โตเกียวเที่ยวเอง #8 : ตลาดปลา Tsukiji / Science Museum

ผมรู้จักชื่อตลาดปลา Tsukiji ครั้งแรกจากการ์ตูน ไอ้หนุ่มซูชิ (สำนักพิมพ์บูรพัฒน์ ออกมา 60 กว่าเล่มแล้ว ยังไม่จบ) เป็นการ์ตูนที่วาดตัวละครได้ไม่หล่อไม่สวยเลย พล็อตเรื่องก็ cliche มากๆ แต่จุดเด่นของเรื่องนี้คือภาพวาดซูชิที่ดูน่ากินมาก + ข้อมูลวัตถุดิบซูชิระดับละเอียดยิบ ทำให้ตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นแล้วก็จะขอไปดูตลาดปลา Tsukiji ให้ได้สักครั้งว่าเป็นยังไง

ไอ้หนุ่มซูชิ

ภาพปกเอามาจากเว็บ ToonZone

ตลาดปลา Tsukiji เป็นตลาดขายปลาและอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ภายในแบ่งเป็นโซนตลาดปลากับโซนขายของ+ร้านอาหาร โดยโซนตลาดปลาจะให้คนทั่วไปเข้าไปได้หลัง 9 โมงเช้าเท่านั้น ส่วนโซนขายของคนทั่วไปมาเดินได้ตั้งแต่ตลาดเปิด

ตรงโซนนี้มีร้านซูชิเปิดอยู่หลายร้าน แต่ร้านที่ดังที่สุดคือร้าน ซูชิได (寿司大) ที่ต้องต่อคิวรอกินกันนานมาก ผมพยายามตื่นเช้านั่งรถไฟใต้ดินมา ไปต่อคิวเอาราวๆ 6 โมงครึ่ง ก็เจอคนมาก่อนหน้าเป็นสิบแล้ว (บังเอิญเจอแอดมิน B แห่งเว็บ 48.in.th ต่อคิวอยู่ด้วย) กว่าจะได้กินก็รอไปราวๆ 3 ชม. ถ้าใครจะมากินแบบไม่เสียเวลา แนะนำให้หาที่พักใกล้ๆ ตลาด Tsukiji นี่หรือไม่ก็นั่งแท็กซี่เอา (ร้านเปิดตีสี่ครึ่ง)

ตลาดปลา Tsukiji

ระหว่างรอก็ถ่ายรูปไปเรื่อย

ตลาดปลา Tsukiji

คนขับรถส่งของวิ่งกันขวักไขว่

ทางร้านเค้าจะจัดให้ลูกค้าเข้าไปเป็นชุด ชุดละ 12-13 คน ก่อนเข้าไปก็จะมีเซตเมนูให้ดูก่อน เลือกได้คือเซตใหญ่ 10+1 คำ 3,900 เยน กับเซตเล็ก 7 คำ 2,500 เยน เชฟจะปั้นมาให้ทีละคำๆ จนจบเซตแล้วถึงจะสามารถสั่งเพิ่มได้ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็สั่งเซตใหญ่กัน

ภายในร้าน Sushi Dai

ภายในร้านแคบมากๆ มีที่พอให้นั่งกินเท่านั้น ไม่ควรแบกข้าวของพะรุงพะรังอะไรเข้าไป จากในรูป ด้านหลังคนที่นั่งกันอยู่มีที่เหลือแค่ให้คนเดินได้คนเดียวเท่านั้น

พอเข้าไปนั่งแล้วทางร้านก็มีชา มีซุปให้ เชฟก็จะปั้นซูชิวางบนเคาท์เตอร์ไม้ด้านหน้ามาให้ทีละคำๆ ถ้าขิงดองหมดก็เติมให้ด้วย

Sushi Dai

หอยเม่นหลุดโฟกัส

Sushi Dai

อันนี้โทโร่

เซตใหญ่ 10+1 คำก็คือ เชฟเลือกให้ 10 คำ จบแล้วให้เราเลือกได้เองอีก 1 คำ ผมตัดสินใจไม่ถูก สุดท้ายก็เลือกโทโร่ไป เบ็ดเสร็จแล้วใช้เวลากินราวๆ 40 นาที ก็ออกจากร้านมาแล้วให้ลูกค้าชุดต่อไปเข้ามากิน

