา (มั้ง)

NMB48

มีโกนหนวดรุ่น Samurai Edge พรีเซ็นเตอร์โดยสาวๆ NMB48

Wonda

โฆษณากาแฟ Wonda เห็นทั่วบ้านทั่วเมือง

Meganekko

รวมสาวแว่น

ปลาไหล

ผ่านร้านข้าวหน้าปลาไหลเจ้าดัง ขนาดฝนตกคนยังรอคิวกันเพียบ

Denny's

รอคิวไม่ไหวเดี๋ยวจะตกเครื่อง เดินเลยไปฝากท้องที่ Denny’s แทน

กินข้าวเสร็จ กลับที่พัก เช็คเอาท์ให้เรียบร้อย แล้วก็นั่งรถไฟจาก Asakusa ไปสนามบินนาริตะ

Train

วิวข้างทาง มีแต่ทุ่งนา

พอมาถึงนาริตะ เห็นคิวต่อแถวเช็คอินของการบินไทยแล้วเครียด ยาวมากๆ ต่อแถวอยู่สักชั่วโมงนึงได้กว่าจะถึงคิว พอเสร็จเรียบร้อย ผ่านตรงที่ตรวจร่างกาย ก็แทบไม่เหลือเวลาเดินซื้อของใน Duty Free ได้แวะแค่ร้านของฝาก ซื้อ Tokyo Banana กับ KitKat (ของฝากมาตราฐาน) ก็หมดเวลาแล้ว

SKE48

Flight กลับมี SKE48 ให้ฟังด้วย

Kyary Pamyu Pamyu

Kyary Pamyu Pamyu ก็มี

On the plane

ในรูปตรงปลายปีกเครื่องบิน เห็นลิบๆ นั่นไม่รู้ว่าใช่ภูเขาไฟฟูจิหรือเปล่า

บินตรงกลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ เป็นอันจบทริปนี้

โตเกียวเที่ยวเอง #9 : Makuhari Messe

หนึ่งในเหตุผลที่มาโตเกียวในช่วงนี้ก็คือ มางานอีเวนต์จับมือของวง AKB48 ที่จัดในช่วงนี้พอดี โดยสถานที่จัดคราวนี้คือ Makuhari Messe จังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโตเกียว

การเดินทางก็นั่งรถไฟออกจากโตเกียวมาประมาณ 50 นาที ลงที่สถานี Kaihinmakuhari

Chiba Marines

ออกจากสถานีมาก็จะเจอห้าง Plena ต้องเดินอ้อมไปทางด้านขวาของห้าง ถึงจะไปยัง Makuhari Messe ได้

ส่วนตัวมาสค็อตที่อยู่ด้านหน้านี่เป็นของทีมเบสบอล Chiba Marines ซึ่งมีสนามเหย้าอยู่ใกล้ๆ นี้

Kaihinmakuhari

อันนี้ถ่ายย้อนกลับไปทางสถานีรถไฟ จะเห็นคนทยอยมากันเรื่อยๆ

Makuhari Messe

เดินอ้อมห้างไป ข้ามสะพานลอย แล้วก็จะเจอกับ Makuhari Messe ซึ่งจะเป็น hall ขนาดใหญ่ อารมณ์ประมาณ Impact challenger hall บ้านเรา งานอีเวนต์ของ AKB48 ในเขตโตเกียวถ้าไม่จัดที่นี่ก็จะจัดที่ Tokyo Big Sight

Makuhari Messe

ระหว่างทางมี staff ถือป้ายบอกทางตลอด หรือเดินตามฝูงชนไปยังไงก็ไม่หลงทาง

งานจับมือของ AKB48 สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย ก็คือเวลาเราซื้อซีดีของวงจะได้บัตรจับมือแถมมาด้วย ซึ่งเอามาใช้เข้างานแบบนี้ได้ (ประเภทของบัตรจับมือมีกี่แบบ มีกติกายังไง ซื้อด้วยวิธีไหน ขอละไว้ละกัน รายละเอียดมันเยอะ)

Makuhari Messe

สีสันของงานจับมือนอกจากจะได้มาเจอกับเมมเบอร์ AKB48 ตัวเป็นๆ แล้วยังมีมุม trade ของ (เช่น รูปสะสม) สำหรับแฟนๆ มีแฟนๆ กลุ่มที่คอสเพลย์มางานกันแบบจัดเต็ม

AKB48 Handshake Event

อันนี้คอสเพลย์นะ ไม่ใช่แก๊งซิ่งของจริง

ในงานก็จะมี verify ตัวตนกันเล็กน้อยเพื่อป้องกันคนมั่ว มีบอร์ดแปะไว้ว่าต้องเตรียมเองสารยืนยันตัวตนอะไรบ้าง เห็นตัวอย่างหลักฐานของชาวต่างชาติแล้วก็ตลกดี

Identity

พาสปอร์ตไทย ชื่อ ฉัน นามสกุล น่ารัก ?

งานนี้เป็นงานจับมือหนแรกที่เคยมาร่วมก็ทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่บังเอิญเจอ Admin B จากเว็บ 48.in.th คนเดิมที่เจอที่ตลาดปลาวันก่อน ช่วยเหลือมั่วๆ กันไปได้

เนื่องจากเป็นครั้งแรก ไม่ประสาอะไรมาก มีบัตรจับมือสองใบ ก็ได้จับมือสองคนคือ Hirata Rina กับ Oya Shizukaถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้จับมือกับไอดอลตัวเป็นๆ บางคนที่ซื้อซีดีหลายแผ่นก็จะได้บัตรจับมือหลายใบ ได้จับมือกับหลายคน เป็นการตลาดสไตล์ AKB48 ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายซิงเกิ้ล Sayonara Crawl ถล่มทลายถึง 1.9 ล้านแผ่น

จบจากงานจับมือแล้วไม่มีโปรแกรมอะไรเป็นพิเศษ เลยไปเดินเล่นแถว Akihabara อีกสักรอบ

Curry

เจอร้านข้างแกงกะหรี่คิงคอง (จริงๆ มันชื่อ Go go kare) ที่เคยเห็นโลโก้บนเสื้อ uniqlo ที่ขายในบ้านเรา ก็เลยลองเข้าไปกินดู

Kare

กดตู้เมนูหน้าร้าน เลือกข้าวแกงกะหรี่หมูทอด ได้ออกมาหน้าตาแบบนี้ ปัญหาคือมีให้แต่ส้อม ไม่มีช้อน พอหันไปดูคนอื่นในร้านเค้าก็ใช้ส้อมกินกันหมด ก็เลยต้องทำตามคนญี่ปุ่นไป

เดินผ่านตึก Belle Salle ที่จัดงานนิทรรศการเลือกตั้งวันนี้ดูมีกลุ่มแฟนๆ AKB48 เยอะเป็นพิเศษ

