โตเกียวเที่ยวเอง #3.2 : ศาลเจ้าเมจิ / Harajuku / Ginza

โตเกียววันที่สามช่วงบ่าย ต่อจากตอนที่แล้ว จะไปเดินเล่นในศาลเจ้าเมจิ โดยการเดินทางก็นั่งรถไปที่สถานี Harajuku

ชินจิ
นักเตะชื่อดังที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ลงตัวจริงสักเท่าไหร่

ออกจากสถานี Harajuku แล้วศาลเจ้าจะอยู่ถนนฝั่งเดียวกันเลย

ศาลเจ้า
ประตูทางเข้า

ศาลเจ้าเมจิมีบริเวณกว้างขวางมาก ข้างในมีต้นไม้เยอะ เรียกว่าเป็นป่าขนาดย่อมๆ เลยก็ว่าได้ จากประตูหน้ากว่าจะเดินเข้าไปถึงส่วนที่เป็นศาลเจ้าก็ไกลใช้ได้ เดินกันไม่ต่ำกว่า 20 นาที

ถังไวน์
ถังไวน์ตั้งให้ดูระหว่างทางเดิน

ป่า
ต้นไม้ครึ้มเป็นป่าเลย

ข้างๆ ศาลเจ้าเมจินี่จะมีสวนสาธารณะ Yoyogi อยู่ติดกัน รวมสองที่นี่เข้าด้วยกันจะเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่สุดในโตเกียวเลยทีเดียว

ศาลเจ้า
เดินมาถึงศาลเจ้าละ

เอมะ
มีแผ่นป้ายเอมะที่มีคนมาเขียนขอพรเหมือนกับที่อื่น เห็นมีบางป้ายเขียนเป็นภาษาไทยเหมือนกัน

เค้าว่าที่ศาลเจ้านี่เป็นสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งสำหรับการแต่งงานแบบญี่ปุ่น ตอนที่ไปก็เจอแต่งอยู่สองคู่ เป็นของแปลกสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา

งานแต่ง

มุมสงบ
มุมเงียบๆ ขลังๆ หน่อยก็มี

เสร็จจากเดินเที่ยวในศาลเจ้าแล้วก็เดินกลับมาที่สถานี Harajuku เพื่อข้ามถนนไปยังถนน Takeshita ซึ่งเป็นถนนสายหลักของย่าน Harajuku

Harajuku
มวลมหาประชาโตเกียว (และนักท่องเที่ยว)

ข้าวของใน Takeshita Street ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแฟชั่นวัยรุ่น ดีไซน์จะแรงๆ หน่อย นอกจากนั้นก็มีขนม, ของกินสำหรับวัยรุ่น (เช่น เครป)

Harajuku

Takeshita Street เป็นถนนที่ไม่ยาวมาก ราวๆ 400 เมตรเท่านั้นเอง ทำให้ร้านค้าบางส่วนต้องหลบไปอยู่ในซอยที่แยกออกจากตัวถนนหลักอีกที

มีอยู่หลืบนึง ถ้าเดินเข้าไปจะพบกับร้าน Evangelion Store สาขา Tokyo-01 ที่ขายสินค้าจากอนิเมที่แม้จะจบไปหลายปีแล้วก็ยังขยันออกสินค้ามาดูดเงินแฟนๆ ไปได้เรื่อยๆ

Eva Store
ด้านหน้าร้าน

Eva Store
จำลองแปลงต้นไม้ที่คาจิปลูกไว้ตามในท้องเรื่อง

ด้านในสวยดี แต่ห้ามถ่ายรูป สามารถดูบรรยากาศและสินค้าที่มีขายได้จากใน Official Website

เดินอยู่พักนึง สุดท้ายก็ออกมามือเปล่าเพราะของแต่ละอย่างแพงมาก (เสื้อยืดตัวละ 5,000 เยนงี้) ของที่ไม่แพงก็เป็นของที่ซื้อไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร คงได้แต่เก็บไว้เฉยๆ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า

ออกจาก Takeshita Street มาก็เริ่มเย็นแล้ว ตามแผนที่วางไว้วันนี้จะไปจบที่ย่าน Ginza ซึ่งอยู่อีกฟากนึงของโตเกียวก็ต้องรีบนั่งรถไฟไป

Ginza
ถึง Ginza แล้ว

Ginza Station
รถไฟใต้ดิน Ginza สถานีนี้มีสามสายวิ่งผ่าน

Ginza เป็นย่านหรูหรา สำหรับคนมีตังค์ ร้านแบรนด์เนมทั้งหลายก็จะมี shop อยู่บนถนนนี้กันถ้วนหน้า

Apple
สาวก Apple สามารถมาสักการะศาสนสถานได้ที่สาขา Ginza นี้

World Order
ร้านสูท Aoyama มีวงที่มีอิมเมจเข้ากับแบรนด์มากๆ อย่าง World Order เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้

กิโมโน
นอกจาก salary man ใส่สูทแล้ว ยังมีสาวๆ ใส่กิโมโนเดินตามถนนด้วย

Ginza
สี่แยกที่เหมือนเป็น landmark ของ Ginza มีหอนาฬิกา Seiko เด่นเป็นสง่า

Uniqlo
Uniqlo สาขานี้มีทั้งหมด 7 ชั้น ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินมาละ

GU
นอกจาก Uniqlo ร้านใหญ่แล้วยังมี GU ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ Uniqlo ด้วย เสื้อผ้าจะวัยรุ่นกว่า Uniqlo หน่อยนึง ราคาถูกกว่าพอสมควร