ถ้าไม่นับว่าต้องต่อคิวนานมากๆ แล้ว ถือว่าเป็นซูชิที่อร่อยและคุ้มราคามาก ราคานี้ในบ้านเราหาแบบที่ได้ปลาแบบนี้ยังยากเลย แต่ถ้าไม่อยากต่อคิว บางคนเค้าว่าไปร้าน Sushi Daiwa ใกล้ๆ กันเป็นของครอบครัวเดียวกัน อร่อยเหมือนกัน แต่คิวสั้นกว่ามาก

กินซูชิเสร็จ ตลาดปลาก็เปิดให้คนภายนอกเข้าได้แล้ว

Tsukiji

ด้านในตลาด

Tsukiji Fish Market

เครื่องแล่ปลาแช่แข็ง

Tsukiji Fish Market

ปลาหลากชนิด

ตอนที่เข้าไปดูราวๆ เกือบ 11 โมง หลายๆ ร้านก็เริ่มจะปิดกันแล้ว ก็เลยไม่ได้เห็นอะไรอาหารทะเลหน้าตาแปลกๆ มากซักเท่าไหร่

นอกจากนี้แล้วที่ตลาดปลา Tsukiji นี่ยังมีให้ดูการประมูลปลาทูน่าฟรีด้วย แต่ต้องมารับคิวตั้งแต่เช้ามืด (ราวๆ ตีสามเป็นต้นไป) ไม่แน่ใจว่าจะยังเปิดให้ดูจนถึงเมื่อไหร่ เพราะตลาดปลาที่นี่มีแผนจะย้ายไปตั้งที่อื่นแทนในไม่กี่ปีนี้ ถ้ามีโอกาสและเวลา ก็น่าลองแวะไปดูครับ

ออกจากตลาดปลา ก็แวะกลับไปที่สวน Ueno ที่ไปมาเมื่อวันก่อนเพื่อไปเก็บตก museum สองที่ คือ National Museum of Western Art กับ Science Museum ทั้งสองที่อยู่ติดกันเลย

เริ่มต้นที่ NMWA ก็เป็น museum ขนาดกะทัดรัด เดินไม่เกิน 2 ชม.ก็ทั่ว มีทั้งงานภาพเขียนและรูปปั้นของศิลปินตะวันตก ตั้งแต่ยุค Renaissance มาถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผมสนใจงานพวก Impressionist ก็มีให้ดูพอสมควร

NMWA

ด้านใน

Thinker

ในสวนมี The Thinker ของ Rodin ด้วย แต่ตัวนี้ไปดูที่ปารีสจะขลังกว่านะ

ออกจาก NMWA ก็เข้า Science Museum ที่อยู่ข้างๆ ได้ทันที

ที่ Science Museum นี่ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทั่วไปคือ เด็กเยอะมาก แล้วก็ของที่จัดแสดงก็จะออกไปในทางส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กมากกว่า แต่ในฐานะที่เคยเป็นเด็กที่อยู่ในประเทศที่ไม่มี Science Museum ดีๆ ให้ดู การได้มา museum แบบนี้ทีไรก็ตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง

Science Museum

กองทัพสัตว์จำลอง

Science Museum

อันนี้ให้ดูระบบทางเดินอาหารของวัว

Science Museum

โครงกระดูกไดโนเสาร์ก็มี

ไฮไลท์ของที่นี่ที่ไม่ควรพลาดคือ 360 Theater ที่ให้เราเข้าไปในห้องทรงกลม มีสะพานพาดจากฟากนึงไปอีกฟากนึง รอบๆ เป็นจอภาพฉายหนังสารคดีแบบ 360 องศา มุมมองเหมือนกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มีทั้งลอยอยู่บนฟ้า ดำลงไปใต้น้ำ ทำดีมาก ถึงแแม้เสียงบรรยายจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ดูวิดีโออย่างเดียวก็เข้าใจได้

นอกจากโซนชีวิตสัตว์โลกแล้วก็ยังมีวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ เช่นพวกโซนเครื่องจักร แร่ธาตุ พลังงาน ฯลฯ แต่ป้ายส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น ถ้าอ่านไม่ออกแล้วก็ลำบากหน่อย แต่ในภาพรวมแล้วถือเป็น museum ที่ทำได้ดีเลย

วันนี้ตอนเย็นมีนัดเจอมิตรสหายท่านหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงเวลานัดก็เลยไปเดินเล่นแถวสถานี Nippori เดินไล่ลงมาจนถึงสถานี Nezu

แถบ Nippori-Nezu ส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านคนธรรมดา บรรยากาศค่อนข้างสงบ ไม่พลุกพล่าน มีบ้านไม้เก่าๆ สวยๆ ให้อารมณ์ย้อนยุคเล็กน้อย