SKE48

AKB48

เสื้อสวยดี แต่ไม่เห็นมีขายที่ไหน

AKB48 Cafe

หน้า Cafe ก็ยังมีคนต่อคิวเข้าเหมือนเดิม

Sumida River

กลับมาถึงที่พักแล้วก็ขึ้นไปชั้นดาดฟ้าเพื่อเก็บภาพวิวแม่น้ำสุมิดะยามค่ำคืน ก่อนจะไม่มีโอกาสเพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในทริปครั้งนี้แล้ว

โตเกียวเที่ยวเอง #8 : ตลาดปลา Tsukiji / Science Museum

ผมรู้จักชื่อตลาดปลา Tsukiji ครั้งแรกจากการ์ตูน ไอ้หนุ่มซูชิ (สำนักพิมพ์บูรพัฒน์ ออกมา 60 กว่าเล่มแล้ว ยังไม่จบ) เป็นการ์ตูนที่วาดตัวละครได้ไม่หล่อไม่สวยเลย พล็อตเรื่องก็ cliche มากๆ แต่จุดเด่นของเรื่องนี้คือภาพวาดซูชิที่ดูน่ากินมาก + ข้อมูลวัตถุดิบซูชิระดับละเอียดยิบ ทำให้ตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นแล้วก็จะขอไปดูตลาดปลา Tsukiji ให้ได้สักครั้งว่าเป็นยังไง

ไอ้หนุ่มซูชิ

ภาพปกเอามาจากเว็บ ToonZone

ตลาดปลา Tsukiji เป็นตลาดขายปลาและอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ภายในแบ่งเป็นโซนตลาดปลากับโซนขายของ+ร้านอาหาร โดยโซนตลาดปลาจะให้คนทั่วไปเข้าไปได้หลัง 9 โมงเช้าเท่านั้น ส่วนโซนขายของคนทั่วไปมาเดินได้ตั้งแต่ตลาดเปิด

ตรงโซนนี้มีร้านซูชิเปิดอยู่หลายร้าน แต่ร้านที่ดังที่สุดคือร้าน ซูชิได (寿司大) ที่ต้องต่อคิวรอกินกันนานมาก ผมพยายามตื่นเช้านั่งรถไฟใต้ดินมา ไปต่อคิวเอาราวๆ 6 โมงครึ่ง ก็เจอคนมาก่อนหน้าเป็นสิบแล้ว (บังเอิญเจอแอดมิน B แห่งเว็บ 48.in.th ต่อคิวอยู่ด้วย) กว่าจะได้กินก็รอไปราวๆ 3 ชม. ถ้าใครจะมากินแบบไม่เสียเวลา แนะนำให้หาที่พักใกล้ๆ ตลาด Tsukiji นี่หรือไม่ก็นั่งแท็กซี่เอา (ร้านเปิดตีสี่ครึ่ง)

ตลาดปลา Tsukiji

ระหว่างรอก็ถ่ายรูปไปเรื่อย

ตลาดปลา Tsukiji

คนขับรถส่งของวิ่งกันขวักไขว่

ทางร้านเค้าจะจัดให้ลูกค้าเข้าไปเป็นชุด ชุดละ 12-13 คน ก่อนเข้าไปก็จะมีเซตเมนูให้ดูก่อน เลือกได้คือเซตใหญ่ 10+1 คำ 3,900 เยน กับเซตเล็ก 7 คำ 2,500 เยน เชฟจะปั้นมาให้ทีละคำๆ จนจบเซตแล้วถึงจะสามารถสั่งเพิ่มได้ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็สั่งเซตใหญ่กัน

ภายในร้าน Sushi Dai

ภายในร้านแคบมากๆ มีที่พอให้นั่งกินเท่านั้น ไม่ควรแบกข้าวของพะรุงพะรังอะไรเข้าไป จากในรูป ด้านหลังคนที่นั่งกันอยู่มีที่เหลือแค่ให้คนเดินได้คนเดียวเท่านั้น

พอเข้าไปนั่งแล้วทางร้านก็มีชา มีซุปให้ เชฟก็จะปั้นซูชิวางบนเคาท์เตอร์ไม้ด้านหน้ามาให้ทีละคำๆ ถ้าขิงดองหมดก็เติมให้ด้วย

Sushi Dai

หอยเม่นหลุดโฟกัส

Sushi Dai

อันนี้โทโร่

เซตใหญ่ 10+1 คำก็คือ เชฟเลือกให้ 10 คำ จบแล้วให้เราเลือกได้เองอีก 1 คำ ผมตัดสินใจไม่ถูก สุดท้ายก็เลือกโทโร่ไป เบ็ดเสร็จแล้วใช้เวลากินราวๆ 40 นาที ก็ออกจากร้านมาแล้วให้ลูกค้าชุดต่อไปเข้ามากิน

ถ้าไม่นับว่าต้องต่อคิวนานมากๆ แล้ว ถือว่าเป็นซูชิที่อร่อยและคุ้มราคามาก ราคานี้ในบ้านเราหาแบบที่ได้ปลาแบบนี้ยังยากเลย แต่ถ้าไม่อยากต่อคิว บางคนเค้าว่าไปร้าน Sushi Daiwa ใกล้ๆ กันเป็นของครอบครัวเดียวกัน อร่อยเหมือนกัน แต่คิวสั้นกว่ามาก

กินซูชิเสร็จ ตลาดปลาก็เปิดให้คนภายนอกเข้าได้แล้ว

Tsukiji

ด้านในตลาด

Tsukiji Fish Market

เครื่องแล่ปลาแช่แข็ง

Tsukiji Fish Market

ปลาหลากชนิด

ตอนที่เข้าไปดูราวๆ เกือบ 11 โมง หลายๆ ร้านก็เริ่มจะปิดกันแล้ว ก็เลยไม่ได้เห็นอะไรอาหารทะเลหน้าตาแปลกๆ มากซักเท่าไหร่

นอกจากนี้แล้วที่ตลาดปลา Tsukiji นี่ยังมีให้ดูการประมูลปลาทูน่าฟรีด้วย แต่ต้องมารับคิวตั้งแต่เช้ามืด (ราวๆ ตีสามเป็นต้นไป) ไม่แน่ใจว่าจะยังเปิดให้ดูจนถึงเมื่อไหร่ เพราะตลาดปลาที่นี่มีแผนจะย้ายไปตั้งที่อื่นแทนในไม่กี่ปีนี้ ถ้ามีโอกาสและเวลา ก็น่าลองแวะไปดูครับ

ออกจากตลาดปลา ก็แวะกลับไปที่สวน Ueno ที่ไปมาเมื่อวันก่อนเพื่อไปเก็บตก museum สองที่ คือ National Museum of Western Art กับ Science Museum ทั้งสองที่อยู่ติดกันเลย

เริ่มต้นที่ NMWA ก็เป็น museum ขนาดกะทัดรัด เดินไม่เกิน 2 ชม.ก็ทั่ว มีทั้งงานภาพเขียนและรูปปั้นของศิลปินตะวันตก ตั้งแต่ยุค Renaissance มาถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผมสนใจงานพวก Impressionist ก็มีให้ดูพอสมควร

