โตเกียวเที่ยวเอง #4.2 : Odaiba

จากตอนที่แล้ว พอออกจาก Mori Tower ก็หลังเที่ยงได้เวลาหาของกินพอดี มื้อนี้ไปลงเอยที่ร้าน Fukuzushi แถว Roppongi นั่นแหละ พอดีมีเซตมื้อกลางวันราคาโอเคอยู่

บรรยากาศในร้านดูมืดๆ สไตล์คนแก่ๆ หน่อย วันที่ไปคนไม่เยอะมาก แต่มาคนเดียวก็ไปนั่งกินตรงเคาท์เตอร์

เชฟที่ปั้นให้กินเห็นเป็นนักท่องเที่ยวก็พยายามชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น พอสื่อสารได้ว่ามาจากเมืองไทยเค้าก็ไม่รอช้าจะบอกว่า สวัสดีครับ อัธยาศัยดีเกินร้อย

Sushi

เซตกลางวันของที่นี่ได้ซูชิทั่วไปตามในรูป ไม่มีปลาฮายโซวแต่อย่างใด

Soup

มีซุปใส่หัวกุ้ให้ซดด้วย

กินซูชิเสร็จแล้วจะมีพนักงานพาไปอีกโซนหนึ่งของร้าน เอาชามาเสิร์ฟ พร้อมของหวาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่อร่อยดี เหมือนพุดดิ้งนม ตัดกับน้ำราดที่หวานอมเปรี้ยวนิดๆ

ของหวาน

ของหวาน

จบแล้วก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปที่ Odaiba

โอไดบะเป็นเกาะใหม่ที่ถมขึ้นมากลางอ่าวโตเกียว บนเกาะก็จะมีแต่สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ล้ำๆ หน่อย วิธีเดินทางมาทำได้โดยนั่งรถไฟมาต่อโมโนเรลสาย Yurikamome เป็นสายเดียวที่ผ่านที่เกาะ

Yurikamome

สถานีของสาย Yurikamome

Yurikamome

รถไฟเลี้ยว

Yurikamome

Yurikamome นี่เป็นโมโนเรลแบบไร้คนขับ เวลาขึ้นไปให้รีบไปจับจองที่นั่งด้านหน้า จะได้เจอวิวสวยๆ

จุดน่าสนใจของโอไดบะก็หนีไม่พ้นห้าง Diver City ซึ่งหน้าห้างมีกันดั้ม RX-78-2 สัดส่วน 1/1 ตั้งโชว์อยู่ ข้างๆ มี Gundam Front ขายของที่ระลึกกับของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ (มีกันพลาขายด้วย) ในแต่ละวันจะมีช่วงเวลาที่มีโชว์กันดั้มขยับหัวให้ดู ปล่อยควันปล่อยแสงได้ มีเสียงพากย์ตัวละครในเรื่อง (ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น)

Gundam

Gundam

รายละเอียดข้างหลังเนี้ยบทีเดียว

Zaku

กาแฟ Zaku

ใกล้ๆ กับ Diver City จะมีตึก Fuji TV หน้าตาแปลกประหลาด ข้างในมีร้านขายของที่ระลึกจากละคร/อนิเมซีรีย์ที่ฉายทางช่องด้วย

Fuji TV

ออกจากตึก Fuji TV มาโผล่ที่ห้าง Aqua City ที่อยู่ติดๆ กัน ในห้างก็มีของขายเหมือนห้างทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ ยกเว้นมี Official shop ของ Capcom ค่ายเกมชื่อดัง

Capcom

Capcom

แฟน Rockman คงอยากได้กัน แต่ตัวละ 3,000 เยนนี่ก็แพงไปหน่อยนะ

ออกจากห้างมา หันไปทางฝั่งโตเกียวจะเจอสะพาน Rainbow Bridge และเทพีเสรีภาพขนาดย่อส่วน ที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ว่ากันว่าตอนกลางคืนวิวจะสวยมาก

Rainbow Bridge

เดินเรื่อยเปื่อยไปทางตะวันออกของเกาะ ผ่านห้าง Palette Town ไปจนเจอตึกหน้าตาประหลาดเหมือนพีระมิดสี่อันกลับหัวอยู่ ที่นี่คือ Tokyo Big Sight เป็นศูนย์ประชุมที่เอาไว้จัดงานแสดงต่างๆ งาน Comic Market ที่โด่งดังก็จัดกันที่นี่แหละ รวมทั้งงานจับมือของ AKB48 บางครั้งก็จัดที่นี่เหมือนกัน

Tokyo Big Sight

มุมนี้อาจจะคุ้นๆ กัน

Tokyo Big Sight

เข้าไปดูใกล้ๆ ก็ใหญ่โตทีเดียว

ข้างใต้เป็นท่ารถเมล์ ก็เลยนั่งกลับเข้าเมืองซะเลย ขี้เกียจไปนั่งรถไฟ (Yurikamome ค่าตั๋วแพงด้วย) นั่งไปสักพักก็มาโผล่ที่ Ginza

Printemps

Printemps ห้างสัญชาติฝรั่งเศส สาขา Ginza

เดินไปเดินมาเจอ Muji สาขาใหญ่ มีสินค้าขายทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ของกิน ไม้จิ้มฟัน เสื้อผ้า ตู้เย็น ไปกระทั่งขายบ้านไม้สไตล์ Muji! ของที่ขายก็ราคาถูกกว่าที่ขายใน Muji สาขาบ้านเราอยู่พอสมควร แต่จังหวะนั้นไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษ ก็เลยกลับออกมามือเปล่า

MUJI

มันคือ Muji สาขา Yurakucho

ระหว่างเดินหาทางกลับ เจอนักดนตรีเปิดหมวกเล่นอยู่ข้างถนน ฝีมือดีเลยทีเดียว

Street Musicians

หาทางมุดลงรถไฟใต้ดินได้ กลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ

Skytree

จบวันนี้ด้วยวิว Tokyo Skytree ยามค่ำคืน ถ่ายจากดาดฟ้าที่พัก

โตเกียวเที่ยวเอง #4 : Tokyo Tower / Mori Art Museum

เที่ยวโตเกียววันที่สี่ ช่วงเช้าวันนี้จะไปดู Tokyo Tower สัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับโตเกียวมาตั้งแต่ปี 1958

Tokyo Tower อยู่ลิบๆ

การเดินทางก็นั่งรถไฟใต้ดินมาโผล่ที่สถานี Daimon เงยหน้ามองหาหอคอยสูงๆ แล้วเดินตามถนนมาเลย

แวะกินข้าว

ระหว่างทางเจอร้าน Matsuya มีอาหารเซตมื้อเช้าราคาไม่แพง ก็แวะกินเอาแรงสักหน่อย

เดินตรงมาเรื่อยๆ ก่อนถึง TOkyo Tower จะเจอกับวัด Zojoji

Zojoji

อันนี้เป็นมุมบังคับ ถ่ายกันทุกคน

ในวัดก็ดูร่มรื่นดี มีแผ่นป้านเอมะขอพรเหมือนวัดอื่นๆ ที่ต่างออกไปคือมีตุ๊กตาหินตั้งเรียงรายอยู่เป็นแถว ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายถึงอะไร

Zojoji

ตุ๊กตาหิน

เดินเลยวัดมาก็จะเจอกับ Tokyo Tower ตั้งตระหง่านอยู่

Tokyo Tower

Tokyo Tower

ตอนที่ไปเป็นช่วงเช้าวันทำงาน ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ อาจจะไปเดินเห่อของใหม่กันอยู่แถว Tokyo Skytree หมดแล้วก็เป็นได้

ถ้าใครอยากขึ้นไปชมวิวก็สามารถซื้อตั๋วได้ที่ด้านล่าง แต่ตั้งใจว่าจะไปหาจุดชมวิวที่อื่น ก็เลยไม่ได้ขึ้นที่นี่