Nezu-Nippori

Nezu-Nippori

อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นอะไร

Nezu-Nippori

ร้านเปิดท้ายขายของแบบนี้ก็มี

เดินจนเหนื่อยก็แวะร้านกาแฟเก๋ๆ แถวนั้น ชื่อ Kayaba Coffee ถ้าขึ้นไปนั่งชั้นสองจะเป็นโต๊ะญี่ปุ่น + เสื่อทาทามิ มองออกไปนอกหน้าต่างชมวิวสวยๆ ได้

Coffee

Green Tea Cake

ลาเต้ร้อน + เค้กชาเขียวรสละมุน ไม่หวานจนเลี่ยน

พอถึงเวลานัดก็ไปเจอมิตรสหายท่านหนึ่งแถว Asakusa แต่พอดีมิตรสหาย OL ของมิตรสหายท่านนั้นชวนกินข้าวเย็น ก็เลยไปเจอกันแถวๆ Shinbashi แทน

ร้านที่ไปกินเป็นร้านแนว Izakaya คือพวกคนทำงานมากินกันหลังเลิกงาน เน้นกินกับ/ของเสียบไม้ย่าง + เบียร์/สาเก วิธีไปค่อนข้างลำบาก ต้องเข้าไปในตึกที่จำชื่อไม่ได้ แล้วกดลิฟต์ขึ้นไป เปิดออกมาแล้วเป็นร้าน Izakaya อลังการ แบ่งเป็นห้องส่วนตัวนั่งได้ประมาณห้องละ 5-6 คน ซาลารี่แมน+OL เต็มไปหมด

Izakaya

ถั่วเอาไว้กินเล่น

Izakaya

ของเสียบไม้ย่าง

Izakaya

โอโคโนมิยากิหน้าอะไรสักอย่าง

Izakaya

ฮัมบากุ

Izakaya

ซุปอะไรไม่แน่ใจ

มื้อนี้มิตรสหาย OL เลี้ยงด้วย เป็นมื้อที่อิ่มเอมมาก

โตเกียวเที่ยวเอง #7.2 : Ikebukuro / บ้านพัก Tokiwa

ออกจากย่าน Ebisu แล้ว นั่งรถไฟมาถึงย่าน Ikebukuro ฝนก็ยังตกอยู่ แต่ด้วยความตั้งใจมากินมื้อเที่ยงที่นี่ ทำให้เข้าไปกางร่ม ต่อคิวรอกินแบบไม่กลัวฝน

Ikebukuro

ฝนโตเกียวตกแบบที่จะกางร่มก็เกะกะ แต่ก็หนักเกินกว่าจะไม่กางร่มเลย

ร้านที่มากินเป็นมื้อเที่ยงคราวนี้คือ ราเมงซุปกระดูกหมู Mutekiya

Mutekiya

หน้าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้

Mutekiya

มีคนกางร่มรอกินเหมือนกัน คิวยาวใช้ได้ ยืนรออยู่ราวๆ 30 นาที กว่าจะได้เข้าไปกิน ระหว่างรอเค้าจะมีเมนูมาให้เลือกก่อน มีภาษาไทยด้วย รับประกันได้ว่าเป็นร้านที่คนไทยมากันเยอะ

ตอนสั่งนอกจากเลือกว่าจะเอารางเมงแบบไหนแล้ว ยังเลือกได้ด้วยว่าจะเอาเส้นเยอะหรือว่าเส้นน้อย (แต่ราคาเท่ากัน) คือได้ topping เหมือนกันหมดทุกอย่างต่างแค่ปริมาณเส้น อาจจะเหมาะกับสาวๆ ที่กินไม่เยอะเท่าไหร่

Mutekiya

ราเมงออกมาหน้าตาแบบนี้ ชามนี้ 890 เยน (ตอนนี้น่าจะขึ้นราคาตาม VAT ไปแล้ว) อร่อยคุ้มราคาและการเสียเวลาต่อคิว หมูนุ่ม ไข่ต้มได้สุกเป็นยางมะตูมกำลังดี น้ำซุปเข้มข้นซดจนหมดชามได้เลย

กินอิ่มแล้วก็ออกมาเดินต่อ ลัดเลาะซอยทางทิศใต้ของสถานี Ikebukuro เดินหาอยู่สักพัก จนในที่สุดก็ได้เจอกับ โรงเรียนสตรี Jiyugakuen Myonichikan