NMWA

ด้านใน

Thinker

ในสวนมี The Thinker ของ Rodin ด้วย แต่ตัวนี้ไปดูที่ปารีสจะขลังกว่านะ

ออกจาก NMWA ก็เข้า Science Museum ที่อยู่ข้างๆ ได้ทันที

ที่ Science Museum นี่ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทั่วไปคือ เด็กเยอะมาก แล้วก็ของที่จัดแสดงก็จะออกไปในทางส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กมากกว่า แต่ในฐานะที่เคยเป็นเด็กที่อยู่ในประเทศที่ไม่มี Science Museum ดีๆ ให้ดู การได้มา museum แบบนี้ทีไรก็ตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง

Science Museum

กองทัพสัตว์จำลอง

Science Museum

อันนี้ให้ดูระบบทางเดินอาหารของวัว

Science Museum

โครงกระดูกไดโนเสาร์ก็มี

ไฮไลท์ของที่นี่ที่ไม่ควรพลาดคือ 360 Theater ที่ให้เราเข้าไปในห้องทรงกลม มีสะพานพาดจากฟากนึงไปอีกฟากนึง รอบๆ เป็นจอภาพฉายหนังสารคดีแบบ 360 องศา มุมมองเหมือนกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มีทั้งลอยอยู่บนฟ้า ดำลงไปใต้น้ำ ทำดีมาก ถึงแแม้เสียงบรรยายจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ดูวิดีโออย่างเดียวก็เข้าใจได้

นอกจากโซนชีวิตสัตว์โลกแล้วก็ยังมีวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ เช่นพวกโซนเครื่องจักร แร่ธาตุ พลังงาน ฯลฯ แต่ป้ายส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น ถ้าอ่านไม่ออกแล้วก็ลำบากหน่อย แต่ในภาพรวมแล้วถือเป็น museum ที่ทำได้ดีเลย

วันนี้ตอนเย็นมีนัดเจอมิตรสหายท่านหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงเวลานัดก็เลยไปเดินเล่นแถวสถานี Nippori เดินไล่ลงมาจนถึงสถานี Nezu

แถบ Nippori-Nezu ส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านคนธรรมดา บรรยากาศค่อนข้างสงบ ไม่พลุกพล่าน มีบ้านไม้เก่าๆ สวยๆ ให้อารมณ์ย้อนยุคเล็กน้อย

Nezu-Nippori

Nezu-Nippori

อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นอะไร

Nezu-Nippori

ร้านเปิดท้ายขายของแบบนี้ก็มี

เดินจนเหนื่อยก็แวะร้านกาแฟเก๋ๆ แถวนั้น ชื่อ Kayaba Coffee ถ้าขึ้นไปนั่งชั้นสองจะเป็นโต๊ะญี่ปุ่น + เสื่อทาทามิ มองออกไปนอกหน้าต่างชมวิวสวยๆ ได้

Coffee

Green Tea Cake

ลาเต้ร้อน + เค้กชาเขียวรสละมุน ไม่หวานจนเลี่ยน

พอถึงเวลานัดก็ไปเจอมิตรสหายท่านหนึ่งแถว Asakusa แต่พอดีมิตรสหาย OL ของมิตรสหายท่านนั้นชวนกินข้าวเย็น ก็เลยไปเจอกันแถวๆ Shinbashi แทน

ร้านที่ไปกินเป็นร้านแนว Izakaya คือพวกคนทำงานมากินกันหลังเลิกงาน เน้นกินกับ/ของเสียบไม้ย่าง + เบียร์/สาเก วิธีไปค่อนข้างลำบาก ต้องเข้าไปในตึกที่จำชื่อไม่ได้ แล้วกดลิฟต์ขึ้นไป เปิดออกมาแล้วเป็นร้าน Izakaya อลังการ แบ่งเป็นห้องส่วนตัวนั่งได้ประมาณห้องละ 5-6 คน ซาลารี่แมน+OL เต็มไปหมด

Izakaya

ถั่วเอาไว้กินเล่น

Izakaya

ของเสียบไม้ย่าง

Izakaya

โอโคโนมิยากิหน้าอะไรสักอย่าง

Izakaya

ฮัมบากุ

Izakaya

ซุปอะไรไม่แน่ใจ

มื้อนี้มิตรสหาย OL เลี้ยงด้วย เป็นมื้อที่อิ่มเอมมาก

โตเกียวเที่ยวเอง #7.2 : Ikebukuro / บ้านพัก Tokiwa

ออกจากย่าน Ebisu แล้ว นั่งรถไฟมาถึงย่าน Ikebukuro ฝนก็ยังตกอยู่ แต่ด้วยความตั้งใจมากินมื้อเที่ยงที่นี่ ทำให้เข้าไปกางร่ม ต่อคิวรอกินแบบไม่กลัวฝน

Ikebukuro

ฝนโตเกียวตกแบบที่จะกางร่มก็เกะกะ แต่ก็หนักเกินกว่าจะไม่กางร่มเลย

ร้านที่มากินเป็นมื้อเที่ยงคราวนี้คือ ราเมงซุปกระดูกหมู Mutekiya

Mutekiya

หน้าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้

Mutekiya

มีคนกางร่มรอกินเหมือนกัน คิวยาวใช้ได้ ยืนรออยู่ราวๆ 30 นาที กว่าจะได้เข้าไปกิน ระหว่างรอเค้าจะมีเมนูมาให้เลือกก่อน มีภาษาไทยด้วย รับประกันได้ว่าเป็นร้านที่คนไทยมากันเยอะ

ตอนสั่งนอกจากเลือกว่าจะเอารางเมงแบบไหนแล้ว ยังเลือกได้ด้วยว่าจะเอาเส้นเยอะหรือว่าเส้นน้อย (แต่ราคาเท่ากัน) คือได้ topping เหมือนกันหมดทุกอย่างต่างแค่ปริมาณเส้น อาจจะเหมาะกับสาวๆ ที่กินไม่เยอะเท่าไหร่

Mutekiya

ราเมงออกมาหน้าตาแบบนี้ ชามนี้ 890 เยน (ตอนนี้น่าจะขึ้นราคาตาม VAT ไปแล้ว) อร่อยคุ้มราคาและการเสียเวลาต่อคิว หมูนุ่ม ไข่ต้มได้สุกเป็นยางมะตูมกำลังดี น้ำซุปเข้มข้นซดจนหมดชามได้เลย

กินอิ่มแล้วก็ออกมาเดินต่อ ลัดเลาะซอยทางทิศใต้ของสถานี Ikebukuro เดินหาอยู่สักพัก จนในที่สุดก็ได้เจอกับ โรงเรียนสตรี Jiyugakuen Myonichikan