ทริปนี้เจอ Uniqlo หลายร้านมาก ไปย่านไหนก็เจอ แม้กระทั่งในสถานีรถไฟบางสถานีก็ยังมี ไม่แปลกใจเลยว่า Tadashi Yanai จะเป็นคนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น

เดินออกจาก Ginza หาทางลงรถไฟ ไปๆ มาๆ เจอร้านข้างทางน่ากินดี แต่โต๊ะเต็มและท่าทางคงจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยกลับดีกว่า

Izakaya
ร้านข้างทาง กินของปิ้งย่างแกล้มเบียร์

ต่อตอนหน้าครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #3 : Ueno / Sendagaya

วันนี้ตื่นแต่เช้า เป้าหมายมุ่งหน้าที่สวนอุเอโนะ ที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุง

Wonda
สวัสดียามเช้ากับกาแฟ Wonda พรีเซ็นเตอร์โดย โอชิมะ ยูโกะ

Breakfast
มื้อเช้าวันนี้ ข้าวปั้นไข่ปลามายองเนส 120 เยน

Waiting

Keep to the left

เดินทางด้วยรถไฟเหมือนเดิมไปสถานี Keisei Ueno เข้าสวนทางประตูทิศใต้จะเจอกับรูปปั้น ไซโง ทะกะโมริ หรือที่รู้จักกันในชื่อ The Last Samurai

ไซโง ทะกะโมริ

ทางเดิน
ทางเดินในสวน ร่มรื่น ต้นไม้เยอะดี เป็นสถานที่ยอดฮิตในการชมซากุระของชาวโตเกียว แต่พอดีช่วงที่ไปมันหมดช่วงซากุระบานแล้ว ก็เลยไม่มีให้ดู

ถ้าไม่นับเรื่องชมซากุระ ในสวนนี่ก็จะมีทั้งคนมาวิ่งออกกำลังกาย หรือพาหมามาเดินเล่นก็มี คล้ายๆ สวนลุมบ้านเรา

หมา
หมาหมู่

ที่เด็ดกว่าสวนลุมของเราคือในสวนมีสนามเบสบอลด้วย เด็กที่มาเล่นแต่งตัวกันเต็มยศ มีโค้ช มีผู้จัดการทีม เหมือนในการ์ตูนที่เคยอ่านเลยทีเดียว

เบสบอล
มุ่งสู่โคชิเอ็ง

นอกจากจะมีที่ให้พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ในสวน Ueno นี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งด้วย

Museum
Tokyo National Museum

วันนี้ไม่มีโปรแกรมเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่จะเข้าไปดูสวนสัตว์ที่อยู่ในสวนแทน

Zoo
ด้านหน้าของ Ueno Zoo

ที่สวนสัตว์ Ueno นี่จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน โดยมีถนนคั่นกลาง สามารถนั่ง monorail ข้ามได้ สัตว์ที่มีให้ดูก็ไม่ต่างจากเขาดินบ้านเรานัก โดยมีแพนด้าเป็นดาราชูโรง

แพนด้า
แพนด้าที่ไหนๆ ก็ดูขี้เกียจพอกัน

ข้างในสวนสัตว์มีศาลาไทยตั้งอยู่ด้วย เป็นของขวัญจากไทยเนื่องในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 120 ปี ไทย-ญี่ปุ่น

ศาลาไทย
ศาลาไทย ไม่เข้ากับส่วนอื่นๆ ของที่นี่เลยสักนิด

อัลปาก้า
อัลปาก้า

จุดต่างจากสวนสัตว์ในบ้านเราอีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่จะมีโซนที่ให้เราเข้าสัมผัสกับสัตว์ตรงๆ ได้ด้วย ก็จะเป็นสัตว์พวกแพะ กระต่าย ไก่ ที่เป็นสัตว์เลี้ยง

แพะ

สวนสัตว์ที่นี่ถ้าเทียบขนาดแล้วก็จะเล็กกว่าเขาดินบ้านเรา แต่กรงสัตว์จะอยู่ใกล้กันมากกว่า เดินไม่เหนื่อยมากนัก

เดินทะลุสวนสัตว์ออกมาข้างนอก เจอ Okura Theater โรงหนังสำหรับผู้ใหญ่อยู่ติดกันเลย

Adult Movie
ไม่ได้เข้าไปดูหรอกนะ

ข้ามมาอีกฟากนึงของถนน ด้านตะวันออกของสวน Ueno จะเจอกับตรอก Ameyoko ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวบ้านเรา

ชื่อเต็มๆ ของตรอกนี้คือ Ameya Yokocho แปลได้ประมาณว่า ตรอกขนมหวาน ของที่มีขายมีตั้งแต่ของกิน ของใช้ เสื้อผ้า สื่อบันเทิง ฯลฯ

Ameyoko

ถ้าใครดูซีรีย์ Amachan อาจจะคุ้นๆ กับที่นี่ เพราะ theater ของ AmeJo (ในเรื่อง) ก็อยู่ตรงด้านหน้านี่เอง

กิน
ของกินก็มีขาย

ในตรอกคนเยอะมาก ไม่ได้กะจะซื้อะไร เดินแค่ผ่านๆ แล้วต่อรถไฟไปเป้าหมายถัดไปคือแถบ Sendagaya

พอดีถึงเวลากินข้าว ก็เลยแวะ Tokyo Chikara Meshi ร้านข้าวหน้าเนื้อยี่ห้อที่มีสาขาเยอะอีกเจ้านึง รองจาก Sukiya และ Yoshinoya