Jiyugakuen Myonichikan

หน้าตาโรงเรียนเป็นแบบนี้

ตัวอาคารของ Jiyugakuen Myonichikan เป็นผลงานการออกแบบของ Frank Lloyd Wright สถาปนิกชื่อดัง เมื่อก่อนที่นี่ก็เป็นโรงเรียนปกติ แต่ตอนหลังเค้าย้ายการเรียนการสอนไปที่ campus อื่นหมดแล้ว ที่นี่เลยเหลือไว้เป็นสมาคมศิษย์เก่า รับจัดงาน event ต่างๆ (เช่น จัดงานแต่ง) ถ้าไม่มีโปรแกรมอะไรก็เปิดให้คนภายนอกเข้าชม (เก็บเงินด้วย)

Jiyugakuen Myonichikan

สภาพด้านใน

Jiyugakuen Myonichikan

มีห้องโถงกลางให้คนแวะจิบชากินขนม ที่เห็นคนเยอะๆ นี่คือรอฝนซา

นอกจากนี้แล้วที่ Jiyugakuen Myonichikan นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำ PV เพลง Ue Kara Mariko ของ AKB48 ด้วย

PV เพลง Ue Kara Mariko ถ่ายทำที่นี่กันทั้งเพลงเลย

รอฝนซา ออกจากโรงเรียนสตรีมาแล้ว ที่ต่อไปที่ไปเยือนคือบ้านพักโทคิวะ สถานที่ในตำนาน อพาร์ตเมนท์สองชั้นเก่าๆ ที่นักเขียนการ์ตูนไส้แห้งหลายคนเคยอาศัยอยู่ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นตำนานของวงการการ์ตูนญี่ปุ่น เช่น เทสึกะ โอซามุ (คนเขียน Black Jack, เจ้าหนูอะตอม, ฯลฯ), ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ (คนเขียนโดราเอมอน), อิชิโนโมริ โชทาโร่ (คนเขียนไซบอร์ก 009)

ที่ตั้งของบ้านพักนี่จะอยู่ในซอยระหว่างสถานี Ochaiminaminagasaki กับ Shiinamachi (พิกัด)

บ้านพัก Tokiwa

ไปถึงที่แล้วมีอนุสาวรีย์เล็กๆ เป็นบ้านพักจำลอง มีป้ายบอกประวัติ และแผนผังบอกว่านักเขียนคนไหนอยู่ส่วนไหนของบ้าน

บ้านพัก Tokiwa

ส่วนบริเวณที่เคยเป็นบ้านพักจริงๆ ตอนนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นไปละ

จบจากบ้านพักโทคิวะแล้วก็เดินทางกลับที่พัก เก็บข้าวของ ตั้งใจว่าจะออกไปหา Horumon กิน ลองถามที่ hostel ดูเค้าก็แนะนำมาร้านนึงชื่อ Gyu-Kaku 牛肉 อยู่ใกล้วัดเซนโซจิ ไม่ไกลจาก hostel นัก

คำว่า Horumon (ホルモン) จริงๆ มันคือ เครื่องในสัตว์เอามาย่างกินน่ะเอง มีที่มาจากคำว่า ฮอร์โมน ในความหมายว่าเป็นสารกระตุ้น (คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นอาหารเสริมพละกำลัง) รวมทั้งยังพ้องกับคำว่า 放る物 ในสำเนียงคันไซ ที่แปลว่าความหมายว่า ของที่ไม่เอาแล้ว ด้วย (ของเหลือหลังจากเอาส่วนที่เป็นเนื้อไปหมดแล้ว)

ที่อยากกินเพราะดันไปอ่านการ์ตูนเรื่อง เนื้อย่างจานเด็ด เข้า (สยามอินเตอร์คอมมิค 3 เล่มจบ) ก็เลยได้รับรู้วัฒนธรรมการกินเครื่องในย่างจนต้องมาหาลองของจริง (แต่ต้นตำรับแท้ๆ เค้าว่าต้องไปกินแถบโอซาก้า)

เนื้อย่างจานเด็ด

ปกเวอร์ชันญี่ปุ่นหน้าตาแบบนี้

Horumon

ตอนสั่งก็ดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ได้แต่ชี้ๆ ไม่รู้ชื่อเรียกสักอย่าง