จาก Tokyo Tower ถ้าเดินอึดๆ หน่อย ก็สามารถเดินต่อไปถึง Roppongi ได้ไม่ไกลนัก

Tokyo

เดินชมวิวไปเรื่อย

Tokyo

Tokyo

จนมาถึง Roppongi Hills ซึ่งเป็นโซนที่มีการพัฒนาที่ดินครบวงจร มีหมู่ตึกทั้งอาคารสำนักงาน ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ภัตตาคาร โรงแรม ที่อยู่อาศัย ฯลฯ และมีจุดเด่นคือตึกสูง Mori Tower

Mori Tower

ด้านล่างตึกมีแมงมุม Maman อยู่ตัวนึง

Mori Tower

ด้านบนของตึกก็เป็นที่ตั้งของ Mori Art Museum

ชั้น 52

Ticket

ตั๋วเข้าชมสามารถซื้อได้ทั้งแบบดูเฉพาะ museum หรือบวกค่าชมวิวที่ sky deck ซึ่งเป็นดาดฟ้าของตึกด้วย

Mori Art Museum

ตอนที่ไปเป็นนิทรรศการเรื่อง All you need is Love

Miku

ข้างในมี Miku Cafe ด้วย

Miku menu

เมนูตาม theme ของ Miku

ดูงาน art เสร็จแล้วก็ออกไปดู Sky deck บ้าง

Sky Deck

Sky Deck

ชื่อหรูหราว่า Sky Deck แต่จริงๆ ก็คือดาดฟ้าตึก มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ มีทางเดินรอบๆ ให้เกาะรั้วมองดูวิวได้ วันที่ขึ้นไปอากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ท้องฟ้าเมฆเยอะ มองลงมาแล้วไม่สวย ว่ากันว่าถ้าวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง สามารถมองเห็นไกลไปถึงภูเขาไฟฟูจิเลยทีเดียว

Tokyo from the top

Tokyo from the top

ก็ไม่ค่อยประทับใจกับ Sky deck สักเท่าไหร่ รู้สึกไม่ค่อยคุ้มเงิน ถ้าไปตอนเย็นๆ ค่ำๆ อาจจะเห็นวิวดีกว่านี้ แต่ถ้าไปช่วงเวลาอื่น คิดว่าดูแค่ museum อย่างเดียวก็พอ

ต่อตอนหน้าครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #3.2 : ศาลเจ้าเมจิ / Harajuku / Ginza

โตเกียววันที่สามช่วงบ่าย ต่อจากตอนที่แล้ว จะไปเดินเล่นในศาลเจ้าเมจิ โดยการเดินทางก็นั่งรถไปที่สถานี Harajuku

ชินจิ
นักเตะชื่อดังที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ลงตัวจริงสักเท่าไหร่

ออกจากสถานี Harajuku แล้วศาลเจ้าจะอยู่ถนนฝั่งเดียวกันเลย

ศาลเจ้า
ประตูทางเข้า

ศาลเจ้าเมจิมีบริเวณกว้างขวางมาก ข้างในมีต้นไม้เยอะ เรียกว่าเป็นป่าขนาดย่อมๆ เลยก็ว่าได้ จากประตูหน้ากว่าจะเดินเข้าไปถึงส่วนที่เป็นศาลเจ้าก็ไกลใช้ได้ เดินกันไม่ต่ำกว่า 20 นาที

ถังไวน์
ถังไวน์ตั้งให้ดูระหว่างทางเดิน

ป่า
ต้นไม้ครึ้มเป็นป่าเลย

ข้างๆ ศาลเจ้าเมจินี่จะมีสวนสาธารณะ Yoyogi อยู่ติดกัน รวมสองที่นี่เข้าด้วยกันจะเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่สุดในโตเกียวเลยทีเดียว

ศาลเจ้า
เดินมาถึงศาลเจ้าละ

เอมะ
มีแผ่นป้ายเอมะที่มีคนมาเขียนขอพรเหมือนกับที่อื่น เห็นมีบางป้ายเขียนเป็นภาษาไทยเหมือนกัน

เค้าว่าที่ศาลเจ้านี่เป็นสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งสำหรับการแต่งงานแบบญี่ปุ่น ตอนที่ไปก็เจอแต่งอยู่สองคู่ เป็นของแปลกสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา

งานแต่ง

มุมสงบ
มุมเงียบๆ ขลังๆ หน่อยก็มี

เสร็จจากเดินเที่ยวในศาลเจ้าแล้วก็เดินกลับมาที่สถานี Harajuku เพื่อข้ามถนนไปยังถนน Takeshita ซึ่งเป็นถนนสายหลักของย่าน Harajuku

Harajuku
มวลมหาประชาโตเกียว (และนักท่องเที่ยว)

ข้าวของใน Takeshita Street ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแฟชั่นวัยรุ่น ดีไซน์จะแรงๆ หน่อย นอกจากนั้นก็มีขนม, ของกินสำหรับวัยรุ่น (เช่น เครป)

Harajuku

Takeshita Street เป็นถนนที่ไม่ยาวมาก ราวๆ 400 เมตรเท่านั้นเอง ทำให้ร้านค้าบางส่วนต้องหลบไปอยู่ในซอยที่แยกออกจากตัวถนนหลักอีกที

มีอยู่หลืบนึง ถ้าเดินเข้าไปจะพบกับร้าน Evangelion Store สาขา Tokyo-01 ที่ขายสินค้าจากอนิเมที่แม้จะจบไปหลายปีแล้วก็ยังขยันออกสินค้ามาดูดเงินแฟนๆ ไปได้เรื่อยๆ

Eva Store
ด้านหน้าร้าน

Eva Store
จำลองแปลงต้นไม้ที่คาจิปลูกไว้ตามในท้องเรื่อง

ด้านในสวยดี แต่ห้ามถ่ายรูป สามารถดูบรรยากาศและสินค้าที่มีขายได้จากใน Official Website

เดินอยู่พักนึง สุดท้ายก็ออกมามือเปล่าเพราะของแต่ละอย่างแพงมาก (เสื้อยืดตัวละ 5,000 เยนงี้) ของที่ไม่แพงก็เป็นของที่ซื้อไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร คงได้แต่เก็บไว้เฉยๆ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า

ออกจาก Takeshita Street มาก็เริ่มเย็นแล้ว ตามแผนที่วางไว้วันนี้จะไปจบที่ย่าน Ginza ซึ่งอยู่อีกฟากนึงของโตเกียวก็ต้องรีบนั่งรถไฟไป

Ginza
ถึง Ginza แล้ว

Ginza Station
รถไฟใต้ดิน Ginza สถานีนี้มีสามสายวิ่งผ่าน

Ginza เป็นย่านหรูหรา สำหรับคนมีตังค์ ร้านแบรนด์เนมทั้งหลายก็จะมี shop อยู่บนถนนนี้กันถ้วนหน้า

Apple
สาวก Apple สามารถมาสักการะศาสนสถานได้ที่สาขา Ginza นี้

World Order
ร้านสูท Aoyama มีวงที่มีอิมเมจเข้ากับแบรนด์มากๆ อย่าง World Order เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้

กิโมโน
นอกจาก salary man ใส่สูทแล้ว ยังมีสาวๆ ใส่กิโมโนเดินตามถนนด้วย

Ginza
สี่แยกที่เหมือนเป็น landmark ของ Ginza มีหอนาฬิกา Seiko เด่นเป็นสง่า

Uniqlo
Uniqlo สาขานี้มีทั้งหมด 7 ชั้น ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินมาละ

GU
นอกจาก Uniqlo ร้านใหญ่แล้วยังมี GU ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ Uniqlo ด้วย เสื้อผ้าจะวัยรุ่นกว่า Uniqlo หน่อยนึง ราคาถูกกว่าพอสมควร

ทริปนี้เจอ Uniqlo หลายร้านมาก ไปย่านไหนก็เจอ แม้กระทั่งในสถานีรถไฟบางสถานีก็ยังมี ไม่แปลกใจเลยว่า Tadashi Yanai จะเป็นคนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น