ชีส
ชีสเยิ้มๆ

ปามิวๆ
โฆษณาอัลบั้มใหม่ (ในตอนนั้น) ของ Kyary Pamyu Pamyu

หมีเบื่อ

แถวนี้เป็นย่านคนพักอาศัย ดูเงียบสงบดี ไม่ค่อยวุ่นวาย เดินถ่ายรูปไปสักพักก็มาถึงที่หมาย คือ Jazz Bar ของนักเขียน Haruki Murakami (ลายแทงจากเว็บนี้)

Haruki Murakami เคยเปิด Jazz Bar ชื่อ Peter Cat อยู่ที่ชั้น 1 ตึกนี้ (ตอนนี้ปิดไปแล้ว)

Jazz Bar
มาชักภาพเฉยๆ ให้รู้ว่าเคยมาแล้ว

ละแวกนั้นมีสนามเบสบอล Meiji Jinku Stadium ด้วย วันที่ไปมีแข่งพอดี มีกองเชียร์เดินทางมาดูกันเยอะอยู่ พ่อแม่จูงลูกหลานมาเป็นครอบครัว เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยเห็นในบ้านเราสักเท่าไหร่

รอบๆ สนามมีของที่ระลึกขายทั่วไป แต่แพงไปหน่อย (และขี้เกียจขนกลับ) เลยไม่ได้อะไรติดมือกลับมา

Baseball Stadium
ด้านหน้าสนาม

พริตตี้
ญี่ปุ่นก็มีพริตตี้

ที่สนาม Meiji Jingu Stadium นี่มีเกร็ดที่เกี่ยวข้องกับ Murakami เล็กน้อย เจ้าตัวเขียนไว้ใน What I Talk About When I Talk About Running ว่า

Hilton got a hit down the left field line. The crack of bat meeting ball right on the sweet spot echoed through the stadium. Hilton easily rounded first and pulled up to second. And it was at the exact moment that a thought struck me: ‘You know what? I could try writing a novel.’

I still can remember the wide open sky, the feel of the new grass, the satisfying crack of the bat. Something flew down from the sky at that instant, and whatever it was, I accepted it.

และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักเขียนของ Murakami

มีต่อตอนถัดไปครับ

Swipe Gesture in Firefox 4

ใน Firefox 4 จะมีฟีเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นมาตัวนึง ชื่อว่า Firefox Panorama ก็คือการจัดกลุ่มของแท็บต่างๆ ได้ ถ้าใช้งานบน Mac OS X จะสามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้ Cmd-E หรือใช้ Touchpad สามนิ้วเลื่อนจากล่างขึ้นบน (3 fingers swipe up)

ซึ่งฟีเจอร์นี้มันก็สะดวกดี แต่ปกติจะตั้งค่าของ 3 fingers swipe up ให้เป็นเลื่อนไปตำแหน่งบนสุดของหน้า และ 3 fingers swipe down ให้เป็นเลื่อนลงมาล่างสุด ดังนั้น ถ้าอยากได้พฤติกรรมเดิมๆ ก็ต้องเหนื่อยกันเล็กน้อย

วิธีก็คือเข้าไปที่ about:config แล้วเปลี่ยนค่า browser.gesture.swipe.down ให้เป็น cmd_scrollBottom แล้วก็เปลี่ยน browser.gesture.swipe.up เป็น cmd_scrollTop

config

ก็จะได้ behavior แบบเดิมๆ กลับมา

Thai OCR in Google Docs

ไปเห็นข่าว Google Docs รองรับ OCR ภาษาไทยแล้ว ก็มาลองเล่นดูเองบ้าง โดยลองตัดเอาข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งมาลองดู ปรับรูปให้เป็นภาพขาวดำ เพื่อให้ OCR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ลองดูแล้วเหมือนจะไม่ช่วยสักเท่าไหร่

Thai OCR

ดูแล้วยังเละเกินกว่าจะใช้งานจริงๆ ได้ จากเท่าที่เคยลองมา ดูเหมือนว่าในงาน OCR ภาษาไทยนี่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้งานได้จริงจังสักตัวเลย

Book Fair 2011/1

ช่วงหลังๆ นี้ไปงานสัปดาห์หนังสือแล้วได้หนังสือน้อยลงเรื่อยๆ เหตุผลหนึ่งคือหนังสือที่ซื้อมาตั้งแต่ครั้งก่อนๆ ยังอ่านไม่หมด และถ้าจะดองหนังสือแบบนี้ ก็ควรจะปล่อยไว้งานหนังสือคราวต่อๆ ไปค่อยมาซื้อก็ได้ เผื่อจะได้ลดเยอะกว่าตอนที่เพิ่งออก

แต่ถึงขนาดที่คิดได้อย่างนี้แล้ว ไปงานหนังสือคราวนี้ก็ยังได้หนังสือติดมือมาอยู่ดี ไม่นับรวมการ์ตูนก็ตามนี้

books

  • ประวัติศาสตร์ศิลปะ – อ่านเพื่อหาความรู้ใส่ตัวบ้าง
  • อิมเพรสชั่นนิสม์ – แพงไปหน่อย แต่ภาพประกอบเยอะ เขียนละเอียดดี
  • ถอดรหัสพฤติกรรมผู้ดี (Watching the English) – แนวกึ่งๆ มนุษยวิทยา ว่าด้วยเรื่องพฤติกรรมแปลกๆ ของคนอังกฤษ
  • ถิ่น-หลอน – ผลงานเรื่องสั้นเดบิวของนักเขียนหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่ง
  • แนะนำสกุลความคิดหลังโครงสร้างนิยม – หลังๆ นี้เห็นคนเค้าอ้าง แดร์ริดา, ฟูโกต์ กันเยอะ ก็หามาอ่านไว้จะได้ฟังรู้เรื่อง