Horumon

ตอนกินจะเคี้ยวสนุกกว่ากินเนื้อย่าง texture จะต่างกันออกไปตามชนิดของเครื่องใน

Horumon

ก็อร่อยเกือบหมด ยกเว้นอันที่หน้าตาคล้ายๆ ตับจะธรรมดาไปหน่อย

Horumon

มีเตาย่างให้ ถ้าเอาตามในการ์ตูนก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงที่เนื้อจะร่ำร้องออกมาว่า “พลิกฉันสิ” แล้วกะเวลาพลิกให้พอดี จะได้รสชาติที่อร่อยที่สุด

Suntory

สั่งเบียร์ Suntory เย็นๆ มากินด้วย เข้ากันมากๆ

โตเกียวเที่ยวเอง #7 : Tearoom Tane / Museum of Yebisu Beer

มื้อเช้าของวันที่ 7 ในโตเกียวจะออกไปกินไกลสักหน่อย โดยไปถึงสถานี Takashimadaira ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโตเกียว นั่งรถจากที่พักตรง Asakusa ก็ราวๆ สามต่อ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

ร้านที่ไปชื่อว่า ティールームタネ (Tearoom Tane) ก็เป็นคาเฟ่ธรรมดา ขายกาแฟ ขายอาหารทั่วไปนี่แหละ

หน้าร้าน Tearoom Tane

เมนูหน้าร้าน Tearoom Tane

ความพิเศษของ Tearoom Tane นี่อยู่ที่ว่าเป็นร้านของครอบครัวของ Minegishi Minami หนึ่งในสมาชิก AKB48

Tearoom Tane

ในร้านก็จะมีมุมรวมผลงาน + ของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ

Tearoom Tane

รวมซีดีที่ออก + ลายเซ็นเพื่อนฝูงในวง AKB48

Tearoom Tane

โมเดลจากในละคร Majisuka Gakuen

จังหวะที่ไปเป็นตอนเช้า ก็จะมีชุดอาหารเช้าเสิร์ฟ มีให้เลือกหลายเมนู ราคากลางๆ มาตรฐานร้านญี่ปุ่น

Tearoom Tane

สั่งเมนูขนมปัง ไส้กรอก ไข่ต้ม กาแฟ มาตรฐาน รสชาติถือว่าดีทีเดียว

ทางร้านมีบัตรสะสมแต้มให้ด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้มาสะสมแต้มอีกเมื่อไหร่ ตอนจ่ายเงินคุณป้าที่แคชเชียร์เก็บเงินเห็นท่าทางเหมือนพวกแสวงบุญไอดอล เลยชวนคุย แต่ด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่จำกัดก็ตอบได้แค่ว่ามาจากเมืองไทย ที่เหลือฟังไม่ออก orz

พิกัด, รีวิวใน tabelog สำหรับคนที่อยากไปแสวงบุญบ้าง ร้านเปิด 9:00-18:30 ปิดวันอังคาร

ย่านต่อไปที่จะไปคือย่าน Ebisu ซึ่งเค้าว่าเป็นที่บูติก+คูลๆ ว่าจะไปเดินชมบรรยากาศ หามุมสวยๆ ถ่ายรูป แต่ฝนที่ตกปรอยๆ ในตอนเช้ากลายมาเป็นฝนหนักจนออกไปเดินกลางแจ้งไม่ได้

เมื่อออกไปไหนไม่ได้ ก็ตัดสินใจเปลี่ยนโปรแกรมเป็นเข้าไปเดินในพิพิธภัณฑ์เบียร์ Yebisu ที่อยู่แถวนั้นแทน

พิพิธภัณฑ์จะอยู่ในบริเวณที่ชื่อว่า Ebisu Garden Place ซึ่งจากสถานีรถไฟสามารถเดินผ่านทางเดิน Ebisu Skywalk ไปได้ ไม่เปียกฝน

Ebisu

ทางเดิน Ebisu Skywalk

Sapporo

โฆษณาตรงทางเดิน อัตจังเลือก Sapporo

Ebisu

ลานกว้างของ Ebisu Garden Place

พิพิธภัณฑ์เบียร์ Yebisu จะอยู่ข้างๆ ของลานนี้

Museum of Yebisu Beer

ทางเข้าหน้าตาแบบนี้ มีเบียร์ตั้งอยู่ 2 กระป๋องใหญ่

Museum of Yebisu Beer

เข้ามาแล้วจะเจอแบบนี้

พิพิธภัณฑ์อันนี้เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ขนาดก็ไม่ใหญ่ กะคร่าวๆ แล้วเล็กกว่า TCDC บ้านเราเสียอีก

