UK-FR Trip #19 : Notting Hill / Portobello Road

ทริปที่ไปตั้งแต่สองปีที่แล้ว ควรจะเขียนตอนสุดท้ายให้จบๆ สักที จะได้ถึงคิวเขียนถึงทริปอื่นบ้าง

วันสุดท้ายในทริปไปเดินชิลๆ ที่แถบ Notting Hill วิธีเดินทางง่ายๆ คือนั่ง tube ไปลงสถานี Notting Hill Gate

สถานี Notting Hill Gate
สถานี Notting Hill Gate

Notting Hill อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน เป็นย่านตลาด บ้านเรือนสีสวย ขายของน่ารักๆ อารมณ์ประมาณในหนัง Notting Hill น่ะแหละ

รถเก่า เอามาขายขนมปัง
รถเก่า เอามาขายขนมปัง

ร้านขายของเก่า
ร้านขายของเก่า

ถนนสายหลักในย่านนี้คือ Portobello Street ร้านค้าส่วนใหญ่แถวนี้จะขายของเก่า เสื้อผ้า ผักผลไม้

 

ตึกหลากสีมาก
ตึกหลากสีมาก

ทาสีเป็นลายธงชาติก็มี
ทาสีเป็นลายธงชาติก็มี

บนถนน Portobello นี้มีจุดน่าสนใจสำหรับคนชอบอ่านหนังสืออยู่จุดนึง คือจะมีบ้านที่ George Orwell นักเขียนชื่อดังเจ้าของเรื่อง 1984 เคยอาศัยอยู่ จุดสังเกตคือมีแผ่นกลมๆ สีน้ำเงินแปะอยู่

Orwell lived here
Orwell lived here

สำหรับแฟนหนัง Notting Hill ก็จะมีร้านหนังสือประตูสีฟ้า The Travel Bookshop ที่เป็นร้านของพระเอกในเรื่อง อยู่ในย่านนี้ด้วย

The Travel Bookshop
The Travel Bookshop

Portobello Road
Portobello Road

เดินจนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเที่ยง ลองเปิดหาเอาจาก Google Maps ก็มีร้านน่าสนใจอยู่ใกล้ๆ ก็เลยลองไปกินดู เป็นร้านอาหารสเปนชื่อ El Pirata Detapas

มีเซตเมนูสำหรับมื้อเที่ยง ราคาพอรับได้
มีเซตเมนูสำหรับมื้อเที่ยง ราคาพอรับได้

โฆษณาบอกสรรพคุณ ไม่มีดาวมิชชิลินแต่ก็ได้ recommend
โฆษณาบอกสรรพคุณ ไม่มีดาวมิชชิลินแต่ก็ได้ recommend

บรรยากาศในร้าน
บรรยากาศในร้าน

ขนมปัง
ขนมปัง

ไส้กรอกอะไรสักอย่าง น่าจะเป็น chorizo อร่อยดี
ไส้กรอกอะไรสักอย่าง น่าจะเป็น chorizo อร่อยดี

อันนี้มีครีม ไข่ปลา ข้างในเป็นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ แต่อร่อย
อันนี้มีครีม ไข่ปลา ข้างในเป็นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ แต่อร่อย

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยอีกเหมือนกัน
อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยอีกเหมือนกัน

น่าจะเป็นปลาทอด
น่าจะเป็นปลาทอด

มี house wine ให้ในเซตด้วย
มี house wine ให้ในเซตด้วย

ถือเป็นร้านอาหารสเปนร้านแรกที่เคยกิน ใครไปแถวนั้นแล้วอยากลอง ก็ดูแผนที่/เวลาปิดเปิด ได้จากหน้านี้

จบจากมื้อกลางวันแล้วก็ไปทำธุระ รับฝากของจากมิตรสหายท่านหนึ่งกลับมาเมืองไทย แล้วก็ได้เวลาไปสนามบิน

ผ่านแถว Queensway แว้บๆ
ผ่านแถว Queensway แว้บๆ

ผ่านร้านเป็ดยอดนิยมของคนไทย
ผ่านร้านเป็ดยอดนิยมของคนไทย

จัดการธุระเสร็จแถวๆ Marylebone
จัดการธุระเสร็จแถวๆ Marylebone

จนกระทั่งถึงเมืองไทยก็ไม่ได้ถ่ายรูปอื่นอีกเลย ทริปนี้มันก็เลยจบเอาดื้อๆ ที่ตรงสถานีนี้น่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #18 : Tate Britain / Imperial War Museum / Belle and Sebastian

เป็นการดองบล็อกยาวข้ามปีแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ในที่สุดก็กลับมาเขียนเรื่องเที่ยวของวันเกือบสุดท้ายในลอนดอนต่อแล้ว

สถานที่แรกที่ไปเที่ยววันนี้คือ Tate Britain (คนละอันกับ Tate Modern แต่อยู่ในเครือเดียวกัน) วิธีเดินทางง่ายๆ ก็นั่ง tube ไปลงสถานี Plimlica แต่วันนี้ลองนั่งรถบัสชมเมืองดูบ้าง

London
ร้านขายของเล่น Dark Sphere ชื่อเท่ดี มีการ์ดเกมขายด้วย

London
โฆษณาเบียร์ Heineken บอกว่ากินไวน์มันไม่สนุกและบ้าเท่ากินเบียร์หรอก

London
ในที่สุดก็มาถึงด้านหน้าของ Tate Britain

London
The Home of British Art

ผลงานที่จัดแสดงภายในก็อย่างที่ชื่อบอกไว้ นั่นคือ Home of British Art เน้นงานศิลปะของศิลปินอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งถ้าไม่ค่อยรู้จักศิลปินอังกฤษ (เช่น Blake, Turner, Constable) ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่

ดูงานที่ Tate Britain เสร็จแล้วเดินออกมาจะเจอกับจุดจอดจักรยานเช่า วันนี้ก็ลองปั่นจักรยานดูสักหน่อย โดยการใช้งานก็เดินไปจิ้มที่จุดจอดจักรยาน เสียบบัตรเครดิตหรือเดบิตเข้าไป จากนั้นเครื่องจะให้รหัสปลดล็อกจักรยานมา เพื่อเอาไปปลดล็อก เอาจักรยานมาขี่ได้ โดยจะเสียค่าบริการครั้งแรก 1 ปอนด์ต่อ 24 ชั่วโมง และสามารถใช้งานจักรยานได้ 30 นาที ถ้าเอาจักรยานไปเก็บที่จุดจอด (ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วเมือง) ภายใน 30 นาทีก็ไม่เสียอะไรเพิ่ม (ระบบจะหักเงินจากบัตรเครดิต/เดบิตของเรา) ถ้าเกิดว่าเราเอาจักรยานไปเก็บแล้ว กดรหัสเอาออกมาใหม่ ภายใน 24 ชั่วโมงก็จะไม่เสียค่าบริการ ซึ่งถ้า manage ดีๆ แล้ว เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยเสียค่าเช่าแค่ 1 ปอนด์เท่านั้น (คือต้องเอาจักรยานไป dock ที่จุดจอดทุกๆ 30 นาที) ก็เป็นอีกทางเลือกให้คนชอบปั่นจักรยาน ซึ่งถนนหนทางในลอนดอนก็ทำออกมาค่อนข้างเป็นมิตรกับนักปั่นอยู่ และไม่มีรถราใหญ่ๆ ให้น่ากลัว

อีกปัจจัยคือ การเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวถัดไป คือ Imperial War Museum มันเดินทางลำบาก (วันอาทิตย์ tube บางเส้นทางปิดทำการ ถ้าจะนั่งก็ต้องอ้อมเยอะ)

ปั่นข้ามแม่น้ำเทมส์มาได้สักพัก ก็มาถึง Imperial War Museum

London
ด้านหน้า Imperial War Museum

Imperial War Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานเกี่ยวกับสงครามในยุคสมัยก่อน ที่เน้นเป็นหลักก็ส่วนของสงครามโลกครั้งที่สอง

London
ส่วนหนึ่งจากกำแพงเบอร์ลิน

ด้านในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นหลายชั้น โถงด้านหน้าเป็นส่วนแสดงอาวุธสงครามทั้งรถถัง และเครื่องบินรถแบบต่างๆ ส่วนด้านในจะเป็นส่วนแสดงประวัติศาสตร์ของสงคราม

London
เครื่องบินรบสมัยสงครามโลก

ส่วนที่น่าสะเทือนใจมากๆ ในการชมพิพิธภัณฑ์นี้คือ ส่วนแสดงงานจะค่อยๆ เล่าถึงความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นความโหดร้ายของสงครามและ build คนดูไปจนกระทั่งถึงห้องใหญ่ที่เป็น climax ของงานคือห้องที่พูดถึงค่ายกักกันของนาซี ดูแล้วขนลุกมากๆ

กว่าจะออกมาจาก War Museum ก็เย็น ซึ่งตอนค่ำวันนี้มีภารกิจต้องไปดูคอนเสิร์ตอีกงานหนึ่ง ซึ่งจองตั๋วไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทยแล้ว นั่นคือคือคอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้ม Write About Love ของวง Belle and Sebastian

Belle and Sebastian เป็นวงอินดี้ชื่อดังจาก Glasglow ซึ่งมีฐานแฟนเพลงในบ้านเราออกจะเยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่เคยมีวี่แววว่าจะมาแสดงสดในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น การเดินทางมาดูถึงลอนดอนนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากอยู่

ซื้อตั๋วล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนจะมา ได้ในราคาตั๋ว 2 ใบ 54.5 ปอนด์ สถานที่แสดงก็เล่นที่ Roundhouse ที่เดียวกับที่ดู Explosions in the Sky

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เลยได้ที่ค่อนข้างดี เกือบจะติดขอบเวทีเลยทีเดียว

London
สินค้า Merchandise หน้างาน ไม่ได้ซื้อเพราะว่ามันแพง T-T

London
วงเปิด ชื่ออะไรไม่รู้ จำไม่ได้

London
Belle and Sebastian มาแล้ว

London
เห็น Staurt Murdoch กันชัดๆ

London
คอนเสิร์ตจบ แก้วเบียร์เกลื่อน

เพลงส่วนใหญ่ที่เล่นจะเน้นไปที่อัลบั้มล่าสุดกับอัลบั้มแรก ดูจบแล้วรู้สึกคุ้มค่าตั๋วมาก ไม่ต้องมาหวังลมๆ แล้งๆ ว่าวงจะมาเล่นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เมื่อไหร่

คอนเสิร์ตจบก็นั่ง tube กลับที่พัก ในสถานีเจอป้ายโฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage น่าดูดีเหมือนกัน มีวงที่อยากดูหลายวง แต่ก็ไม่มีโอกาสแหละนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องกลับไทยแล้ว

London
โปสเตอร์โฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage

ดองไว้นานมาก ตอนถัดไปตอนสุดท้ายละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #17 : Eurostar / Abbey Road / Tower Bridge