พบว่าการไปเดินงานหนังสือหลัง 6 โมงเย็น จะเดินได้อย่างสบายใจกว่าช่วงเวลาอื่นเยอะ

Back to iOS again

เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่จะมาใช้มือถือ android ก็เคยใช้ iPhone รุ่นแรกมาก่อน ก็มีความสุข และรู้สึกว่ามันเปลี่ยน lifestyle ของตัวเองไปเลย จนกระทั่งวันที่เบื่อ iPhone แล้วและอยากหาความท้าทายใหม่ๆ ก็ย้ายค่ายไปเล่น Android ดูบ้าง ไปๆมาๆ จนวันนี้ได้กลับมาใช้อุปกรณ์ iOS อีกครั้ง

มันเริ่มที่ว่าอยากลองใช้ tablet แต่ว่าในตลาดตอนนี้ ไม่มี android tablet ที่ราคากับคุณภาพโอเคเลย และ platform Honeycomb เองก็ยังใหม่มากและไม่ mature พอ สุดท้ายก็เลยมาจบที่ iPad 2 กะว่าเอามาใช้รอเวลาจนกว่าจะมี Honeycomb tablet ดีๆ ออกมา (น่าจะสักปีหน้า) ก็เลยซื้อรุ่นถูกสุด (16 GB wifi)

หลังจากลองเล่นดูวันนึง สรุปได้ประมาณนี้

  • hardware ทำมาดีตามสไตล์ apple ให้ความรู้สึกที่ดีในการจับถือและใช้งาน
  • CPU A5 ทำงานได้รวดเร็ว ไม่รู้สึกถึงอาการช้าหรือหน่วงอะไร
  • น้ำหนักเบากว่ารุ่นเดิม แต่สำหรับคนที่ใช้ kindle อยู่แล้ว คงต้องบอกว่ายังเบาไม่พอ
  • software ใช้งานง่าย หน้าตาสวยงาม แต่น่าขัดใจสำหรับคนที่เคยอยู่ในโลกของ multitasking มาก่อน พอมาเจอ multitask หลอกๆ แบบบน iOS นี่แล้วหงุดหงิดมาก
  • keyboard พิมพ์สะดวกดี แต่ไม่เข้าใจว่าเวลาพิมพ์ภาษาไทยแล้วจะเว้นวรรค ทำไมต้องกด space สองที
  • mobile safari ไม่มี tabbed browsing สลับหน้าต่างก็ลำบาก ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเปิดเว็บทีละหลายๆ หน้า
  • app บน iTunes store มีเยอะจริง แต่ app ที่ทำมาโดยเฉพาะสำหรับ iPad ก็ยังน้อยกว่า iPhone และส่วนใหญ่จะไม่ฟรี
  • google map กระจอกมาก เมื่อเทียบกับบน android
  • กล้องทำงานได้รวดเร็วดี ถึงแม้ความละเอียดจะน้อยไปสักหน่อย แต่ถ้าใช้งานแค่ระดับอัปโหลดรูปขึ้น Facebook, twitter ก็ไม่มีปัญหาอะไร
  • twitter มี official client แต่ facebook ไม่มี ต้องไปใช้ app ชื่อ friendly แทน
  • calendar มัน sync กับ google calendar ได้เฉพาะ calendar ของเราเองแต่ sync กับ public calendar อื่นไม่ได้
  • contacts sync ต้องต่อกับ iTunes และ sync กับ google contacts ไม่ได้ (แหงอยู่แล้ว)
  • ยังไม่ได้ลองเล่นเกมอื่นนอกจาก angry birds ไม่รู้ว่าควรจะซื้อเกมไหนดี แต่เท่าที่ลองเล่นแค่ angry birds ก็จอใหญ่เต็มตา ลื่นดี
  • pulse news reader เนียนดี
  • dropbox, evernote มี iPad app โหลดฟรี
  • ธุรกิจบ้านเราหลายเจ้ามี app ให้โหลดแล้ว เท่าที่กวาดๆ ตาดูก็มีนิตยสารอย่าง mars, FHM, ดิฉัน

ตอนนี้ทดสอบดูเท่านี้ ยังไม่ได้เทสเรื่องดูหนังฟังเพลงสักเท่าไหร่ ความรู้สึกรวมๆ คือ มันใช้งานได้ลื่นดี ไม่มีติดขัด หน้าตาสวยงาม แต่จะมีขัดใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นที่ความไม่คุ้นเคย หรือยังมีศรัทธาในตัว iOS ไม่เพียงพอก็เป็นได้

ปล. เขียนและโพสต์ด้วย wordpress for iPad

UK-FR Trip #19 : Notting Hill / Portobello Road

ทริปที่ไปตั้งแต่สองปีที่แล้ว ควรจะเขียนตอนสุดท้ายให้จบๆ สักที จะได้ถึงคิวเขียนถึงทริปอื่นบ้าง

วันสุดท้ายในทริปไปเดินชิลๆ ที่แถบ Notting Hill วิธีเดินทางง่ายๆ คือนั่ง tube ไปลงสถานี Notting Hill Gate

สถานี Notting Hill Gate
สถานี Notting Hill Gate

Notting Hill อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน เป็นย่านตลาด บ้านเรือนสีสวย ขายของน่ารักๆ อารมณ์ประมาณในหนัง Notting Hill น่ะแหละ

รถเก่า เอามาขายขนมปัง
รถเก่า เอามาขายขนมปัง

ร้านขายของเก่า
ร้านขายของเก่า

ถนนสายหลักในย่านนี้คือ Portobello Street ร้านค้าส่วนใหญ่แถวนี้จะขายของเก่า เสื้อผ้า ผักผลไม้

 