Museum of Yebisu Beer

มีส่วนจัดแสดงบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเบียร์ Yebisu

Museum of Yebisu Beer

เบียร์ขนาดต่างๆ

Museum of Yebisu Beer

เบียร์ Yebisu ไปโผล่อยู่ในการ์ตูนในตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion ด้วย

พอเดินออกมาจากส่วนจัดแสดงแล้วจะมาเจอกับส่วนขายของ ซึ่งก็คือเบียร์พร้อมกับแกล้ม ให้ลองกินกันใน museum นี่เลย แต่ราคาออกจะสูงอยู่สักหน่อยและไหนๆ ก็กำลังจะไปหาข้าวกลางวันกินอยู่แล้ว ก็เลยออกมาได้โดยไม่เสียเงิน

ตอนถัดไปจะไปกินมื้อเที่ยงที่ Ikebukuro ครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #6.2 : Omotesando / Shinjuku

ต่อจากตอนที่แล้ว ที่ไปดู National Art Center โปรแกรมถัดไปคือไปเดิน Omotesando ถนนเส้นที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées ของญี่ปุ่น จาก National Art Center เดินต่อไปราวๆ 1 กิโลเมตรก็ถึง หรือถ้าคนที่ไม่อยากเดินก็ไปลงรถไฟใต้ดินสถานี Nogizaka แถวนั้นไปขึ้นที่ Omotesando ก็ได้

Nogizaka

ทางลงรถไฟใต้ดินสถานี Nogizaka บ้านเกิดของวงไอดอล Nogizaka46 คู่แข่งอย่างเป็นทางการของ AKB48

Omotesando เป็นถนนที่วางผังได้สวยงาม มีต้นไม้สองข้างทางร่มรื่น มีร้านรวงหรูหราทั้งสองฟากถนน แต่อารมณ์จะคนละแบบกับ Champs-Élysées ที่ปารีส คือนอกจากเรื่องความกว้างของถนนที่ปารีสกว้างกว่าเยอะแล้ว บรรยากาศที่ Omotesando นี่ดูเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัวแบบตะวันออก ร้านหรูที่ตั้งอยู่ก็ไม่ได้จงใจสร้างให้อู้ฟู่โดดเด้ง แต่ดูแล้วกลืนไปกับถนนมากกว่า

Omotesando

Omotesando Free WiFi

มีฟรี WiFi ให้เล่นตามถังขยะ

Omotesando

ตรอกที่แยกออกจากถนนหลัก ก็ดูเล็กๆ น่ารักสไตล์ญี่ปุ่น

Omotesando

Omotesando

ช่วงกลางๆ ความยาวของถนนจะมีห้างชื่อ Omotesando Hills อยู่ เป็นห้างหรูที่ออกแบบภายในได้สวยมาก ถ้าใครมีโอกาสได้ไปแนะนำให้ลองเข้าไปชม

Omotesando Hills

มุมนี้เป็นซีก Dojun Wing ซึ่งเป็นปีกหนึ่งของ Omotesando Hills ที่เมื่อก่อนเป็นอพาร์ทเมนต์เก่า เอามาปรับปรุงใหม่

เดินไปจนสุดถนน Omotesando จะเจอกับห้าง Tokyu Plaza ตรงหัวมุมที่มีทางเข้าเป็นเอกลักษณ์

Tokyu Plaza

แฟนๆ Nogizaka46 อาจจะคุ้นๆ เพราะนี่คือจุดที่ถ่ายทำ MV ของเพลง Sekai de Ichiban Kodoku na Lover น่ะเอง

Nogizaka46 - Sekai de Ichiban Kodoku na Lover

เทียบกับใน PV

ด้านบนของห้างเป็นดาดฟ้า มีสวนหย่อม มีเก้าอี้นั่งพัก ซื้อกาแฟไปนั่งชิลได้

เลยจากตรงนี้ เลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็จะไปเจอถนน Takeshita ซึ่งเป็นถนนแฟชั่นของย่าน Harajuku น่ะเอง วันก่อนที่ได้มาเดิน รีบไปหน่อย เพราะว่าคนเยอะ วันนี้คนไม่เยอะมากเลยได้โอกาสเดินสบายๆ ไม่ต้องรีบ

Takeshita Street

Harajuku

Harajuku

เดินทะลุ Takeshita Street แล้วก็จะมาถึงสถานีรถไฟ Harajuku เพื่อนั่งรถไฟต่อไปที่ Shinjuku