ในที่สุดก็มาถึงวันสุดท้ายในปารีส ขนาดว่าใช้เวลาไปตั้ง 6 วันแล้ว ยังเที่ยวได้ไม่ทั่วเลยด้วยซ้ำ มีอีกหลายที่ที่อยากไปแต่ก็ไม่ได้ไป ด้วยเหตุผลประการต่างๆ อยู่ไกลบ้าง เดินทางลำบากบ้าง ไม่มีเวลาบ้าง เช่น

  • L’Opéra – โรงละครโอเปรา ที่ด้านในมีสถาปัตยกรรมสวยงาม เคยมีอุบัติเหตุโคมไฟตกลงมาทับคนตาย จนเป็นแรงบันดาลใจให้นิยาย Phantom of the Opera
  • Les Invalides – สุสานนโปเลียน แหล่งประวัติศาสตร์ทางการทหารของฝรั่งเศส
  • La Defense – เขตเมืองใหม่ ที่ตั้งของประตูชัยใหม่ (Grand Arc)
  • Le Bon Marché – ตลาดบองมาเช่ (ซะที่ไหนเล่า!) ห้างเก่าแก่ที่ส่วนขายของกินมีวัตถุดิบระดับเทพเยอะมาก
  • Galeries Lafayette – ห้างหรูหรา ตกแต่งสวยงาม
  • Saint Sulpice – โบสถ์ที่มีเงื่อนงำจากในเรื่อง The Da Vinci Cide

ยังไม่รวม Louvre กับ d’Orsay ที่อยากมีเวลาไปอีกสักที่ละวันนึงเต็มๆ แต่เวลามีเท่านี้ก็ต้องทำใจ หวังว่าในอนาคตถ้ามีตังค์จะได้กลับมาอีก

ตอนขามา นั่งเครื่องบิน low cost ตอนขากลับก็ขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นนั่งรถไฟบ้าง โดยสายที่จะนั่งกลับลอนดอนนี้คือรถไฟสาย Eurostar ตั้งต้นที่สถานี Gare Du Nord ทางทิศเหนือของปารีส ซื้อตั๋วเอาผ่านหน้าเว็บตั้งแต่ที่เมืองไทย (ยิ่งซื้อแต่เนิ่นๆ ก็ยิ่งราคาถูก)

การเดินทางก็จะคล้ายๆ กับขึ้นเครื่องบิน เพราะเป็นการเดินทางข้ามประเทศ คือต้องมีการเช็คอิน ตรวจพาสปอร์ต ตรวจสัมภาระ ซึ่งรวมๆ ก็ใช้เวลาพอสมควร ถ้าใครจะเดินทางก็ต้องเผื่อเวลาเอาไว้ด้วย

London
สถานี Gare du Nord มีชานชาลาสำหรับ Eurostar แบ่งให้ชัดเจน

Eurostar
รถไฟออกแล้ว มองเห็นท้องทุ่งชนบทฝรั่งเศส

รถไฟวิ่งออกจากปารีส ผ่านสถานีที่ Lille แล้วก็มุดอุโมงค์ Channel Tunnel จากฝั่งภาคพื้นยุโรปลอดใต้ทะเลไปโผล่ที่เกาะอังกฤษ เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร

บนรถไฟมีอาหารขาย ก็สั่งมารองท้องเป็นมื้อสายสักหน่อย

Wok
อันนี้คล้ายๆ ข้าวผัดแกงเขียวหวานมั้ง

Pizza
อันนี้เป็นพิซซ่า

Inside Wok
ข้างในหน้าตาเป็นแบบนี้

Pizza
พิซซ่าอุ่นแล้วก็ประมาณนี้

อาหารบนรถไฟมันก็คืออาหารแช่แข็ง ที่ให้พนักงานเอาไปอุ่นก่อนเสิร์ฟน่ะเอง รองท้องพอได้ แต่จะเอาความอร่อยก็คงไม่ค่อยมีให้เท่าไหร่นัก

ตอนที่รถไฟมุดลงอุโมงค์ใต้น้ำ ไฟจะดับหมด มองเห็นแค่แสงไฟฉุกเฉินภายในอุโมงค์ผ่านไปแวบๆ เท่านั้น อยู่มืดๆ ประมาณ 15 นาทีก็จะออกมาโผล่ที่ปลายอีกด้าน

พอจะเข้าเขตอังกฤษก็ต้องเปลี่ยนซิม ถอด Orange ออก กลับมาใช้ยี่ห้อ 3 ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ตอนมาถึง

SIM
สามซิม สามประเทศ

Eurostar
สภาพภายในตู้โดยสาร นั่งสบายกว่าเครื่องบินมาก

ใช้เวลาเบ็ดเสร็จจากปารีสสองชั่วโมงนิดๆ ก็วิ่งมาถึงลอนดอนแล้ว

Arriving London
สถานี St.Pancras International

London Olympic
สัญลักษณ์ต้อนรับกีฬาโอลิมปิกปี 2012

Will and Kate
รูปปั้น Will & Kate

ออกมาจากสถานี St.Pancras แล้วก็ไปตามหาที่พักที่จองไว้ ซึ่งหาไว้แถวสถานีพอดี เดินออกมาประมาณ 10 นาทีก็ถึง

London
แบกเป้เดินหาที่พัก

หลังจากเช็คอิน เก็บของเข้าที่พัก นอนพักให้หายเหนื่อยได้หน่อยหนึ่ง ก็ถึงเวลาออกไปเที่ยวต่อ ที่หมายคือ Abbey Road สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรี

สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลง The Beatles ก็อธิบายไว้นิดนึงว่า ที่นี่เป็นที่ตั้งของ Abbey Road Studio สถานที่บันทึกเสียงอัลบัมของวงดังๆ อย่าง The Beatles และ Pink Floyd มาก่อน

Abbey Road
เหมือนจะเป็นทัวร์เด็กนักเรียน มากันหลายสิบคน

Abbey Road
กำแพงแถวนั้นให้แฟนๆ ขีดเขียนกันได้ตามใจชอบ พอมันเริ่มเต็มแล้วจะมีคนเอาสีมาทาทับ

อาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคนที่ต้องขับรถผ่านแถวนี้ หรือว่าคนบ้านอยู่แถวนี้ เพราะว่าบรรดานักท่องเที่ยวที่มา ก็จะพยายามเดินข้ามทางม้าลายแล้วไปหยุดตรงกลางถนน ตั้งท่าให้เพื่อนถ่ายรูปให้ เลียนแบบปกอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles จนหลายๆ ครั้งก็ทำให้การจราจรติดขัด

Abbey Road
ถนนว่างเป็นเมื่อไหร่ ต้องมีคนเดินลงไปตั้งท่าถ่ายรูป

เดินเที่ยวถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็กลับเข้ามาเดินเล่นแถวๆ Oxford Street

Glory is Ours
ร้าน Nike ไวมาก ตกแต่งร้านฉลองชัยชนะของบาร์เซโลนาเมื่อคืน

London
แผงขายของข้างทาง พอมีให้เห็นบ้าง

มื้อเย็นวันนี้ ไกด์คนไทยในอังกฤษที่ช่วยนำเที่ยว เกิด homesick อยากกินอาหารไทยขึ้นมา ก็เลยตกลงกันว่าไปหาร้านอาหารไทยกิน ค้นใน Google Maps ได้ร้าน Budsaba Eathai ที่อยู่แถวนั้นมา ก็เข้าไปลองดู

Food
ส้มตำไทย (ในลอนดอนคงหาปูหรือปลาร้าลำบาก)

Food
แกงอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้แล้ว

Food
ผัดหมี่อะไรก็ไม่รู้ ลืม

กินแล้วไม่รู้สึกว่ากินอาหารไทยอยู่ รสชาติมันต่างจากอาหารไทยในบ้านเรามากๆ เข้าใจได้ว่าส่วนใหญ่ทำให้ฝรั่งกิน (ลูกค้าในร้าน 80% ไม่ใช่คนเอเชีย) คนเสิร์ฟก็เป็นฝรั่ง พูดไทยได้นิดหน่อย พอเห็นเป็นคนไทยมากิน ก็พยายามถามว่า เป็นยังไง อร่อยไหม ก็ต้องตอบไปตรงๆ ว่า มันห่างไกลจากที่คาดหวังไปหน่อย

Food
บรรยากาศภายในร้าน จะเป็นโต๊ะใหญ่ๆ ลูกค้าแบ่งๆ กันนั่ง

กินเสร็จแล้วก็ขึ้น tube ไปโผล่ที่สถานี Tower Hill เพื่อไปดู Tower of London

Underground music
นักดนตรีเปิดหมวกในสถานี

Tower of London เป็นปราสาทเก่า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Thames มีประวัติอะไรหลายๆ อย่างเยอะเหมือนกัน แต่ถ้าจะเข้าไปดูต้องเสียเวลาสักประมาณครึ่งวันกว่าจะทั่ว ก็เลยเดินถ่ายรูปจากรอบนอกแทน ไม่ได้เข้าไปข้างใน

Tower of London
Tower of London ถ่ายจากระยะไกล

เดินเลย Tower of London มาทางแม่น้ำ Thames ก็จะเจอกับสะพาน Tower Bridge ที่มีชื่อเสียง แฟนการ์ตูนคินนิกุแมนคงคุ้นเคยกันดี

Catalonians
แฟนบอลบาร์เซโลนาที่ยังไม่กลับบ้าน อยู่ฉลองแชมป์กันในลอนดอน พบเห็นได้ทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยว

Tower Bridge
Tower Bridge มุมกว้าง ตรงกลางสะพานสามารถเปิดให้เรือแล่นผ่านได้

London
จาก Tower Bridge มองไปที่ฝั่งใต้ของลอนดอน

เดินข้าม Tower Bridge มาอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นเขตที่เรียกกันว่า More London วิวดี มีตึกสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะ

London
ตัวหนังสือข้างหลังเขียนว่า From Our Rich Ancestry

The Scoop
The Scoop เป็นเวทีที่เป็นแอ่ง ต่ำกว่าระดับพื้น มีขั้นบันไดลงไป ตอนที่ไปเค้าแสดงละครกันอยู่

London
ตึกสวยดี แถวนี้มีพวกบริษัทหรูๆ อย่าง E&Y หรือ PWC อยู่ด้วย

London
มองกลับไปเห็น Tower Bridge ส่วนตึกด้านขวานั่นคืออาคาร City Hall

เดินถัดจากแถว City Hall มาจะเจอเรือรบจอดอยู่ลำนึง เป็นเรือรบเก่าชื่อว่า HMS Belfast เอามาจอดทิ้งไว้ แล้วตัดแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้คนเสียเงินเข้าไปดูข้างใน

HMS Belfast
ถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบเสียเงิน ก็ไม่ค่อยจะอยากเข้าไปดูสักเท่าไหร่

London
ตึกแถวนั้น ด้านนอกเป็นกระจกใส ไฟสวยดี เหมือนจะเป็นโรงพยาบาลอะไรสักอย่าง

Bridge
สะพาน London Bridge (is falling down, falling down) ตอนกลางคืน มีไฟสีแดงด้วย