เดินออกจาก Ginza หาทางลงรถไฟ ไปๆ มาๆ เจอร้านข้างทางน่ากินดี แต่โต๊ะเต็มและท่าทางคงจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยกลับดีกว่า

Izakaya
ร้านข้างทาง กินของปิ้งย่างแกล้มเบียร์

ต่อตอนหน้าครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #3 : Ueno / Sendagaya

วันนี้ตื่นแต่เช้า เป้าหมายมุ่งหน้าที่สวนอุเอโนะ ที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุง

Wonda
สวัสดียามเช้ากับกาแฟ Wonda พรีเซ็นเตอร์โดย โอชิมะ ยูโกะ

Breakfast
มื้อเช้าวันนี้ ข้าวปั้นไข่ปลามายองเนส 120 เยน

Waiting

Keep to the left

เดินทางด้วยรถไฟเหมือนเดิมไปสถานี Keisei Ueno เข้าสวนทางประตูทิศใต้จะเจอกับรูปปั้น ไซโง ทะกะโมริ หรือที่รู้จักกันในชื่อ The Last Samurai

ไซโง ทะกะโมริ

ทางเดิน
ทางเดินในสวน ร่มรื่น ต้นไม้เยอะดี เป็นสถานที่ยอดฮิตในการชมซากุระของชาวโตเกียว แต่พอดีช่วงที่ไปมันหมดช่วงซากุระบานแล้ว ก็เลยไม่มีให้ดู

ถ้าไม่นับเรื่องชมซากุระ ในสวนนี่ก็จะมีทั้งคนมาวิ่งออกกำลังกาย หรือพาหมามาเดินเล่นก็มี คล้ายๆ สวนลุมบ้านเรา

หมา
หมาหมู่

ที่เด็ดกว่าสวนลุมของเราคือในสวนมีสนามเบสบอลด้วย เด็กที่มาเล่นแต่งตัวกันเต็มยศ มีโค้ช มีผู้จัดการทีม เหมือนในการ์ตูนที่เคยอ่านเลยทีเดียว

เบสบอล
มุ่งสู่โคชิเอ็ง

นอกจากจะมีที่ให้พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ในสวน Ueno นี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งด้วย

Museum
Tokyo National Museum

วันนี้ไม่มีโปรแกรมเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่จะเข้าไปดูสวนสัตว์ที่อยู่ในสวนแทน

Zoo
ด้านหน้าของ Ueno Zoo

ที่สวนสัตว์ Ueno นี่จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน โดยมีถนนคั่นกลาง สามารถนั่ง monorail ข้ามได้ สัตว์ที่มีให้ดูก็ไม่ต่างจากเขาดินบ้านเรานัก โดยมีแพนด้าเป็นดาราชูโรง

แพนด้า
แพนด้าที่ไหนๆ ก็ดูขี้เกียจพอกัน

ข้างในสวนสัตว์มีศาลาไทยตั้งอยู่ด้วย เป็นของขวัญจากไทยเนื่องในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 120 ปี ไทย-ญี่ปุ่น

ศาลาไทย
ศาลาไทย ไม่เข้ากับส่วนอื่นๆ ของที่นี่เลยสักนิด

อัลปาก้า
อัลปาก้า

จุดต่างจากสวนสัตว์ในบ้านเราอีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่จะมีโซนที่ให้เราเข้าสัมผัสกับสัตว์ตรงๆ ได้ด้วย ก็จะเป็นสัตว์พวกแพะ กระต่าย ไก่ ที่เป็นสัตว์เลี้ยง

แพะ

สวนสัตว์ที่นี่ถ้าเทียบขนาดแล้วก็จะเล็กกว่าเขาดินบ้านเรา แต่กรงสัตว์จะอยู่ใกล้กันมากกว่า เดินไม่เหนื่อยมากนัก

เดินทะลุสวนสัตว์ออกมาข้างนอก เจอ Okura Theater โรงหนังสำหรับผู้ใหญ่อยู่ติดกันเลย

Adult Movie
ไม่ได้เข้าไปดูหรอกนะ

ข้ามมาอีกฟากนึงของถนน ด้านตะวันออกของสวน Ueno จะเจอกับตรอก Ameyoko ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวบ้านเรา

ชื่อเต็มๆ ของตรอกนี้คือ Ameya Yokocho แปลได้ประมาณว่า ตรอกขนมหวาน ของที่มีขายมีตั้งแต่ของกิน ของใช้ เสื้อผ้า สื่อบันเทิง ฯลฯ

Ameyoko

ถ้าใครดูซีรีย์ Amachan อาจจะคุ้นๆ กับที่นี่ เพราะ theater ของ AmeJo (ในเรื่อง) ก็อยู่ตรงด้านหน้านี่เอง

กิน
ของกินก็มีขาย

ในตรอกคนเยอะมาก ไม่ได้กะจะซื้อะไร เดินแค่ผ่านๆ แล้วต่อรถไฟไปเป้าหมายถัดไปคือแถบ Sendagaya

พอดีถึงเวลากินข้าว ก็เลยแวะ Tokyo Chikara Meshi ร้านข้าวหน้าเนื้อยี่ห้อที่มีสาขาเยอะอีกเจ้านึง รองจาก Sukiya และ Yoshinoya

ชีส
ชีสเยิ้มๆ

ปามิวๆ
โฆษณาอัลบั้มใหม่ (ในตอนนั้น) ของ Kyary Pamyu Pamyu

หมีเบื่อ

แถวนี้เป็นย่านคนพักอาศัย ดูเงียบสงบดี ไม่ค่อยวุ่นวาย เดินถ่ายรูปไปสักพักก็มาถึงที่หมาย คือ Jazz Bar ของนักเขียน Haruki Murakami (ลายแทงจากเว็บนี้)

Haruki Murakami เคยเปิด Jazz Bar ชื่อ Peter Cat อยู่ที่ชั้น 1 ตึกนี้ (ตอนนี้ปิดไปแล้ว)

Jazz Bar
มาชักภาพเฉยๆ ให้รู้ว่าเคยมาแล้ว

ละแวกนั้นมีสนามเบสบอล Meiji Jinku Stadium ด้วย วันที่ไปมีแข่งพอดี มีกองเชียร์เดินทางมาดูกันเยอะอยู่ พ่อแม่จูงลูกหลานมาเป็นครอบครัว เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยเห็นในบ้านเราสักเท่าไหร่

รอบๆ สนามมีของที่ระลึกขายทั่วไป แต่แพงไปหน่อย (และขี้เกียจขนกลับ) เลยไม่ได้อะไรติดมือกลับมา

Baseball Stadium
ด้านหน้าสนาม

พริตตี้
ญี่ปุ่นก็มีพริตตี้

ที่สนาม Meiji Jingu Stadium นี่มีเกร็ดที่เกี่ยวข้องกับ Murakami เล็กน้อย เจ้าตัวเขียนไว้ใน What I Talk About When I Talk About Running ว่า

Hilton got a hit down the left field line. The crack of bat meeting ball right on the sweet spot echoed through the stadium. Hilton easily rounded first and pulled up to second. And it was at the exact moment that a thought struck me: ‘You know what? I could try writing a novel.’

I still can remember the wide open sky, the feel of the new grass, the satisfying crack of the bat. Something flew down from the sky at that instant, and whatever it was, I accepted it.

และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักเขียนของ Murakami

มีต่อตอนถัดไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #2.2 : Bridgestone Museum of Art / Akihabara รอบสอง

เสร็จจาก Edo-Tokyo Museum แล้ว สถานที่ต่อไปที่จะไปต่อคือ Bridgestone Museum of Art ก็นั่งรถไฟข้ามกลับมาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุมิดะ ลงที่สถานี Tokyo แล้วเดินอีก 5 นาที

Shop
ร้านขายของในสถานี

Seifuku
ชุดนักเรียนญี่ปุ่น

Museum
มาถึงหน้า museum แล้ว

Bridgestone Museum of Art เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดไม่ใหญ่นัก เดินสักชั่วโมงเดียวก็ทั่วแล้ว งานส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนของศิลปินตะวันตก เน้นไปทางกลุ่มพวก Impressionist อย่าง Renoir, Monet, Degas ฯลฯ แต่ก็ไม่ค่อยมีงานชิ้นดังๆ เท่าไหร่ (ข้างในห้ามถ่ายรูป)

Ticket
ตั๋วราคาราวๆ 1,500 เยน ขึ้นอยู่กับนิทรรศการหมุนเวียนช่วงนั้นว่ามีอะไรให้ดู

ช่วงที่ไปมีนิทรรศการหมุนเวียนเรื่องปารีสในสายตาของศิลปินญี่ปุ่น ก็มีรูปให้ดูเพลินๆ

Paris
ป้ายโฆษณาหน้า museum

ดูจบแล้วก็มีอีเวนท์ที่ต้องย้อนกลับไปที่ Akihabara อีกรอบนึง

Giraffe
เจอยีราฟระหว่างทางเดินไปสถานี

Giraffe
ยีราฟอีกมุมนึง

Anpanman
ในสถานีมีโฆษณา anpanman museum

Kirin
โฆษณาเบียร์ Kirin โดย Yu Aoi ฟองเบียร์หน้าตาน่ากินมาก

Yodobashi
โยโดบาชิคาเมรา ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าร้านดังที่ไม่ได้มีแค่กล้อง

Tomochin
โฆษณาเครือข่าย 4G-LTE ของ EMobile พรีเซนเตอร์โดย Itano Tomomi

ในย่าน Akihabara บางหลืบก็จะมีร้านขายของสำหรับผู้ใหญ่อยู่ด้วย บางร้านก็มีแบ่งชั้นแยกโซนชัดเจน แต่บางร้านก็โฆษณากันตรงๆ ข้างถนนเลย

Akihabara
แท่งแดงๆ อันนี้ไม่แน่ใจว่าสินค้าอะไร

Akihabara
หนังแผ่นออกใหม่ก็มีโปสเตอร์แปะกันให้ดูหน้าร้าน

Radio Kaikan
ตึก Radio Kaikan ที่เป็นตึกสำคัญในอนิเม Steins;Gate ด้านบนไม่มีดาวเทียมตกลงมาใส่ตามในท้องเรื่องแต่อย่างใด

Go Kart
มีรถโกคาร์ทให้เช่าขับด้วย

วันนั้นมีตลาดนัดคล้ายๆ เปิดท้ายขายของ ก็มีคนเอาของมาขาย ส่วนใหญ่เป็นพวกสินค้าอนิเม ตุ๊กตา ฟิกเกอร์ เกมส์ ฯลฯ ราคาถูกใช้ได้เลย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับราคาในบ้านเรา

Marketplace
ฟิกเกอร์แบกะดิน

ร้านค้าในย่านนี้หลายๆ ร้านจะมีตู้กระจกให้คนเอาสินค้ามาฝากขาย บางร้านก็มีเรียงกันเป็นตับเลย ถ้าเราสนใจของชิ้นไหนก็บอกคนเฝ้า เค้าจะไขกุญแจหยิบของมาให้ ถ้าเดินหาดีๆ ก็เจอของดีราคาถูกได้ไม่ยาก

CD
ซีดี Sayonara Crawl ราคาเต็ม 1,000 เยน ขายแค่ 100 เยน (แต่ไม่มีของแถม)

Eva
เหมือนจะเป็นร้านปาจิงโกะที่ใช้ theme แบบ Evangelion

Coin Locker
ตู้ล็อคเกอร์หยอดเหรียญ ก็ทำเป็น theme เข้ากัน

เป้าหมายหลักของการกลับมา Akihabara วันนี้คือ วันนี้เป็นวันที่มีงานประกาศผลเลือกตั้ง AKB48 โดยที่ AKB48 Cafe เค้าจะเปิดให้เข้าไปดูถ่ายทอดสดจาก Nissan Stadium โยโกฮาม่าผ่านทีวีจอยักษ์เลยทีเดียว (จริงๆ มันถ่ายทอดสดทางเว็บอยู่แล้ว ก็เปิด YouTube ให้ดูน่ะแหละ)

ตอนบ่ายแก่ๆ คนที่อยากจะเข้าไปดูก็ไปต่อคิวหน้า Cafe แล้วจะมี staff มาแจกเบอร์ให้ (ใช้ปากกาเขียนไว้ที่มือ) รอจนถึงเวลาแล้วทีมงานจะ random เบอร์เรียกเข้าไปเป็นชุดๆ จนกว่าจะเต็มความจุของ Cafe คนที่ได้เข้าไปก็ต้องจ่ายค่าเข้า 2,000 เยน แล้วจะได้อาหารเซ็ตนึง เป็นแฮมเบอร์เกอร์ + เฟรนช์ฟรายด์ + น้ำอัดลม เอาไว้กินตอนถ่ายทอด

งานนี้ไปเจอคนไทยร่วมชะตากรรมอย่าง @bongbank และ @ineungs ที่ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไม่ได้ มารอดูถ่ายทอดสดเหมือนกัน สุดท้ายก็ได้เข้าไปทั้งหมด (มีทีวีญี่ปุ่นมาสัมภาษณ์ด้วย)

การดูประกาศผลการเลือกตั้งที่ถึงแม้จะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่บรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยแฟนๆ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม ลุ้นทั้งตอนประกาศผล และเศร้าตอนที่เมมเบอร์ประกาศจบการศึกษา เป็น moment ที่หาที่อื่นได้ยากจริงๆ

กว่าจะจบงานก็มืดแล้ว ออกมาด้านนอกจะมีป้ายไฟตัวอักษรวิ่ง บอกอันดับของเมมเบอร์ในการเลือกตั้ง

Electionresult
ตัวหนังสือวิ่งบอกผลการเลือกตั้ง

In front of AKB48 cafe
ออกมาแล้วเพิ่งรู้ว่าด้านนอกก็มีถ่ายทอดออกทีวีด้วย

จบแล้วก็นั่งรถไฟกลับที่พัก เป็นอันจบวันที่สอง

โตเกียวเที่ยวเอง #2 : วัดเซ็นโซจิ / โตเกียวสกายทรี / Edo-Tokyo Museum

วันที่สองของการเที่ยวโตเกียว ต่อจาก entry ก่อน วันนี้ตื่นแต่เช้า ออกมาวัดเซ็นโซจิ ที่อยู่ใกล้ๆ ที่พัก

วัดเซ็นโซจิ เป็นวัดดังอยู่ในย่านอาซาคุสะ ทำให้บางครั้งนักท่องเที่ยวก็เรียกที่นี่กันว่าวัดอาซาคุสะ มาเดินดูช่วงเช้า บรรยากาศจะเงียบๆ หน่อยเพราะร้านค้ายังไม่เปิด นักท่องเที่ยวยังไม่มา

Kaminarimon
ประตูวัด มีโคมแดงใหญ่เด่นเป็นสัญลักษณ์

ประตูที่มีโคมใหญ่นี่เรียกว่า Kaminarimon (雷門) แปลว่า ประตูสายฟ้า สองข้างจะมีรูปปั้นเทพสายฟ้าและเทพสายลม ไรจิน-ฟูจิน เฝ้าอยู่ มองเข้าไปจะมีร้านค้าขายของหลอกกินตังค์นักท่องเที่ยวตลอดสองข้างทาง ต้องเดินผ่านโซนร้านขายของนี่เข้าไปถึงจะเจอกับตัววัด

Koban
ป้าย “Koban” หรือป้อมตำรวจใกล้ๆ วัด ด้านหลังเป็นโฆษณา DVD/Blueray คอนเสิร์ต Request Hour ของ AKB48

Too early
มาเช้าเกิน ร้านค้ายังไม่เปิด

Gateway
เดินผ่านโซนร้านค้าเข้าไป ก็จะเข้าเขตวัด

Temple
ตัววัดก็เป็นวัดญี่ปุ่น ขนาดใหญ่ ด้านข้างมีเจดีย์สูง

Japanese garden
ข้างวัดมีจัดสวนสไตล์ญี่ปุ่น ร่มรืนดี มีน้ำตก มีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา

เนื่องจากแถวนี้เป็นแหล่งนักท่องเที่ยว ไม่ว่ากรุ๊ปทัวร์ประเทศไหนเป็นต้องมาลงที่นี่ เดินออกจากวัดไปนิดเดียวก็เจอของแนวขายนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด

Masks
สารพัดหน้ากาก

Omatsuri
ภาพด้านหลังเป็นเทศกาลอะไรสักอย่าง ที่ชายหนุ่มจะมาช่วยกันหามเกี้ยว

Walking & Cycling
ทางเท้าที่นี่กว้าง มีทั้งคนเดินและปั่นจักรยาน

เดินไปทางตะวันตกของวัดเรื่อยๆ จะไปทะลุออกถนน Kappabashi ซึ่งเป็นย่านขายของจำพวกเครื่องครัว หม้อ ไห จาน ชาม กระทะ
แต่เพราะว่ายังเช้าอยู่ ร้านส่วนใหญ่ก็เลยยังไม่เปิด

มีเรื่องตลกตรงที่ ชื่อถนน Kappabashi มันจะไปพ้องกับตัว กัปปะ (สัตว์ในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น) ทำให้ถนนเส้นนี้ประดับตกแต่งด้วยตัวกัปปะอยู่ทั่วไป

Kappa
กัปปะ

Yet another kappa
นี่ก็กัปปะ

Not Kappa
นี่ไม่ใช่กัปปะ

Chef
สี่แยกแถวนั้น มีหุ่นพ่อครัวตัวใหญ่

Fugu
ปักเป้า

เดินจนกระทั่งหิว ก็ไปหาข้าวเช้ากิน ซึ่งมื้อนี้ก็เป็นร้านกดปุ่มซื้อจากตู้เหมือนเดิม

Breakfast
บรรยากาศในร้าน ลูกค้ายังไม่พลุกพล่าน

จำไม่ได้ว่าที่ไปกินเป็นร้านชื่ออะไร แต่ในบรรดาร้านข้าวหน้าเนื้อในโตเกียว จะมีหลักๆ อยู่ไม่กี่ยี่ห้อ ได้แก่ Matsuya, Sukiya (อันนี้บ้านเรามีสาขาที่เกตเวย์เอกมัย), Yoshinoya (มีหลายสาขาตามห้าง) แล้วก็ Tokyo Chikara Meshi กระจายอยู่ทั่วโตเกียว เรียกว่าเดินไปย่านไหนก็มีร้านข้าวหน้าเนื้อให้กิน

Gyudon
ข้าวหน้าเนื้อพร้อมซุป เซตนี้ 380 เยน น้ำเปล่าเติมฟรี

จัดการอาหารเช้าเสร็จก็เดินย้อนมาทางตะวันออก ข้ามแม่น้ำสุมิดะมาอีกฝั่งหนึ่ง จะเห็นตึกสำนักงานใหญ่ของเบียร์ Asahi สังเกตว่าตึกด้านซ้ายจะเป็นรูปแก้วเบียร์ มีฟองอยู่ข้างบน ส่วนด้านขวาคือ Asahi Beer Hall เป็นตึกตกแต่งด้วยกระจกสีดำ ด้านบนมีเปลวไฟสีทอง ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง Philippe Stark

Buildings
มองจากระยะไกล ด้านหลังจะเห็นโตเกียวสกายทรีด้วย

Golden Flame
เข้ามาดูใกล้ๆ บางคนเค้าก็ว่าเหมือนก้อนขี้มากกว่าเปลวไฟนะ

Art on the wall
ภาพวาดบนผนัง เนียนเชียว

Jojo
ร้านมินิมาร์ท Lawson จัดแคมเปญอะไรสักอย่างกับ Jojo Allstar Battle

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะเจอกับโตเกียวสกายทรี แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของโตเกียวที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

Skytree
ตรงฐานจะเป็นศูนย์การค้า

Skytree
มองจากล่างขึ้นบน

โตเกียวสกายทรีเป็น landmark สำคัญแห่งใหม่ ที่สามารถดูดเงินออกจากกระเป๋านักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากจะขายตั๋วขึ้นไปชมวิวแล้ว ก็ยังมีศูนย์การค้าที่ด้านล่าง ขายของที่ระลึกอีกต่อหนึ่งอีก

Doraemon
สินค้าหลายๆ อย่างก็จะทำเป็น theme เกี่ยวกับโตเกียวสกายทรี เอาไว้ขายที่นี่โดยเฉพาะ เช่นแมวอ้วนเกาะเสานี่

Eva
สินค้าเอวา หลอกกินเงินสาวกมาเป็นสิบปี

LINE
สินค้าจากโปรแกรมแชทยอดฮิตก็มี (แต่ห้างอื่นก็มีขายนะ)

Kitty x Eva
Kitty x Evangelion ราคาตามป้าย

โชคดีที่ว่าเดินดูสินค้าพวกนี้แล้วยังข่มใจไว้ไม่ให้ซื้อสำเร็จ ก็ประหยัดเงินไปได้

Canal
ก่อนจะไปที่อื่นต่อ แวะถ่ายมุมจากสะพานข้ามคลองแถวนั้น

เป้าหมายต่อไปของวันนี้คือ Edo-Tokyo Museum ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้นเท่าไหร่

Edo-Tokyo Museum
หน้าตาตึกพิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว

Ticket
ตั๋วเข้าชมราคา 800 เยน

What is this?
ซุ้มอะไรสักอย่าง ท่าทางหลอนๆ ดี

Edo-Tokyo Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องความเป็นมาของโตเกียว ตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อว่าเอโดะ ผ่านช่วงเวลาแต่ละยุค จนกระทั่งเข้าสู่ยุคโตเกียวสมัยใหม่ พื้นที่จัดแสดงงานกว้างขวาง ถ้าไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น เดินสัก 1-2 ชั่วโมงก็ทั่ว

Event
มีอีเวนต์อะไรสักอย่าง น่าจะเป็นป้าๆ มาแสดงดนตรีพื้นเมือง

งานที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จะมีทั้งข้าวของเป็นชิ้นๆ แล้วก็โมเดลเมืองจำลองที่ทำได้เนี้ยบสุดๆ

Edo-Tokyo Museum
โมเดลเมืองจำลอง แสดงถนนสายค้าขายของเอโดะ

Edo-Tokyo Museum
ชุดเกราะนักรบอะไรสักอย่าง

Edo-Tokyo Museum
สะพานข้ามแม่น้ำและการค้าขายทางเรือ

Edo-Tokyo Museum
อ่านป้ายออก แต่แปลไม่ได้

Edo-Tokyo Museum
ยุคที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากตะวันตก

Occupied Tokyo
หลังยุคสงครามที่โตเกียวถูกยึด

Post-war Tokyo
โมเดลจำลองสภาพโตเกียวในยุคหลังสงคราม

คนที่สนใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นย้อนยุค ไม่ควรพลาดที่นี่ครับ

ออกจากพิพิธภัณฑ์มาก็จะเจอกับอาคารใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ตรงนี้คือ เรียวโกคุโคคุกิคัง ซึ่งเป็นสนามแข่งซูโม่ ความจุ 13,000 ที่นั่ง นอกจากเอาไว้แข่งซูโม่แล้วบางโอกาสก็เอามาจัดแข่งมวยหรือคอนเสิร์ตด้วย

Sumo
อยู่ถัดจาก Edo-Tokyo Museum เลย

เนื่องจากแถวนี้เป็นย่านซูโม่ เมื่อไปสถานีรถไฟก็จะเจอประดับตกแต่งด้วยของเกี่ยวกับซูโม่

Sumo
คนนี้น่าจะเป็นแชมป์อะไรสักอย่าง

Sumo
ภาพพิมพ์มือของนักซูโม่

จบไว้แค่เท่านี้ก่อน ต่อตอนถัดไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #1.2 : Akihabara / AKB48 / Tokyo Dome