Jiyugakuen Myonichikan

หน้าตาโรงเรียนเป็นแบบนี้

ตัวอาคารของ Jiyugakuen Myonichikan เป็นผลงานการออกแบบของ Frank Lloyd Wright สถาปนิกชื่อดัง เมื่อก่อนที่นี่ก็เป็นโรงเรียนปกติ แต่ตอนหลังเค้าย้ายการเรียนการสอนไปที่ campus อื่นหมดแล้ว ที่นี่เลยเหลือไว้เป็นสมาคมศิษย์เก่า รับจัดงาน event ต่างๆ (เช่น จัดงานแต่ง) ถ้าไม่มีโปรแกรมอะไรก็เปิดให้คนภายนอกเข้าชม (เก็บเงินด้วย)

Jiyugakuen Myonichikan

สภาพด้านใน

Jiyugakuen Myonichikan

มีห้องโถงกลางให้คนแวะจิบชากินขนม ที่เห็นคนเยอะๆ นี่คือรอฝนซา

นอกจากนี้แล้วที่ Jiyugakuen Myonichikan นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำ PV เพลง Ue Kara Mariko ของ AKB48 ด้วย

PV เพลง Ue Kara Mariko ถ่ายทำที่นี่กันทั้งเพลงเลย

รอฝนซา ออกจากโรงเรียนสตรีมาแล้ว ที่ต่อไปที่ไปเยือนคือบ้านพักโทคิวะ สถานที่ในตำนาน อพาร์ตเมนท์สองชั้นเก่าๆ ที่นักเขียนการ์ตูนไส้แห้งหลายคนเคยอาศัยอยู่ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นตำนานของวงการการ์ตูนญี่ปุ่น เช่น เทสึกะ โอซามุ (คนเขียน Black Jack, เจ้าหนูอะตอม, ฯลฯ), ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ (คนเขียนโดราเอมอน), อิชิโนโมริ โชทาโร่ (คนเขียนไซบอร์ก 009)

ที่ตั้งของบ้านพักนี่จะอยู่ในซอยระหว่างสถานี Ochaiminaminagasaki กับ Shiinamachi (พิกัด)

บ้านพัก Tokiwa

ไปถึงที่แล้วมีอนุสาวรีย์เล็กๆ เป็นบ้านพักจำลอง มีป้ายบอกประวัติ และแผนผังบอกว่านักเขียนคนไหนอยู่ส่วนไหนของบ้าน

บ้านพัก Tokiwa

ส่วนบริเวณที่เคยเป็นบ้านพักจริงๆ ตอนนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นไปละ

จบจากบ้านพักโทคิวะแล้วก็เดินทางกลับที่พัก เก็บข้าวของ ตั้งใจว่าจะออกไปหา Horumon กิน ลองถามที่ hostel ดูเค้าก็แนะนำมาร้านนึงชื่อ Gyu-Kaku 牛肉 อยู่ใกล้วัดเซนโซจิ ไม่ไกลจาก hostel นัก

คำว่า Horumon (ホルモン) จริงๆ มันคือ เครื่องในสัตว์เอามาย่างกินน่ะเอง มีที่มาจากคำว่า ฮอร์โมน ในความหมายว่าเป็นสารกระตุ้น (คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นอาหารเสริมพละกำลัง) รวมทั้งยังพ้องกับคำว่า 放る物 ในสำเนียงคันไซ ที่แปลว่าความหมายว่า ของที่ไม่เอาแล้ว ด้วย (ของเหลือหลังจากเอาส่วนที่เป็นเนื้อไปหมดแล้ว)

ที่อยากกินเพราะดันไปอ่านการ์ตูนเรื่อง เนื้อย่างจานเด็ด เข้า (สยามอินเตอร์คอมมิค 3 เล่มจบ) ก็เลยได้รับรู้วัฒนธรรมการกินเครื่องในย่างจนต้องมาหาลองของจริง (แต่ต้นตำรับแท้ๆ เค้าว่าต้องไปกินแถบโอซาก้า)

เนื้อย่างจานเด็ด

ปกเวอร์ชันญี่ปุ่นหน้าตาแบบนี้

Horumon

ตอนสั่งก็ดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ได้แต่ชี้ๆ ไม่รู้ชื่อเรียกสักอย่าง

Horumon

ตอนกินจะเคี้ยวสนุกกว่ากินเนื้อย่าง texture จะต่างกันออกไปตามชนิดของเครื่องใน

Horumon

ก็อร่อยเกือบหมด ยกเว้นอันที่หน้าตาคล้ายๆ ตับจะธรรมดาไปหน่อย

Horumon

มีเตาย่างให้ ถ้าเอาตามในการ์ตูนก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงที่เนื้อจะร่ำร้องออกมาว่า “พลิกฉันสิ” แล้วกะเวลาพลิกให้พอดี จะได้รสชาติที่อร่อยที่สุด

Suntory

สั่งเบียร์ Suntory เย็นๆ มากินด้วย เข้ากันมากๆ

โตเกียวเที่ยวเอง #7 : Tearoom Tane / Museum of Yebisu Beer

มื้อเช้าของวันที่ 7 ในโตเกียวจะออกไปกินไกลสักหน่อย โดยไปถึงสถานี Takashimadaira ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโตเกียว นั่งรถจากที่พักตรง Asakusa ก็ราวๆ สามต่อ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

ร้านที่ไปชื่อว่า ティールームタネ (Tearoom Tane) ก็เป็นคาเฟ่ธรรมดา ขายกาแฟ ขายอาหารทั่วไปนี่แหละ

หน้าร้าน Tearoom Tane

เมนูหน้าร้าน Tearoom Tane

ความพิเศษของ Tearoom Tane นี่อยู่ที่ว่าเป็นร้านของครอบครัวของ Minegishi Minami หนึ่งในสมาชิก AKB48

Tearoom Tane

ในร้านก็จะมีมุมรวมผลงาน + ของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ

Tearoom Tane

รวมซีดีที่ออก + ลายเซ็นเพื่อนฝูงในวง AKB48

Tearoom Tane

โมเดลจากในละคร Majisuka Gakuen

จังหวะที่ไปเป็นตอนเช้า ก็จะมีชุดอาหารเช้าเสิร์ฟ มีให้เลือกหลายเมนู ราคากลางๆ มาตรฐานร้านญี่ปุ่น

Tearoom Tane

สั่งเมนูขนมปัง ไส้กรอก ไข่ต้ม กาแฟ มาตรฐาน รสชาติถือว่าดีทีเดียว

ทางร้านมีบัตรสะสมแต้มให้ด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้มาสะสมแต้มอีกเมื่อไหร่ ตอนจ่ายเงินคุณป้าที่แคชเชียร์เก็บเงินเห็นท่าทางเหมือนพวกแสวงบุญไอดอล เลยชวนคุย แต่ด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่จำกัดก็ตอบได้แค่ว่ามาจากเมืองไทย ที่เหลือฟังไม่ออก orz