ตึกหลากสีมาก
ตึกหลากสีมาก

ทาสีเป็นลายธงชาติก็มี
ทาสีเป็นลายธงชาติก็มี

บนถนน Portobello นี้มีจุดน่าสนใจสำหรับคนชอบอ่านหนังสืออยู่จุดนึง คือจะมีบ้านที่ George Orwell นักเขียนชื่อดังเจ้าของเรื่อง 1984 เคยอาศัยอยู่ จุดสังเกตคือมีแผ่นกลมๆ สีน้ำเงินแปะอยู่

Orwell lived here
Orwell lived here

สำหรับแฟนหนัง Notting Hill ก็จะมีร้านหนังสือประตูสีฟ้า The Travel Bookshop ที่เป็นร้านของพระเอกในเรื่อง อยู่ในย่านนี้ด้วย

The Travel Bookshop
The Travel Bookshop

Portobello Road
Portobello Road

เดินจนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเที่ยง ลองเปิดหาเอาจาก Google Maps ก็มีร้านน่าสนใจอยู่ใกล้ๆ ก็เลยลองไปกินดู เป็นร้านอาหารสเปนชื่อ El Pirata Detapas

มีเซตเมนูสำหรับมื้อเที่ยง ราคาพอรับได้
มีเซตเมนูสำหรับมื้อเที่ยง ราคาพอรับได้

โฆษณาบอกสรรพคุณ ไม่มีดาวมิชชิลินแต่ก็ได้ recommend
โฆษณาบอกสรรพคุณ ไม่มีดาวมิชชิลินแต่ก็ได้ recommend

บรรยากาศในร้าน
บรรยากาศในร้าน

ขนมปัง
ขนมปัง

ไส้กรอกอะไรสักอย่าง น่าจะเป็น chorizo อร่อยดี
ไส้กรอกอะไรสักอย่าง น่าจะเป็น chorizo อร่อยดี

อันนี้มีครีม ไข่ปลา ข้างในเป็นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ แต่อร่อย
อันนี้มีครีม ไข่ปลา ข้างในเป็นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ แต่อร่อย

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยอีกเหมือนกัน
อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยอีกเหมือนกัน

น่าจะเป็นปลาทอด
น่าจะเป็นปลาทอด

มี house wine ให้ในเซตด้วย
มี house wine ให้ในเซตด้วย

ถือเป็นร้านอาหารสเปนร้านแรกที่เคยกิน ใครไปแถวนั้นแล้วอยากลอง ก็ดูแผนที่/เวลาปิดเปิด ได้จากหน้านี้

จบจากมื้อกลางวันแล้วก็ไปทำธุระ รับฝากของจากมิตรสหายท่านหนึ่งกลับมาเมืองไทย แล้วก็ได้เวลาไปสนามบิน

ผ่านแถว Queensway แว้บๆ
ผ่านแถว Queensway แว้บๆ

ผ่านร้านเป็ดยอดนิยมของคนไทย
ผ่านร้านเป็ดยอดนิยมของคนไทย

จัดการธุระเสร็จแถวๆ Marylebone
จัดการธุระเสร็จแถวๆ Marylebone

จนกระทั่งถึงเมืองไทยก็ไม่ได้ถ่ายรูปอื่นอีกเลย ทริปนี้มันก็เลยจบเอาดื้อๆ ที่ตรงสถานีนี้น่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #18 : Tate Britain / Imperial War Museum / Belle and Sebastian

เป็นการดองบล็อกยาวข้ามปีแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ในที่สุดก็กลับมาเขียนเรื่องเที่ยวของวันเกือบสุดท้ายในลอนดอนต่อแล้ว

สถานที่แรกที่ไปเที่ยววันนี้คือ Tate Britain (คนละอันกับ Tate Modern แต่อยู่ในเครือเดียวกัน) วิธีเดินทางง่ายๆ ก็นั่ง tube ไปลงสถานี Plimlica แต่วันนี้ลองนั่งรถบัสชมเมืองดูบ้าง

London
ร้านขายของเล่น Dark Sphere ชื่อเท่ดี มีการ์ดเกมขายด้วย

London
โฆษณาเบียร์ Heineken บอกว่ากินไวน์มันไม่สนุกและบ้าเท่ากินเบียร์หรอก

London
ในที่สุดก็มาถึงด้านหน้าของ Tate Britain

London
The Home of British Art

ผลงานที่จัดแสดงภายในก็อย่างที่ชื่อบอกไว้ นั่นคือ Home of British Art เน้นงานศิลปะของศิลปินอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งถ้าไม่ค่อยรู้จักศิลปินอังกฤษ (เช่น Blake, Turner, Constable) ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่

ดูงานที่ Tate Britain เสร็จแล้วเดินออกมาจะเจอกับจุดจอดจักรยานเช่า วันนี้ก็ลองปั่นจักรยานดูสักหน่อย โดยการใช้งานก็เดินไปจิ้มที่จุดจอดจักรยาน เสียบบัตรเครดิตหรือเดบิตเข้าไป จากนั้นเครื่องจะให้รหัสปลดล็อกจักรยานมา เพื่อเอาไปปลดล็อก เอาจักรยานมาขี่ได้ โดยจะเสียค่าบริการครั้งแรก 1 ปอนด์ต่อ 24 ชั่วโมง และสามารถใช้งานจักรยานได้ 30 นาที ถ้าเอาจักรยานไปเก็บที่จุดจอด (ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วเมือง) ภายใน 30 นาทีก็ไม่เสียอะไรเพิ่ม (ระบบจะหักเงินจากบัตรเครดิต/เดบิตของเรา) ถ้าเกิดว่าเราเอาจักรยานไปเก็บแล้ว กดรหัสเอาออกมาใหม่ ภายใน 24 ชั่วโมงก็จะไม่เสียค่าบริการ ซึ่งถ้า manage ดีๆ แล้ว เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยเสียค่าเช่าแค่ 1 ปอนด์เท่านั้น (คือต้องเอาจักรยานไป dock ที่จุดจอดทุกๆ 30 นาที) ก็เป็นอีกทางเลือกให้คนชอบปั่นจักรยาน ซึ่งถนนหนทางในลอนดอนก็ทำออกมาค่อนข้างเป็นมิตรกับนักปั่นอยู่ และไม่มีรถราใหญ่ๆ ให้น่ากลัว

