UK-FR Trip #16 : Père Lachaise / Tuileries / Pont des Arts / Tour Eiffel

เข้าสู่วันที่ 6 ของการอยู่ในปารีส วันนี้มีที่ต้องไปหลายจุด ก็เลยต้องรีบตื่นแต่เช้า ที่หมายแรกเริ่มต้นที่สถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดเช้าที่สุดในทั้งหมด นั่นคือ สุสาน Père Lachaise ในเขต 20

อาจจะฟังดูแปลกๆ ที่มาเที่ยวสุสาน แต่ว่าสุสานอันนี้ไม่เหมือนป่าช้าบ้านเรา บรรยากาศไม่น่ากลัวแบบนั้น จะออกแนวสงบๆ มากกว่า

จุดที่ทำให้สุสาน Père Lachaise นี้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้คือ ที่นี่นอกจะเป็นสุสานธรรมดาแล้วเป็นที่ฝังศพบุคคลสำคัญทั้งคนฝรั่งเศสและคนชาติอื่นไว้หลายคน หลุมศพของคนดังๆ ก็มักจะหน้าตาสวยๆ ทั้งนั้นเลยด้วย

Cimetiere du Pere-Lachaise
บรรยากาศภายในสุสาน

สุสานนี่ก็ไม่ใช่เล็กๆ พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 278 ไร่ จะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็ราวๆ 3/4 ของสวนลุมบ้านเรา เส้นทางเดินภายในมีตัวเลขบอกตรอกซอกซอยทั้งหมด แต่ก็ควรมีแผนที่ติดมือไว้ ไม่อย่างนั้นหลงทางแน่นอน

ถ้าไม่คิดจะเดินชิลๆ อยากจะมาดูแค่บางหลุมศพ แนะนำให้หาข้อมูลมาก่อนว่าจะดูของใครบ้าง แล้วดูป้ายที่อยู่ด้านหน้าทางเข้า จะมีชื่อคนดังๆ พร้อมหมายเลขบอกตำแหน่งให้ว่าใครอยู่ตรงไหน จดหมายเลขตำแหน่งไว้ให้เรียบร้อย หาเส้นทางที่สั้นที่สุดที่จะต้องเดิน แล้วค่อยเข้าไป เพราะต้องเดินค่อนข้างเยอะ และภายในก็ไม่ค่อยมีจุดให้นั่งพักเหนื่อยดีๆ สักเท่าไหร่ ร้านค้าขายของก็ไม่มี ควรเตรียมเสบียงและน้ำใส่ขวดติดไปด้วย

Delacroix
จิตรกร Eugene Delacroix ผลงานดังๆ ก็ภาพ Liberty Leading People ที่ Coldplay เอาไปเป็นปกอัลบั้ม

Gericault
Theodor Gericault จิตรกรชื่อดังอีกคน มีภาพ The Raft of the Medusa อยู่ที่หลุมศพด้วย

นอกจาก Delacroix กับ Gericault แล้วยังมีศิลปินคนดังอีกหลายคน (เห็นชื่อผ่านตาจากที่ Louvre, d’Orsay ก็เยอะ) เช่น Ingres, Jacques Louis David, Camille Pissarro, Georges Seurat

หลุมศพที่ดูจะชื่อดังที่สุดในนี้คือหลุมศพของ Jim Morrison นักร้องนำของวง The Doors มีคนเอาดอกไม้มาคารวะหลุมศพอยู่เรื่อยๆ

I'm Jim Morrison, I'm Dead
หลุมศพ Jim Morrison ธรรมดากว่าที่คิด

ถ้าจะให้ได้อารมณ์ ควรเปิดเพลง I’m Jim Morrison, I’m Dead ของ Mogwai ไปด้วย

Cimetiere du Pere-Lachaise
Mireille Albrecht ใครก็ไม่รู้ แต่หลุมศพเก๋ดี

นอกจากหลุมศพแบบเป็นคนๆ ไปแล้วก็มีที่สร้างสำหรับระลึกถึงเหตุการณ์ด้วย

Pere-Lachaise
อันนี้ของเหยื่อค่ายกักกันที่ Sachsenhausen

The Wall
The Communard's Wall เป็นจุดที่ฝ่ายซ้ายฝรั่งเศส 147 คนโดนยิงตายและทิ้งศพไว้

อีกหลุมหนึ่งที่ดังไม่แพ้ Jim Morrison ก็คือหลุมศพของ Oscar Wilde นักเขียนคนดัง (ซื้อ Dorian Gray มาดองไว้นานมากแล้วยังไม่ได้อ่านสักที) เป็นหลุมศพที่อยู่ในหนัง Paris Je t’aime ตอนที่ Wes Craven กำกับด้วย

Hello, Oscar
รอยลิปสติกมากมาย

Oscar Wilde
มีแต่คนมาเขียนไว้เต็มไปหมดจนแทบไม่เห็นชื่อ Oscar Wilde

สังเกตว่าหลังจากหนัง Paris Je T’aime ออกฉายในปี 2006 รอยลิปสติกก็เพิ่มขึ้นมาก ลองดูเทียบกับในคลิปด้านล่างนี่ก็ได้

นอกจากนี้ก็ยังมีคนดังอื่นๆ อีกหลายคนอย่าง Édith Piaf (นักร้องอมตะตลอดกาลของฝรั่งเศส) หรือ Marcel Proust (คนเขียน In Search of Lost Time) ก็อยู่ที่นี่
ที่จริงแล้วปารีสยังมีสุสานอีกแห่งหนึ่งที่มีคนดังเยอะเหมือนกันคือสุสาน Montparnasse อยู่แถวๆสวน Luxembourg ที่ไปเมื่อวันก่อน มีหลุมศพของคนดังเยอะเหมือนกัน เช่น Jean Paul Sartre (นักปรัชญา), Simone de Beauvoir (นักปรัชญา), Phillipe Leotard (นักปรัชญา), Eric Rohmer (ผู้กำกับหนัง) แต่ด้วยเวลาจำกัด (เหตุผลเดิมๆ) ก็เลยไม่ได้ไป

จบจาก Père Lachaise แล้วก็ไปที่เป้าหมายถัดไปคือ La Cinémathèque

Khun Nai
ระหว่างทางเจอร้านอาหารไทย แต่ก็ไม่รู้จะมากินอาหารไทยถึงปารีสทำไม

แถวๆ La Cinémathèque เจอร้านจีนถูกๆ ก็แวะเข้าไปกินมื้อเที่ยงรองท้อง

Lunch
ซุปอะไรสักอย่าง มีลูกชิ้น กินกับข้าว

Lunch
อันนี้น่าจะเป็นเนื้อทอดกระเทียม

กินอิ่มแล้วก็เดินต่อมาถึง Cinémathèque จนได้

La Cinémathèque นี่ก็จะประมาณหอภาพยนตร์แห่งชาติ มีเก็บ film archive, มีที่ให้ทำ workshop, มีฉายหนัง แล้วก็พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับหนัง

Cinematheque
ด้านหน้า La Cinémathèque

ส่วนจัดแสดงที่เป็นประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ใช้ Museum Pass ผ่านได้ฟรี (ใช้ให้คุ้ม) ก็จะมีแสดงประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไป พัฒนาการเรื่องภาพเคลื่อนไหว ตั้งแต่สมัยก่อน มีอุปกรณ์สมัยเก่าๆ ให้ลองเล่น รวมถึงเทคนิคการถ่ายทำ, Costume, และตัวอย่างจากหนังฝรั่งเศสเก่าๆ ด้วย

Metropolis
จาก Metropolis

ขนาดของส่วนที่จัดแสดงไม่ใหญ่มาก ประมาณ TCDC บ้านเรา เดินประมาณชั่วโมงหนึ่งก็ทั่ว (มี Audio guide บริการด้วย) ทีแรกกะว่าจะดูนิทรรศการเวียน ซึ่งจังหวะที่ไปเป็นนิทรรศการ Stanley Kubrick พอดี แต่เนื่องจากว่า late จากแผนเดิมไปมากแล้ว ยังมีที่ต้องไปอีกเยอะ (และต้องจ่ายค่าเข้าเพิ่ม) ก็เลยต้องตัดใจ

Kubrik
โปสเตอร์นิทรรศการ Kubrick

Steined Glass
Metro สถานี Madeleine มี stained glass ข้างในด้วย

ขึ้นมาจาก Metro สถานี Madeleine เพื่อมุ่งหน้าตรงไปที่สวน Tuileries

Paris
อะไรไม่รู้ อยู่ตรง Place de la Madeleine

Paris
รถหน้าตาย้อนยุค

Laduree
ร้านขายขนม Laduree ก็ยังมีลูกค้าคึกคัก

ระหว่างทาง จะผ่าน Place de la Concorde เป็นลานกว้าง เมื่อก่อนมีชื่อว่า Place de la Revolution มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือ ในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส ที่นี่เป็นที่ตั้งของกิโยติน และเป็นที่ประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 14, Marie Antoinette รวมถึง Robespierre ด้วย

Concorde
ปัจจุบันเป็นลานกว้าง มีเสา Obelisk ตั้งอยู่ ด้านหลังที่เห็นไกลๆ นั่นคือหอไอเฟล

Visit Paris
รถสามล้อถีบสไตล์ปารีสก็มี แต่ไม่รู้ว่าราคาจะแพงกว่าบ้านเราแค่ไหน

เดินจาก Place de la Concorde มาหน่อยนึงก็ถึง Jardin des Tuileries

Tuileries
สวน Tuileries คนเยอะมาก ฝุ่นเยอะมาก

สวน Tuileries นี่ที่จริงแล้วก็อยู่ติดๆ กับ Louvre แต่วันที่ไป Louvre ก็ใช้เวลาไปซะเต็มวัน ไม่เหลือมาดู l’Orangeries ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่อยู่ในสวนนี่

งานที่แสดงใน l’Orangeries นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นภาพเขียน Impressionism (อีกแล้ว) ก็มีงานของคนดังๆ หลายคน เดินดูง่าย ไม่สับสน ขนาดเล็กกว่า d’Orsay ที่ไปเมื่อวาน เดินสบายๆ

l'Orangerie
คอลเลคชันไม่ใหญ่มาก แต่คุณภาพคับแก้ว

สิ่งหนึ่งที่ดีและน่าเอาอย่างของประเทศตะวันตก (ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส) คือถ้าเป็น senior citizen เอ้อ… แปลว่าอะไรดี ไม่ใช่ราษฎรอาวุโสนะ แต่เป็นพลเมืองของรัฐที่อายุมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ก็จะได้สวัสดิการหลายๆ อย่าง เช่น ซื้อตั๋วรถได้ในราคาถูก, เข้าพิพิธภัณฑ์ได้ฟรีหรือได้ส่วนลด ฯลฯ

l'Orangerie
ลุงป้าแก่ๆ มาดูงานศิลปะด้วยกัน ก็น่ารักดี

ผลงานชิ้นเด่นที่แสดงใน l’Orangeries คือภาพ Water Lilies ของ Claude Monet แสดงยาวบนกำแพงในห้องรูปไข่สองห้อง

Water Lilies
Water Lilies

ออกจาก l’Orangeries และสวน Tuileries แล้วก็เดินข้ามฝั่งมายังฝั่งใต้ของแม่น้ำ Seine โดยใช้สะพาน Pont des Arts

Pont des Arts
Pont des Arts กูเกิลทรานสเลตแปลให้ว่า Bridge of Arts

Pont des Arts เป็นสะพานไม้สำหรับให้คนเดินข้าม ดูๆ ไปก็เหมือนที่พักผ่อนหย่อนใจแบบหนึ่ง มีทั้งคนเล่นดนตรี วาดภาพ ขายของ นั่งคุย กินขนม ฯลฯ