พิกัด, รีวิวใน tabelog สำหรับคนที่อยากไปแสวงบุญบ้าง ร้านเปิด 9:00-18:30 ปิดวันอังคาร

ย่านต่อไปที่จะไปคือย่าน Ebisu ซึ่งเค้าว่าเป็นที่บูติก+คูลๆ ว่าจะไปเดินชมบรรยากาศ หามุมสวยๆ ถ่ายรูป แต่ฝนที่ตกปรอยๆ ในตอนเช้ากลายมาเป็นฝนหนักจนออกไปเดินกลางแจ้งไม่ได้

เมื่อออกไปไหนไม่ได้ ก็ตัดสินใจเปลี่ยนโปรแกรมเป็นเข้าไปเดินในพิพิธภัณฑ์เบียร์ Yebisu ที่อยู่แถวนั้นแทน

พิพิธภัณฑ์จะอยู่ในบริเวณที่ชื่อว่า Ebisu Garden Place ซึ่งจากสถานีรถไฟสามารถเดินผ่านทางเดิน Ebisu Skywalk ไปได้ ไม่เปียกฝน

Ebisu

ทางเดิน Ebisu Skywalk

Sapporo

โฆษณาตรงทางเดิน อัตจังเลือก Sapporo

Ebisu

ลานกว้างของ Ebisu Garden Place

พิพิธภัณฑ์เบียร์ Yebisu จะอยู่ข้างๆ ของลานนี้

Museum of Yebisu Beer

ทางเข้าหน้าตาแบบนี้ มีเบียร์ตั้งอยู่ 2 กระป๋องใหญ่

Museum of Yebisu Beer

เข้ามาแล้วจะเจอแบบนี้

พิพิธภัณฑ์อันนี้เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ขนาดก็ไม่ใหญ่ กะคร่าวๆ แล้วเล็กกว่า TCDC บ้านเราเสียอีก

Museum of Yebisu Beer

มีส่วนจัดแสดงบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเบียร์ Yebisu

Museum of Yebisu Beer

เบียร์ขนาดต่างๆ

Museum of Yebisu Beer

เบียร์ Yebisu ไปโผล่อยู่ในการ์ตูนในตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion ด้วย

พอเดินออกมาจากส่วนจัดแสดงแล้วจะมาเจอกับส่วนขายของ ซึ่งก็คือเบียร์พร้อมกับแกล้ม ให้ลองกินกันใน museum นี่เลย แต่ราคาออกจะสูงอยู่สักหน่อยและไหนๆ ก็กำลังจะไปหาข้าวกลางวันกินอยู่แล้ว ก็เลยออกมาได้โดยไม่เสียเงิน

ตอนถัดไปจะไปกินมื้อเที่ยงที่ Ikebukuro ครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #6.2 : Omotesando / Shinjuku

ต่อจากตอนที่แล้ว ที่ไปดู National Art Center โปรแกรมถัดไปคือไปเดิน Omotesando ถนนเส้นที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées ของญี่ปุ่น จาก National Art Center เดินต่อไปราวๆ 1 กิโลเมตรก็ถึง หรือถ้าคนที่ไม่อยากเดินก็ไปลงรถไฟใต้ดินสถานี Nogizaka แถวนั้นไปขึ้นที่ Omotesando ก็ได้

Nogizaka

ทางลงรถไฟใต้ดินสถานี Nogizaka บ้านเกิดของวงไอดอล Nogizaka46 คู่แข่งอย่างเป็นทางการของ AKB48

Omotesando เป็นถนนที่วางผังได้สวยงาม มีต้นไม้สองข้างทางร่มรื่น มีร้านรวงหรูหราทั้งสองฟากถนน แต่อารมณ์จะคนละแบบกับ Champs-Élysées ที่ปารีส คือนอกจากเรื่องความกว้างของถนนที่ปารีสกว้างกว่าเยอะแล้ว บรรยากาศที่ Omotesando นี่ดูเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัวแบบตะวันออก ร้านหรูที่ตั้งอยู่ก็ไม่ได้จงใจสร้างให้อู้ฟู่โดดเด้ง แต่ดูแล้วกลืนไปกับถนนมากกว่า

Omotesando

Omotesando Free WiFi

มีฟรี WiFi ให้เล่นตามถังขยะ

Omotesando

ตรอกที่แยกออกจากถนนหลัก ก็ดูเล็กๆ น่ารักสไตล์ญี่ปุ่น

Omotesando

Omotesando

ช่วงกลางๆ ความยาวของถนนจะมีห้างชื่อ Omotesando Hills อยู่ เป็นห้างหรูที่ออกแบบภายในได้สวยมาก ถ้าใครมีโอกาสได้ไปแนะนำให้ลองเข้าไปชม

Omotesando Hills

มุมนี้เป็นซีก Dojun Wing ซึ่งเป็นปีกหนึ่งของ Omotesando Hills ที่เมื่อก่อนเป็นอพาร์ทเมนต์เก่า เอามาปรับปรุงใหม่

เดินไปจนสุดถนน Omotesando จะเจอกับห้าง Tokyu Plaza ตรงหัวมุมที่มีทางเข้าเป็นเอกลักษณ์

Tokyu Plaza

แฟนๆ Nogizaka46 อาจจะคุ้นๆ เพราะนี่คือจุดที่ถ่ายทำ MV ของเพลง Sekai de Ichiban Kodoku na Lover น่ะเอง

Nogizaka46 - Sekai de Ichiban Kodoku na Lover

เทียบกับใน PV

ด้านบนของห้างเป็นดาดฟ้า มีสวนหย่อม มีเก้าอี้นั่งพัก ซื้อกาแฟไปนั่งชิลได้

เลยจากตรงนี้ เลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็จะไปเจอถนน Takeshita ซึ่งเป็นถนนแฟชั่นของย่าน Harajuku น่ะเอง วันก่อนที่ได้มาเดิน รีบไปหน่อย เพราะว่าคนเยอะ วันนี้คนไม่เยอะมากเลยได้โอกาสเดินสบายๆ ไม่ต้องรีบ

Takeshita Street

Harajuku

Harajuku

เดินทะลุ Takeshita Street แล้วก็จะมาถึงสถานีรถไฟ Harajuku เพื่อนั่งรถไฟต่อไปที่ Shinjuku

Harajuku Station

อีกฟากของสถานีติดกับศาลเจ้าเมจิ ก็เลยมีต้นไม้ขึ้นเขียวครึ้ม

พอมาถึงสถานีชินจูกุ ถ้าเดินผ่านชั้น B1 จะได้เจอ ricori ร้านเสื้อผ้าของ Shinoda Mariko (ที่เพิ่งไปเจอตัวจริงมา)

ricori

มีแต่เสื้อผ้าผู้หญิง และราคาก็แพงเกินกว่าจะซื้อมาฝากคนอื่น

ออกมาจากสถานีรถไฟ ลองมาเดินห้าง ビックロ ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นการเอาห้าง Bic Camera มารวมกับ Uniqlo ทำให้ในร้านมีขายทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าในที่เดียว ดูเหมือนจะเป็นห้างที่มีคนไทยไปเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะเสียงประกาศบรรยายสรรพคุณที่เปิดอยู่ในร้านที่เปิดวนไปวนมา นอกจากภาษาอังกฤษ เกาหลี จีน แล้วยังมีภาษาไทยด้วย