Harajuku Station

อีกฟากของสถานีติดกับศาลเจ้าเมจิ ก็เลยมีต้นไม้ขึ้นเขียวครึ้ม

พอมาถึงสถานีชินจูกุ ถ้าเดินผ่านชั้น B1 จะได้เจอ ricori ร้านเสื้อผ้าของ Shinoda Mariko (ที่เพิ่งไปเจอตัวจริงมา)

ricori

มีแต่เสื้อผ้าผู้หญิง และราคาก็แพงเกินกว่าจะซื้อมาฝากคนอื่น

ออกมาจากสถานีรถไฟ ลองมาเดินห้าง ビックロ ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นการเอาห้าง Bic Camera มารวมกับ Uniqlo ทำให้ในร้านมีขายทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าในที่เดียว ดูเหมือนจะเป็นห้างที่มีคนไทยไปเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะเสียงประกาศบรรยายสรรพคุณที่เปิดอยู่ในร้านที่เปิดวนไปวนมา นอกจากภาษาอังกฤษ เกาหลี จีน แล้วยังมีภาษาไทยด้วย

Bic Camera x Uniqlo

หน้าร้าน BicQlo

Robot Cafe

เดินอยู่ข้างถนน ก็มีรถขนหุ่นยนต์ตัวใหญ่โปรโมทบาร์อะไรสักอย่างวิ่งผ่านไป เหมือนจะเป็นตัวที่โผล่มาใน PV เพลง イキルコト ของ AKB48 ด้วย (เข้าใจว่า PV ถ่ายทำในย่าน Kabukijo ที่อยู่ใกล้ๆ)

บรรยากาศของ Shinjuku ตอนกลางคืนดูจะคึกคัก ร้านค้าเปิดกันดึก มีคนเดินกันขวักไขว่ทั้งคนท้องถิ่นแล้วนักท่องเที่ยว

Shinjuku at Night

ถ้าใครเคยดูหนัง Lost in Translation มาก่อน ในหนังก็ถ่ายทำกันที่นี่แหละ (เปิดเพลง Too Young ของ Phoenix ใน soundtrack ประกอบ)

Shinjuku

Shinjuku

ร้านคาราโอเกะที่ทางเข้าน่ากลัวมาก

Shinjuku

ร้านสำหรับพนักงานออฟฟิศเลิกงานดึก ได้แวะมาก่อนกลับบ้านเยอะมาก

Shinjuku

ถ้าเดินไปตามตรอกใกล้ๆ สถานีรถไฟ จะเจอร้านสไตล์ Izakaya น่าเข้าไปนั่งกินแต่ก็แอบแพงอยู่

จบจากตรงนี้ก็กลับที่พัก เตรียมตัวสำหรับวันต่อไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #6 : Zero Studio / National Art Center

วันที่ 6 ของการเที่ยวโตเกียวครั้งนี้ โปรแกรมแรกคือไป Zero Studio ที่สถานีโทรทัศน์ Nippon Television แถวย่าน Shinbashi แต่ก่อนไปก็หาร้านจานด่วนแถวที่พัก หยอดเหรียญ รับตั๋ว เข้าไปกินเอาแรงก่อน

Katsudon

เช้านี้เป็นคัตสึด้ง รสชาติพอถูไถ

ออกจากสถานี Shinbashi มาแล้วก็จะถึงหมู่ตึกของ Nippon Television เลย

Nihon Telebi

Zero Studio จะเป็นสตูดิโอถ่ายทำที่เป็นชั้นลอยอยู่นอกตัวตึก เป็นห้องกระจกใสมองหาไม่ยาก

Zero Studio

หน้าตาประมาณนี้

Zero Studio

เดินผ่านตอนยังไม่เริ่มถ่ายทำ

ที่มา Zero Studio ในวันนี้ก็เพราะว่าจะมีถ่ายทำรายการ PON! ซึ่งเป็นรายการสด และ 1 ในพิธีกรวันนี้ก็คือ Shinoda Mariko จาก AKB48 น่ะเอง

ถึงแม้ฝนจะตกปรอยๆ แต่บรรดาแฟนรายการก็ยังอุตส่าห์มาต่อคิวรอดูที่หน้าสตูดิโอกันอย่างคึกคัก

PON!