กิจกรรมหนึ่งที่มีคนมาทำกันเยอะคือ ถ้าเป็นคู่รักมาด้วยกัน มักจะเอาแม่กุญแจมาคล้องที่สะพาน อธิษฐานแล้วโยนลูกกุญแจลงแม่น้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าวัฒนธรรมนี้มันมีที่มาที่ไปยังไง แต่เทศบาลปารีสก็ต้องคอยถอดเอารั้วบนสะพานมาเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ เมื่อแม่กุญแจมันเต็ม

Pont des Arts
แม่กุญแจหลากหลายแบบ

Pont des Arts
สองหนุ่มนี่มานั่งเล่นกีตาร์

ข้ามละพานมาแล้ว เดินเลียบริมแม่น้ำก็มีแผงของขายให้นักท่องเที่ยวได้เสียเงินกันตลอดแนว

Paris
หนังสือการ์ตูนเก่า

Pont Neuf
Pont แปลว่า สะพาน, Neuf แปลว่า 9

Messi
เจอ Messi ด้วย

วันที่เดินเที่ยวอยู่นี่เป็นวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่ฟุตบอล UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศกำลังจะเตะกันที่สนามเวมบลีย์ที่ลอนดอน ทำให้เห็นคนใส่เสื้อบาร์เซโลนาเดินกันขวักไขว่ ส่วนอีกทีมนึงที่จะเตะกับบาร์เซโลนานั่นไม่ค่อยมีแฟนบอลใส่เสื้อให้เห็นสักเท่าไหร่

บริเวณที่กำลังเดินอยู่นี่เรียกกันว่า Latin Quartier เป็นโซนที่ร้านมีอาหารให้เลือกกินเยอะและหลากหลาย

Latin Quartier
ร้านอาหารเยอะ คนเยอะ

Latin Quartier
รู้สึกว่าอาหารที่มันย่างแบบหมุนๆ นี่น่ากินไปซะหมด

BBQ
บาร์บีคิวก็มี

เวลาเดินผ่านบางร้าน เจอเศษจานแตกหน้าร้านก็ไม่ต้องตกใจ เป็นธรรมเนียมเก่าของการกินอาหารกรีก

Latin Quartier
มีคนเอาจานมาปาทิ้งให้ดูกันเห็นๆ เลย

ฝ่าดงผู้คนและร้านอาหารมาได้แล้วก็จะเจอกับร้านหนังสือ Shakespeare and Company ร้านหนังสือชื่อดัง ถ้าใครได้อ่าน Time Was Soft There (แปลไทยแล้วในชื่อ ปารีส / พำนัก / คน / รัก / หนังสือ ) หรือได้ดูฉากเปิดในหนัง Before Sunset ก็คงจะอยากมาที่นี่สักหน

Shakespeare and Co.
หน้าร้าน ก็เป็นร้านหนังสือเล็กๆ เก่าๆ ธรรมดา

Shakespeare and Co.
ด้านหน้ามีที่ให้นั่งอ่านได้

Shakespeare and Co.
ด้านในร้าน

เนื่องจากอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออก และไม่มีหนังสืออะไรอยากได้เป็นพิเศษ ก็ออกมาโดยไม่ได้ซื้ออะไรติดมือมาสักเล่ม ขี้เกียจแบก และของเก่าที่บ้านก็ยังอ่านไม่หมดเลยด้วยซ้ำ

ความรู้สึกวันนี้เหมือนชะโงกทัวร์มาก มีแค่ Père Lachaise กับ l’Orangerie ที่พอมีเวลาเดินเอาบรรยากาศบ้าง

ที่ต่อไปที่จะไปคือ Musée du quai Branly เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะ วัฒนธรรม อารยธรรมจาก เอเชีย, อาฟริกา, โอเชียเนีย, และอเมริกา หรือง่ายๆ ก็คือวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ยุโรปน่ะเอง

Musée du quai Branly
ด้านหน้า Musée du quai Branly

Musée du quai Branly นี่เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ (เพิ่งเปิดเมื่อปี 2006) ทำให้การออกแบบดูทันสมัย ไม่สับสน มีการแบ่งโซนต่างๆ อย่างดี

Musée du quai Branly
ทางเดินที่นำไปยังส่วนแสดงงาน เป็นฉายภาพเคลื่อนไหวของคำศัพท์ต่างๆ ไหลไปตามทางเดิน

งานที่จัดแสดงส่วนใหญ่จะเป็นของพื้นเมืองแปลกๆ เช่น รูปเคารพ อุปกรณ์ประกอบพิธีกรรม หรืออาวุธ ของชนพื้นเมืองจากหมู่เกาะในแถบแปซิฟิก บางอย่างก็ดูแปลกตา บางอย่างก็ดูหลอนๆ รวมกับการจัดแสง และสถานที่ที่ไม่ค่อยจะมีคนอยู่แล้วยิ่งดูหลอนหนักเข้าไปอีก

Musée du quai Branly
ของแปลกที่ปกติก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เห็น

พิพิธภัณฑ์มี App สำหรับ iPhone / iPad / Android เอาไว้ให้โหลด ช่วยเป็นไกด์ตอนเดินดูงานได้

Musée du quai Branly
หนังสือนำเที่ยวบางเล่มบอกว่า ไม่ควรพาเด็กเล็กๆ มาเที่ยวที่นี่

เนื่องจาก Musée du quai Branly นี่อยู่ในเขต 7 ใกล้กับหอไอเฟลนิดเดียว โปรแกรมวันนี้ก็เลยจัดหอไอเฟลไว้เป็นลำดับสุดท้าย จากที่วันแรกเห็นในระยะไกลมาแล้ว

Paris
เดินทะลุด้านหลังพิพิธภัณฑ์ออกมานิดเดียวก็เจอหอไอเฟลแล้ว

เดินไปถ่ายรูปหอไอเฟลได้แป๊บนึงก็รู้ตัวว่าต้องไปหาของกินก่อน เพราะบอลใกล้จะมาแล้ว ก็เลยแวะร้านจีน (ที่ดูเหมือน) ราคาถูกแถวนั้น รองท้องมื้อเย็นไปก่อน แล้วไปหา Cafe นั่งสั่งเบียร์ Kronenberg 1664 มา Pint หนึ่ง เพื่อดูบอล (รอบชิง UEFA แชมเปี้ยนส์ลีกตามเวลาบ้านเราเตะกันตอน 01:45 แต่ที่ปารีสนี่ก็ 2 ทุ่ม 45 เท่านั้นเอง)

Cafe หัวมุมถนน ใกล้สวน Champ de Mars เป็นทำเลใกล้หอไอเฟล ทำให้ราคาเบียร์แพงขึ้นไปมากกว่าเขตอื่นๆ แต่ก็คิดเสียว่าเอาบรรยากาศการเข้ามาดูบอลใน Cafe ในปารีส ปรากฏว่าบรรยากาศต่างกับใน pub ของอังกฤษลิบลับ ที่นี่ดูบอลกันเงียบๆ ไม่ส่งเสียงเชียร์อะไรเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะความต่างระหว่าง Cafe กับ pub และทีมจากฝรั่งเศสไม่ได้ลงเตะด้วย (หรือว่าปารีเซียงเป็นพวกรักษามาดเวลาอยู่ใน Cafe ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)

บอลจบด้วยสกอร์ 3-1 แฟนบาร์เซโลนาก็ดีใจกันไป คาดว่าในลอนดอนคงอยู่กันเยอะ แต่ในปารีสนี่ไม่ค่อยมีให้เห็น (แต่เท่าที่สังเกตคนส่วนใหญ่ใน Cafe ก็เชียร์บาร์เซโลนานะ)

ออกมาถ่ายรูปหลังบอลจบ เวลาราวๆ เกือบห้าทุ่ม แต่คนแถว Champ de Mars ก็ยังเดินกันขวักไขว่อยู่

Tour Eiffel
ไอเฟลยามค่ำคืน มุมจากสวน Champ de Mars

ปกติทุกชั่วโมง จะมีโชว์การแสดงแสงไฟบนหอไอเฟลด้วย กินเวลาประมาณ 10 นาที เป็นประกายระยิบระยับ สวยดี (ประมาณในคลิปนี้)

Tour Eiffel
ด้านล่างก็ยังมีคนต่อคิวขึ้นไปข้างบนอยู่

การขึ้นหอไอเฟล สามารถขึ้นไปได้สองทาง คือเดินขึ้น หรือไม่ก็ขึ้นลิฟต์ ซึ่งถ้าเดินขึ้น จะขึ้นได้แค่ชั้นสอง แต่ถ้าขึ้นลิฟต์จะไปได้ถึงชั้นสูงสุด และทั้งสองวิธีล้วนเสียเงิน (แพงด้วย!) แถมยังมีคนต่อคิวยาวเหยียดแบบนี้ ก็เลยไม่ขึ้นดีกว่า ถ่ายรูปเอาแถวข้างล่างนี่แหละ

Tour Eiffel
ถ่ายจากมุมข้างใต้ ใช้เลนส์ Lumix G 9-18mm (ทริปนี้ใช้คุ้มมาก)

Bienvenue
ป้ายไฟ สลับภาษาฝรั่งเศส-อังกฤษได้ Bienvenue แปลว่า Welcome

ในมุมมองส่วนตัว คิดว่าหอไอเฟลมันเป็นสิ่งก่อสร้างที่ค่อนข้างมหัศจรรย์อยู่เหมือนกัน มีแรงดึงดูดคนที่ถือกล้องให้ถ่ายมันได้ในหลายๆ มุม แต่ละมุมก็จะได้ความรู้สึกต่างกันไป คิดๆ ดูแล้ว อาจจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคนถ่ายภาพไว้มากที่สุดอันหนึ่งในโลกเลยก็ว่าได้

Tour Eiffel
ชักภาพเอาไว้ไปใช้เป็น avatar ใน facebook, twitter ได้

จบวันที่ 6 ในปารีส วันรุ่งขึ้นเป็นวันสุดท้ายในปารีสแล้ว

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #15 : Montmartre / Musee Rodin / Champs-Élysées

ปารีสวันที่ 5 โปรแกรมวันนี้เริ่มต้นกันที่โบสถ์ Sacre Coeur ซึ่งอยู่เขต 18 ไกลจากที่พักพอสมควร การเดินทางก็ Metro เหมือนเดิม ไปลงที่สถานี Abbysses

Metro
บรรยากาศในตู้ขบวน Paris Metro

เขต 18 ของปารีสอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นเนินเขา และโบสถ์ Sacre Coeur นี่ก็อยู่บนเนินนั่นแหละ ซึ่งวิธีขึ้นไปก็มีให้เลือกระหว่างขึ้นรถรางไป หรือไม่ก็เดินขึ้นบันได

Paris
ทางขึ้นรถราง แน่นอนว่าเสียตังค์

เนื่องจากอากาศดี และไม่อยากเสียเงินค่ารถราง ก็เลยใช้วิธีเดินขึ้นเนินมาเรื่อยๆ ตามอย่างหนัง Amélie ฉากในคลิปข้างล่าง

Sacred Coeur
อากาศดี เดินได้ชิลๆ

ข้อควรระวังนิดนึงของการเดินขึ้นคือ จะมีแก๊งขายของ พยายามจะมาบังคับขายของให้นักท่องเที่ยว ก็พยายามเดินหลีกๆ เอา

Sacred Coeur
มองกลับลงไปด้านล่าง

Sacred Coeur
ขึ้นมาถึงแล้ว ด้านหน้ามีรูปปั้น Joan of Arc อยู่ด้วย

โบสถ์ Sacre Coeur มีลักษณะคือด้านนอกเป็นสีขาวเด่นทั้งหลัง ถ่ายรูปตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าแล้วก็สนามหญ้าสีเขียวๆ ได้สวยดี ส่วนข้างในก็เป็นโบสถ์ธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ

Sacred Coeur
มองลงไปเห็นปารีสทั้งเมือง

เดินถ่ายรูปจนทั่วแล้ว ก็เดินต่อลงมาด้านล่าง จะเป็นย่านที่เรียกกันว่ามงมาร์ต (Montmartre) ในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของพวกศิลปินดังหลายคน และบรรยากาศในปัจจุบันก็ออกไปในสไตล์เก๋ๆ ติดดินหน่อยๆ

Montmartre
ตลาดขายของ

Montmartre
ภาพล้อนโปเลียน ดัดแปลงจากภาพ Napoleon Crossing the Alps โดย Jacques Louis David

Montmartre
ภาพวาดเจ้าชายน้อยบนประตู

Montmartre
นักดนตรีเปิดหมวก

ย่าน Montmartre นี่ยังเป็นฉากที่ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง เช่น Amélie, La Vie en Rose, Moulin Rouge

Montmartre
Graffiti ยังมีให้เห็นทั่วไป

เดินลงมาจนถึงด้านล่างของเนินเขาจะเป็นตลาด มีของกินขายเพียบ

Montmartre
เป็ดหรือห่านก็ไม่รู้เหมือนกัน

ถ้าเดินไปตามถนน Rue Lepic จะเจอ Cafe ร้านนึงชื่อว่า Cafe Des Deux Moulins ชื่อ Cafe แปลว่า กังหันลมสองอัน

Montmartre
ด้านหน้า Cafe Des Deux Moulins

Cafe ร้านนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนัง Amélie คือเป็นร้านที่นางเอกทำงานอยู่

Montmartre
ด้านในร้าน ก็คล้ายๆ กับในหนัง แต่ไม่มีตู้ขายบุหรี่

Amelie
Amélie !

Cafe ที่ฝรั่งเศสนี่นอกจากกาแฟแล้ว ก็จะมีขายอาหารง่ายๆ รวมทั้งเบียร์ด้วย

1664
Kronenbourg 1664 หมดแก้วแล้วก็ไปต่อ

Amelie
ชักภาพเมนูหน้าร้าน

Van Gough
ภาพ Van Gogh บนกำแพงแถวนั้น

โปรแกรมมื้อเที่ยงวันนี้จะซื้อของกินไปนั่งกินในสวน ก็เลยแวะร้านขายของกินแถวนั้นที่มีอยู่ละลานตามาก

Montmartre
สำหรับคนรักเนื้อ มีให้เลือกหลายชนิด ของแปลกๆ ที่ไม่ค่อยเห็นตาม supermarket บ้านเราเพียบ

Butcher
คนขายเนื้อ

Bookstore
เดินผ่านร้านการ์ตูน นอกจากการ์ตูนฝรั่งเศสอย่างของ Enki Bilal ก็แอบมีการ์ตูนญี่ปุ่นขายด้วย

Food
Ratatouille มันหน้าตาแบบนี้นี่เอง

Food
แปลว่า น่องไก่ อะไรสักอย่าง

Food
ขนมปังฝรั่งเศส ขาดไม่ได้

หลังจากซื้อของกินเรียบร้อยแล้วก็เดินไปนั่ง Metro เพื่อไปสวนสาธารณะที่จะนั่งกิน (จริงๆ จะไปซื้อแถวสวนก็ได้ แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรขายหรือเปล่า ก็เลยซื้อเสียตั้งแต่แถวนี้ที่มีให้เลือกเยอะๆ)

Paris
ร้านนี้ขายอะไรก็ไม่รู้

Paris
ก่อนไปลง Metro เจอ Moulin Rouge ของจริง ก็เป็น "กังหันสีแดง" ตามชื่อ

นั่ง Metro ไปเขต 6 เพื่อไปที่สวน Jardin du Luxembourg เป็นสถานที่ที่เค้าว่าเหมาะสมแก่การนั่งปิคนิค

Paris
มาถึงสวน Luxembourg แล้ว

Paris
ไวน์ที่ซื้อมาจากร้าน Nicolas บนเกาะ Saint Louis เมื่อวาน

Food
กินไวน์แกล้ม ขนมปัง แฮม ตับบด น่องไก่ ชีส และ Ratatouille

สวน Luxembourg นี่เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในปารีส (รองจากสวน Tuileries) ภายในมีบ่อน้ำ น้ำพุ รูปปั้นสวยๆ ให้ถ่ายรูป มีสนามหญ้าให้นั่งพักผ่อน ย่านนี้อยู่ใกล้ Sorbonne ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของฝรั่งเศส ในสวนจึงมีหนุ่มสาวหน้าตา intellectual มาพักผ่อนกันเยอะเป็นพิเศษ ไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านเหมือนที่อื่นๆ เหมาะกับการมานั่งพักผ่อนชิลๆ มาก

Jardin
บรรยากาศในสวน ด้านหลังเป็นสระน้ำ และ Luxembourg Palace

Jardin
รูปปั้นในสวน

กินอาหารกลางวันจนอิ่ม พักผ่อนเอาแรงอีกเล็กน้อย ก็ได้เวลาเดินทางต่อ

Paris
โฆษณา Google Maps บนโต๊ะใน Cafe ใกล้ๆ

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับสวน Luxembourg คือ Pantheon (ฝรั่งเศสอ่าน ปงเตออง) ข้างในเป็นที่เก็บศพคนดัง เช่น Voltaire, Victor Hugo, Pierre & Marie Curie ฯลฯ แล้วก็ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Classic ที่สวยงาม แต่พอดีเวลาไม่ลงตัว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู

Paris
Pantheon อยู่ใกล้แค่นี้ แต่ไม่ได้ไป

เป้าหมายต่อไปคือ Musée Rodin ระหว่างทางเดินไปขึ้น Metro ก็ผ่านพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่งคือ Musée de Cluny เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับยุค middle age ซึ่งก็ไม่มีเวลาเข้าไปดูอีกเหมือนกัน

Cluny
เกาะรั้ว Musée de Cluny

Paris
Metro สถานี Cluny-la Sorbonne เพดานสวยดี

นั่ง Metro มาจนถึงสถานี Varenne เดินต่ออีกนิดนึงก็ถึง Musée Rodin ใช้ Museum Pass เข้าได้เลย

Paris
ป้ายบอกทางเข้า

Musée Rodin เป็นที่จัดแสดงผลงานของ Auguste Rodin นักปฏิมากรรมคนสำคัญของฝรั่งเศส ซึ่งเคยใช้ตึกนี้เป็นสตูดิโอมาก่อน โดยก่อนตาย Rodin ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลไว้ว่าจะยกผลงานทั้งหมดให้เป็นสมบัติชาติ แลกกับการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทำให้ที่ Musée Rodin นี้ผลงานเกือบทั้งหมดที่จัดแสดง จะเป็น collection งานของ Rodin และงานของคนอื่นบางส่วนที่ Rodin เคยครอบครอง (ในนั้นมีภาพเขียนของ Van Gogh และ Renoir ด้วย)

ผลงานที่จัดแสดงก็จะกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ในสวน และในตัวตึก เดินดูได้สบายๆ บรรยากาศร่มรื่น

Paris
The Thinker ผลงานชื่อดังของ Rodin

Rodin
The Gate of Hell ผลงานชื่อดังอีกชิ้นหนึ่ง

Rodin
ลองซูมใกล้ๆ The Gate of Hell

Rodin
บรรยากาศรวมๆ นักท่องเที่ยวไม่เยอะ เดินสบายๆ

Rodin
ตัวอย่างผลงานที่อยู่ในตัวตึก

ถ้าใครชอบงาน sculpture ก็ไม่ควรพลาด

กว่าจะออกจาก Musée Rodin ก็ตกเย็นแล้ว เป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ก็คือถนนช็องเซลีเซ่ (Champs-Élysées) หนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าหรูหรา ฟู่ฟ่า ที่สุดในยุโรปเลยก็ว่าได้

PSG
ร้านขายของของสโมสร Paris Saint-Germain ก็ตั้งอยู่แถวนี้

Paris
ปารีเซียงต่อคิวดูกังฟูแพนด้า

Paris
ลิมูซีนคันใหญ่วิ่งตามถนนนี้ถือเป็นเรื่องปกติ

Paris
ร้าน Louis Vuitton หรูกว่าตรงแยกราชประสงค์ประมาณแปดล้านเท่า

ถนน Champs-Élysées นี่ยังเป็นต้นแบบของถนนราชดำเนินในบ้านเราด้วย

Paris
พอเดินเลยโซนที่เป็นร้านหรูๆ ออกมา ดูไปก็คล้ายๆ ราชดำเนินบ้านเรา

และเมื่อเราเดินตามถนนมาเรื่อยๆ จนสุดก็จะเจอกับจตุรัส Chales de Gaulle ซึ่งเป็นวงเวียนที่มีถนน 12 สายมาบรรจบกัน (ลองดูใน Google Maps ก็ได้) และตรงใจกลางของวงเวียน เป็นที่ตั้งของประตูชัย Arc de Triomphe อีกสัญลักษณ์หนึ่งของปารีส

Paris
ประตูชัย

ประตูชัยของปารีสนี้สูงประมาณ 50 เมตร ถ้าว่ากันในเรื่องขนาด ถือว่าใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นรองแค่ประตูชัยแห่งเปียงยาง ที่อยู่ในเกาหลีเหนือเท่านั้น

นักท่องเที่ยวสามารถเดินลงอุโมงค์เพื่อไปโผล่ที่เกาะกลางได้

Paris
อุโมงค์ลอดใต้ถนน

ถ้าเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นรายละเอียดพวกรูปสลัก และตัวหนังสือที่จารึกไว้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องประวัตศาสตร์การทำสงครามของฝรั่งเศส และระลึกถึงทหารที่เสียชีวิต

Arc
อันนี้แปลไม่ออก

Arc
ชักภาพในมุม wide ก่อนจะมืด

จริงๆ แล้วสามารถขึ้นไปดูวิวที่ด้านบนประตูชัยได้ แต่ดันหาทางขึ้นไม่เจอ ประกอบกับเหนื่อยด้วย เลยเอาเดินถ่ายรูปรอบๆ ก็พอ

Arc
พอเริ่มมืด เค้าจะเปิดไฟสีล้มๆ หน่อย ตัดกับท้องฟ้าสีเข้ม

Arc
เดินกลับมาถ่ายจากหัวมุมถนน Champs-Elysees (นักท่องเที่ยวเยอะมาก)

ประตูชัยนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของ L’Axe Historique (แนวเส้นตรงทางประวัติศาสตร์) ซึ่งลากตรงออกจาก Louvre ผ่านสวน Tuileries ไปตามถนน Champs-Élysées ผ่านประตูชัย ไปจนสิ้นสุดที่ประตูชัยใหม่ ในเขต La Defense วัดเป็นระยะทาง (ใน google maps) ก็เกือบๆ 8 กิโลเมตร เป็นแนวเส้นตรงดิ่ง ไม่มีสิ่งก่อสร้างกีดขวางเลย เป็นการวางผังเมืองที่เท่ดีมาก

Paris
ปารีเซียง (+นักท่องเที่ยว) เดินข้ามถนน

ถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็กลับที่พัก นอนเอาแรงสำหรับวันต่อไป

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #14 : Conciergerie / Notre Dame / d’Orsay

เข้าสู่วันที่ 4 ที่ปารีสแล้ว เก็บสถานที่สำคัญๆ ไปหลายที่แล้ว วันนี้ก็จะมาเที่ยวตามสถานที่ที่ดังรองๆ ลงมาหน่อย ต้องตื่นออกจากที่พักแต่เช้าเหมือนเดิม