Bic Camera x Uniqlo

หน้าร้าน BicQlo

Robot Cafe

เดินอยู่ข้างถนน ก็มีรถขนหุ่นยนต์ตัวใหญ่โปรโมทบาร์อะไรสักอย่างวิ่งผ่านไป เหมือนจะเป็นตัวที่โผล่มาใน PV เพลง イキルコト ของ AKB48 ด้วย (เข้าใจว่า PV ถ่ายทำในย่าน Kabukijo ที่อยู่ใกล้ๆ)

บรรยากาศของ Shinjuku ตอนกลางคืนดูจะคึกคัก ร้านค้าเปิดกันดึก มีคนเดินกันขวักไขว่ทั้งคนท้องถิ่นแล้วนักท่องเที่ยว

Shinjuku at Night

ถ้าใครเคยดูหนัง Lost in Translation มาก่อน ในหนังก็ถ่ายทำกันที่นี่แหละ (เปิดเพลง Too Young ของ Phoenix ใน soundtrack ประกอบ)

Shinjuku

Shinjuku

ร้านคาราโอเกะที่ทางเข้าน่ากลัวมาก

Shinjuku

ร้านสำหรับพนักงานออฟฟิศเลิกงานดึก ได้แวะมาก่อนกลับบ้านเยอะมาก

Shinjuku

ถ้าเดินไปตามตรอกใกล้ๆ สถานีรถไฟ จะเจอร้านสไตล์ Izakaya น่าเข้าไปนั่งกินแต่ก็แอบแพงอยู่

จบจากตรงนี้ก็กลับที่พัก เตรียมตัวสำหรับวันต่อไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #6 : Zero Studio / National Art Center

วันที่ 6 ของการเที่ยวโตเกียวครั้งนี้ โปรแกรมแรกคือไป Zero Studio ที่สถานีโทรทัศน์ Nippon Television แถวย่าน Shinbashi แต่ก่อนไปก็หาร้านจานด่วนแถวที่พัก หยอดเหรียญ รับตั๋ว เข้าไปกินเอาแรงก่อน

Katsudon

เช้านี้เป็นคัตสึด้ง รสชาติพอถูไถ

ออกจากสถานี Shinbashi มาแล้วก็จะถึงหมู่ตึกของ Nippon Television เลย

Nihon Telebi

Zero Studio จะเป็นสตูดิโอถ่ายทำที่เป็นชั้นลอยอยู่นอกตัวตึก เป็นห้องกระจกใสมองหาไม่ยาก

Zero Studio

หน้าตาประมาณนี้

Zero Studio

เดินผ่านตอนยังไม่เริ่มถ่ายทำ

ที่มา Zero Studio ในวันนี้ก็เพราะว่าจะมีถ่ายทำรายการ PON! ซึ่งเป็นรายการสด และ 1 ในพิธีกรวันนี้ก็คือ Shinoda Mariko จาก AKB48 น่ะเอง

ถึงแม้ฝนจะตกปรอยๆ แต่บรรดาแฟนรายการก็ยังอุตส่าห์มาต่อคิวรอดูที่หน้าสตูดิโอกันอย่างคึกคัก

PON!

สังเกตในรูป ประตูสตูดิโออยู่ทางซ้าย หางแถวจะยาวไปทางขวา

ช่วงก่อนถ่ายทำจะมี รปภ.เอารั้วมากั้นไว้ พร้อมแปะป้ายห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอ ให้แฟนๆ ยืนเรียงแถวรอรับได้เฉพาะตรงทางเดินเท่านั้น จนกระทั่งถึงเวลา พิธีกรทั้งหลายก็จะเดินออกมาจากตัวตึก (เลยไปทางขวาของรูป) ลงบันไดมาแล้วเดินผ่านทักทายแฟนๆ จนถึงสตูดิโอก็จะเลี้ยวเข้าไปถ่ายทำรายการ แฟนๆ ที่อยากฝากของให้พิธีกรคนไหนจะมีผู้จัดการเดินตามมาเก็บของทีหลัง

ชิโนดะซามะตัวจริงนี่ดูมีออร่า เปล่งประกายไอดอลมาแต่ไกล ตอนเดินเข้ามาในระยะไม่ถึงสองเมตรเด็กสาวสองคนที่ยืนหลังรั้วกั้นใกล้ๆ ก็คุยกันซ้ำไปซ้ำมาว่า คาวาอี้เน้ ท่าทางจะปลื้มเอามากๆ

หลังจากถ่ายรายการจบ บรรดาพิธีกรก็จะเดินออกมาจากสตูดิโอ ผ่านแถวของแฟนๆ ให้ได้กรี๊ดกันอีกรอบ ก่อนจะกลับเข้าตัวตึกไป

หมายเหตุ – ลายแทงการมาดักรอดู PON! ได้มาจากบล็อก AKB Anything

โปรแกรมถัดไปคือไป National Art Center แถว Roppongi ที่ตอนนั้นมีจัดแสดงนิทรรศการ The Lady and the Unicorn อยู่พอดี

Subway

ระหว่างทางเจอป้ายสอนมารยาทการโดยสารรถไฟ

ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินแล้วรู้สึกหิว เลยจัดมื้อเที่ยงไปที่ Ippudo Ramen ร้านดังที่มีสาขาไปถึงสิงคโปร์และนิวยอร์ค

Ippudo

หน้าร้าน ต้องต่อคิวรอกินเหมือนร้านดังทั่วไป

Ippudo

บรรยากาศในร้าน

Ippudo Ramen

เครื่องปรุง

Ippudo Ramen

พอดีหิวมาก เลยสั่งเป็นเซตมีทั้งราเมง + ข้าวญี่ปุ่น + เกี๊ยวซ่า

น้ำซุปเข้มข้น หมูชิ้นใหญ่ นุ่ม กินกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ อร่อยคุ้มกับการต้องต่อคิว

จากร้านราเมง เดินให้อาหารย่อยราวๆ 500 เมตร ก็จะถึง National Art Center

National Art Center Tokyo

ตัวตึกด้านนอก

National Art Center Tokyo

มีที่ให้ฝากร่มด้วย

National Art Center Tokyo

National Art Center Tokyo

ตัวอาคารด้านในกว้างขวาง สวยงาม

The Lady and the Unicorn

ตั๋วเข้าดู The Lady and the Unicorn

The Lady and the Unicorn เป็นชุดของผ้าทอเป็นลวดลายหญิงสาวกับยูนิคอร์นจำนวน 6 ชิ้น แต่ละชิ้นใหญ่ประมาณ 3.5 x 3.5 เมตรได้ ห้าชิ้นในนั้นเค้าตีความได้ว่าเป็นภาพสื่อถึงสัมผัสทั้งห้า (taste, hearing, sight, smell, touch) ส่วนที่เหลืออีกชิ้นหนึ่งนักโบราณคดีก็ยังไม่แน่ใจ แต่เข้าใจกันว่าหมายถึงความรัก