ถ้าเดินเลย London Bridge ไปอีกก็จะเป็นแถวๆ Borough Market ที่เคยไปเดินมาแล้วเมื่อวันก่อน ก็เลยเดินเลี้ยวข้ามสะพาน London Bridge ไปขึ้น tube สถานี Monument กลับที่พัก

London Bridge
เดินข้าม London Bridge กลับมาฝั่งเดิม

ตอนออกมาจากสถานี King’s Cross รู้สึกหิวๆ (คงเพราะเดินเยอะ) ก็เลยแวะร้านจีนแถวสถานี ซื้อของกินใส่กล่องกลับมากิน ที่อังกฤษจะต่างจากบ้านเราคือ ถ้าซื้อใส่กล่องกลับมากินที่บ้าน จะราคาถูกกว่านั่งกินในร้าน

Midnight meal
หมูย่างธรรมดา

Midnight meal
หน้าตาคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่บ้านเรา

Midnight meal
น้ำซุปเอาไว้กินกับเส้นหมี่

Midnight meal
ปิดท้ายด้วยเบียร์ราคาถูก ผู้สนับสนุนฟุตบอลถ้วย Carling Cup อย่างเป็นทางการ

อาจจะดูแปลกๆ ที่ไปเที่ยวอังกฤษแต่กินข้าวร้านจีนซะเยอะ เหตุผลก็คือว่ามันถูกกว่าร้านอย่างอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญน่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #10 : Birmingham / Villa Park

วันนี้กินมื้อเช้าเสร็จ (รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะอยู่) ก็เดินทางออกจากบาธช่วงสายๆ ย้ายเมืองไปที่เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham – ถ้าสำเนียงอังกฤษจริงๆ จะอ่าน เบอ-มิง-กัม) การเดินทางก็ใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม นั่งจากสถานี Bath Spa ไปต่อรถที่สถานี Bristol Temple Meads เพื่อไปลงที่สถานี Birmingham New Street

Bristol
สถานี Bristol Temple Meads

เบอร์มิงแฮมเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ใจกลางเกาะอังกฤษ (แถบนี้เรียกกันว่า Midland) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอังกฤษรองจากลอนดอน และเป็นเมืองที่แทบไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรเลย

รถไฟเที่ยวที่นั่งมาถึงสถานี Birmingham New Street ตอนเกือบบ่ายโมง แต่ Hostel ให้เช็คอินได้ตอนหลังบ่ายสาม ก็เลยเดินแบกเป้ โต๋เต๋อยู่แถว City Centre ไปขอแผนที่จาก Tourist information centre แล้วก็หาของกินไปพลางๆ

Lunch
มื้อกลางวันง่ายๆ ที่ Pret A Manger

เพราะเป็นเมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเท่าไหร่ ตรง City Centre ก็เป็นร้านแบรนด์เนมซะเยอะ เลยไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมาก จนกระทั่งใกล้ๆ ได้เวลาค่อยเดินไปหาที่พักและเช็คอิน

เก็บข้าวของเสร็จในที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็รีบแจ้นออกมาขึ้นรถบัสไป Villa Park เพื่อดูบอลพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล ระหว่าง Aston Villa กับ Liverpool เหตุผลหลักเลยของการมาที่เมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเมืองนี้

ตอนรอรถบัสก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องนั่งสายไหน แต่เห็นแฟนบอล Villa กลุ่มใหญ่ยืนรอรถอยู่ ก็เดินตามเค้าไป ยังไงก็ไม่หลงทางแน่ แต่จังหวะนี้ก็ต้องทำตัวลีบๆ เจียมตัวตามสไตล์แฟนบอลทีมเยือน พอดีว่าไม่กล้าใส่เสื้อ Liverpool มา ก็เลยยังดูเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่เตะตาแฟนบอลเจ้าถิ่นเท่าไหร่

นั่งรถบัสออกมาจากตัวเมืองได้นิดนึง ก็ถึงสนาม Villa Park ซึ่งเป็นสนามเหย้าของ Aston Villa เป็นสนามที่มีความจุกว่า 42,789 ที่นั่ง จัดว่าเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลอังกฤษที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ พอๆ กับ Anfield และ Stamford Bridge (สนามเล็กๆ อย่าง Carrow Road จุได้ 27,033 ที่นั่ง ส่วนสนามใหญ่อย่าง Old Trafford, Wembley จุได้ 75,957 และ 90,000 ที่นั่งตามลำดับ)

Villa Park
ตามทางมีขายของที่ระลึก ด้านหลังนั่นคือสนาม Villa Park

Villa Park
ทางขึ้นสแตนด์ Holte End "The 12th Man"

บอลเตะสี่โมงเย็น ตอนที่มาถึงก็เกือบได้เวลาแล้ว เลยต้องรีบขึ้นไปที่นั่ง ไม่ทันได้เดินซื้อของที่ระลึกอะไร

ปัญหาในการมาดูบอลนัดนี้มีอยู่นิดนึงคือว่า เป็นแฟนทีมเยือนแต่ตอนซื้อตั๋วมันไม่มีตั๋วตรงสแตนด์ทีมเยือน มีแต่สแตนด์ทีมเจ้าบ้าน ทำให้นัดนี้ ได้เข้าไปดู Liverpool แต่ห้ามเชียร์แบบออกนอกหน้า ไม่งั้นซวยแน่ ชื่อเสียงฮูลิแกนอังกฤษไม่น้อยหน้าประเทศอื่นในโลกอยู่แล้ว

Villa Park
เข้ามาแล้ว ที่นั่งอยู่ฝั่ง Doug Ellis Stand

Villa Park
ที่นั่งฝั่งทีมเยือน อยู่ติดกันเลยทีเดียว เวลาบอลเตะ จะมีตำรวจมายืนคุมเป็นจุดๆ

การซื้อตั๋วดูบอลในอังกฤษเป็นเรื่องออกจะยากลำบาก โดยเฉพาะของทีมใหญ่ๆ ซึ่งตั๋วมักจะเต็มเสมอ การขายตั๋วจะแบ่งออกเป็นรอบๆ คือ รอบแรก ขายให้เฉพาะโควตาสมาชิกของสโมสรระดับที่อยู่มานาน มีประวัติการเข้าชมหลายนัด เรียกว่าเป็นพวกแฟนเดนตายของสโมสร ส่วนรอบถัดๆ มาก็จะขายให้สมาชิกระดับรองๆ ลงมา จนกระทั่งถ้ามีโควตาเหลือ ถึงเอามาขายให้คนที่ไม่ใช่สมาชิก

บางคนที่มาดูบอลที่อังกฤษ และซื้อตั๋วผีหน้าสนาม โอกาสโดนต้มก็มีอยู่ และจริงๆ แล้วมันก็ผิดกฎหมายของอังกฤษด้วย หลายๆ สโมสรเล็งเห็นปัญหาตรงนี้ ก็เลยเปิดเว็บไซต์สำหรับขายตั๋วแบบถูกกฎหมาย ให้สมาชิกที่ซื้อตั๋วแล้วแต่ไม่ได้ดู เอามาขายต่อให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกได้ อย่างของ Aston Villa จะเรียกว่าเป็น Ticket Exchange Program สามารถเข้าไปซื้อผ่านหน้าเว็บได้เลย ตั๋วจะส่งมาให้ที่บ้าน (ส่งมาไทยด้วย!) หรือจะไปรับที่หน้าสนามก่อนบอลเตะก็ได้ ทำให้ได้ตั๋วมาในราคาที่ไม่โดนโก่ง (ได้มาในราคาใบละ 38.2 ปอนด์) และมั่นใจได้ว่าไม่โดนต้ม

แต่ข้อเสียก็คือนี่แหละ ต้องนั่งในสแตนด์เจ้าบ้าน

Villa Park
ฝั่ง North Stand คนก็เข้ามาเต็มความจุ

Villa Park
Holte End เป็นสแตนด์ฝั่งแฟนพันธุ์แท้ เสียงเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านส่วนใหญ่จะมาจากทางนี้

ฟุตบอลในอังกฤษนี่เค้าดูกันแบบไม่มีตีปี๊บ ตีกลอง เหมือนบ้านเรา กองเชียร์จะเชียร์กันด้วยการร้องเพลงและปรบมือเป็นหลัก โฆษกสนามจะประกาศแค่ตอนเปลี่ยนตัว ทดเวลาเจ็บ หรือยิงประตูได้เท่านั่น ซึ่งคิดว่าทำให้ (คนตั้งใจดูบอล) สนุกกว่านะ เวลาดูบอลเมืองไทยจะรำคาญเสียงเครื่องดนตรีสารพัดชนิดมาก

Villa Park
ตำรวจยืนกั้นระหว่างแฟนบอลเจ้าถิ่นกับทีมเยือน

Villa Park
ตรงไกลๆ นั่นเป็นจอบอกสกอร์ และมีภาพ replay การทำประตูให้ดู

Villa Park
แฟนบอลวัยรุ่น

แฟนบอลมากันเต็มความจุ 4 หมื่น 2 พันคน ระหว่างที่เกมยังเสมอกันอยู่ 0-0 กองเชียร์ Liverpool ร้องเพลงกันเสียงดังมาก แล้วก็ร้องกันไม่หยุดด้วย สมกับที่ร่ำลือกัน แต่พอโดนยิงลูกแรกเข้าไป เสียงเชียร์ก็เงียบลงทันตาเห็น กลายเป็นกองเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านที่คึกคัก ร้องเพลงเสียงดังข่มจนกระทั่งจบเกม Aston Villa เอาชนะ Liverpool ไปได้ 1-0 ดับความฝันไปเล่นบอลยุโรป (จริงๆ ก็โดนดับฝันตั้งแต่นัดที่แล้วที่แพ้คาบ้านแล้ว)

เนื่องจากว่านัดนี้เป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล บอลเตะพร้อมกันหมดทุกคู่ ก็เลยจบพร้อมกันด้วย ในสนามก็มีประกาศผลคู่อื่นๆ จนพอมาถึงผลคู่ที่ Totenham Hotspurs ชนะ Birmingham City อริร่วมเมืองของ Villa ไปได้ ทำให้ Birmingham ต้องตกชั้นไปเล่นลีกต่ำลงไปอีกด้วย จังหวะนี้แฟนบอลเฮกันสนามแทบแตก ทำให้รับรู้เลยว่าความเป็นอริของสองทีมนี้มันฝังลึกจริงๆ (นึกไม่ออกเลยว่าตอนที่ Alex McLeish ย้ายจาก Birmingham มาคุม Villa มันจะแค้นกันขนาดไหน)

Villa Park
จบเกมแล้วนักบอลฝ่ายเจ้าบ้านเดินออกมาขอบคุณกองเชียร์

Villa Park
พอแฟนบอลออกไปหมด ก็เหลือนักท่องเที่ยวถ่ายรูปอยู่เป็นกลุ่มๆ จนเจ้าหน้าที่มาไล่ บอกว่าจะปิดแล้ว