ต่อจาก entry นี้กำลังจะเดินทางไป Akihabara

Tokyo train
รอขึ้นรถไฟ

Atsuko
เจอเธอคนนี้

Akihabara Station
ถึงสถานี Akihabara แล้ว

Akihabara ในสมัยก่อนเป็นย่านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ในช่วงหลังที่วัฒนธรรมอนิเม การ์ตูน เกม บูมขึ้นมา Akihabara ก็กลายเป็นแหล่งรวมสินค้าเหล่านี้ไปแทน แต่ถ้าลองเดินตามซอยเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่บนถนนหลักก็ยังพอมีของเหล่านี้ขายอยู่บ้าง

อนิเม/การ์ตูน ที่พูดถึง Akihabara ก็มีมากมายหลายเรื่องแต่เรื่องที่ชอบเป็นการส่วนตัวมากที่สุดคือ Stein;Gate (24 ตอนจบ ลิขสิทธิ์โดยโรสมีเดีย) แนะนำให้ลองหามาดูกัน

Matsumoto Kiyoshi
ทางม้าลายคนข้าม เหลืองๆ นั่นคือร้านขายยา Matsumoto Kiyoshi ที่สาวไทยชอบไปซื้อเครื่องสำอางกัน (มีหลายสาขามาก)

Sega
ป้ายโฆษณา Eva 3.33 และร้านเมดคาเฟ่ชื่อดัง ที่มาเปิดสาขาในบ้านเราด้วย

Eva
เอาตัวละคร Eva มาขายชุดทำงาน ลองเข้าไปดูแล้วก็สวยดี เรียบร้อยแต่ก็แอบมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกว่าเป็นของ Eva แต่ราคาแพงจนซื้อไม่ลง

Titan
โฆษณาไททัน (Attack on Titan) และ dvd คุณน้องสาวไม่น่ารัก (Ore no Imōto ga Konna ni Kawaii Wake ga Nai)

Maid
เมดสาวแจกใบปลิว พบเห็นได้แทบทุกมุมถนนใน Akihabara

Gundam Cafe
กันดั้มคาเฟ่

Gundam Cafe
วันนี้ปิด

AKB48 Cafe & Shop
ข้างๆ กันดั้มคาเฟ่ เป็น AKB48 Cafe & Shop

AKB48 Cafe & Shop อันนี้ด้านข้างซ้ายขวาจะเป็น shop ขายของ ด้านหนึ่งขายของเล็กๆ (เช่น พวงกุญแจ, ขนม) อีกด้านหนึ่งขายของชิ้นใหญ่กว่า (เช่น เสื้อยืด, แฟ้ม) ตรงกลางจะเป็นส่วนของ Cafe ซึ่งเข้าไปแล้วจะมีสองส่วน คือส่วนที่เหมือนร้านอาหารทั่วไป มีโต๊ะให้นั่ง มีทีวีแขวนให้ดู กับส่วนที่เป็นห้องด้านใน จะเป็นห้องขนาดใหญ่ มีทีวีจอยักษ์ น่าจะประมาณทีวี 50″ 9 จอต่อกัน เปิด PV สลับกับบันทึกการแสดงจาก Theater เวลาที่มี event อะไรก็จะเอาโต๊ะกินข้าวออกแล้วจัดงานที่ในห้องนี้แหละ

ในเมื่อมาถึงที่แล้วก็ขอเข้าไปข้างในสักหน่อย วันที่ไปมีคนต่อคิวอยู่เล็กน้อย แต่รอคิวประมาณ 10 นาทีก็ได้เข้าไปแล้ว

Mentaiko
เมนูที่สั่งคือสปาเก็ตตี้เมนไทโกะ ของดีจาก Hakata

เมนูจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แต่ก็จะมี theme ที่เกี่ยวข้องกับเมมเบอร์ของวง

สั่งเซตเมนู จะมีแถม coaster (ที่รองแก้ว) ให้อันนึงเป็นแบบสุ่ม

Tanochan
จับได้ Tano Yuuka ทีม A

อิ่มท้องแล้วก็ออกมาเดิน Akihabara ต่อ

Taito Station
วิวตึกจากมุมคนเดินถนน

สถานที่ถัดไปคือตึก Belle Salle ที่ตอนนี้มีจัดนิทรรศการ งานเลือกตั้ง AKB48 อยู่

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามวงการไอดอลญี่ปุ่น วงที่มีสมาชิกเยอะมากอย่าง AKB48 จะมีงานเลือกตั้งทุกปี (ปีนี้เป็นครั้งที่ 5) โดยจะมีโค้ดสำหรับโหวตให้มากับแผ่นซีดีให้แฟนๆ เอาไปโหวตจัดอันดับเมมเบอร์ที่ตัวเองชื่นชอบได้ คนที่ได้ผลโหวตเป็นอันดับหนึ่งก็จะได้เป็น “เซ็นเตอร์” ของซิงเกิ้ลถัดไป ซึ่งงานนี้ก็จะเป็นงานใหญ่ของ AKB48 มีสื่อมวลชนให้ความสนใจกันเยอะ ขนาดถ่ายทอดสดออกทางทีวีและ YouTube กันเลยทีเดียว

วันที่มาโตเกียวครั้งนี้เป็นหนึ่งวันก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง

Exhibition ticket
ซื้อตั๋วเข้าชมงานแล้วเค้าจะให้บัตรมาห้อยคือ มีสต๊าฟเก็บคืนตอนจะออกจากงาน

Posters
เมมเบอร์แต่ละคนจะออกแบบโปสเตอร์หาเสียงของตัวเอง ในนิทรรศการเค้าจะเอาของทุกคนมาแปะรวมกันให้ดูกันได้ครบๆ

In the news
บอร์ดแสดงข่าวงานเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาที่ไปออกสื่อต่างๆ

Costume
ชุดสำหรับเซ็นเตอร์ในซิงเกิ้ลที่ชนะเลือกตั้งครั้งก่อนๆ

Signatures
บางวันจะมีเมมเบอร์มาทักทายแฟนๆ ที่นิทรรศการด้วย (ไม่บอกล่วงหน้า) ใครที่ได้มาก็จะมาลงชื่อไว้

Teruterubozu
งานประกาศผลเลือกตั้งปีนี้จัดกลางแจ้งที่ Nissan Stadium ก็เลยมีกิจกรรมให้แฟนๆ ช่วยทำตุ๊กตาไล่ฝน

The Throne
จำลองเวทีสำหรับผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง คนมาชมงานสามารถขึ้นไปนั่งถ่ายรูปได้ มีสต๊าฟคอยบริการช่วยถ่ายให้

Early ranking
ผลคะแนนด่วน อันดับหนึ่งคือ ซาชิฮาร่า ริโนะ

บรรยากาศใน Akihabara ช่วงนั้นไปไหนก็จะได้ยินแต่เพลง Sayonara Crawl ซึ่งเป็นซิงเกิลล่าสุดของ AKB48 เรียกว่าเดินผ่านร้านไหนที่ขาย CD/DVD เป็นต้องได้ยิน

Akihabara Street
ถนนสายหลักใน Akihabara

สถานที่ต่อไปเป็นที่ที่แฟนๆ AKB48 ต้องมาสักการะให้ได้สักครั้ง นั่นคือ AKB48 Theater ที่อยู่บนชั้น 8 ของห้าง Don Quixote

Don Quixote
ห้าง Don Quixote

AKB48
ป้ายชัดเจน ไม่ผิดที่แน่นอน

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม AKB48 อาจจะสงสัยว่า Theater คืออะไร ตอบแบบสั้นๆ คือ เป็นที่แสดงโชว์ของ AKB48 โดยสมาชิกจะผลัดเปลี่ยนกันมาแสดง “ทุกวัน” (ยกเว้นจะติดอีเว้นท์อื่น) ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ดัง ตาม concept ที่ว่า “ไอดอลที่ทุกคนมาเจอได้” รายละเอียดยาวๆ อ่านได้ที่ blog จ่ากบ ครับ