Paris
พาหนะแบบหนึ่งของปารีเซียง

Paris
Graffiti มีให้เห็นทั่วไปแม้กระทั่งแถวกลางเมือง

โปรแกรมแรกของวันนี้คือไป Conciergerie ซึ่งเป็นคุกที่ใช้ขังนักโทษการเมืองในช่วงสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ตั้งของ Conciergerie อยู่บนเกาะ Cite ใจกลางเมืองปารีส

ต้องอธิบายเรื่องลักษณะทางภูมิศาสตร์ของปารีสเล็กน้อย คือปารีสจะมีแม่น้ำ Seine ไหลผ่ากลาง จากฝั่งตะวันตก ไปฝั่งตะวันออก และตรงกลางจะมีเกาะเล็กๆ อยู่ในแม่น้ำ 2 เกาะ คือเกาะ Saint Louis และเกาะ Cite ที่กำลังจะไปนี่เอง (ถ้าอ่านแล้วงงลองดูแผนที่)

iPad 2
สะพานข้ามไปยังเกาะกลางน้ำ มีโฆษณา iPad 2

Hall of Justice
ถ้าจำไม่ผิด อันนี้คือ Hall of Justice

ทีแรกตั้งใจว่าจะมาดูทั้ง Conciergerie กับโบสถ์ Sainte-Chapelle ที่อยู่แถวนั้นด้วย แต่ดูปริมาณคนที่ต่อคิวเข้าแถวรอเข้าโบสถ์ Saint-Chapelle แล้ว มาดู Conciergerie น่าจะเป็นการใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่ากว่า ไม่งั้นโปรแกรมที่วางไว้ทั้งวันคงจะเละไปหมด

Conciergerie
ข้างใน Conciergerie ชั้นล่าง

ข้างใน Conciergerie ก็จะมีจัดแสดง จำลองสภาพของคุกสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส เอาหุ่นมาตั้งเป็นเวรยาม เป็นนักโทษนอนอยู่ในคุก มีทั้งนักโทษธรรมดา แล้วก็นักโทษ high profile ที่เป็นบุคคลสำคัญ แต่นักโทษที่มีความเป็นอยู่ดีที่สุดในนี้ก็คือ Marie Antoinette

ในช่วงบั้นปลายชีวิต Marie Antoinette เคยถูกขังอยู่ที่นี่ ก่อนจะถูกนำตัวไปประหารด้วยกิโยตินที่ลานประหารกลางปารีส

Conciergerie
จำลองห้องของ Marie Antoinette ขนาดประมาณคอนโด 1 ห้องนอนสมัยนี้

รวมๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ คุณภาพของส่วนจัดแสดงถือว่าห่วยผิดคาด หุ่นที่เอามาจัดแสดงก็ดูดีกว่าจ่าเฉยบ้านเราแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง ค่าเข้าดู 7 ยูโร ถ้าเกิดว่าไม่ได้ใช้ Museum Pass เข้ามาคงรู้สึกเสียดายเงินเหมือนกัน นี่คงเป็นสาเหตุว่าทำไมใครๆ ก็ไปต่อคิวเข้า Sainte-Chapelle กันหมด แล้วไม่มาดู Conciergerie

Books
ตรงทางออกมีขายหนังสือ กินตังค์นักท่องเที่ยวอีกต่อนึง

เป้าหมายถัดไปคือ วิหาร Notre Dame ที่ตั้งอยู่บนเกาะ Cite เหมือนกัน เดินไปนิดเดียวก็ถึง

Paris
เดินผ่านทางเข้า Metro สถานี Cite ออกแบบเป็นสไตล์ Art Nouveau ฝีมือการออกแบบของสถาปนิก Hector Guimard

Paris
แก๊งค์เด็กปั่นจักรยาน

Notre Dame
มาถึง Notre Dame แล้ว

Notre Dame เป็นวิหารที่สร้างตามศิลปะแบบ gothic เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในแง่ของความใหญ่โตและกระจกสีที่สวยงาม ด้านหน้าของวิหารจะมีหมุดบอกหลักกิโลเมตรที่ศูนย์อยู่ด้วย

Paris
หลักกิโลเมตรที่ศูนย์

ลองเข้าไปข้างใน ก็ลักษณะเหมือนวิหารทั่วไป มีทางเดินให้กับนักท่องเที่ยวเดินดูรอบๆ โดยไม่เข้าไปรบกวนคนที่มาโบสถ์ตามปกติ

Notre Dame
แสงไฟสลัวๆ จากเทียน

Notre Dame
เทียนใส่ถ้วย มีไว้ขายนักท่องเที่ยว

ด้านในก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่ ใช้ Museum Pass ผ่านประตูเข้าไปได้ไม่มีปัญหา ยกเว้นตัวอาคารที่แยกออกมาบางส่วนที่ต้องเสียเงินเพิ่ม (ซึ่งก็ไม่ได้เข้าไปดู) มีบันไดให้ขึ้นไปดาดฟ้าของหอคอยเพื่อไปดูวิวสวยๆ ได้ ซึ่งก็ไม่ได้ขึ้นไปอีก เพราะกลัวเหนื่อย เดี๋ยวจะเดินที่อื่นต่อไม่ไหว ก็เลยกลับออกมาถ่ายรูปข้างนอก

Notre Dame
รูปปั้นด้านนอก

Paris
รูปปั้น Gargoyle บนดาดฟ้า

พอดีว่าไม่เคยดู The Hunchback of Notre Dame ก็เลยไม่อินเท่าไหร่

Paris
ร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว มีอยู่รอบๆ

Notre Dame
สวนด้านหลัง Notre Dame

ออกจาก Notre Dame มาแล้ว ก็เดินต่อไปทางเกาะ Saint Louis สำรวจบ้านช่องร้านรวงทั่วไป เกาะ Saint Louis จะมีขนาดเล็กกว่าเกาะ Cite และไม่มีสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ ก็สามารถเดินได้สบายๆ

Saint Louis
ร้านขายชีสสสสสสสสส

Wine
ร้านขายไวน์ เป็น chain ชื่อว่า Nicolas มีให้เลือกเยอะดี

จากเกาะ Saint Louis ข้ามสะพานกลับสู่อีกฟากแม่น้ำ แล้วเดินต่อมาเรื่อยๆ ก็จะมาเจอกับ Place de la Bastille ที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของคุก Bastille อันโด่งดังมาก่อน

Bastille
Place de la Bastille

คุก Bastille โดนทำลายจนไม่เหลืออะไรแล้ว ปัจจุบันก็เลยกลายเป็นแค่วงเวียนอย่างในรูป มีโรงโอเปร่า Bastille มาสร้างไว้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปี การทลายคุก Bastille

เดินกลับเข้ามาในเมืองอีกหน่อยจะเจอกับ Place des Vosges เป็นจัตุรัสที่เก่าแก่ที่สุดของปารีส และยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ Covent Garden ที่ลอนดอนอีกด้วย

Paris
ร่มรื่นดี แต่ฝุ่นเยอะไปหน่อย

Paris
แถวนี้มีอดีตบ้านของ Victor Hugo นักเขียนชื่อดังด้วย

Paris
แฟน Magritte เห็นแล้วอดถ่ายไม่ได้

เดินต่อไปอีกก็เจอ Archives Nationales ก็ประมาณหอจดหมายเหตุแห่งชาติของบ้านเรา ช่วงที่ไปเหมือนจะมีประท้วงเรื่องอะไรสักอย่างกันอยู่

Paris
ด้านหน้า Archives Nationales

ได้ยินมาว่าแถวย่านนี้ Falafel อร่อย ก็เลยจิ้มๆ ดู Google Maps เลือกร้านที่ได้ดาวเยอะๆ มาร้านนึง เป็นมื้อเที่ยงวันนี้

Falafel
ชื่อร้าน L'As du Fallafel

Falafel
ชื่อร้านแปลว่า "The Ace"

ด้วยความที่ตัวเองก็ไม่รู้จักว่า falafel มันหน้าตาแบบไหน กินยังไง เข้าไปก็จะงงๆ หน่อย สรุปได้ว่า falafel ร้านนี้เป็นแบบ falafel sandwich คือมีไส้กับแป้งมาให้ จากนั้นคนกินก็จัดการเองตามสะดวก

Falafel
แป้งกับน้ำจิ้ม เผ็ดใช้ได้

Falafel
อันนี้เป็นไส้ สั่งเป็นเนื้อวัวกับเนื้อแกะ รวมๆ กัน

Falafel
อันนี้จานแยก เป็นไส้กรอกอะไรสักอย่าง รสชาติคล้ายๆ Chorizo

Falafel
วิธีกินก็ยัดไส้ใส่ในแป้ง ราดน้ำจิ้มตามชอบ แล้วก็กิน

สำหรับมื้อนี้รีวิวใน Google Maps เชื่อถือได้ ร้านบ้านๆ หน่อย คนเยอะไปนิด แต่อร่อยดี และราคาไม่แพง

กินเสร็จแล้วก็เดินต่อไปที่ Centre Georges Pompidou ที่เป็นอาคารศูนย์วัฒนธรรม ภายในจะมีจัดนิทรรศการศิลปะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนไปเรื่อยๆ (ไม่ได้เข้าไปดู เพราะไม่มีเวลา)

Pompidou
ด้านหลังของ Centre Georges Pompidou

สไตล์ที่โดดเด่นของ Centre Georges Pompidou คือการออกแบบแนว Post-Modern โดยจับเอาสิ่งที่ควรจะอยู่ในตัวตึกออกมาอยู่ด้านนอก ทั้งโครงเหล็ก ท่อแอร์ ท่อสายไฟ บันได ทำให้ได้อาคารหน้าตาประหลาดเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา

Pompidou
ด้านหน้าอาคาร

Pompidou
เหมือนจะเป็นคณะนักเรียนมาทัศนศึกษา

ข้างๆ มีบ่อน้ำพุชื่อว่า Stravinsky Fountain ตั้งชื่อตาม composer เพลง Igor Stravinsky

Fountain
น้ำพุไม่มีน้ำ

เดินเที่ยวย่านนี้เยอะแล้ว ก็ไปต่อที่ไฮไลท์ของวันนี้ คือ Musée d’Orsay ซึ่งก็ต้องขึ้น Metro ไป

Paris Metro
เปลี่ยนขบวน Metro ที่สถานี Concorde เพดานทำสวยดี

มาถึงพิพิธภัณฑ์ d’Orsay ซึ่งเป็นอีกพิพธภัณฑ์หนึ่งที่ไม่ควรพลาด รองจาก Louvre โดยงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ใน d’Orsay จะเป็นงานยุคหลัง ราวๆ ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

งานศิลปะเชิดหน้าชูชาตาของ d’Orsay คือเป็นแหล่งรวมภาพเขียนแนว Impressionist / Post-Impressionist (และแนวใกล้เคียง) ไว้เยอะมาก ของคนดังๆ มีครบทั้ง Manet, Monet, Degar, Renoir, Pissaro, Van Gogh ฯลฯ นอกจากนี้แล้วก็มีงานแบบ Art Nouveau ให้ดูด้วย

ตัวอาคารเป็นสถานีรถไฟเก่าที่เอามาดัดแปลง การเดินทางภายในแบ่งเป็นสัดส่วนไว้อย่างดี เดินแล้วไม่หลงทางอย่างใน Louvre เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดกำลังดี ใช้เวลาเดินสักครึ่งวันก็ทั่ว ข้อเสียคือ ห้ามถ่ายรูปข้างใน ก็เลยเอารูปมาแปะไม่ได้

d'Orsay
ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ มีป้ายโฆษณาว่าช่วงนี้มีนิทรรศการของ Manet อยู่