สังเกตในรูป ประตูสตูดิโออยู่ทางซ้าย หางแถวจะยาวไปทางขวา

ช่วงก่อนถ่ายทำจะมี รปภ.เอารั้วมากั้นไว้ พร้อมแปะป้ายห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอ ให้แฟนๆ ยืนเรียงแถวรอรับได้เฉพาะตรงทางเดินเท่านั้น จนกระทั่งถึงเวลา พิธีกรทั้งหลายก็จะเดินออกมาจากตัวตึก (เลยไปทางขวาของรูป) ลงบันไดมาแล้วเดินผ่านทักทายแฟนๆ จนถึงสตูดิโอก็จะเลี้ยวเข้าไปถ่ายทำรายการ แฟนๆ ที่อยากฝากของให้พิธีกรคนไหนจะมีผู้จัดการเดินตามมาเก็บของทีหลัง

ชิโนดะซามะตัวจริงนี่ดูมีออร่า เปล่งประกายไอดอลมาแต่ไกล ตอนเดินเข้ามาในระยะไม่ถึงสองเมตรเด็กสาวสองคนที่ยืนหลังรั้วกั้นใกล้ๆ ก็คุยกันซ้ำไปซ้ำมาว่า คาวาอี้เน้ ท่าทางจะปลื้มเอามากๆ

หลังจากถ่ายรายการจบ บรรดาพิธีกรก็จะเดินออกมาจากสตูดิโอ ผ่านแถวของแฟนๆ ให้ได้กรี๊ดกันอีกรอบ ก่อนจะกลับเข้าตัวตึกไป

หมายเหตุ – ลายแทงการมาดักรอดู PON! ได้มาจากบล็อก AKB Anything

โปรแกรมถัดไปคือไป National Art Center แถว Roppongi ที่ตอนนั้นมีจัดแสดงนิทรรศการ The Lady and the Unicorn อยู่พอดี

Subway

ระหว่างทางเจอป้ายสอนมารยาทการโดยสารรถไฟ

ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินแล้วรู้สึกหิว เลยจัดมื้อเที่ยงไปที่ Ippudo Ramen ร้านดังที่มีสาขาไปถึงสิงคโปร์และนิวยอร์ค

Ippudo

หน้าร้าน ต้องต่อคิวรอกินเหมือนร้านดังทั่วไป

Ippudo

บรรยากาศในร้าน

Ippudo Ramen

เครื่องปรุง

Ippudo Ramen

พอดีหิวมาก เลยสั่งเป็นเซตมีทั้งราเมง + ข้าวญี่ปุ่น + เกี๊ยวซ่า

น้ำซุปเข้มข้น หมูชิ้นใหญ่ นุ่ม กินกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ อร่อยคุ้มกับการต้องต่อคิว

จากร้านราเมง เดินให้อาหารย่อยราวๆ 500 เมตร ก็จะถึง National Art Center

National Art Center Tokyo

ตัวตึกด้านนอก

National Art Center Tokyo

มีที่ให้ฝากร่มด้วย

National Art Center Tokyo

National Art Center Tokyo

ตัวอาคารด้านในกว้างขวาง สวยงาม

The Lady and the Unicorn

ตั๋วเข้าดู The Lady and the Unicorn

The Lady and the Unicorn เป็นชุดของผ้าทอเป็นลวดลายหญิงสาวกับยูนิคอร์นจำนวน 6 ชิ้น แต่ละชิ้นใหญ่ประมาณ 3.5 x 3.5 เมตรได้ ห้าชิ้นในนั้นเค้าตีความได้ว่าเป็นภาพสื่อถึงสัมผัสทั้งห้า (taste, hearing, sight, smell, touch) ส่วนที่เหลืออีกชิ้นหนึ่งนักโบราณคดีก็ยังไม่แน่ใจ แต่เข้าใจกันว่าหมายถึงความรัก

ที่จริงแล้ว The Lady and the Unicorn นี่ต้องแสดงอยู่ที่ Museum de Cluny ที่ปารีส แต่ช่วงนั้นเป็นจังหวะดีที่เค้าเอามาแสดงชั่วคราวที่โตเกียวพอดี ถือเป็นโอกาสเหมาะ เพราะตอนที่ไปปารีสจำใจต้องตัด Museum อันนี้ออกเพราะเวลาไม่พอ ไม่คิดว่าจะได้มาแก้ตัวที่โตเกียวนี่

นอกจาก The Lady and the Unicorn นี่แล้ว ที่ National Art Center ก็ยังมีนิทรรศการอื่นหมุนเวียนให้ดูด้วย แต่ในนั้นเค้าไม่ให้ถ่ายรูป ก็เลยไม่มีรูปมาลง blog

มีต่อตอนต่อไปครับ