ที่จริงแล้ว The Lady and the Unicorn นี่ต้องแสดงอยู่ที่ Museum de Cluny ที่ปารีส แต่ช่วงนั้นเป็นจังหวะดีที่เค้าเอามาแสดงชั่วคราวที่โตเกียวพอดี ถือเป็นโอกาสเหมาะ เพราะตอนที่ไปปารีสจำใจต้องตัด Museum อันนี้ออกเพราะเวลาไม่พอ ไม่คิดว่าจะได้มาแก้ตัวที่โตเกียวนี่

นอกจาก The Lady and the Unicorn นี่แล้ว ที่ National Art Center ก็ยังมีนิทรรศการอื่นหมุนเวียนให้ดูด้วย แต่ในนั้นเค้าไม่ให้ถ่ายรูป ก็เลยไม่มีรูปมาลง blog

มีต่อตอนต่อไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #5.2 : Shibuya

จากที่ไปเดิน Nakano Broadway ในตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟมาที่ชิบุย่า หนึ่งในย่านที่พลุกพล่านที่สุดของโตเกียว

สถานีรถไฟ

การเดินทางก็ใช้รถไฟเหมือนเดิม

นักท่องเที่ยวที่มาสถานีนี้ ปกติก็จะไม่พลาดที่จะไปดูรูปปั้นหมาฮะจิโกะ

ฮะจิโกะ

ออกจากสถานีชิบุย่าทางตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีทางออกชื่อ Hachiko Exit เลย หาไม่ยากนัก

แถวๆ รูปปั้นนอกจากพวกนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปแล้ว ยังเป็นจุดนัดพบของคนโตเกียวด้วย ทำให้มีคนยืนรอนัด ยืนสูบบุหรี่กันเต็มไปหมด

Dog on the floor

บนพื้นมีตรารูปหมาด้วย

หน้ารูปปั้นฮะจิโกะจะมีลานกว้างประมาณนึง วันที่ไปมีรณรงค์เรื่องการเมืองอะไรสักอย่าง มีปราศรัยบนหลังรถบรรทุกด้วย

Tokyo Protest

Tokyo Protest

อ่านไม่ออก ไม่รู้เค้าประท้วงเรื่องอะไร

จากลานกว้างตรงนี้ ถ้าหันหลังให้ฮะจิโกะ มองไปทางถนนใหญ่จะเห็นแยก Shibuya Scramble อันโด่งดัง

Shibuya

ถ่ายจากถนนดูไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไหร่ จะให้สวยต้องดูจากมุมสูง ซึ่งจุดที่วิวดีที่สุดคือ ให้ข้ามถนนไปที่ร้าน Tsutaya แล้วขึ้นไปชั้นบนที่เป็น Starbucks แล้วมองลงมา

Evangelion

ถือโอกาสเดินดู Tsutaya ไปในตัว ช่วงนั้น Evangelion 3.33 ออก DVD/BluRay พอดี

นอกจาก Evagelion แล้วก็ยังมีแผ่นจากคอนเสิร์ตงาน Request Hour ของ AKB48 ขายด้วย บูธใหญ่อลังการมาก

AKB48 Request Hour

มีจัดแสดงชุดจากเพลง Hashire Penguin ที่ได้รับการโหวตเป็นเพลงอันดับหนึ่งในงานครั้งนั้นด้วย

AKB48 Sousenkyo

เพิ่งผ่านการเลือกตั้ง AKB ไปหมาดๆ ก็เลยมีอันดับเลือกตั้งให้ดูกันด้วย

เดินขึ้นไป Starbucks ชั้นบน คนเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มาดูคนข้ามถนนนี่แหละ ก็ต้องรอจังหวะดีๆ แทรกเข้าไปหามุมติดกระจกเพื่อถ่ายรูป

Shibuya Scramble

ภาพจากมุมสูงก็จะออกมาประมาณนี้

ออกมาจาก Tsutaya แถวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นย่านร้านค้า มีห้างเล็กใหญ่เต็มไปหมด แต่พอดีไม่ได้เตรียมใจมาช้อป ก็เดินดูโน่นนี่เรื่อยเปื่อยไปแทน

Shibuya

รูปปั้นอะไรสักอย่าง

Toho Cinema

มีโรงหนัง Toho Cinema แต่เหมือนค่าตั๋วจะแพงเอาเรื่องอยู่

Shibuya

รถไฟใต้ดิน

เดินเที่ยวจนกระทั่งถึงเวลามื้อเย็น ก็ไปจบที่ร้าน Sushi no Midori ที่อยู่ในห้าง Shibuya Mark City ชั้น 4 เป็นร้านที่เหมือนจะดังในหมู่คนไทยอยู่

Sushi no Midori

หน้าร้านหน้าตาแบบนี้

ตามธรรมเนียมร้านดัง ก็ต้องต่อคิวรอกิน ไปตอนประมาณทุ่มนึงก็คิวยาวเป็นสิบคิว แต่ไปคนเดียวก็จะสบายกว่าไปเป็นกลุ่มตรงที่ถ้ามีที่นั่งว่างที่เดียว เค้าก็จะเรียกคนที่มาคนเดียวเข้าไปก่อน รวมๆ แล้วก็รอไม่ถึงครึ่ง ชม.

เวลาสั่งก็ชี้ๆ จากเมนูให้พนักงาน เลือกแบบเป็นเซ็ตก็สั่งง่ายดี

Sushi no Midori

อันนี้ออเดิร์ฟ เป็นมันปูกับวาซาบิยำกับอย่างอื่นอีก หอมอร่อยดี

Sushi no Midori

อันนี้เป็นเซ็ตที่สั่ง คุณภาพกับราคา เทียบกับบ้านเราแล้วถือว่าถูกมาก

Sushi no Midori

ปิดท้ายเป็นไข่ตุ๋นเห็ดหอม

กินเสร็จแล้วก็กลับที่พัก เตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น

Shibuya

มืดแล้ว แต่ผู้คนก็ยังพลุกพล่าน

Shibuya

ตอนข้ามสะพานลอย เพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ราวจับมีพิมพ์อักษรเบรลล์ไว้อำนวยความสะดวกให้กับคนตาบอดด้วย

Shibuya

ทางลงรถใต้ดินมีภาพเขียน The Myth of Tomorrow โดย Okamoto Taro เค้าว่าเป็นภาพเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

จากสถานีชิบุย่ากลับที่พักแถวอาซาคุสะ นั่งรถไฟใต้ดินสาย G ต่อเดียวถึง เป็นอันจบวันที่ห้าในโตเกียว