อีกปัจจัยคือ การเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวถัดไป คือ Imperial War Museum มันเดินทางลำบาก (วันอาทิตย์ tube บางเส้นทางปิดทำการ ถ้าจะนั่งก็ต้องอ้อมเยอะ)

ปั่นข้ามแม่น้ำเทมส์มาได้สักพัก ก็มาถึง Imperial War Museum

London
ด้านหน้า Imperial War Museum

Imperial War Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานเกี่ยวกับสงครามในยุคสมัยก่อน ที่เน้นเป็นหลักก็ส่วนของสงครามโลกครั้งที่สอง

London
ส่วนหนึ่งจากกำแพงเบอร์ลิน

ด้านในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นหลายชั้น โถงด้านหน้าเป็นส่วนแสดงอาวุธสงครามทั้งรถถัง และเครื่องบินรถแบบต่างๆ ส่วนด้านในจะเป็นส่วนแสดงประวัติศาสตร์ของสงคราม

London
เครื่องบินรบสมัยสงครามโลก

ส่วนที่น่าสะเทือนใจมากๆ ในการชมพิพิธภัณฑ์นี้คือ ส่วนแสดงงานจะค่อยๆ เล่าถึงความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นความโหดร้ายของสงครามและ build คนดูไปจนกระทั่งถึงห้องใหญ่ที่เป็น climax ของงานคือห้องที่พูดถึงค่ายกักกันของนาซี ดูแล้วขนลุกมากๆ

กว่าจะออกมาจาก War Museum ก็เย็น ซึ่งตอนค่ำวันนี้มีภารกิจต้องไปดูคอนเสิร์ตอีกงานหนึ่ง ซึ่งจองตั๋วไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทยแล้ว นั่นคือคือคอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้ม Write About Love ของวง Belle and Sebastian

Belle and Sebastian เป็นวงอินดี้ชื่อดังจาก Glasglow ซึ่งมีฐานแฟนเพลงในบ้านเราออกจะเยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่เคยมีวี่แววว่าจะมาแสดงสดในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น การเดินทางมาดูถึงลอนดอนนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากอยู่

ซื้อตั๋วล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนจะมา ได้ในราคาตั๋ว 2 ใบ 54.5 ปอนด์ สถานที่แสดงก็เล่นที่ Roundhouse ที่เดียวกับที่ดู Explosions in the Sky

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เลยได้ที่ค่อนข้างดี เกือบจะติดขอบเวทีเลยทีเดียว

London
สินค้า Merchandise หน้างาน ไม่ได้ซื้อเพราะว่ามันแพง T-T

London
วงเปิด ชื่ออะไรไม่รู้ จำไม่ได้

London
Belle and Sebastian มาแล้ว

London
เห็น Staurt Murdoch กันชัดๆ

London
คอนเสิร์ตจบ แก้วเบียร์เกลื่อน

เพลงส่วนใหญ่ที่เล่นจะเน้นไปที่อัลบั้มล่าสุดกับอัลบั้มแรก ดูจบแล้วรู้สึกคุ้มค่าตั๋วมาก ไม่ต้องมาหวังลมๆ แล้งๆ ว่าวงจะมาเล่นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เมื่อไหร่

คอนเสิร์ตจบก็นั่ง tube กลับที่พัก ในสถานีเจอป้ายโฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage น่าดูดีเหมือนกัน มีวงที่อยากดูหลายวง แต่ก็ไม่มีโอกาสแหละนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องกลับไทยแล้ว

London
โปสเตอร์โฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage

ดองไว้นานมาก ตอนถัดไปตอนสุดท้ายละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #17 : Eurostar / Abbey Road / Tower Bridge

ในที่สุดก็มาถึงวันสุดท้ายในปารีส ขนาดว่าใช้เวลาไปตั้ง 6 วันแล้ว ยังเที่ยวได้ไม่ทั่วเลยด้วยซ้ำ มีอีกหลายที่ที่อยากไปแต่ก็ไม่ได้ไป ด้วยเหตุผลประการต่างๆ อยู่ไกลบ้าง เดินทางลำบากบ้าง ไม่มีเวลาบ้าง เช่น

  • L’Opéra – โรงละครโอเปรา ที่ด้านในมีสถาปัตยกรรมสวยงาม เคยมีอุบัติเหตุโคมไฟตกลงมาทับคนตาย จนเป็นแรงบันดาลใจให้นิยาย Phantom of the Opera
  • Les Invalides – สุสานนโปเลียน แหล่งประวัติศาสตร์ทางการทหารของฝรั่งเศส
  • La Defense – เขตเมืองใหม่ ที่ตั้งของประตูชัยใหม่ (Grand Arc)
  • Le Bon Marché – ตลาดบองมาเช่ (ซะที่ไหนเล่า!) ห้างเก่าแก่ที่ส่วนขายของกินมีวัตถุดิบระดับเทพเยอะมาก
  • Galeries Lafayette – ห้างหรูหรา ตกแต่งสวยงาม
  • Saint Sulpice – โบสถ์ที่มีเงื่อนงำจากในเรื่อง The Da Vinci Cide