ห้าง Don Quixote นี่จะเป็นห้างบ้านๆ หน่อย เทียบไม่ได้กับห้างหรูอย่างในบ้านเรา ถ้าให้เทียบก็อารมณ์ประมาณเดินพันธุ์ทิพย์ แต่แคบกว่าขายของจิปาถะ ตั้งแต่ขนม ของกิน เสื้อผ้า ชุดคอสเพลย์ ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีเกมเซ็นเตอร์ และร้านเมดคาเฟ่ด้วย

ที่ชั้น 5 ของห้างจะมี AKB48 Shop อยู่ด้วย ที่นี่จะเน้นขายพวก CD/DVD/Blueray, เสื้อ, แท่งไฟ, ของที่ระลึก ฯลฯ หลายๆ อย่างก็ไม่มีขายที่อื่น

AKB48 Shop
ร้านบ้านๆ งี้แหละ

AKB48 Shop
บนผนังมีรายการ CD/DVD ที่มีขาย ถ้าจะซื้อก็จดรหัสเอาไปให้สต๊าฟ

AKB48 Shop
แท่งไฟ สมุดโน้ต อัลบั้มรูป Trading card โปสเตอร์ ฯลฯ

ช้อปเสร็จก็เดินต่อขึ้นไปชั้น 8

Red Cross
ข้างบันไดเลื่อนมีโฆษณากาชาดญี่ปุ่น

Hall
ถึงชั้น 8 แล้วจะต้องเดินผ่านทางเดินที่มีรูปของเมมเบอร์ทุกคนติดอยู่

Oversea Members
เมมเบอร์พิเศษ ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ จาการ์ต้า และเซี่ยงไฮ้

In front of the theater
มาถึงหน้า Theater แล้ว มีสต๊าฟเฝ้าอยู่หนึ่งคน

48
48

ความรู้สึกแรกที่ไปถึงคือ “เล็ก” และ “แคบ” มากๆ สำหรับการแสดง 1 รอบสามารถจุคนได้ 250 คน ซึ่งพื้นที่ตรงข้างหน้านี่ มาต่อแถวรอเข้าดูการแสดงก็เต็มพื้นที่แล้ว แต่วันนี้เป็นวันที่ไม่มีการแสดง (เพราะวันรุ่งขึ้นมีคอนเสิร์ตใหญ่ + งานประกาศผลเลือกตั้ง) ก็เลยไม่มีคน แต่ก็มีแฟนๆ มาถ่ายรูปกันประปราย (ดูแล้วน่าจะเป็นนักท่องเที่ยว)

Elections
โปสเตอร์หาเสียง มีแปะอยู่ทั่วไป

Hall of Fame
ถ้าใครมาดูการแสดงครบ 100 รอบ จะได้มีชื่ออยู่บน Hall of Fame (ซึ่งปัจจุบันยากมากๆ เพราะมีคนอยากดูเยอะ ทำให้ต้องขายตั๋วเข้าชมด้วยวิธีจับสลาก)

ปีที่แล้ว AKB48 ได้ออกอัลบั้มชื่อว่า “1830m” ออกมา โดยความหมายของชื่ออัลบั้มคือ ความฝันของเหล่าเมมเบอร์ตั้งแต่สมัยยังไม่ดัง ที่อยากจะได้เล่นคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดม ที่อยู่ห่างออกไปจาก theater แค่ 1,830 เมตร ซึ่งกว่าฝันจะเป็นจริงก็ใช้เวลาถึง 7 ปี ในฐานะแฟนเพลง ก็อยากจะขอลองเดินตามดูสักหน่อยว่า 1,830 เมตรนี้มันไกลขนาดไหน

Alley
เปิด Google Maps เดินลัดเลาะออกจาก Akihabara

Kanda Shrine
ผ่านศาลเจ้าคันดะ ซึ่งเวลามีพิธีบรรลุนิติภาวะของเมมเบอร์ในวง (ตามประเพณีญี่ปุ่น) ก็จะมากันที่ศาลเจ้านี้

Lamps
โคมไฟ

Door
ประตู

เดินออกจากประตูไปเจอนักเรียนมัธยมใส่ชุดวอร์มออกมาวิ่ง เป็นระเบียบ ส่งเสียงเหมือนในการ์ตูนกีฬาเป๊ะ

Cyclists
มนุษย์จักรยาน

เดินจนหอบแฮ่ก ในที่สุดก็มาถึงโตเกียวโดมจนได้ (ในสารคดี AKB ดูแล้วเหมือนใกล้ แต่จริงๆ แล้วเหนื่อยใช้ได้)

Tokyo Dome
โตเกียวโดม

Rollercoaster
ใกล้ๆ กันมีชิงช้าสวรรค์กับรถไฟเหาะด้วย

โตเกียวโดมเป็นสนามเบสบอลของทีม Yomiuri Giants ความจุ 55,000 ที่นั่ง แต่ก็สามารถใช้จัดงานคอนเสิร์ตได้ด้วย

In side the dome
ได้แค่แอบส่องดูข้างใน เพราะเค้าไม่ให้เข้า

Baseball Shop
เพราะเป็นสนามเบสบอล ก็เลยมีร้านขายของที่ระลึกของสโมสรด้วย

Beer Garden
ฝั่งตรงข้ามเป็นคล้ายๆ ลานเบียร์บ้านเรา เห็นมีมนุษย์เงินเดือนนั่งกินกันอยู่พอสมควร

จบภารกิจในวันแรกของการมาโตเกียวแล้ว สุดท้ายคือหาทางมั่วกลับไปที่พักให้ได้

Gambling
เดินไปเดินมา เจอกลุ่มคนกำลังลุ้นแทงพนันอะไรสักอย่าง

Denny's
เจอร้าน Denny’s เป็น family restaurant ที่เปิด 24 ชม. ฝากท้องตอนดึกๆ ได้

สุดท้ายก็เดินไปจนเจอสถานีรถไฟ ต่อรถแบบมั่วๆ (เพิ่งมาวันแรก ยังไม่คุ้น) กลับไปถึงที่พักจนได้ เป็นอันจบวันแรกแบบเหนื่อยแฮ่กๆ

โตเกียวเที่ยวเอง #1 : Yokoso Tokyo

อย่างที่เล่าไปแล้วใน entry ก่อนว่า การมาญี่ปุ่นคราวนี้เป็นครั้งแรก แถมมาคนเดียวด้วย ส่วนความรู้ภาษาญี่ปุ่นมีอยู่ที่ระดับเรียนจบคอร์ส JD2 ของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (แปลว่า อ่านฮิรากานะ, คาตากะนะ ออก แต่แปลไม่ได้ + รู้คำศัพท์จำกัดมากๆ + รู้คันจิประมาณ 20 ตัว) ก็อาศัยมั่วๆ เอาเป็นหลัก

ทริปนี้นั่งเครื่องมาลงที่นาริตะ (NRT) สนามบินหลักอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของโตเกียว จะเข้ามาในเมืองก็ต้องนั่งรถไฟ หรือไม่ก็รถบัส มีให้เลือกหลายสายทั้งแบบด่วนมาก ด่วนน้อย หรือหวานเย็น

ตั๋วรถไฟหวานเย็น
ตั๋วหวานเย็น ราคา 1,240 เยน

ผมจองที่พักไว้เป็น hostel แถว Asakusa ชื่อ Khaosan Tokyo Original (อยู่โตเกียว แต่ดันชื่อข้าวสาร) นอนเตียงรวมเน้นประหยัด สภาพโดยรวมก็สะอาดดี ถึงที่พัก เช็คอิน เก็บข้าวของ ก็ได้เวลาลุยโตเกียวแล้ว