จังหวะที่ไปนั่นเป็นช่วงบ่ายแล้ว คนรอคิวเข้าก็เยอะพอสมควร ไม่มีทางลัดสำหรับคนถือ Museum Pass ด้วย ทำให้เสียเวลาไปเยอะ ตอนเดินดูผลงานก็เลยต้องรีบๆ ดูไปหน่อย รู้สึกไม่ค่อยเต็มอิ่มเท่าไหร่ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบที่นี่มากกว่า Louvre เสียอีก

d'Orsay
d'Orsay ในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก

d'Orsay
นาฬิกาอันใหญ่ สัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์

เดินอยู่จนพิพิธภัณฑ์ปิด (สามทุ่มครึ่ง ฟ้ายังสว่างอยู่เลย) ออกมาถ่ายรูปรอบๆ เล็กน้อย แล้วก็นั่ง Metro กลับที่พัก ก็เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #13 : Louvre

ด้วยเหตุที่ว่าปารีสเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ความมีเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนี้ ทำให้หนังหลายๆ เรื่องได้มาถ่ายทำกัน นอกจากใน Inception ที่พูดถึงไปเมื่อวันก่อนและ Marie Antoinette แล้ว ยังมีเรื่องอื่นที่แนะนำให้ดูก่อนมาเที่ยว จะได้อรรถรสมากขึ้น

Paris, Je T’Aime (2006) – ชื่อเรื่องก็บอกเป็นอย่างดีว่าพูดถึงเมืองนี้เต็มๆ ในหนังมีหลากหลายแง่มุมของปารีส บางมุมอาจจะอยู่นอกเส้นทางนักท่องเที่ยวไปบ้าง แต่หนังดี สนุก สมควรดู

Amélie (2001) – หนังเล่าเรื่องสาวน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ในย่านมงมาร์ท ชานเมืองปารีส บรรยากาศย้อนยุคนิดๆ ถ้าตั้งใจจะไปเที่ยวย่านนั้นอยู่แล้วก็ไม่ควรพลาด

Before Sunset (2004) – เรื่องนี้ต้องดู Before Sunrise (1995) ก่อน ถึงจะดูรู้เรื่องหน่อย เป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่เคยรู้จักกันวันเดียวที่เวียนนา และโชคชะตาพาให้ทั้งสองคนกลับมาเจอกันอีกทีในบรรยากาศริมแม่น้ำ Seine

เรื่องอื่นๆ ที่ลองดูก่อนมาอย่าง From Paris with Love, The Bourne Identity ดูแล้วไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ (ไม่สนุกด้วย!)

มีอีกเรื่องนึงที่อยากดูคือ Midnight in Paris แต่ตอนที่ไปเที่ยวนั่นยังหาดูไม่ได้

ส่วนโปรแกรมท่องเที่ยววันนี้ที่วางไว้คือ พิพิธภัณฑ์ Louvre อันโด่งดัง เต็มๆ วัน ไม่ไปที่อื่น

Louvre ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดของโลก มีผลงานจัดแสดงกว่า 35,000 ชิ้น ทั้งภาพเขียน งานแกะสลัก งานฝีมือ ฯลฯ ภายในอาคารขนาดใหญ่ระดับที่เดินทั้งวันก็ยังไม่ทั่ว

ความโด่งดังของ Louvre นอกจากผลงานระดับ Masterpiece จำนวนมากที่จัดแสดงอยู่ที่นี่แล้ว ยังได้แรงหนุนจากนิยายและหนัง The Da Vinci Code ที่มีฉากเปิดเรื่องเป็นการฆาตกรรมภายในพิพิธภัณฑ์นี้

ดังนั้น การมา Louvre จึงควรซื้อ Museum Pass ไว้ จะดีที่สุด สามารถเข้าออกกี่ครั้งก็ได้ และมีทางเข้าพิเศษ ไม่ต้องไปต่อคิวยาวๆ เหมือนคนทั่วไป (ถึงแม้คิวจะไม่ยาวเท่า Versaille ก็เถอะ)

Louvre
ภาพถ่ายจากด้านนอก อาคารใหญ่โตโอ่โถงเพราะเป็นวังเก่า

Louvre ตั้งอยู่ในเขต 1 ของปารีส ติดแม่น้ำ Seine ถือว่าอยู่ใจกลางเมืองสุดๆ การเดินทางสะดวกสุดก็ Metro สถานี Palais Royal-Musee du Louvre

Louvre
พีระมิดแก้ว สัญลักษณ์ทางเข้าของพิพิธภัณฑ์

คนปกติ เวลามา Louvre ก็จะเข้าตรงทางเข้าหลักคือที่พีระมิดแก้ว (ฝีมือการออกแบบของสถาปนิก I. M. Pei) แต่ถ้าไม่อยากต่อคิวยาว ให้ไปเข้าทางเข้าด้านข้างตรง Richelieu Wing คิวจะสั้นกว่าเยอะ

Inside Louvre
มองจากข้างใต้พีระมิดแก้ว

ในการมาดูงานศิลปะที่ Louvre นี้ พวกกรุ๊ปทัวร์ต่างๆ ที่มีเวลาน้อย ก็มักจะไปดูงานชื่อดังๆ ซึ่งงานศิลปะที่ดังที่สุดใน Louvre ก็มีอยู่ 3 ชิ้น อันได้แก่ Winged Victory of Samothrace, Venus de Milo และ Mona Lisa ซึ่งวันนี้มีเวลาเต็มๆ วัน ก็จะค่อยๆ เดินดูไปทีละชิ้น

ทางเดินใน Louvre ค่อนข้างวกวนและสับสน ต้องหยิบแผนที่ขึ้นมาดูอยู่ตลอด หลังจากเดินอยู่สักพักก็มาถึง Winged Victory of Samothrace จนได้ ตัวรูปแกะสลักมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสตกาล ว่ากันว่าเป็นเทพธิดา Nike สร้างเพื่อฉลองชัยชนะของกรีซที่เกาะ Samothrace

Winged Victory of Samothrace
คนมุงดูมากมายสมกับเป็นงานชื่อดัง

งานศิลปะใน Louvre จะแบ่งเป็นโซนตามประเภทของงาน เช่น โซนรูปปั้น รูปแกะสลัก ภาพเขียน นอกจากนี้ยังแบ่งตามภูมิภาคและช่วงเวลา กระจายกันไปตามปีกต่างๆ ของอาคาร

ในโซนงานแกะสลักนี่ก็มีงานเด่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น Diana of Versailles เป็นเทพ Diana กำลังล่าสัตว์

Diana of Versailles
Diana of Versailles หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Artemis with a Doe

ชิ้นถัดไปก็เป็น Hermaphroditos Asleep สังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าที่นอนอยู่นั่นเป็นหินแกะสลัก ไม่ใช่ฟูกจริง!

Hermaphroditos Asleep
หินอ่อน ไม่ใช่ฟูก

จังหวะที่ไปมีแสดงงานรวมๆ ของ Rembrandt อยู่พอดี (ไม่ได้เข้าไปดู)

Rembrandt
ส่วนแสดงงานของ Rembrandt

ถ้าหากเดินจนเหนื่อยแล้ว ตามมุมๆ อาคาร จะมี Cafe เล็กๆ ขายอาหาร/เครื่องดื่ม ให้แวะกินแก้หิวได้ แต่ราคาก็จะแพงกว่ากินข้างนอกอยู่พอสมควร ถ้าเกิดว่าอยากประหยัด ก็พกของกินเข้าไป แล้วหาที่นั่งกินตรงส่วนกลาง (ที่ไม่ใช่โซนแสดงงาน) เสร็จแล้วค่อยเข้าไปดูงานต่อ

Lunch at Louvre
แซนด์วิชแฮมชีส กับ Chorizo ตบท้ายด้วยโค้ก (ซื้อก่อนเข้ามา)

อิ่มแล้วก็กลับเข้ามาดูงานต่อ เปลี่ยนบรรยากาศไปเดินแถวภาพเขียนบ้าง

Paintings
มีคนมานั่งวาดรูปเยอะเหมือนกัน เป็นเรื่องปกติสำหรับคนมีเวลาเหลือเฟือ

Tourists
กลุ่มนักท่องเที่ยว ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะมาจากญี่ปุ่น

Gallery
โซนแสดงภาพ Impressionist

เทียบกับ British Museum ที่ลอนดอนแล้ว British Museum จะเน้นข้าวของ งานช่างเป็นชิ้นๆ ดูแล้วได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่วนที่ Louvre จะมีส่วนที่เป็นงานศิลปะมากกว่า

From the Window
มองออกไปด้านนอก เห็นแม่น้ำ Seine และสะพาน Pont des Arts

Louvre
บางห้องก็ใหญ่โตโอ่โถงมาก

Delacroix
ปกอัลบั้ม Viva la Vida ของ Coldplay

มีงานยุคเรอเนสซองค์เยอะมาก มีให้ดูกันทั้ง Leonardo (Da Vinci), Raphael, Donatello , Michael Angelo ครบขบวนการเต่านินจา

Baldassare Castiglione
Baldassare Castiglione โดย Raphael ท่าเดียวกับ Mona Lisa เลย

เป้าหมายสุดท้ายของวันนี้คือ ไปดู Mona Lisa กะว่าตอนใกล้ๆ จะปิด คนคงน้อยแล้ว ซึ่งคนมันก็น้อยกว่าตอนบ่ายๆ แหละ แต่ก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี

The Mona Lisa
คนดู Mona Lisa ยังเยอะอยู่ (ประมาณ 30 นาทีก่อนปิด)

เนื่องจากเป็นงานชื่อดังที่สุด คนเข้ามาดูเยอะที่สุด ก็เลยต้องมีที่กั้น มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้มงวดกว่าที่อื่น

ดูเสร็จ ถ่ายรูปแล้วก็ต้องรีบเดินออก เพราะกำลังจะปิดแล้ว

Cupid and Psyche
เดินผ่านโซนแกะสลักเจอ Cupid & Psyche

Louvre
คนออกกันมาจะหมดแล้ว หันกลับไปไม่เจอใครเลย

ออกมาข้างนอกเอาเวลาปิดพอดี แต่ยังพอมีแสงอยู่บ้าง ก็เก็บภาพภายนอกไว้สักหน่อย

Louvre
สาบานได้ว่าเกือบสี่ทุ่มแล้ว

Louvre
เปิดไฟแล้วก็สวยดี

สิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งของ Louvre คือ ถ้าไม่ได้กะจะมาดูแค่งานเด่นๆ 3-4 ชิ้นแล้ว ควรจะต้องวางแผนก่อนมาว่าจะดูอะไรบ้าง และของที่อยากดูอยู่ตรงส่วนไหนของอาคาร เว็บไซต์ของ Louvre มีฐานข้อมูลของงานศิลปะพร้อมตำแหน่งให้หมดแล้ว (ถึงเว็บจะใช้ลำบากไปหน่อยก็เถอะ) และมีเส้นทางแนะนำให้ด้วย สามารถเลือกวางแผนก่อนได้ สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ ไม่ควรไปเดินชิลๆ คิดว่าดูไปเรื่อยๆ จนครบก็พอ เพราะว่า Louvre ใหญ่เกินกว่าจะเดินได้ทั่วในวันเดียว ขนาดเข้าไปตอนเวลาเปิด ออกมาตอนเวลาปิด ก็ยังเดินไม่ทั่ว ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะเลือกไปเดินวันพุธหรือวันศุกร์ เพราะจะเปิดถึง 21:45 (วันอื่นเปิดถึงหกโมงเย็น)

ถ้าใครใช้ iPhone / iPad สามารถโหลด Official App ชื่อว่า Musée de Louvre มาใช้ช่วยวางแผนการเดินทางได้

ระหว่างเดินไปหาทางลง Metro เจอโปสเตอร์ขำๆ ดี

Poster
หนุ่มสาวเอย พวกเธอว์จงใส่แว่น!