Villa Park
ออกมาเก็บบรรยากาศรอบๆ สนาม อันนี้เป็นสแตนด์ฝั่ง Trinity Road

Villa Park
จุดขายของที่ระลึก ปิดแล้ว อดซื้อ

ตรงที่จอดรถหลังสนาม มีแฟนบอลเกาะรั้วรอขอลายเซ็นนักบอลทั้งทีมเหย้าและทีมเยือนที่ต้องออกจากสนามมาขึ้นรถ อารมณ์ประมาณวัยรุ่นยืนรอนักร้องเกาหลีอะไรงั้น บางคนใจดีก็มาเซ็นให้ บางคนก็เดินขึ้นรถไปเลย

Villa Park
คนนี้ Mark Albrighton นัดนี้เล่นดีเลย ฤดูกาลหน้าตัวจริงแน่นอน (เพราะทั้ง Young ทั้ง Downing โดนขายไปแล้ว)

Villa Park
ถ่ายป้ายสนามก่อนกลับ

Ticket
ตั๋วพร้อมลายเซ็น Mark Albrighton

ถือเป็นประสบการณ์ได้มาดูบอลอังกฤษถึงถิ่น นักบอลเล่นกันเต็มที่ เทียบกับตอนที่ทีมดังๆ มาเตะโชว์ที่เมืองไทยแล้วคนละเรื่องเลย อันนั้นเล่นกันเหมือนกลัวเหนื่อย

ออกจากสนาม นั่งรถสายเดิมกลับมาในตัวเมือง ถึงเอาตอนประมาณหกโมงกว่าเกือบจะทุ่มนึงแล้ว ปรากฏว่าในเมืองเงียบมาก แทบไม่มีคนเดินไปมาตามถนนเลย คนที่เดินผ่านส่วนใหญ่ก็ท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเหมือนเมืองอื่น แอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนิดๆ

Bullring
รูปปั้นวัวตรง Bullring Shopping Centre สังเกตว่าร้านปิดหมดแล้ว ไม่มีคนเลย

Birmingham
มุมยอดฮิตของห้าง Selfridges ใกล้ๆ

Victoria Square
Victoria Square นกบินเพียบ แต่ไม่มีคน

Birmingham
รูปปั้น Thomas Attwood นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ อยู่แถวๆ Chamberlain Square

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็ไม่ค่อยจะมีคน แล้วบรรยากาศก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก กลัวว่าถ้ากินมื้อเย็นเสร็จออกจากร้านมาตอนมืดๆ จะอันตราย ก็เลยล้มเลิกความคิดจะเดินหาของกินในเมือง รีบเดินกลับที่พัก ไปต้มมาม่ากินดีกว่า

Birmingham
มีน้ำร้อนให้ก็ไม่ลำบากแล้ว

เป็นอันจบการท่องเที่ยวเมืองเบอร์มิงแฮม วันรุ่งขึ้นก็ไปเมืองอื่นอีกแล้ว!

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

UK-FR Trip #9 : Bath / Stonehenge

หลังจากเก็บสถานที่ท่องเที่ยวในลอนดอนไปหลายแห่งแล้ว วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ ย้ายไปที่เมืองบาธ (Bath) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางตะวันตก ห่างออกมาจากลอนดอนประมาณ 156 กิโลเมตร และได้รับการจัดเป็นเมืองมรดกโลก โดย UNESCO ด้วย

นอกเรื่อง – ปัจจุบันมรดกโลกที่จัดโดย UNESCO มีทั้งหมด 913 แห่งทั่วโลก – อ้างอิง

การเดินทางไปบาธก็ไม่ยาก นั่งรถไฟจากสถานี London Paddington ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว

Bath
มาลงที่สถานี Bath Spa

บาธเป็นเมืองที่เดินเที่ยวได้ทั่ว ถนนหนทางน่าเดิน มีการแสดงเปิดหมวกให้ดูเป็นระยะๆ

Bath
เด็กโชว์กีตาร์

Bath
คนนี้โชว์เครื่องดนตรีโบราณ หน้าตาเหมือนกระทะเจาะรู

Bath
ป้ายบอกทางไปสถานที่สำคัญ

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของบาธก็คือ Roman Bath ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงอารยธรรมการอาบน้ำของชาวโรมันที่เคยอาศัยแถวนี้ – ไม่ฟรี เสียค่าเข้า 12 ปอนด์ ราคานี้มี Audioguide ให้ แล้วก็มีโบรชัวร์ภาษาไทยให้ด้วย!

ตรงบริเวณ Roman Bath นี้มีแหล่งน้ำแร่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน พวกคนโรมันโบราณก็เลยมาสร้างเป็นที่อาบน้ำเอาไว้ จนกระทั่งวันที่อารยธรรมโรมันเสื่อมลง ถูกทิ้งร้าง แล้วถึงมีคนยุคหลังมาขุดเจอ พอกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็สร้างครอบซากโรงอาบน้ำโบราณเอาไว้ แล้วทำเป็นทางเดินให้นักท่องเที่ยวเดินดู พร้อมมีส่วนแสดงสิ่งของ เครื่องใช้ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ดูตามทางด้วย

Bath
โฆษณาด้านในตึกที่ซื้อตั๋ว

Roman Bath
บ่ออาบน้ำ มองจากด้านบน

ทางเดินใน Roman Bath เป็น one-way ตามที่เค้าออกแบบไว้ให้เดินแล้ว ไม่ต้องกลัวดูไม่ครบหรือว่าหลงทาง ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 2 ชม.ก็เดินหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะดูรายละเอียดมากแค่ไหน

Roman Bath
แบบจำลองโรงอาบน้ำสมัยยังสมบูรณ์ดีอยู่

Roman Bath
ข้าวของที่ขุดเจอ

ทางเดินข้างในก็จะผ่านจุดต่างๆ เช่นจุดที่เป็นห้องปั๊มน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ฯลฯ แต่ละห้องก็เหลือซากอยู่นิดเดียว แต่ต่อเติมของใหม่เข้าไปเยอะ

Roman Bath
เดินผ่านมาหลายห้อง จนกระทั่งถึงบ่ออาบน้ำหลัก

Roman Bath
คนแต่งคอสเพลย์เป็นชาวโรมันโบราณ ให้นักท่องเที่ยวมาชักภาพคู่ (ฟรี ไม่เก็บเงิน)

Roman Bath
ระวังพื้นลื่น

จะว่าไปแล้ว บาธนี่ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายๆ อย่างถูกทำให้เป็น commercial ไปหมด พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายเสียค่าเข้า แล้วก็ออกจะโฆษณาเกินจริงไปหน่อย ดูแล้วอาจจะรู้สึกไม่ค่อยคุ้ม บางอย่างก็ติดจะดู fake ไปบ้าง แต่บรรยากาศโดยภาพรวมก็เป็นเมืองที่น่ารักดี

Bath
บรรยากาศตามท้องถนนคนเดิน

Bath
นักดนตรีเปิดหมวกเยอะมาก มีทุกมุมเมือง

เดินมาจนถึงแม่น้ำ Avon ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ไหลผ่านกลางเมือง จะเจอกับ Pulteney Bridge ซึ่งเป็นสะพานที่มีอาคารร้านค้าอยู่บนตัวละพานเลย

Pulteney Bridge
Pulteney Bridge และแม่น้ำ Avon

บนสะพานเจอ Cafe น่านั่งร้านนึง ก็เลยแวะฝากท้องมื้อกลางวัน

Coffee
มื้อนี้ไม่หิวมาก กินพออยู่ท้อง

Bath
อันนี้เป็น Quiche มั้ง

Bath
ขนมปัง แฮม ชีส ผัก ธรรมดาๆ

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอังกฤษคือ Stonehenge อยู่ไม่ไกลจากเมือง Bath นัก แต่ไม่มีรถสาธารณะวิ่งผ่าน ถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องซื้อทัวร์ไป มีหลายยี่ห้อให้เลือก ที่เลือกซื้อก็เป็นของ Scarper Tours เพราะเวลา match พอดี ถึงเวลาก็ไปรอขึ้นรถที่ข้างๆ Bath Abbey

Bath
ผ่านสวนสวยๆ มีคนมาปิคนิค

Bath Abbey
จุดขึ้นรถนำเที่ยวก็อยู่ข้างๆ Bath Abbey นี่แหละ

รถนำเที่ยวก็เป็นรถตู้คันใหญ่หน่อย ทัวร์กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 16 คน นั่งในรถได้สบายๆ คนขับรถทำหน้าที่เป็นไกด์ไปด้วย ระหว่างทางที่ขับไป Stonehenge ถ้าผ่านจุดน่าสนใจก็จะบรรยาย เล่าประวัติให้ฟัง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง Stonehenge

ทิวทัศน์ข้างทางก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไหร่ เส้นทางขึ้นอยู่กับทัวร์ที่ซื้อ บางเจ้าก็จะผ่านหลายที่หน่อย หรือมีแวะจอดให้ลงเที่ยวด้วย ส่วนทัวร์ที่ซื้อเป็นแบบถูก ผ่านแค่ไม่กี่จุด มีผ่านหมู่บ้านเก่า ผ่านฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ฟาร์มหมูออแกนิค ที่เป็นของแปลกคือ Hill Figure รูปม้าขาว แต่มันอยู่ไกลนิดนึง นั่งรถผ่านแล้วเห็นลิบๆ พอเป็นรูปม้า กับอีกอย่างหนึ่งคือ Crop circle ซึ่งช่วงที่ไปมันไม่มีให้ดู ก็เลยอด

Bath
บรรยากาศข้างทางก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

Old Jamaica
เบียร์รสขิงจาไมก้า ซื้อติดมากิน พบว่าไม่มีรสแอลกอฮอลล์สักนิดเดียว

Stonehenge
มาถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว

Stonehenge
กองหินตั้งอยู่ได้ มหัศจรรย์จริงๆ เลย!