โตเกียวเที่ยวเอง #5 : Iwasaki Chihiro Museum / Nakano Broadway

โปรแกรมทัวร์โตเกียวแบบเดินคนเดียวก็ยังดำเนินต่อไป วันนี้ออกจากที่พักแต่เช้าเพราะต้องเดินทางไกลพอสมควร

โตเกียวชน

มวลมหาประชาโตเกียวรอรถไฟ

เป้าหมายเช้านี้คือ Iwasaki Chihiro Art Museum ที่เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่รวบรวมงานของ Iwasaki Chihiro นักวาดภาพของญี่ปุ่นที่เห็นภาพแล้วคงคุ้นตากันอยู่ แต่ก็ตามประสาของ museum เล็กๆ ที่ชอบไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ก็ต้องนั่งรถไฟหลุดจากลูป Yamanote ออกไปทางทิศตะวันตก แล้วไปลงที่สถานี Kamiigusa

Iwasaki Museum

มีป้ายชัดเจน ไม่ผิดสถานีแน่

Gundam

ในสถานีก็มีโปสเตอร์กันดั้ม (และเคโรโระ) ด้วย

สิบโท

สิบโทสอนมารยาทบนรถไฟ

ที่สถานี Kamiigusa จะมีจุดชักภาพเล็กน้อย คือรูปปั้นกันดั้มที่อยู่ตรงทางเข้าสถานี

Gundam

ที่มาของรูปปั้นนี่ก็คือว่าแถบนี้เป็นที่ตั้งของ Sunrise Studio ซึ่งเป็นสตูดิโอที่ทำอนิเมกันดั้มนั่นเอง

Sunrise Studio

เดินวนๆ แถวนั้นสักพักก็เจอ Sunrise Studio ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร พอด้อมๆ มองๆ ดูแล้วเข้าใจว่าเป็นบริษัท ไม่เปิดให้คนเข้าไปเยี่ยมชม ก็ได้แค่ชักภาพด้านนอก

Gundam

ด้านหน้ามีหัวกันดั้มติดอยู่ด้วย

อาหารเช้าวันนี้แวะซื้อจากมินิมาร์ทแถวนั้น ได้เป็นกาแฟกับแป้งทอดไส้ครีม

แป้งทอด

Wonda

กินกาแฟก็ต้อง Wonda พรีเซ็นเตอร์โดย คาชิวากิ ยูกิ

แถวนี้เป็นแหล่งที่พักอาศัย บรรยากาศก็จะดูเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนมีรถเท่าไหร่ เดินลัดเลาะตามซอยไปสักพักก็จะเจอ museum หลบอยู่

ถนนแถว Iwasaki Chihiro Art Museum

ถนนแถวนั้น เงียบเชียบดีจริงๆ

Iwasaki Chihiro Art Museum

ถึงด้านหน้าของ Museum แล้ว

ผลงานของ Iwasaki Chihiro ที่คุ้นตาคนไทยเราที่สุดก็น่าจะเป็นภาพประกอบหนังสือ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

โต๊ะโตะจัง ภาคภาษาไทย

(ภาพประกอบจากเอามาจาก blog bookinlove)

Ticket

ข้างใน museum จะมีทั้งโซนรวบรวมผลงานของ Iwasaki แล้วก็นักวาดภาพประกอบหนังสือเด็กคนอื่น มีห้องทำงานจำลองให้ดู แล้วก็สวนที่รวมต้นไม้ดอกไม้ที่ Iwasaki ชื่นชอบ นอกจากนั้นก็จะมีคาเฟ่และร้านขายของที่ระลึก – floor map

Iwasaki Chihiro Art Museum

Iwasaki Chihiro Art Museum

Museum ขนาดเล็กกำลังดี เดินชิลๆ ไม่ถึงชั่วโมงนึงก็ทั่วแล้ว ค่าเข้า 800 เยน คนชอบภาพวาดสไตล์หนังสือเด็กก็น่าจะถูกใจ

ออกจาก museum ก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายถัดไปคือ Nakano Broadway วิธีเดินทางปกติคือนั่งรถไฟไปลงสถานี Nakano แต่จาก Kamiigusa มันก็จะอ้อมๆ ไปหน่อย ก็เลยลองนั่งรถบัสดู

รถบัสผ่านย่าน Koenji ด้วย ซึ่งแฟนหนังสือนิยาย 1Q84 คงจำกันได้ว่ามีฉากสนามเด็กเล่นในเรื่องที่ Tengu พระเอกของเรื่อง ปีนขึ้นไปบนยอดของกระดานลื่นเพื่อจ้องดูพระจันทร์สองดวง

1Q84

ดูเหมือนจะเป็นกระดานลื่นอันนี้แหละ

จากสนามเด็กเล่นนี่เดินไปสักพักก็จะถึง Nakano Broadway ที่เป็นย่านขายของสะสมเกี่ยวกับการ์ตูน อนิเม ฟิกเกอร์ ฯลฯ อีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจาก Akihabara ทางเข้าจะเป็นตรอกที่มีหลังคาโปร่งแสง มีร้านค้าสองข้างทาง

Nakano Broadway

เดินตามตรอกมาเรื่อยๆ ก็จะเจอทางเข้า

Drink Only

SEELE ก็มีตู้ขายน้ำด้วย

Gindaco

แวะกินทาโกะยากิรองท้องก่อน ยี่ห้อ Gindaco (เจ้าเดียวกับที่ขายที่ Esplanade น่ะแหละ)

ตัว Nakano Broadway จริงๆ เป็นตึกที่มีร้านค้าสไตล์คล้ายๆ ภิรมย์พลาซ่า แถวสะพานเหล็กบ้านเรา แต่ใหญ่กว่าและมีของขายหลากหลายกว่ามาก

เกม

กรุเกมเก่า

Mandarake

ร้าน Mandarake คนยืนอ่านการ์ตูนเพียบ

Nakano Broadway

Jojo

สินค้าโจโจ้หลากหลายแบบ

Nakano Broadway

สินค้าติดเรทก็มี

One Piece

ตู้นี้เป็นวันพีซ

Baseball

ของสะสมแฟนเบสบอล

นอกจากสินค้าจากการ์ตูน+เกมแล้ว ก็ยังมีร้านหนังสือปกติ ร้านโดจิน ร้านขายซีดี ดีวีดี บลูเรย์ อีกด้วยแต่ไม่เยอะนัก มีทั้งของมือหนึ่ง มือสอง ของฝากขาย ละลานตามากๆ หลายๆ อย่างเทียบกับเมืองไทยแล้วก็ถูกกว่ากันเห็นๆ ห้ามใจตัวเองไปหลายรอบ ใครที่ดั้นด้นมาก็มีสติกันหน่อยละกัน

ลายแทงอย่างละเอียด ดูมาจากเว็บ Danny Choo ครับ