Poster
อารยธรรมเฮดโฟน มีมาตั้งแต่สมัยเรอเนสซองค์

นั่ง Metro กลับที่พัก จบวันที่สามในปารีส

UK-FR Trip #12 : A Day in Versaille

บันทึกการท่องเที่ยว วันที่สองในฝรั่งเศส วันนี้อากาศแจ่มใส สบายตัว อุ่นกว่าตอนอยู่อังกฤษ ไม่มีวี่แว่วฝนจะตก เหมาะมากกับโปรแกรมที่วางไว้ว่าวันนี้จะไปเที่ยวกลางแจ้ง เป้าหมายคือ พระราชวัง Versaille ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกออกนอกเมืองปารีสไป

ก่อนเดินทาง ก็จัดการอาหารเช้าแบบฝรั่งเศสมื้อแรก แบบง่ายๆ อันนี้รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว

French breakfast
อาหารเช้าสไตล์ฝรั่งเศส มีขนมปังกินกับกาแฟใส่นม

การเดินทางในปารีสชั้นใน คนทั่วไปจะใช้ Metro เป็นหลัก แต่ถ้าจะออกไปนอกเมืองหรือเขตปริมณฑลตามภาษาบ้านเรา Metro จะไปไม่ถึง ต้องนั่งรถไฟ RER ซึ่งก็คล้ายๆ กับ Metro แต่ว่ามีสองชั้น ขบวนยาวกว่า ขนคนได้ทีละเยอะกว่า และเที่ยววิ่งไม่ถี่เท่า

สำหรับการเดินทางไป Versaille นั่นไกลเกินไป บัตร Navigo ที่ซื้อไว้ไปไม่ถึง ก็ต้องนั่ง Metro ไปลงสถานี Invalides แล้วค่อยซื้อตั๋ว RER ต่อไป Versaille อีกที

Paris
ทางเชื่อม Metro กับ RER ไม่พ้นต้องเจอกับกราฟิตี้มากมาย

Paris
มารอที่ชานชาลาตอน 9:00 ส่วนป้าย Sortie แปลว่าทางออก

บน Metro / RER บางทีจะมีนักดนตรีขึ้นมาเล่นดนตรีให้ฟัง ทีแรกนึกว่าฟรี แต่จบแล้วเห็นมีเดินขอเรี่ยไรเงินบริจาค ถ้าไม่ให้ก็จะทำหน้าบูด

On Paris RER
คนนี้เล่นเพลง soundtrack หนัง Amelie

นั่ง RER ประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะมาถึงสถานี Versaille ซึ่งต้องเดินออกไปอีกประมาณกิโลนึง ถึงจะไปถึงประตูทางเข้าวัง แถวๆ นั้นจะมี Tourist Information Office อยู่ สามารถเข้าไปขอรายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ หรือถ้าใครจะซื้อ Museum Pass ก็ซื้อได้ที่นั่นเลย

สำหรับคนที่มาปารีสแล้ว เน้นเที่ยวพวกพิพิธภัณฑ์/โบสถ์ทั้งหลาย แนะนำว่าให้ซื้อ Museum Pass ไว้ เพราะคุ้มค่า สะดวกสบาย ไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว ใช้ได้กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเกือบทั้งหมด มีแบบ 2 วัน, 4 วัน และ 6 วันให้เลือก ด้านในมีข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวที่ใช้ได้ทั้งหมด พร้อมวันเวลาทำการ

Museum Pass
Museum Pass แบบ 6 วัน ด้านหลังจะมีช่องให้เขียนชื่อ

Versaille
ด้านหน้าก่อนถึงทางเข้า ท่อนเหล็กโค้งๆ นั่นเพิ่งเอามาติดตั้ง

Versaille
อันตราย กำลังก่อสร้าง

Versaille
ประตูหน้าสุดของ Versaille

คำเตือนสำหรับคนที่คิดจะมาเที่ยว – รีบมาถึง Versaille ให้เช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามาถึงได้สัก 9:00 จะดีมาก เพราะที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ของโลก เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ถ้ามาช้าเจอคิวยาวแน่นอน

Queue
นี่คือคิวรอตรวจกระเป๋าก่อนเข้าวัง ที่เห็นหลายๆ แถวนั่นคือมันขดไปขดมาประมาณ 5 รอบ

ถ้าใครที่มี Museum Pass อยู่แล้วก็มาต่อแถวได้เลย ถ้าไม่มีก็ต้องไปต่ออีกแถวหนึ่งเพื่อซื้อตั๋ว แนะนำให้เข้าคิวไว้ก่อน แล้วส่งคนนึงในกลุ่มออกไปซื้อตั๋ว จะได้ไม่ต้องต่อคิวสองเที่ยว ยกเว้นว่ามากับกรุ๊ปทัวร์ หรือมาทัศนศึกษากับเด็กนักเรียน จะมีทางเข้าเฉพาะซึ่งคิวสั้นกว่ามาก

ถ้าไม่อยากเที่ยวในวัง ตรงข้างๆ จะมีทางเดินทะลุออกไปที่สวนได้เลย ซึ่งในสวนนี้เข้าฟรี ยกเว้นวันที่มีการแสดงในสวน จะเก็บค่าเข้า

Versaille
เดินทะลุไปทางสวนได้

Versaille
ประตูชั้นใน สีทองสว่างตา

มีหนังอยู่เรื่องนึงที่แนะนำให้ไปหามาดู ก่อนจะมาเที่ยว Versaille นั่นคือ Marie Antoinette (2006) ของผู้กำกับ โซเฟีย คอปโปลา จะเข้าใจภาพคร่าวๆ ของวังนี้ได้ดีขึ้น และได้เห็นว่าในยุคที่รุ่งเรืองนั้น Versaille ที่เป็นสถานที่หรูหราอู้ฟู่ขนาดไหน

Marie Antoinette Poster
หนังสีหวานมาก นำแสดงโดย Kirsten Dunst

หลังจากผ่านตรง Security check มาได้แล้ว ก็จะเข้าสู่ Versaille ด้านใน ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ออกแบบทางเดินไว้ให้แบบ one way เรียบร้อยแล้ว แค่ไหลตามฝูงคนไปเรื่อยๆ

Versaille
ผ่าน security check มาถึงด้านหน้าของตัวอาคารแล้ว

Marble Courtyard
ด้านหน้ามีลานปูด้วยหินอ่อน เรียกว่า The Marble Courtyard

Versaille
เข้ามาด้านในแล้ว อันนี้เป็นหอสวดมนต์ของกษัตริย์โดยเฉพาะ

Versaille
ภาพเขียนทั้งบนผนังและเพดาน

ทางเดินในตัววัง ก็จะแบ่งเป็นห้องต่างๆ ที่สำคัญๆ ก็จะมีหมายเลขบอกสำหรับ Audio guide ให้ฟังเอารายละเอียดได้ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเยอะและเหมือนๆ กันไปหมดมากเกินไปสักหน่อย ทุกอย่างล้วนแต่หรูเริ่ด ความนิยมงานศิลปะในยุคนั้นคงไม่มีสำนึกของ minimalism อยู่เลยแม้แต่น้อย

Versaille
ห้องกินข้าว (มั้ง)

Versaille
Hall of Mirrors ห้องกระจกอันโด่งดัง (ต้องถ่ายเงยๆ ไม่งั้นติดแต่หัวคน)

Versaille
ถ้าจำไม่ผิด อันนี้เป็นห้องนอนใครสักคน

Versaille
ตามทางเดินบางช่วง จะมีรูปปั้นคนดัง เช่นคนนี้ คนที่เรียน Calculus คงรู้จักกันดี

Versaille
"พระเจ้าตายแล้ว" – Descartes ไม่ได้กล่าวไว้

Versaille
มีส่วนที่เป็น Gallery ภาพเขียน น่าจะสร้างขึ้นมายุคหลังๆ แล้ว

Versaille
เดินจนหมดแล้วออกมาจะมีห้องน้ำให้เข้า มีร้านขายขนมชื่อดัง Laduree

พอหมดส่วนที่เป็นวังแล้ว ทางเดินจะทะลุออกมาด้านหลังที่เป็นสวนกว้างสุดลูกหูลูกตา ขนาดก็ลองดูจากแผนที่ได้ ตรงที่ปักหมุดคือส่วนวังที่เพิ่งเดินไป ส่วนเขียวๆ คือสวน

Versaille
มัน ใหญ่ มาก

Versaille
มองไม่เห็นท้ายสวนเลยด้วยซ้ำ ลองจินตนาการว่าสมัยก่อน ต้องใช้คนสวนจำนวนเท่าไหร่ในการดูแล

ด้านในสวน จะมีน้ำพุกระจายอยู่ ความสวยงามก็แตกต่างกันไป ถ้าเป็นคนชอบแต่งสวน ปลูกต้นไม้ คงจะเดินได้เพลิดเพลิน

ในสวนมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน ซ่อนๆ อยู่ตามหลืบไม้ ไม่ทำลายความสวยงามของสวน ในแผนที่แจกมีตำแหน่งบอกหมดว่าร้านไหนอยู่ตรงไหน ราคาก็จะแพงกว่าร้านข้างนอกเล็กน้อย

Versaille
พิซซ่า หน้าซาลามี่ เห็ด มะกอกดำ

Versaille
อันนี้จำชื่อไม่ได้ เป็นไก่อบ (มั้ง) กินกันตาย

Versaille
น้ำพุอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้

Versaille
น้ำพุอันนี้อยู่กลางสวนเลย

Versaille
มีกองถ่ายมาถ่ายแบบโฆษณา (หรือมิวสิควิดีโอก็ไม่รู้)

เนื่องจากในสวนมีขนาดใหญ่มาก ก็จะมีบริการสำหรับคนเหนื่อยง่าย เช่นรถนำเที่ยว หน้าตาเหมือนๆ รถเที่ยวเขาดินบ้านเรา แน่นอนว่าคิดเงิน และแพงด้วย ถ้าคนที่ไม่อยากจ่ายแพงนัก ก็มีจักรยานให้เช่า แต่ข้อกำหนดค่อนข้างจุกจิก ราคาก็ไม่ได้ถูกเท่าไหร่ด้วย สุดท้ายก็เลยพึ่งพาสองขาตัวเองต่อไป

Versaille
คุณลุงจูงจักรยาน

ด้านในสวน ยังมีที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกคือ Grand Trianon ที่เป็นเรือนพักผ่อนของกษัตริย์ ในเวลาที่ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับงานราชการในวัง และ Petit Trianon เป็นเรือนขนาดเล็กกว่า Marie Antoinette เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน

สองที่นี้ต้องจ่ายค่าผ่านประตูด้วย แยกจากวัง Versaille ด้านหน้า แต่ถ้ามี Museum Pass ก็เข้าได้เลย

Versaille
ด้านในจะไม่หรูหรามากเท่าในตัววังหลัก ลักษณะเป็นที่พักผ่อนชิลๆ

Versaille
กิจกรรมยามว่างของกษัตริย์ฝรั่งเศสและสหาย

Marie Antoinette
ภาพเขียน Marie Antoinette

Versaille
ประตูรั้วดูธรรมดาหน่อย

นอกจาก Grand Trianon และ Petit Trianon แล้วยังมีฟาร์มของ Marie Antoinette ที่เค้าจำลองบรรยากาศ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ให้ดูด้วย (เป็นช่วงที่ Marie Antoinette เบื่อราชสำนัก เลยเกิดอารมณ์แนว “ฉันอยากเป็นชาวนา” ขึ้นมา)