บริเวณ Stonehenge จะมีถนนให้เดินวนรอบ แล้วก็มีรั้วเตี้ยๆ กั้นไว้ไม่ให้เดินเข้าไปใกล้มาก นักท่องเที่ยวก็เดินวนชักภาพได้จากระยะไกลเท่านั้น เข้าไปปีนป่ายหินไม่ได้ โชคดีที่วันที่ไปอากาศเป็นใจ ท้องฟ้าใส เมฆสวย แดดไม่แรง มีฝูงแกะเล็มหญ้าอยู่ลิบๆ เหมาะกับการถ่ายรูปมาก

ถัดออกมาเป็นจุดบริการนักท่องเที่ยว มีจุดขายตั๋วเข้าชม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องน้ำ ที่จอดรถ เรียกได้ว่าครบวงจร

Stonehange
มีป้ายบอกราคาและเวลาปิดเปิดครบ

Stonehenge
Welcome to Stonehenge

ทัวร์จอดให้เดินเที่ยว ถ่ายรูปอยู่ชั่วโมงนึง แล้วก็กลับ พอกลับมาถึงแล้วก็เดินไปดู Royal Crescent ต่อเลย

Bath
ทางเดินในเมือง

Bath
มีร้านน่ารักๆ เยอะดี ถ้าผู้หญิงมาเที่ยวคงชอบกัน

Royal Crescent
ถึง Royal Crescent แล้ว ลักษณะเป็นอาคารรูปครึ่งวงกลม ทอดยาวประมาณ 200 เมตรได้

Royal Cresent
ด้านหน้าเป็นสนามหญ้ากว้างใหญ่ มีคนพาหมามาเดินเล่น มานั่งปิคนิค กันเป็นกลุ่มๆ

จบจาก Royal Crescent แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น ลองถามพนักงานที่ Hostel ดูว่า อยากกิน Fish & Chips อร่อยๆ เค้าแนะนำให้มาที่ร้านชื่อ Seafoods

Fish & Chips
จานนี้เป็นปลา Haddock ทอดกรอบกำลังดี แป้งบางกำลังเหมาะ บีบมะนาว กินกับ chips

Fish & Chips
อันนี้เป็นแซลมอนกับสลัด กรอบอร่อยไม่แพ้กัน

สรุปว่าร้านนี้ ปลาอร่อย ทอดกรอบกำลังดี ไม่มีอมน้ำมัน ติดตรง chips ที่ยังธรรมดาไปหน่อย รวมสองจานบวกเบียร์ดำอีกหนึ่ง pint ราคาอยู่ที่ 20 ปอนด์ อิ่มกำลังดี

กินเสร็จแล้วเดินเที่ยวต่ออีกหน่อยเพื่อให้อาหารย่อย

UCL Final
ป้ายโฆษณาหน้าผับที่จะมีถ่ายทอดนัดชิง Champions League

Avon
แม่น้ำ Avon และ Pulteney Bridge จากอีกด้านหนึ่ง

Pulteney Bridge
เดินเลียบแม่น้ำไปทาง Pulteney Bridge ได้ มีนกนางนวลเยอะเลย

Pulteney Bridge
มีทางเดินเล็กๆ ให้กลับขึ้นมาบนตัวละพานได้ ถ้าไปไหนต่อไม่ถูกก็ดูเอาจากป้าย

เสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าที่พัก เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน ยังเหลือที่เที่ยวอื่นในเมืองอีกที่ยังไม่ได้ไป แต่ด้วยเวลาที่จำกัด วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปเมืองอื่นแล้ว

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

UK-FR Trip #8 : Tate Modern / Borough Market / Trafalgar Square

บันทึกการไปเที่ยวอังกฤษ ต่อจากตอนที่แล้ว ยังอยู่เที่ยวในลอนดอนต่อ

การวางแผนการท่องเที่ยวยาวๆ หลายวัน ในยุคนี้มันก็มีตัวช่วยอยู่หลายอย่าง มีอยู่เว็บนึงที่ใช้ได้ดีมากคือ TripIt

TripIt สามารถบันทึกแผนการเดินทางได้ว่าวันไหนจะพักที่ไหน เดินทางไปไหนยังไง เหมาะกับคนที่วางแผนการเดินทางไปหลายที่ใน trip เดียว สิ่งที่เป็น killer feature ของเจ้านี่คือ เราสามารถ forward อีเมล confirm การจองตั๋วเครื่องบิน, ตั๋วรถไฟ, หรือที่พัก เข้าไปยัง address ของ TripIt แล้วตัวระบบจะเอาข้อมูลใส่ลง plan ของเราให้อัตโนมัติ และ plan นี้เราสามารถเปิดดูได้ผ่านทางหน้าเว็บ หรือ App บน Android / iPhone / iPad ก็ได้ ทำให้การเดินทางคล่องตัวขึ้นเยอะ

Trip It
ตัวอย่าง Plan มีข้อมูลที่พัก เวลา การเดินทาง แผนที่ พยากรณ์อากาศให้ครบครัน

เว็บ TripIt นี่ใช้ฟรี App ก็โหลดฟรีด้วย ใครจะเดินทางก็ลองเล่นดูได้

เริ่มต้นการเดินทางจากที่พักแถวสถานีรถไฟ King’s Cross ถ้าคนที่เคยดูหนัง Harry Potter จะเห็นว่า หน้าตามันไม่เหมือนในหนัง เพราะจริงๆ แล้วในหนังเลือกถ่ายทำภายนอกที่สถานี St.Pancras ซึ่งอยู่ติดกันแทน (ห่างกันแค่ข้ามถนน ชั้นใต้ดินก็แชร์สถานี underground ร่วมกัน) อาจจะเพราะเหตุผลว่า St.Pancras มันสวยกว่า

King's Cross
สถานี King's Cross

ตอนที่ไปเที่ยวช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สถานี King’s Cross มีการปรับปรุงซ่อมแซมหลายจุด เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพงานโอลิมปิก 2012 ทำให้ชานชาลา 9 3/4 โดนปิดซ่อมไปด้วย แต่ทางสถานีก็เห็นใจแฟนๆ หนังสือทำกำแพงเลียนแบบ เอามาให้ถ่ายรูปแก้ขัดกันไปได้ ถ้าไปแล้วหาไม่เจอลองถามพนักงานแถวนั้นดู แค่อ้าปาก ยังไม่ทันจะถามอะไร เค้าเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็ถามสวนมาเลยว่า “Harry Potter ใช่มั้ย?” คงเจอแบบนี้มาเยอะจนเบื่อ

Jack Daniel
โฆษณาในสถานี ไม่ต้องมีแถบดำคาดแล้วบอกว่าสุราเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Kindle
Kindle ที่นี่ขาย 111 ปอนด์ (รุ่น Wi-Fi) กับ 152 ปอนด์ (รุ่น 3G)

สำหรับแผนการเที่ยวลอนดอนวันนี้ เริ่มต้นตอนเช้าที่ St.Paul’s Cathedral เป็นวิหารที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบ Baroque ซึ่งก็เป็นสไตล์ที่นิยมในยุโรปอยู่ยุคหนึ่ง ที่ประเทศอื่นก็มีสิ่งก่อสร้างหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี St.Paul’s

St.Pauls' Cathedral
ต้นไม่ในสวนครึ้มทีเดียว

St.Paul's Cathedral
ด้านหน้าวิหารมีเด็กมาทำกิจกรรมวาดรูปด้วย

เนื่องจากด้านในวิหารต้องเสียค่าเข้า (14.5 ปอนด์) และห้ามถ่ายรูปด้วย ก็เลยเดินวนถ่ายรูปรอบๆ ก็พอ

จากวิหาร St.Paul’s เดินมาทางแม่น้ำเทมส์เรื่อยๆ ก็จะเจอกับสะพาน ชื่อว่า Millenium bridge ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2000 และถูก Death Eater ทำลายทิ้งไปในฉากเปิดเรื่อง Harry Potter ภาค 6

London
เดินออกมาจาก St.Paul's แล้ว

Millenium Bridge
สะพาน Millenium Bridge โดมที่เห็นนั่นคือโดมของวิหาร St.Paul's

Millenium Bridge
วิวแม่น้ำเทมส์ ถ่ายจากบนสะพาน

อีกฟากหนึ่งของสะพาน Millenium Bridge เป็นโรงไฟฟ้าเก่า ที่ถูกเอามาปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ชื่อว่า Tate Modern

Tate Modern
อีกฟากหนึ่งของสะพานเป็น Tate Modern

Tate Modern
เข้าฟรีอีกแล้ว

Tate Modern
บรรยากาศภายใน สมกับเป็นโรงไฟฟ้าเก่า โถงตรงนี้เรียกว่า Turbine Hall

ผลงานที่จัดแสดงที่ Tate Modern นี่ก็เป็นไปตามชื่อ คือเป็นผลงานยุค Modern / Contemporary art ตั้งแต่ยุค 1900 เป็นต้นมา มีงานของทั้ง Monet, Matisse, Picasso ไปจนถึง Warhol

Tate Modern
ส่วนจัดแสดงงานอยู่สองข้างของห้องโถงแต่ละชั้น ตรงกลางเป็นบันไดเลื่อน

Tate Modern
Whaam! กับ Unique Forms of Continuity in Space

บางช่วงเวลา จะมีไกด์บรรยายที่มาที่ไป ประวัติและเกร็ดของงานเด่นๆ ให้ฟรีด้วย (ภาษาอังกฤษแบบฟังไม่ยาก) ขนาดของพิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่มาก คนไม่เยอะเท่า British Museum เดินได้สบายๆ แต่อาจจะเจอกลุ่มเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา

เดินดูเสร็จแล้วก็ออกมาเดินข้างนอก หาของกินมื้อเที่ยงโดยเดินเลียบแม่น้ำเทมส์มาทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ เพื่อไป Borough Market

Tate Modern
ลานด้านหน้า Tate Modern เป็นสนามหญ้าให้คนพักผ่อนได้

Bicycles
เจอจุดจอดจักรยานเช่าอีกแล้ว

Borough Market
ถึง Borough Market แล้ว

Borough Market เป็นตลาดขายของกินนานาชนิด การเข้าไปเดินในช่วงที่กำลังหิวจะรู้สึกว่า น่ากินไปเสียหมดทุกอย่าง

Borough Market
แผนที่บอกโซนตลาด

Borough Market
เนื้อหมูป่าดี หรือเนื้อกวางดี

Borough Market
แกงมาเลย์ แกงไทย แกงอินเดีย มีขาย มีให้ชิม

Borough Market
ปลาทูน่า ปลากระโทงแทง ปลากะพง ปลาแซลมอน

Borough Market
เห็ดหลากชนิด

Borough Market
เครื่องดื่มมากมาย

Borough Market
พื้นที่โฆษณา

Borough Market
ร้านนี้ขายเนื้อด้วย ขายเบอร์เกอร์ด้วย

ร้านส่วนใหญ่ใน Borough Market จะออกแนวตลาดสด ไม่มีโต๊ะนั่ง ต้องซื้อออกมาหาที่นั่งว่างๆ ตรงโซนที่เค้าจัดไว้ให้นั่งกินอาหารเอาเอง

Borough Market
อาหารกลางวันเป็น เบอร์เกอร์เนื้อวัว ใส่ไข่ดาวด้วย

Borough Market
อันนี้เบอร์เกอร์เนื้อแกะใส่เห็ด

อิ่มท้องแล้วก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Charing Cross เพื่อไปยัง National Gallery และ National Portrait Gallery

ภาพเขียนที่จัดแสดงใน National Gallery มีงานของพวกบิ๊กเนมเพียบ ทั้งของศิลปินอังกฤษ, ดัทช์, อิตาลี, ฝรั่งเศส ฯลฯ ไล่มาตั้งแต่ Da Vinci, Michelangelo, Raphael (ขาด Donatello อีกคนก็ครบขบวนการเต่านินจาแล้ว), Vermeer, Rembrandt, Renoir, Van Gogh, Delacroix ฯลฯ ถ้าจะไปแล้วมีเวลาน้อยแนะนำให้เลือกดูเฉพาะ 30 ภาพไฮไลท์ ที่เว็บ National Gallery คัดเลือกมาให้ วันที่ไปมีปิดห้องเล่นดนตรี (เปียโน / โอเปรา) ให้คนดูได้ชมฟรีด้วย