ยังไม่รวม Louvre กับ d’Orsay ที่อยากมีเวลาไปอีกสักที่ละวันนึงเต็มๆ แต่เวลามีเท่านี้ก็ต้องทำใจ หวังว่าในอนาคตถ้ามีตังค์จะได้กลับมาอีก

ตอนขามา นั่งเครื่องบิน low cost ตอนขากลับก็ขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นนั่งรถไฟบ้าง โดยสายที่จะนั่งกลับลอนดอนนี้คือรถไฟสาย Eurostar ตั้งต้นที่สถานี Gare Du Nord ทางทิศเหนือของปารีส ซื้อตั๋วเอาผ่านหน้าเว็บตั้งแต่ที่เมืองไทย (ยิ่งซื้อแต่เนิ่นๆ ก็ยิ่งราคาถูก)

การเดินทางก็จะคล้ายๆ กับขึ้นเครื่องบิน เพราะเป็นการเดินทางข้ามประเทศ คือต้องมีการเช็คอิน ตรวจพาสปอร์ต ตรวจสัมภาระ ซึ่งรวมๆ ก็ใช้เวลาพอสมควร ถ้าใครจะเดินทางก็ต้องเผื่อเวลาเอาไว้ด้วย

London
สถานี Gare du Nord มีชานชาลาสำหรับ Eurostar แบ่งให้ชัดเจน

Eurostar
รถไฟออกแล้ว มองเห็นท้องทุ่งชนบทฝรั่งเศส

รถไฟวิ่งออกจากปารีส ผ่านสถานีที่ Lille แล้วก็มุดอุโมงค์ Channel Tunnel จากฝั่งภาคพื้นยุโรปลอดใต้ทะเลไปโผล่ที่เกาะอังกฤษ เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร

บนรถไฟมีอาหารขาย ก็สั่งมารองท้องเป็นมื้อสายสักหน่อย

Wok
อันนี้คล้ายๆ ข้าวผัดแกงเขียวหวานมั้ง

Pizza
อันนี้เป็นพิซซ่า

Inside Wok
ข้างในหน้าตาเป็นแบบนี้

Pizza
พิซซ่าอุ่นแล้วก็ประมาณนี้

อาหารบนรถไฟมันก็คืออาหารแช่แข็ง ที่ให้พนักงานเอาไปอุ่นก่อนเสิร์ฟน่ะเอง รองท้องพอได้ แต่จะเอาความอร่อยก็คงไม่ค่อยมีให้เท่าไหร่นัก

ตอนที่รถไฟมุดลงอุโมงค์ใต้น้ำ ไฟจะดับหมด มองเห็นแค่แสงไฟฉุกเฉินภายในอุโมงค์ผ่านไปแวบๆ เท่านั้น อยู่มืดๆ ประมาณ 15 นาทีก็จะออกมาโผล่ที่ปลายอีกด้าน

พอจะเข้าเขตอังกฤษก็ต้องเปลี่ยนซิม ถอด Orange ออก กลับมาใช้ยี่ห้อ 3 ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ตอนมาถึง

SIM
สามซิม สามประเทศ

Eurostar
สภาพภายในตู้โดยสาร นั่งสบายกว่าเครื่องบินมาก

ใช้เวลาเบ็ดเสร็จจากปารีสสองชั่วโมงนิดๆ ก็วิ่งมาถึงลอนดอนแล้ว

Arriving London
สถานี St.Pancras International

London Olympic
สัญลักษณ์ต้อนรับกีฬาโอลิมปิกปี 2012

Will and Kate
รูปปั้น Will & Kate

ออกมาจากสถานี St.Pancras แล้วก็ไปตามหาที่พักที่จองไว้ ซึ่งหาไว้แถวสถานีพอดี เดินออกมาประมาณ 10 นาทีก็ถึง

London
แบกเป้เดินหาที่พัก

หลังจากเช็คอิน เก็บของเข้าที่พัก นอนพักให้หายเหนื่อยได้หน่อยหนึ่ง ก็ถึงเวลาออกไปเที่ยวต่อ ที่หมายคือ Abbey Road สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรี

สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลง The Beatles ก็อธิบายไว้นิดนึงว่า ที่นี่เป็นที่ตั้งของ Abbey Road Studio สถานที่บันทึกเสียงอัลบัมของวงดังๆ อย่าง The Beatles และ Pink Floyd มาก่อน

Abbey Road
เหมือนจะเป็นทัวร์เด็กนักเรียน มากันหลายสิบคน

Abbey Road
กำแพงแถวนั้นให้แฟนๆ ขีดเขียนกันได้ตามใจชอบ พอมันเริ่มเต็มแล้วจะมีคนเอาสีมาทาทับ

อาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคนที่ต้องขับรถผ่านแถวนี้ หรือว่าคนบ้านอยู่แถวนี้ เพราะว่าบรรดานักท่องเที่ยวที่มา ก็จะพยายามเดินข้ามทางม้าลายแล้วไปหยุดตรงกลางถนน ตั้งท่าให้เพื่อนถ่ายรูปให้ เลียนแบบปกอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles จนหลายๆ ครั้งก็ทำให้การจราจรติดขัด

Abbey Road
ถนนว่างเป็นเมื่อไหร่ ต้องมีคนเดินลงไปตั้งท่าถ่ายรูป

เดินเที่ยวถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็กลับเข้ามาเดินเล่นแถวๆ Oxford Street