การเดินทางในโตเกียว จะใช้รถไฟเป็นหลัก ซึ่งสะดวกสบายและครอบคลุมมากกว่ารถเมล์ ถ้าใช้บัตรเติมเงิน Suica ได้ก็จะสะดวกดี เพราะเวลาใช้ก็แตะเข้า แตะออก เหมือน BTS/MRT บ้านเรา ระบบจะหักเงินจากในบัตรให้เอง

มีข้อควรสังเกตนิดหน่อยคือ ถ้าใช้รถไฟยี่ห้อเดียวกันตลอดเส้นทาง ค่าตั๋วจะถูกกว่าเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟคนละยี่ห้อ (รถไฟในโตเกียวมีหลักๆ 3 ยี่ห้อคือ JR, Tokyo Metro, Toei)

Tokyo Metro
ทางเดินในรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro

สถานที่แรกที่ไปคือ มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo – 東京大学 – โทได) สถานที่ที่ไปปรากฏในการ์ตูน, อนิเม หลายเรื่อง มีแคมปัสหลักอยู่ใจกลางเมือง จัดเป็นมหาลัยระดับท็อปของญี่ปุ่น (ในการ์ตูนส่วนใหญ่พวกเด็กเก่งๆ จะมีความฝันอยากเข้าโทไดด้วยกันทั้งนั้น)

โทได
ทางเดินหลัก สองข้างทางมีต้นแปะก้วยรายล้อม

บรรดาต้นแปะก้วยสองข้างทางเดินนี่เป็นสัญลักษณ์ของมหาลัย (คงประมาณจุฬาฯ บ้านเราก็มีต้นจามจุรีเป็นสัญลักษณ์หละมั้ง) ถ้ามาในฤดูที่เหมาะสม ใบจะกลายเป็นสีเหลืองสวย เหมาะกับการถ่ายรูปมาก

โทได
เดินผ่านแนวแปะก้วยมา ก็จะเจอกับหอนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์โดดเด่น

นอกจากมาเยือนสถานที่สำคัญในการ์ตูนแล้ว ยังถือโอกาสมาเจอมิตรสหายท่านหนึ่งที่เรียนอยู่ที่นี่ด้วย

โทได
บรรยากาศที่จอดรถจักรยานในแคมปัส ตึกเรียนก็ดูเก่าๆ คลาสสิคดี

โทได
ประตูทางออกสีแดง เห็นว่าเป็น landmark ชื่อดังของมหาลัยด้วย

มื้อกลางวันวันนี้เลือกกินที่ร้าน Yayoi ใกล้ๆ กับโทไดนั่นเอง ได้มีโอกาสลองร้านแบบสั่งอาหารจากตู้เป็นครั้งแรก (แอบดูว่าคนอื่นเค้าทำยังไงแล้วก็ทำตาม) พอเป็นแล้วก็ไม่ยากอะไร ใส่เงินเข้าไป (เหรียญหรือธนบัตรก็ได้) แล้วกดเลือกเมนูที่ต้องการ (ดูรูปเอา) ได้เงินทอน จากนั้นไปหาโต๊ะนั่งแล้วเค้าจะเอาอหารมาเสิร์ฟเอง

Yayoi
อุปกรณ์การกิน

Yayoi
อาหารหน้าตาดี ราคาถูกกว่าโอโตยะบ้านเราเสียอีก

ตอนกลับมาถึงเมืองไทยแล้วเพิ่งรู้ว่า Yayoi บ้านเรา ก็เป็นเจ้าเดียวกับ Yayoi ที่ไปกินมานี่แหละ แต่เป็น MK (สุกี้) ไปซื้อแฟรนไชส์มาเปิด แต่รสชาติอาหารอย่าเอาไปเทียบกันจะดีกว่านะ

หาอะไรกินเสร็จแล้วก็เดินชมเมือง ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

Tokyo
ตู้กดน้ำอัตโนมัติกับจักรยานนี่มีให้เห็นทั่วโตเกียว

Wonda
โฆษณากาแฟ Wonda โดยไอดอลแห่งชาติญี่ปุ่น

Tokyo Olympic
ป้ายประชาสัมพันธ์โอลิมปิก 2020 ที่โตเกียวขอเป็นเจ้าภาพ

เดินลงใต้มาเรื่อยๆ ข้ามแม่น้ำ จนกระทั่งเจอกับสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือโรงเรียนสตรี Bunka Gakuin (พิกัด) ซึ่งเป็นที่ถ่ายทำ PV Oogoe Diamond ของ AKB48

เดินเลยทางเข้าไปอีกนิดนึงจะเจอบันไดที่อยู่ในตอนต้นของ PV ด้วย ใครที่เป็นจูรินะโอชิสมควรมาคารวะสถานที่แห่งนี้

บันไดจูรินะ
Matsui Jurina เดบิวกับ AKB48 ก็ที่นี่แหละ

Oogoe Diamond
อันนี้เป็นทางเข้าโรงเรียน

อนึ่ง ข้อมูลตามรอย AKB48 มาจาก blog AKBAnything ครับ

ต่อไปก็จะเดินทางไป Akihabara จุดหมายสำคัญของคนดูการ์ตูนญี่ปุ่น เอาไว้ต่อ entry ถัดไปละกัน

สรุปทริปโตเกียว

การไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ผมคิดไว้นานแล้ว แต่ด้วยข้ออ้างหลายๆ อย่าง เช่นว่า ไม่มีตังค์บ้าง เวลาไม่เหมาะบ้าง ไม่รู้ภาษาบ้าง ไม่มีคนไปด้วยบ้าง ก็เลยไม่ได้ไปสักที จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง มีน้องที่ออฟฟิศทักมาว่าการบินไทยมีโปรโมชั่นลดราคาอยู่ พอเข้าไปลองกดดูราคา กดเลือกวันดูสักพักก็ตัดสินใจได้ว่า ถ้ารออยู่ก็ไม่ได้ไปสักที ลุยเลยละกัน

สรุปก็ได้ตั๋วการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพ-นาริตะ มาในราคา 20,540 บาท เดินเรื่องเอกสารวีซ่า จองที่พักเสร็จเรียบร้อย ก็เลยกลายมาเป็นทริปลุยเดี่ยว ตั้งแต่วันที่ 6-16 มิถุนายนที่ผ่านมา

On a jet plane

สรุปโปรแกรม

  • 6 มิถุนายน
    • ตอนกลางวันยังไปทำงานอยู่ ตอนเย็นรีบกลับมาเอาสัมภาระที่บ้านแล้วจับแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิ เครื่องออก 23:50 ไม่มีดีเลย์อะไร
    • หลับยาว
  • 7 มิถุนายน
    • ถึงนาริตะตอน 8 โมงเช้า ตามเวลาท้องถิ่น นั่งรถไฟเข้าเมือง ไปที่พักที่จองไว้แถว Asakusa
  • 8-14 มิถุนายน
    • เที่ยวๆๆ อยู่ในโตเกียวนี่แหละ
  • 15 มิถุนายน
    • เปลี่ยนบรรยากาศออกไปจังหวัด Chiba ข้างๆ โตเกียว
  • 16 มิถุนายน
    • ช่วงเช้าแวะเก็บตก โน่นนั่นนี่
    • ช่วงบ่ายรีบนั่งรถไฟไปสนามบิน เครื่องออกจากนาริตะ 17:25 ถึงกรุงเทพ 21:55

Japanese Ema

สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน = 20,540 บาท (โดนการบินไทยหักหลัง พอจองตั๋วไปแล้วไม่นานก็ดันมีโปรถูกกว่า 2,000 ออกมา)
  • ที่พัก นอน hostel แบบเตียงรวม 9 คืน = 6,600 บาท
  • กินอยู่ / เดินทาง / เที่ยว นั่งรถไฟ + เดินเป็นหลัก กินของถูกๆ จ่ายค่าเข้า museum บ้าง ตกราวๆ วันละ 1,500 บาท คูณสิบวัน = 15,000 บาท
  • ค่าเช่า pocket-wifi สิบวัน = 3,300 บาท

รวมทั้งหมดก็ประมาณ 45,000 บาท ไม่รวมช้อปปิ้ง