ค่าเข้าฟรี แต่น่าเสียดายตรงที่ว่าข้างในเค้าห้ามถ่ายรูป เลยถ่ายมาลง blog ไม่ได้ แต่ถ้าใครอยากดูสามารถเปิดดูได้จากเว็บ Google Art Project ก็ได้ไม่ต้องบินไปดูถึงลอนดอน

ถ้าใครมี iPhone หรือ iPad สามารถโหลด App ของ Natioan Gallery มาช่วยเป็นไกด์ก็ได้ ราคา $2.99

Charing Cross
โฆษณา National Portrait Gallery ในสถานี Charing Cross

National Gallery
ด้านหน้าของ National Gallery อยู่ติดกับ Trafalgar Square เลย

ใกล้ๆ กับ National Gallery ก็ยังมีอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งคือ National Portrait Gallery เป็นที่รวมภาพเขียนบุคคลของอังกฤษ มีทั้งราชวงศ์ อำมาตย์ นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และคนดังต่างๆ ความสวยงามของภาพอาจจะสู้ของ National Gallery ไม่ได้ แต่ถ้าไล่ดูตามลำดับเวลามาเรื่อยๆ ก็จะได้เห็นความเป็นมาของอังกฤษมากกว่า

ค่าเข้าฟรี ภายในห้ามถ่ายรูป มี App นำเที่ยวบน iPhone / iPad ราคา $1.99

จบแล้วก็ออกมาถ่ายรูปเล่นแถว Trafalgar Square

London 2012
นับถอยหลัง London Olympic 2012

Trafalgar Square
รูปปั้นสิงโต เสาหินด้านหลังนั่นคือ Nelson's Column

Trafalgar Square
ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ชอบปีนขึ้นไปถ่ายรูป

Syria
มีคนโบกธงชาตซีเรีย น่าจะประท้วงอะไรสักอย่าง

มื้อเย็นก็เดินไปฝากท้องที่ China Town เป็นร้านที่มีสหายที่เคยอาศัยอยู่ในลอนดอนแนะนำมา ชื่อร้าน Misato

Misato เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ขนาดคูหาเดียว แต่ดูจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียง ตอนที่ไปถึงมีคนยืนรอคิวหน้าร้านประมาณสิบคนได้

China Town
ยืนรอคิวหน้าร้าน ก็ถ่ายรูปเล่นไปพลางๆ

ยืนทนอากาศหนาว รอคิวสักพักนึงก็ได้เข้าไปนั่งในร้าน (สังเกตว่าในลอนดอน คนส่วนใหญ่จะ obsess กับการเข้าคิวมาก ไปที่ไหนก็เจอคนเข้าคิวตลอด บ้านเราน่าจะเอาอย่าง) ในร้านคนเยอะ โต๊ะค่อนข้างเบียด พนักงานเสิร์ฟส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนไทย

Misato
ข้าวสเต็กไก่เทริยากิ

Misato
เต้าหู้อะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้

Misato
ชุดปลาดิบ

Misato
เบียร์วันนี้ : Sapporo

สรุปราคาก็พอๆ กับร้านอื่นใน China Town แต่จุดเด่นของ Misato คือให้เยอะมาก กินจนอิ่ม แต่รสชาติก็ค่อนข้างธรรมดา ประมาณฟูจิบ้านเรา เมื่อกลับไปถามสหายคนเดิมว่าทำไมแนะนำร้านนี้ คำตอบที่ได้ก็คือ เพราะว่าเค้าให้เยอะน่ะแหละ

จบไปอีกหนึ่งวัน กลับที่พักเตรียมตัวออกเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งวันพรุ่งนี้

รวมลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #7 : British Museum / Roundhouse

เที่ยวอังกฤษกันต่อ ตอนที่ 7 แล้ว ลิงก์ไปตอนเก่าๆ อยู่ท้ายตอนครับ

ที่แรกที่จะไปวันนี้คือ British Museum พิพิธภัณฑ์ชื่อดังของอังกฤษ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของหายากที่อังกฤษไปขนมาจากประเทศอาณานิคมของตัวเอง+ประเทศอื่นๆ ทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ยุคสมัยที่ตัวเองยิ่งใหญ่ มีของแปลกๆ เยอะขนาดที่ว่าเดินทั้งวันก็ดูไม่หมด รวมของที่จัดแสดงทั้งหมดกว่าแปดล้านชิ้น

วิธีการเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Holborn แล้วเดินต่ออีกหน่อยนึงก็จะถึง

St.Pancras
เริ่มต้นที่สถานี St.Pancras

Escalator
ขึ้นลงบันไดเลื่อน ให้ชิดขวาเสมอ

สังเกตว่าในสถานี tube ของลอนดอนจะมีป้ายบอกตลอดว่า ให้ยืนชิดขวา หรือเดินชิดกำแพงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อความเป็นระเบียบและทำให้คนที่เร่งรีบมีทางเดิน ไม่ต้องไปกลัวว่าจะมีพวกคนเดินเอ้อระเหยขวางทาง มีอยู่หนนึงเจอนักท่องเที่ยวยืนสองคนขวางตรงบันไดเลื่อน ทำเอาคนที่กำลังรีบ (หลายคน) ถึงกับต้องตะโกนบอกให้หลีกทาง

เห็นแล้วก็อยากให้บ้านเราเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างน้อยตรงบันไดเลื่อนก็ติดป้ายไว้สักหน่อยว่าให้ยืนชิดด้านไหนสักด้านก็ยังดี

Jack Daniel
ร้านขายของน่ารัก ระหว่างทางเดินไป British Museum

Royal Wedding
ของที่ระลึก เกาะกระแส Royal Wedding ที่เพิ่งผ่านไป

British Museum
มาถึงด้านหน้า British Museum แล้ว

British Museum ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของอังกฤษ นั่นคือไม่เก็บค่าเข้า ส่วนใครจะบริจาคก็แล้วแต่ศรัทธา

British Museum
เข้ามาข้างในแล้วก็จะเป็นตรงที่เรียกว่า The Great Court

ด้านในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็นโซนคร่าวๆ ตามอารยธรรมต้นกำเนิดสิ่งของ เช่นกรีก โรมัน อียิปต์ เอเชีย เลือกดูได้ตามความสนใจ แต่ถ้าเวลาน้อยก็ควรเลือกดูเฉพาะงานชิ้นเด่นๆ ในเว็บของพิพิธภัณฑ์มีคู่มือให้ว่า ถ้ามีเวลาน้อยควรดูอะไรบ้าง หรือถ้าเวลาเยอะขึ้นมาหน่อย ควรดูอะไร

Serpent
Turquoise serpent จากอาณาจักร Aztec

โมอาย
โมอาย

Mummy
มัมมี่สภาพสมบูรณ์มาก

ของเด็ดประจำ British Museum อย่างหนึ่งคือส่วนของมัมมี่และอารยธรรมอียิปต์โบราณที่มีเยอะมากๆ จนเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าที่อียิปต์มันจะยังเหลืออะไรไว้ให้จัดแสดงอยู่อีกบ้างไหม

Cat
แมวอียิปต์

Chess
ชุดหมากรุกทำจากงาช้าง

เดินดูจนหิว ได้เวลาหาของกิน อันที่จริงแล้วในพิพิธภัณฑ์มันก็มีของกินขาย แต่ก็ด้วยเหตุผลเดิมๆ คือมันแพง ออกมาหากินข้างนอกดีกว่า ก็ไปลงเอยที่ร้านอาหารจีนราคาถูกใกล้ๆ (จำชื่อไม่ได้แล้ว)

London
ผับหลายแห่งเริ่มเปิดให้จองโต๊ะ สำหรับมานั่งดูนัดชิง UCL

London
ข้าวหน้าเป็ดย่างหมูแดง

London
จานนี้จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร หน้าตาคล้ายๆ ผัดเปรี้ยวหวานบ้านเรา มีชามะนาวอยู่ในเซตด้วย

London
ซุปข้างขวารวมอยู่ในเซตด้วย แต่ซุปข้าวโพดด้านซ้ายไม่รวม

เติมพลังเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาเดินใน British Museum ต่อ

British Museum
ตัวอักษรอียิปต์โบราณ

British Museum
ดรามาในสมัยก่อน

British Museum
หนังสือโป๊ญี่ปุ่น

British Museum
กระโหลกแก้ว

British Museum
ถ้วยพลัง Y

โปรแกรมของวันนี้ หลังจากเดิน British Museum จบแล้วก็คือไปดูคอนเสิร์ตของ Explosions in the Sky ที่ The Roundhouse ระหว่างรอให้ถึงเวลาก็เดินเล่น ชักภาพไปเรื่อยๆ

London
ป้ายสถานี London Underground ใครมาเที่ยวก็ต้องถ่ายไว้

London
จักรยานเช่า สนับสนุนโดยธนาคาร Barclays (ที่เป็นสปอนเซอร์บอลพรีเมียร์ลีกน่ะแหละ)

London
ตู้โทรศัพท์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของลอนดอน ส่วนใหญ่ข้างในจะเหม็นฉี่ แล้วก็มีโฆษณาแบบนี้

London
ที่นี่คนมาผับกันตั้งแต่กลางวัน ถ้าที่นั่งข้างในเต็ม ก็ออกมายืนกินข้างนอกได้

London
ร้านหนังสือสำหรับเกย์และเลสเบี้ยน

London
ร้านนี้สวยดี แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าขายอะไร

ใกล้เวลาคอนเสิร์ตจะเริ่ม ก็เดินทางไปที่ The Roundhouse ซึ่งเป็นที่จัดคอนเสิร์ต หน้าตาตัวตึกเป็นโดมกลมๆ ขนาดน่าจะเล็กกว่าอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมากบ้านเราสักเล็กน้อย อยู่ทางตอนเหนือของลอนดอน หลุดจากโซนแหล่งท่องเที่ยวออกมาหน่อย การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงสถานี Chalk farm

London
Graffiti แถว Chalk Farm

มาถึงที่ The Roundhouse ก็เอาบัตรเครดิตใบที่ใช้ซื้อตั๋วยื่นให้ที่ counter ออกตั๋ว เค้าก็จะตรวจสอบรายชื่อแล้วเอาตั๋วมาให้ ใช้ผ่านเข้าไปในโซนจัดคอนเสิร์ต ตรงนี้ห้ามเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เข้า ให้ไปซื้อกินข้างในเอาเอง (pint ละประมาณ 4 ปอนด์)

Roundhouse
ด้านในก่อนเข้าไปใน hall มีของที่ระลึกทั้งของ Roundhouse เองและของทางวงขาย

Roundhouse
บรรยากาศด้านนอก มีแต่คนกินเบียร์รอ

London
เข้าไปใน hall แล้ว เห็นโครงสร้างทรงกลมของตัวอาคาร

Roundhouse
ซื้อตั๋วช้า ได้แถวหลังสุดเลย

Explosions in the Sky เป็นวง post-rock จาก Texas เพลงที่เล่นเป็นเพลงบรรเลงทั้งหมด แล้วก็มีหลายเพลงที่ถูกเอาไปประกอบรายการทีวีบ้าง สารคดีบ้าง ตัวอย่างหนังบ้าง ล่าสุดที่เห็นก็ในคลิป At the Gates of Wembley ที่บาร์เซโลนาใช้เป็นคลิปโปรโมทนัดชิง UCL ปีนี้