Versaille
ขึ้นชื่อว่าฟาร์มของ Marie Antoinette ต้องไม่ใช่ฟาร์มกระจอกๆ

Versaille
ปลูกองุ่น เอาไว้ทำไวน์โครงการหลวง

Versaille
โรงนาหรูหรา

Versaille
สัตว์เลี้ยงเท่าที่เห็นก็มี แกะ แพะ วัว ไก่ กระต่าย

Versaille
เดินหามานาน เพิ่งเจอ กุหลาบแวร์ซายล์

Versaille
Temple de l'Amour อันนี้คล้ายๆ เป็นศาลาริมน้ำ

Versaille
ชื่อสถานที่แปลว่า วิหารแห่งความรัก ก็เลยมีรูปปั้นคิวปิดอยู่ด้วย

Fountain
เดินย้อนกลับมาถึงน้ำพุแถวติดกับราชสำนักเอาช่วงจะค่ำแล้ว คนกลับกันหมด

Versaille
ถึงประตูหน้า ฟ้าใกล้มืด น่าจะสักทุ่มนึงได้แล้ว

Versaille
ออกมาได้ตอน พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว

สรุปว่า Versaille มันก็คือวังธรรมดาๆ นี่แหละ แต่ความพิเศษของมันคือความใหญ่โต ความล้น ความเว่อร์ ของการตกแต่งแบบไม่ยั้ง เห็นแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประชาชนฝรั่งเศสในสมัยนั้นถึงรู้สึกว่าถูกราชสำนักกดขี่และลุกฮือขึ้นมาประท้วง

โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้นิยมสถาปัตยกรรมแบบพวกวังเก่าสักเท่าไหร่ ไม่รู้สึกว่ามันสวย ความสนุกสนานที่ได้จากการมาเที่ยวคือได้เห็นประวัติศาสตร์ที่อยู่ในสถานที่มากกว่า (และการเดินชมสวน+ฟาร์มก็เพลิดเพลินดีไม่น้อย)

รวมๆ แล้วเป็นวันที่เดินเยอะมากๆ (เพราะงก ไม่อยากจ่ายค่ารถ) ทั้งหมดราวๆ 10 กิโล น่าจะได้ เสบียงเป็นเรื่องสำคัญมาก การมีช็อกโกแลตติดกระเป๋าไว้ มีขวดน้ำสำหรับกรอกเอาไว้กินตลอดการเดิน ช่วยได้มาก

พอออกจาก Versaille มาแล้วก็นั่ง RER กลับ แบบเดียวกับขามา

มื้อเย็นวันนี้ลองไปกินอาหารฝรั่งเศสที่ร้าน Chartier เห็นว่าเป็นร้านเก่าแก่ เปิดมานาน และเป็นอาหารฝรั่งเศสในราคาที่พอจะรับได้

Chartier
เมนูบ้านๆ หน่อย ไม่มีภาพประกอบ เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส

Chartier
Entree จานแรก เห็ดอะไรก็ไม่รู้

Chartier
Entree จานที่สอง เป็น Escargot (หอยทาก) มีที่คีบพร้อมส้อมสำหรับแคะหอยออกจากเปลือก

Chartier
จานหลัก เป็นสเต็กแกะ ออกมาแห้งๆ ไปหน่อย

Chartier
จานหลักอีกจาน เป็ดอะไรสักอย่าง ที่เป็นลูกๆ นั่นคล้ายๆ มันฝรั่ง ไม่ใช่ไส้กรอกอีสาน

Chartier
บรรยากาศภายในร้าน ราวข้างบนโต๊ะ เอาไว้วางกระเป๋าได้ อย่างกับนั่งรถ บขส.

รวมๆ แล้วผิดหวังเล็กน้อย เห็นว่าเป็นร้านดัง แต่อาหารไม่อร่อยในระดับที่หวังไว้ คืออร่อยเฉยๆ แต่ไม่ถึงระดับประทับใจ (แต่ไวน์อร่อยดี) และบรรยากาศในร้านก็ค่อนข้างวุ่นวาย คนเยอะ ที่นั่งเบียด บริการไม่ค่อยทั่วถึง แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า ร้านสไตล์นี้ที่อื่นในปารีสก็จะแพงกว่านี้เยอะ

กลับถึงที่พัก หมดแรง เป็นอันจบวันที่สองในปารีสเพียงเท่านี้

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #11 : Bonjour Paris

กลับมาเขียนเรื่องเที่ยวต่อ วันนี้ออกจากเมืองเบอร์มิงแฮมไปยังเมืองต่อไป แต่คราวนี้ไม่ได้นั่งรถไฟเหมือนคราวก่อน แต่เป็นนั่ง Low cost airline แทน

เมืองเบอร์มิงแฮมมีสนามบินเป็นของตัวเอง (ตัวย่อ BHX) สามารถเดินทางไปถึงได้โดยนั่งรถไฟจากสถานี Birmingham New Street ที่อยู่ใจกลางเมือง ออกไปประมาณ 10 นาที (รถไฟมีชั่วโมงละหลายขบวน) ไปลงสถานี Birmingham International Airport จากสถานีรถไฟก็จะมีรถรางเชื่อมไปที่สนามบินอีกทีนึง (ขึ้นฟรี) สนามบินก็ขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก ประมาณสนามบินเชียงใหม่บ้านเรา

Birmingham Airport
สถานีรถไฟกับสนามบินมีรถราง AirRail Link เชื่อม

FlyBE
ขึ้นเครื่องของสายการบิน FlyBe

ที่หมายของการเดินทางในวันนี้ก็คือปารีส ประเทศฝรั่งเศส!

Wing
ได้นั่งริมหน้าต่าง วิวดี ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งก็ถึง

Landed
เนื่องจากเป็น low cost airline ก็ต้องเดินลงเอาเองแบบนี้ ไม่มีงวงช้างมารับ

CDG
มาถึงสนามบิน Charles de Gaulle ณ Paris

การเดินทางจากอังกฤษมาฝรั่งเศสสามารถทำได้หลายทาง ทั้งทางเครื่องบิน รถไฟ รถบัส หรือจะนั่งเรือข้ามช่องแคบมาก็ได้ ในการเดินทางคราวนี้เลือกนั่ง Low cost airline เพราะสะดวกสุด และราคาไม่แพง ไม่งั้นถ้าจะนั่งรถไฟ Eurostar ก็ต้องไปขึ้นที่ลอนดอน เสียเวลาเดินทางอีก

สนามบิน Charles de Gaulle (CDG) เป็นสนามบินหลักของฝรั่งเศส อยู่ทางเหนือของปารีส ไกลออกไปประมาณ 25 กิโล ต้องนั่งรถไฟ RER หรือรถบัสเข้าไปในตัวเมืองอีกที ผมเลือกนั่งรถบัส (ชื่อเรียกว่า RoissyBus) หาซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติตรงใกล้ๆ กับป้ายได้เลย ค่าโดยสารคนละ 9.40 ยูโร

ถ้าใครสังเกตเรื่อง locale สักนิดจะเห็นว่า ประเทศทางยุโรปหลายๆ ประเทศจะใช้ comma (,) สลับกับ dot (.) ตรงข้ามกับที่เราคุ้นเคย เช่น เวลาเขียนเลข 1,200.50 ประเทศอย่างฝรั่งเศสจะเขียนเป็น 1.200,50 แทน

Roissy Bus
ป้ายรอรถ Roissy Bus

การเดินทางมาฝรั่งเศส ต้องใช้วีซ่าสหภาพยุโรป หรือที่เรียกกันว่าเชงเก้นวีซ่า ทำหนเดียว สามารถเดินทางเข้าออกประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้หมด ยกเว้นอังกฤษ ที่ดันเป็นไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชงเก้นกับประเทศอื่นเค้า ทั้งๆ ที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (แถมเงินยังใช้สกุลของตัวเอง ไม่ได้ใช้เป็นยูโรเหมือนประเทศอื่น)

การทำวีซ่าเข้าฝรั่งเศสจากเมืองไทย จะคล้ายๆ กับวีซ่าอังกฤษ โดยต้องยื่นผ่านตัวแทนชื่อว่า TLSContact (ได้ยินชื่อแล้วก็นึกถึง port 443 ตลอด) ขั้นตอนก็คือเข้าไปลงทะเบียนในเว็บ ตอบคำถามเบื้องต้น แล้วระบบจะให้รายชื่อเอกสารออกมาว่าต้องใช้อะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็เหมือนๆ กับของอังกฤษ จากนั้นก็จองวันยื่นเอกสาร พอถึงวันก็เอาเอกสารไปยื่นที่สำนักงานตรงสาทร คนน้อยกว่าของอังกฤษมาก ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย เทียบกับของอังกฤษที่เสียเวลารอเกือบทั้งวัน

กรณีของผมออกจะวุ่นวายนิดนึง เพราะว่าไปสองประเทศ ต้องขอวีซ่าของประเทศแรกที่จะไป (อังกฤษ) ก่อน แล้วค่อยไปยื่นขอของฝรั่งเศส ก็จะเสียเวลาพอสมควร (เสียค่าวีซ่าสองต่อด้วย T-T)

กลับมาที่เรื่องการเดินทางเข้าปารีส ถ้านั่งรถไฟ RER ไม่รู้ว่าจะผ่านให้เห็นอะไรบ้าง ก็เลยลองนั่งรถบัสดู เผื่อจะได้เห็นบ้านเมือง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเท่าไหร่ อารมณ์ประมาณนั่งรถจากรังสิตเข้าตัวเมืองกรุงเทพ สองข้างทางไม่มีอะไรมากนัก ยกเว้นว่าผ่านสนามกีฬาแห่งชาติ Stat de France ที่เคยเป็นสังเวียนจัดนัดชิงบอลโลกเมื่อปี 1998 มาแล้ว

Stat de France
นั่งรถผ่าน Stat de France

รถบัสใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีก็เข้ามาถึงตัวเมือง โดยรถบัสจะจอดที่ป้ายตรง L’Opera เป็นจุดที่ต่อรถได้ทั้งรถเมล์ และรถไฟฟ้า (รถไฟฟ้าของฝรั่งเศสเรียกกันว่า Metro)

L’Opera นี่เป็นโรงละครที่มีบ่อน้ำอยู่ใต้ดิน เคยมีอุบัติเหตุโคมไฟตกลงมาทับคนตาย และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Gaston Leroux เขียนเป็นนิยาย The Phantom of the Opera ออกมา

L'Opera
ด้านหน้าของ L'Opera

ฝั่งตรงข้าม L’Opera เป็นที่ตั้งของร้าน Cafe de la Paix ที่เรามักจะเข้าใจกันว่าเป็นสถานที่ประชุมของคณะราษฎร ก่อนการปฏิวัติในเดือน มิถุนายน 2475 (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

ซึ่งถ้าเกิดว่าดูราคาและความหรูของร้านนี้แล้ว เข้าใจว่านักศึกษาก็คงไม่มานั่งปรึกษา วางแผนปฏิวัติกันที่นี่หรอก

Cafe de la Paix
ด้านหน้า Cafe de la Paix

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับปารีสอย่างแรกคือ การแบ่งเขตต่างๆ ที่จะใช้ตัวเลขเป็นตัวบอก โดยปารีสประกอบไปด้วย “เขต” ต่างๆ (arrondissement) จำนวน 20 เขต เริ่มจากเขต 1 (เขียนย่อๆ ว่า 1er) อยู่ในสุด ตามด้วยเขต 2e, 3e, 4e วนเป็นก้นหอยออกมาตามเข็มนาฬิกาเรื่อยๆ จนถึง 20e (รูปประกอบจาก wikipedia)