Glory is Ours
ร้าน Nike ไวมาก ตกแต่งร้านฉลองชัยชนะของบาร์เซโลนาเมื่อคืน

London
แผงขายของข้างทาง พอมีให้เห็นบ้าง

มื้อเย็นวันนี้ ไกด์คนไทยในอังกฤษที่ช่วยนำเที่ยว เกิด homesick อยากกินอาหารไทยขึ้นมา ก็เลยตกลงกันว่าไปหาร้านอาหารไทยกิน ค้นใน Google Maps ได้ร้าน Budsaba Eathai ที่อยู่แถวนั้นมา ก็เข้าไปลองดู

Food
ส้มตำไทย (ในลอนดอนคงหาปูหรือปลาร้าลำบาก)

Food
แกงอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้แล้ว

Food
ผัดหมี่อะไรก็ไม่รู้ ลืม

กินแล้วไม่รู้สึกว่ากินอาหารไทยอยู่ รสชาติมันต่างจากอาหารไทยในบ้านเรามากๆ เข้าใจได้ว่าส่วนใหญ่ทำให้ฝรั่งกิน (ลูกค้าในร้าน 80% ไม่ใช่คนเอเชีย) คนเสิร์ฟก็เป็นฝรั่ง พูดไทยได้นิดหน่อย พอเห็นเป็นคนไทยมากิน ก็พยายามถามว่า เป็นยังไง อร่อยไหม ก็ต้องตอบไปตรงๆ ว่า มันห่างไกลจากที่คาดหวังไปหน่อย

Food
บรรยากาศภายในร้าน จะเป็นโต๊ะใหญ่ๆ ลูกค้าแบ่งๆ กันนั่ง

กินเสร็จแล้วก็ขึ้น tube ไปโผล่ที่สถานี Tower Hill เพื่อไปดู Tower of London

Underground music
นักดนตรีเปิดหมวกในสถานี

Tower of London เป็นปราสาทเก่า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Thames มีประวัติอะไรหลายๆ อย่างเยอะเหมือนกัน แต่ถ้าจะเข้าไปดูต้องเสียเวลาสักประมาณครึ่งวันกว่าจะทั่ว ก็เลยเดินถ่ายรูปจากรอบนอกแทน ไม่ได้เข้าไปข้างใน

Tower of London
Tower of London ถ่ายจากระยะไกล

เดินเลย Tower of London มาทางแม่น้ำ Thames ก็จะเจอกับสะพาน Tower Bridge ที่มีชื่อเสียง แฟนการ์ตูนคินนิกุแมนคงคุ้นเคยกันดี

Catalonians
แฟนบอลบาร์เซโลนาที่ยังไม่กลับบ้าน อยู่ฉลองแชมป์กันในลอนดอน พบเห็นได้ทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยว

Tower Bridge
Tower Bridge มุมกว้าง ตรงกลางสะพานสามารถเปิดให้เรือแล่นผ่านได้

London
จาก Tower Bridge มองไปที่ฝั่งใต้ของลอนดอน

เดินข้าม Tower Bridge มาอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นเขตที่เรียกกันว่า More London วิวดี มีตึกสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะ

London
ตัวหนังสือข้างหลังเขียนว่า From Our Rich Ancestry

The Scoop
The Scoop เป็นเวทีที่เป็นแอ่ง ต่ำกว่าระดับพื้น มีขั้นบันไดลงไป ตอนที่ไปเค้าแสดงละครกันอยู่

London
ตึกสวยดี แถวนี้มีพวกบริษัทหรูๆ อย่าง E&Y หรือ PWC อยู่ด้วย

London
มองกลับไปเห็น Tower Bridge ส่วนตึกด้านขวานั่นคืออาคาร City Hall

เดินถัดจากแถว City Hall มาจะเจอเรือรบจอดอยู่ลำนึง เป็นเรือรบเก่าชื่อว่า HMS Belfast เอามาจอดทิ้งไว้ แล้วตัดแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้คนเสียเงินเข้าไปดูข้างใน

HMS Belfast
ถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบเสียเงิน ก็ไม่ค่อยจะอยากเข้าไปดูสักเท่าไหร่

London
ตึกแถวนั้น ด้านนอกเป็นกระจกใส ไฟสวยดี เหมือนจะเป็นโรงพยาบาลอะไรสักอย่าง

Bridge
สะพาน London Bridge (is falling down, falling down) ตอนกลางคืน มีไฟสีแดงด้วย

ถ้าเดินเลย London Bridge ไปอีกก็จะเป็นแถวๆ Borough Market ที่เคยไปเดินมาแล้วเมื่อวันก่อน ก็เลยเดินเลี้ยวข้ามสะพาน London Bridge ไปขึ้น tube สถานี Monument กลับที่พัก

London Bridge
เดินข้าม London Bridge กลับมาฝั่งเดิม

ตอนออกมาจากสถานี King’s Cross รู้สึกหิวๆ (คงเพราะเดินเยอะ) ก็เลยแวะร้านจีนแถวสถานี ซื้อของกินใส่กล่องกลับมากิน ที่อังกฤษจะต่างจากบ้านเราคือ ถ้าซื้อใส่กล่องกลับมากินที่บ้าน จะราคาถูกกว่านั่งกินในร้าน

Midnight meal
หมูย่างธรรมดา

Midnight meal
หน้าตาคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่บ้านเรา

Midnight meal
น้ำซุปเอาไว้กินกับเส้นหมี่

Midnight meal
ปิดท้ายด้วยเบียร์ราคาถูก ผู้สนับสนุนฟุตบอลถ้วย Carling Cup อย่างเป็นทางการ

อาจจะดูแปลกๆ ที่ไปเที่ยวอังกฤษแต่กินข้าวร้านจีนซะเยอะ เหตุผลก็คือว่ามันถูกกว่าร้านอย่างอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญน่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