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วผ่านเว็บ แต่เพิ่งมาซื้อเอาตอนที่จัดโปรแกรมท่องเที่ยวชัวร์แล้วว่าวันที่มีคอนเสิร์ต จะอยู่ที่ลอนดอน ถึงค่อยซื้อตั๋ว ผลที่ได้ก็คือได้แถวหลังสุดนั่นเลย ค่าตั๋ว 20 ปอนด์

หลังจากวงเปิดเล่นเสร็จไปแล้ว Explosions in the Sky ขึ้นเวทีมา มีพูดคุย ทักทาย สวัสดีคนดูเล็กน้อย แล้วก็เล่นรวดเดียวจบ ไม่มีพัก ไม่มีคุยอะไรกับคนดูเลย (มันเป็นธรรมชาติของวงแนวนี้หรือเปล่า?) เล่นจบ ขอบคุณคนดูนิดหน่อยแล้วก็กลับไปเลย

Roundhouse
ก้มหน้าก้มตา เล่นกันอย่างเดียว

Roundhouse
สถานที่ดี ระบบเสียง-แสงดี

Roundhouse
คอนเสิร์ตจบ คนกลับบ้าน

Roundhouse
โฆษณาคอนเสิร์ต iTunes Festival วงดังๆ เพียบ

ออกจาก Roundhouse มาก็มืดแล้ว นั่ง tube กลับที่พัก โปรแกรมวันต่อไปยังมีอีกเยอะ

รวมลิงก์ตอนเก่า

UK-FR Trip #6 : Courtauld Gallery / Covent Garden / Piccadilly Circus

หลังจากห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน พบว่าการเขียน blog นี่มันใช้พลังเยอะพอสมควร ขนาดว่า wordpress เวอร์ชันใหม่ๆ มันเนียนกว่าเดิมมากแล้ว ยังรู้สึกเหนื่อย หรือจะเป็นเพราะ facebook/twitter ทำให้เสียนิสัยไปแล้ว?

รวมลิงก์ตอนเก่า

จากตอนที่แล้ว จบจากเที่ยวเมืองนอริช ก็กลับมาเที่ยวลอนดอนอีกครั้งโดยใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม

Train station
สถานีรถไฟของเมืองนอริช

Train station
ชานชาลา

วิธีการซื้อตั๋วรถไฟในอังกฤษก็ไม่ยาก แค่เข้าไปซื้อตั๋วจากในเว็บ เลือกวันเวลาให้ถูกต้อง จ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วระบบจะให้รหัสรับตั๋วมา พอมาถึงที่สถานีรถไฟ ก็เอาบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายเงิน เสียบเข้าไปที่ตู้อัตโนมัติ กดรหัสรับตั๋ว แล้วเครื่องก็จะออกตั๋วมาให้ สะดวกและรวดเร็ว เท่าที่เดินทางมา จะมีตู้แบบนี้ทุกสถานี แต่จะมีตู้ของบริษัทเดินรถบางเจ้าที่ไม่รับบัตรเครดิตของประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราๆ ทางออกคือเอารหัสไปรับกับพนักงานที่ช่องขายตั๋ว (ดังนั้นควร print อีเมลยืนยันพร้อมรหัสที่ได้รับตอนจองตั๋วแล้วติดมาด้วย)

Tickets
หน้าตาตั๋วรถไฟ ถ้าเปลี่ยนขบวนก็จะได้มาหลายใบหน่อย และจะมีใบที่เป็นใบเสร็จติดมาด้วย

รถไฟมาถึงลอนดอนที่สถานี London Liverpool Street แต่ว่าที่พักอยู่แถว King’s Cross ก็ต้องนั่ง tube ต่อมาเอง แฟนๆ นิยาย Harry Potter คงจะคุ้นชื่อกันอยู่

St.Pancras
สถานี St.Pancras อยู่ติดกับสถานี King's Cross

Hostel
ที่พักมีกาต้มน้ำร้อนให้ แปลว่าสามารถต้มมาม่ากินเองได้!

ปกติ Hostel ในลอนดอนจะให้เช็คอินได้ประมาณหลังบ่ายสองหรือบ่ายสามเป็นต้นไป แต่ถ้ามาถึงก่อนเวลาก็สามารถฝากสัมภาระไว้ที่ hostel ก่อน ออกไปเดินเที่ยว แล้วกลับมาค่อยรับกุญแจเข้าห้องก็ได้

โปรแกรมของบ่ายนี้คือไป Sommerset House เพื่อไปดู Courtauld Gallery

London
Somerset House อยู่แถวๆ สะพาน Waterloo ใกล้ tube สถานี Temple

Somerset House
ลานกว้างของ Somerset House

Somerset House
มีรูปหัวสัตว์ประดับตกแต่ง

Courtauld Gallery เป็น gallery ขนาดกำลังเหมาะ เดินสบายๆ งานส่วนใหญ่เป็นงานยุค Impressionism / Post-Impressionism มีงานของคนดังๆ หลายคนทั้ง Van Gogh, Renoir, Degas, Manet, Seurat, Cézanne, Gauguin ฯลฯ ภาพดังๆ ก็มีหลายภาพ เสียค่าเข้าคนละ 6 ปอนด์ ถ้าเป็นคนชอบงานศิลปะยุคนั้น ถือว่าพลาดไม่ได้

Courtauld Gallery
รูปใกล้สุดคือ Self-Portrait with Bandage Ear ของ Van Gogh

Courtauld Gallery
The Luncheon on the Grass ของ Manet

Courtauld Gallery
จากซ้ายไปขวาเป็นงานของ Manet, Degas และ Renoir

เดินดูจนจบแล้วออกมาเดินข้างนอกต่อ อากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ฝนตกปรอยๆ ตามปกติของลอนดอน

BBC
ผ่านตึกอะไรก็ไม่รู้ของ BBC

LSE
ผ่านมหา'ลัยชื่อดัง LSE : London School of Economics

ลอนดอนเป็นเมืองที่ดีอย่างนึงคือ สถานที่ท่องเที่ยวอยู่กันเป็นกระจุก สามารถเดินถึงกันได้ไม่ลำบาก ถ้ามีแผนที่ดีๆ ก็ไม่น่าหลงทาง หรือจะใช้ Google Map ก็ได้ แต่ระวังด้วยว่าเครือข่าย 3G นี่บริโภคแบตเตอรี่อย่างตะกละตะกรามมาก ถ้ามีแบตสำรองติดตัวไว้ด้วยก็จะดี

เดินต่อจาก LSE มาประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง Covent Garden ซึ่งเป็นจัตุรัสขายของ มีร้านค้าทั้งในร่มและ outdoor

Covent Garden
Cafe ใน Covent Garden

Covent Garden
มีนักดนตรีเปิดหมวก ขายซีดีด้วย รับบริจาคด้วย

Paella
แวะกิน Paella (ข้าวผัดสเปน) รองท้อง

Apple Market
ตลาดขายของสดชื่อ Apple Market แต่ไปถึงเอาตอนตลาดวายแล้ว

Covent Garden
บรรยากาศร้าน outdoor

เป้าหมายจริงๆ ของการมา Covent Garden นี่คือ การมาสักการะสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง

Covent Garden
ด้านหน้าของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

Covent Garden
หัวมุมใกล้ๆ

Apple Store
ที่นี่คือ Apple Store สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Apple Store
บันไดวนอันเป็นเอกลักษณ์

Apple Store
เต็มไปด้วยเหล่าสาวก

ราคาสินค้าในร้านก็ไม่ต่างจากในหน้าเว็บ Apple Store UK ก็คือแพงกว่าเมืองไทยเกือบทุกอย่างน่ะเอง ถ้าอยากจะซื้อสินค้า Apple ซื้อบ้านเราถูกกว่า ยกเว้นจะอยากซื้อของที่ไม่มีขายในบ้านเรา อย่างพวก AppleTV อะไรงี้ แต่ก็ทำใจกับราคาหน่อย

ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เดินเล่น ถ่ายรูป แล้วหาของกินถูกๆ

London
บรรยากาศหลังฝนเพิ่งหยุดตก

London
Royal Opera House

London
ร้าน The Cult Entertainment Megastore ขายของคัลท์ทั้งหลาย เดินผ่านแล้วคิดถึง @rerngrit ก่อนเป็นคนแรก

London
ตรงนี้เป็นแยกที่ถนน 7 สายมาตัดกัน โรงละครด้านหลังเล่นเรื่อง Chicago

London
ร้านขายหนังสือ เกาะกระแสนัดชิง UCL ระหว่างแมนยูกับบาร์เซโลนา

Dinner
มาลงเอยเอาที่ร้านจีนแถว Soho ชื่อ Cafe de Hong Kong

Dinner
ค่าเสียหายสองคน 16.70 ปอนด์

London
เดินผ่านร้านอาหารจีน ที่หน้าร้านมีโฆษณาภาษาไทยด้วย

London Taxi
แท็กซี่ลอนดอน อย่าเผลอขึ้นเชียว แพงมาก (ถ้าเมืองอื่นราคาจะถูกกว่า ขึ้น 2-3 คน ก็พอคุ้มอยู่)

Piccadilly Circus
วงเวียน Piccadilly Circus มีสัญลักษณ์เด่นเป็นกามเทพแผลงศร

London
มีนักแสดงเปิดหมวก

Lillywhites
Lillywhites ร้านขายอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง ไปถึงก็ปิดเสียแล้ว ไม่ได้เดิน

London
ทางลง tube สถานี Piccadilly Circus

นั่ง tube กลับที่พัก เตรียมตัววันต่อไป

UK-FR Trip #5 : Norwich City

บันทึกการเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนที่แล้ว

หลังจากออกจากลิเวอร์พูล เมืองต่อไปที่จะไปคือนอริช การเดินทางก็เป็นรถไฟเหมือนเดิม โดยนั่งรถไฟจากลิเวอร์พูลกลับลงมาที่ลอนดอน, นั่ง tube จาก สถานี Euston ไปสถานี Liverpool Street แล้วต่อรถไฟไปนอริช (ตอนแรกอาจจะงงๆ เล็กน้อยเพราะชื่อสถานีว่า Liverpool street แต่ดันอยู่ในลอนดอน)

London Liverpool Street
สถานี London Liverpool Street

เมืองนอริช (Norwich) อยู่ในแคว้น Norfolk ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษ ถือเป็นเมืองใหญ่ในภูมิภาคแถบนั้น ในนิยาย Never Let Me Go ของ Kazuo Ishiguro กล่าวถึง Norfolk ไว้ว่า

Norfolk was England’s “lost corner,” where all the lost property found in the country ended up.

ซึ่งถ้าใครได้อ่านนิยายหรือดูหนัง ก็อาจจะมีอารมณ์ร่วมนิดนึง แต่ที่ไปคราวนี้ไม่ได้ไปแถบที่ติดชายทะเลอย่างในหนัง แต่ไปเดินเที่ยวในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ วึ่งเป้าหมายแรกก็คือสนาม Carrow Road ของสโมสร Norwich City FC ที่เพิ่งจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้า

Norwich City FC
ป้ายบอกทางชัดเจน โดยสนามจะอยู่บนถนน Carrow Road

Norwich City FC
มาถึงสนามแล้ว

Norwich City FC หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าทีมเจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน เคยเล่นอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเมื่อสมัยนานมาแล้ว (ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นยุค ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา ยังพากษ์บอลอยู่) จนมาถึงยุคตกต่ำเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ต้องตกชั้นไปอยู่ลีกรองลงมา กระทั่งฤดูกาลล่าสุด สามารถจบที่อันดับสองของลีกแชมเปี้ยนชิพ ทำให้ได้โควตากลับขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

เนื่องจากเป็นสโมสรเล็กๆ ทำให้ไม่มีทัวร์สนามหรือพิพิธภัณฑ์เหมือนสโมสรใหญ่ หลังจากสอบถามทางเจ้าหน้าที่ดู เค้าบอกว่าในเมื่อไม่มีทัวร์สนาม ก็อนุญาตให้เดินเข้าไปดูได้เลย

Norwich City FC
วิวในสนาม เก้าอี้สีเหลือง-เขียว

Norwich City FC
ความจุสนามประมาณ 27,000 ที่นั่ง

Norwich City FC
ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ไม่ใหญ่เท่าสโมสรดัง

Norwich City FC
สัญลักษณ์สโมสรบนรั้ว

จบทัวร์สนามบอลแล้วก็กลับเข้าเมืองเพื่อไปทำธุระอื่นต่อ

White Magic
เจอโฆษณาชวนดื่มนม

ธุระที่ว่าคือ เอา Adapter iPad ไปเปลี่ยน เพราะก่อนออกมาจากเมืองไทย สอบถามที่ร้านเมืองไทยแล้วว่า ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องส่งไปสิงคโปร์ รอตัวใหม่ 2 อาทิตย์ถึงจะมาส่ง ซึ่งก็ไม่ทันกับเวลามาเที่ยว ดังนั้น เอามาเข้าร้าน Apple Store แล้วเปลี่ยนตัวใหม่ได้ของเลยจะง่ายกว่า

iPad
iPad 2 ขนาดยักษ์ หน้าร้าน Apple Store

iPad
ทดสอบอาการที่ Genius Bar

พนักงาน Apple คุยรู้เรื่องดี หลังจากทดสอบแน่ชัดว่า Adapter เสีย ก็เปลี่ยนตัวใหม่ให้เลย รวมเวลาแล้วไม่เกินครึ่ง ชม. (เสียเวลาทดสอบซะนาน) ออกจาก Apple Store มาก็เดินเที่ยวไปเรื่อย ก่อนจะหาที่กินมื้อเย็น

Norwich
ตึก Forum สวยดี ข้างในมีห้องสมุด

Norwich
โบสถ์เก่า กับตู้โทรศัพท์สีแดงแบบอังกฤษ

Norwich
ติดกับโบสถ์เป็นร้านขายเบียร์ซะงั้น

Norwich
ฝากท้องมื้อเย็นที่ร้าน Belgian Monk เฟรนข์ฟรายอร่อย จิ้มกับมายองเนสรสอ่อนๆ เข้ากันดีมาก

Norwich
อันนี้ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเนื้อกวาง

Norwich
หอยแมลงภู่ซอสไวน์ขาว อร่อยมาก ซดน้ำจนหมดหม้อ

Norwich
อันนี้จำไม่ได้เหมือนกันว่าไส้กรอกเนื้ออะไร แต่อร่อย

สรุปว่า Belgian Monk นี่อร่อย ใครมาแถวนี้ไปกินได้เลย แนะนำ

กินเสร็จเดินต่อมาแถว Elm Hill เป็นถนนเก่าๆ เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนยุค มีร้านขายของน่ารักๆ อยู่เยอะเหมือนกัน

Elm Hill
บรรยากาศแถว Elm Hill

Elm Hill
เห็นหมีเต็มร้าน

ทะลุ Elm Hill ก็เดินเล่นต่อไปเรื่อย เพราะยังมีแรงเหลือและยังไม่มืด

Norwich
Norwich Playhouse มีแสดงละครเป็นประจำ

Norwich
The Bicycle Shop (สังเกตจักรยานบนชั้นสอง) ไม่ใช่ร้านขายจักรยาน แต่เป็น Cafe บรยากาศน่ารักดี มีทั้งกาแฟและเครื่องดื่มมึนเมาขาย

Norwich
อันนี้ขำๆ ดี

เดินเที่ยวจนกระทั่งเริ่มมืด ก็กลับไปพักผ่อน วันรุ่งขึ้นต้องไปเมืองอื่นต่ออีก

UK-FR Trip #4 : Anfield / Walker Art Gallery / Albert Dock

ไปเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนก่อนหน้านี้

เริ่มตอนเช้าด้วยอาหารเช้าจาก hostel รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว สำหรับ hostel ที่มีบริการอาหารเช้า มักจะมีเมนูเหมือนๆ กันคือ ซีเรียล นม ขนมปัง กาแฟ โยเกิร์ต กินได้ไม่อั้นจนกว่าจะหมดช่วงอาหารเช้า

Breakfast
อาหารเช้า รวมในค่าที่พักแล้ว

โปรแกรมช่วงเช้าคือ ไปเยือนสนาม Anfield เป็นที่พลาดไม่ได้สำหรับแฟนหงส์อยู่แล้ว วิธีการเดินทางก็ไปขึ้นรถบัสที่ท่ารถกลางเมือง แล้วนั่งออกนอกเมืองไปประมาณ 10 นาทีก็ถึง

Liverpool Lime Street Station
เดินไปขึ้นรถเมล์ ผ่านสถานีรถไฟที่มาลงเมื่อวานด้วย

Anfield
รถจอดหน้าสนามเลย

Anfield
ทางเข้าทั้งทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์ และร้านขายของที่ระลึก

Anfield
รูปปั้น Bill Shankly ยอดกุนซือในอดีต

Anfield
จุดขายตั๋วปิด ฤดูกาลนี้ไม่มีเตะที่สนามนี้แล้ว เพราะนัดสุดท้ายที่เหลือลิเวอร์พูลจะออกไปเยือนแอสตันวิลลา

Anfield
สื่อเสื้อแดง

Anfield
ช่วงนี้กำลังโปรโมทชุดแข่งใหม่ สวยดี แต่ไม่ได้ซื้อมา

วันที่ไปเที่ยวนั้น ไม่มีทัวร์สนาม เพราะว่า Standard Charter ที่เป็นสปอนเซอร์ของสโมสร เหมาสนามไปจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง ทำให้ได้เข้าแค่พิพิธภัณฑ์อย่างเดียว T_T

Anfield
ทางเข้าพิพิธภัณฑ์

ด้านในก็จะเป็นประวัติสโมสร ตำนานนักเตะ/ผู้จัดการทีมในยุครุ่งเรือง แล้วก็มีถ้วยรางวัลต่างๆ ที่เคยได้มา หรือถ้าใครอยากจะถ่ายรูปคู่กับถ้วย UEFA Champions League ก็ได้ มีถ้วยกับฉากให้ถ่าย มีพนักงานทำ photoshop ให้ แต่เสียเงิน มีห้องนึงสำหรับฉายสารคดีเส้นทางสู่ Istanbul ปี 2005 ให้ดูด้วย

Anfield
ถ้วย FA Cup ปีไหนก็ไม่รู้

Anfield
การกลับมาอีกครั้งของ Kenny Dalglish

เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เลี้ยวไปหน่อยนึงจะเจอร้านอาหารของสโมสร ด้านหน้าจะมีรอยสตั๊ดของนักเตะติดผนังประดับไว้ อารมณ์คงคล้ายๆ พวกดาราประทับรอยมือลงบนปูน

Anfield
รอยสตั๊ดของตำนานหงส์คนถัดไป

Anfield
ด้านหน้าสนามแบบเต็มๆ

Anfield
สภาพตึกข้างสนาม ดูโทรมๆ น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

Anfield
ร้านของกินตรงข้ามสนาม

Liverpool
บ้านเรือนแถวสนาม ดูเก่าๆ ถ้าเดินตามถนนนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวขวาก็จะเจอ Goodison Park (ไม่ได้ไป)

จบแล้วก็แวะซื้อของกินจากร้านแถวนั้น นั่งรถเมล์สายเดิมกลับเข้าเมือง

Liverpool
นั่งพักกินข้าวในสวน St.John's Garden

Liverpool
เส้นหมี่ผัดเนื้อ ซื้อมาจากร้านจีน

กินข้าวเสร็จแล้วก็เที่ยวต่อ จาก St.John’s Garden ที่แวะกินข้าว เดินต่อไปนิดเดียวก็ถึง Walker Art Gallery เป็นพิพิธภัณฑ์เข้าฟรีอีกเช่นเคย

Walker Art Gallery
ด้านหน้าของ Walker Art Gallery

Walker Art Gallery
งานศิลปะด้านใน

Liverpool
ของที่ระลึก ราคาตามป้าย

พิพิธภัณฑ์ในอังกฤษนี่ถึงแม้ว่าจะไม่เก็บเงิน แต่ก็จะมีตู้บริจาคตั้งอยู่ พร้อมราคาที่แนะนำว่า อยากได้บริจาคสักเท่าไหร่ ใครจะบริจาคหรือไม่ก็ได้ ถ้าคิดว่าอยากสนับสนุนการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าแผนที่แจกฟรี ก็บริจาคได้ตามศรัทธา

ออกจาก Walker Art Gallery เดินไปทาง city centre จะผ่าน St.George’s Hall เป็นอาคารใหญ่ หน้าตาสวยงามดี

Liverpool
St.George's Hall

Liverpool
ย่านช้อปปิ้งเมืองบ้านนอก แต่ก็ยังมี Apple Store

Liverpool
สาขานี้ไม่ต้องต่อคิว

เดินตัดผ่านย่านช้อปปิ้งไปจนถึงท่าเรือ ก็จะถึง Albert Dock แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO เสียด้วย ในกลุ่มอาคารตรงนี้ก็มีทั้งพิพิธภัณฑ์และอู่ต่อเรือเก่า มีจุดถ่ายรูปสวยๆ ถ้าอากาศดี เสียดายที่ว่าวันที่ไปนั่นฝนตกปรอยๆ ถ่ายอะไรก็ออกมาไม่สวย

Liverpool
อู่ต่อเรือ

Liverpool
พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ

Liverpool
รูปปั้น Billy Fury อดีตนักร้องดัง

Liverpool
อาคารที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

นอกจาก Merseyside Maritime Museum แล้วยังมี พิพิธภัณฑ์ The Beatles กับหอศิลป์ Tate Liverpool ที่อยู่ในโซนเดียวกันนี้ด้วย แต่ไม่ได้ดูสักที่เพราะเวลาไม่เป็นใจ ต้องรีบไปเช็คเอาท์ออกจากที่พัก เพื่อขึ้นรถไฟเพื่อไปเมืองอื่นต่อ