เวลาอ้างอิงถึงสถานที่ต่างๆ ในปารีส ถ้าบอกว่าอยู่เขตไหน จะเข้าใจได้โดยง่ายว่าอยู่ไกลมากน้อยขนาดไหน (เลขน้อยๆ แปลว่าอยู่ใจกลางเมือง เลขมากๆ แปลว่าอยู่นอกเมือง) นอกจากนี้ รหัสไปรษณีย์ของปารีสจะเป็น 750XX โดยสองตัวท้ายจะบอกว่าเป็นของเขตไหน ทำให้เราเห็นแค่ที่อยู่ก็บอกได้ทันทีว่าอยู่บริเวณไหน สะดวกมาก

ที่พักที่หาได้ อยู่ในเขต 2e ใกล้ๆ กับ Metro สถานี Bonne Nouvelle

Paris Metro
รถไฟใต้ดิน หรือ Metro ของปารีส

บริการขนส่งมวลชนในปารีส มีอยู่ 3 อย่างหลักๆ คือ รถใต้ดิน หรือ Metro, รถบัส และรถไฟ RER ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวปกติแล้ว จะใช้แค่ Metro ก็พอ มีทางเข้าสถานีเยอะกว่าป้ายรอรถบัสเสียอีก ส่วนรถไฟ RER จะใช้เดินทางออกไปนอกเมือง เช่นไปสนามบิน หรือไปพระราชวัง Versaille

Pocket Map
แผนที่ฉบับกระเป๋า แจกฟรี ครบ ครอบคลุม พกสะดวก ลอนดอนควรเอาเป็นตัวอย่าง

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ออกนอกเมืองบ่อย มีบัตร Carte Navigo มีอายุการใช้งาน 1 อาทิตย์ สามารถขึ้นลง Metro และรถบัสได้ไม่จำกัด ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายได้มาก เวลาใช้งานก็เอาบัตรไปแตะที่แป้นสีม่วงๆ ตรงทางเข้า Metro หรือตอนขึ้นรถบัส แบบเดียวกับ Oyster ของอังกฤษ

Navigo
ตอนซื้อต้องใช้รูปติดบัตรไว้ ป้องกันไม่ให้ยืมกันใช้

สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากเก็บข้าวของเข้าที่พักแล้วคือ ออกไปซื้อซิมใส่มือถือเอาไว้เล่นเน็ต โดยอาศัยข้อมูลจากเว็บ Pay as You Go Sim with Data Wiki (ดีมาก มีข้อมูลให้หลายประเทศ เหมาะกับคนเดินทางบ่อยๆ และขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้) สรุปได้ว่าซื้อของ Orange จะสะดวกสุด

Orange
ซิมเติมเงิน Orange (ภาษาฝรั่งเศสออกเสียง โอ-ค็อง) ราคา 9.9 ยูโร มีเครดิตให้ 5 ยูโร

เรื่องยุ่งยากของฝรั่งเศสคือ จะเปิดเบอร์มือถือเพื่อใช้เน็ต ต้องลงทะเบียนก่อน และต้องรอ 24 ชั่วโมง ถึงจะใช้งานได้ ผมไปจัดการที่ร้าน Orange Shop สาขา Republique พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ บริการดีมาก แนะนำขั้นตอนทุกอย่าง ทั้งวิธีเติมเงินและวิธีสมัครแพ็กเกจเล่นเน็ต

แต่ก่อนหน้าจะเดินมาถึง Orange shop เจอร้านมือถือที่ขายซิมหลายร้านมาก ส่วนใหญ่คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง, ไม่รู้เรื่องโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ต และขายซิมราคาแพงกว่าใน shop ทุกร้าน! มีอยู่ร้านนึงเห็นเป็นนักท่องเที่ยวมั้ง พอถามราคา บอกมาว่า 20 ยูโร! กะฟันเต็มที่ โชคดีที่หาข้อมูลมาก่อนเลยไม่หลงกล

พอจัดการเรื่องมือถือได้แล้ว ก็ได้เวลาเดินเที่ยว

Strauss
ปารีสเป็นเมืองคนมือบอน เราจะเห็น Graffiti ได้ทั่วเมือง

Paris Metro
ในตู้ Metro ก็ยังมีขีดเขียน

ที่แรกที่ไปก็คือ Place du Trocadero เป็นจัตุรัสเล็กๆ บนเนินใกล้ริมแม่น้ำ Seine บรรยากาศเหมาะกับการมาดูหอไอเฟลในยามเย็น

Place du Trocadero
นักท่องเที่ยวมาดูพระอาทิตย์ตกดิน

Place du Trocadero
คนเยอะยั้วเยี้ยมาก

นอกเรื่องเล็กน้อย – ปารีสเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเยือนเยอะที่สุดในโลก ปี 2010 ที่ผ่านมามีถึง 15.1 ล้านคน ส่วนกรุงเทพของเราอยู่อันดับ 7 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7.2 ล้านคน – ที่มา

Eiffel
สัญลักษณ์ของปารีส

Paris
เดินลงมาจากเนิน Trocadero ก็เจอม้าหมุน

พอออกจาก Trocadero เลียบแม่น้ำ Seine มาเรื่อยๆ จะเจอกับสะพาน Bir Hakeim เป็นสะพานที่หน้าตาดูคุ้นๆ

Bir Hakeim
"Never recreate from your memory. Always imagine new places!"

Bir Hakeim
มันคือสะพานจากในเรื่อง Inception น่ะเอง

ใครที่เคยดูหนัง Inception คงจำฉากนี้กันได้

Paris
แวะถ่ายวิวหอไอเฟลจากกลางสะพาน

ถ้าเดินเลยจากสะพาน Bir Hakeim มาอีกเกือบๆ 2 กิโล จะเจอร้านกาแฟ Cafe Debussy ที่เป็นอีกฉากหนึ่งใน Inception ด้วย แต่ด้วยระยะทางที่ไกลไปหน่อยและเริ่มมืดแล้ว ก็เปลี่ยนใจ เดินไป Metro สถานี Bir Hakeim กลับที่พักดีกว่า

สถานี Bir Hakeim
Metro สถานีนี้แปลกหน่อย ตรงที่อยู่ลอยฟ้า ไม่ใช่ใต้ดิน

เป็นอันจบวันแรกในปารีส

ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

UK-FR Trip #10 : Birmingham / Villa Park

วันนี้กินมื้อเช้าเสร็จ (รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะอยู่) ก็เดินทางออกจากบาธช่วงสายๆ ย้ายเมืองไปที่เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham – ถ้าสำเนียงอังกฤษจริงๆ จะอ่าน เบอ-มิง-กัม) การเดินทางก็ใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม นั่งจากสถานี Bath Spa ไปต่อรถที่สถานี Bristol Temple Meads เพื่อไปลงที่สถานี Birmingham New Street

Bristol
สถานี Bristol Temple Meads

เบอร์มิงแฮมเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ใจกลางเกาะอังกฤษ (แถบนี้เรียกกันว่า Midland) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอังกฤษรองจากลอนดอน และเป็นเมืองที่แทบไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรเลย

รถไฟเที่ยวที่นั่งมาถึงสถานี Birmingham New Street ตอนเกือบบ่ายโมง แต่ Hostel ให้เช็คอินได้ตอนหลังบ่ายสาม ก็เลยเดินแบกเป้ โต๋เต๋อยู่แถว City Centre ไปขอแผนที่จาก Tourist information centre แล้วก็หาของกินไปพลางๆ

Lunch
มื้อกลางวันง่ายๆ ที่ Pret A Manger

เพราะเป็นเมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเท่าไหร่ ตรง City Centre ก็เป็นร้านแบรนด์เนมซะเยอะ เลยไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมาก จนกระทั่งใกล้ๆ ได้เวลาค่อยเดินไปหาที่พักและเช็คอิน

เก็บข้าวของเสร็จในที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็รีบแจ้นออกมาขึ้นรถบัสไป Villa Park เพื่อดูบอลพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล ระหว่าง Aston Villa กับ Liverpool เหตุผลหลักเลยของการมาที่เมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเมืองนี้

ตอนรอรถบัสก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องนั่งสายไหน แต่เห็นแฟนบอล Villa กลุ่มใหญ่ยืนรอรถอยู่ ก็เดินตามเค้าไป ยังไงก็ไม่หลงทางแน่ แต่จังหวะนี้ก็ต้องทำตัวลีบๆ เจียมตัวตามสไตล์แฟนบอลทีมเยือน พอดีว่าไม่กล้าใส่เสื้อ Liverpool มา ก็เลยยังดูเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่เตะตาแฟนบอลเจ้าถิ่นเท่าไหร่

นั่งรถบัสออกมาจากตัวเมืองได้นิดนึง ก็ถึงสนาม Villa Park ซึ่งเป็นสนามเหย้าของ Aston Villa เป็นสนามที่มีความจุกว่า 42,789 ที่นั่ง จัดว่าเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลอังกฤษที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ พอๆ กับ Anfield และ Stamford Bridge (สนามเล็กๆ อย่าง Carrow Road จุได้ 27,033 ที่นั่ง ส่วนสนามใหญ่อย่าง Old Trafford, Wembley จุได้ 75,957 และ 90,000 ที่นั่งตามลำดับ)

Villa Park
ตามทางมีขายของที่ระลึก ด้านหลังนั่นคือสนาม Villa Park

Villa Park
ทางขึ้นสแตนด์ Holte End "The 12th Man"

บอลเตะสี่โมงเย็น ตอนที่มาถึงก็เกือบได้เวลาแล้ว เลยต้องรีบขึ้นไปที่นั่ง ไม่ทันได้เดินซื้อของที่ระลึกอะไร

ปัญหาในการมาดูบอลนัดนี้มีอยู่นิดนึงคือว่า เป็นแฟนทีมเยือนแต่ตอนซื้อตั๋วมันไม่มีตั๋วตรงสแตนด์ทีมเยือน มีแต่สแตนด์ทีมเจ้าบ้าน ทำให้นัดนี้ ได้เข้าไปดู Liverpool แต่ห้ามเชียร์แบบออกนอกหน้า ไม่งั้นซวยแน่ ชื่อเสียงฮูลิแกนอังกฤษไม่น้อยหน้าประเทศอื่นในโลกอยู่แล้ว

Villa Park
เข้ามาแล้ว ที่นั่งอยู่ฝั่ง Doug Ellis Stand

Villa Park
ที่นั่งฝั่งทีมเยือน อยู่ติดกันเลยทีเดียว เวลาบอลเตะ จะมีตำรวจมายืนคุมเป็นจุดๆ

การซื้อตั๋วดูบอลในอังกฤษเป็นเรื่องออกจะยากลำบาก โดยเฉพาะของทีมใหญ่ๆ ซึ่งตั๋วมักจะเต็มเสมอ การขายตั๋วจะแบ่งออกเป็นรอบๆ คือ รอบแรก ขายให้เฉพาะโควตาสมาชิกของสโมสรระดับที่อยู่มานาน มีประวัติการเข้าชมหลายนัด เรียกว่าเป็นพวกแฟนเดนตายของสโมสร ส่วนรอบถัดๆ มาก็จะขายให้สมาชิกระดับรองๆ ลงมา จนกระทั่งถ้ามีโควตาเหลือ ถึงเอามาขายให้คนที่ไม่ใช่สมาชิก

บางคนที่มาดูบอลที่อังกฤษ และซื้อตั๋วผีหน้าสนาม โอกาสโดนต้มก็มีอยู่ และจริงๆ แล้วมันก็ผิดกฎหมายของอังกฤษด้วย หลายๆ สโมสรเล็งเห็นปัญหาตรงนี้ ก็เลยเปิดเว็บไซต์สำหรับขายตั๋วแบบถูกกฎหมาย ให้สมาชิกที่ซื้อตั๋วแล้วแต่ไม่ได้ดู เอามาขายต่อให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกได้ อย่างของ Aston Villa จะเรียกว่าเป็น Ticket Exchange Program สามารถเข้าไปซื้อผ่านหน้าเว็บได้เลย ตั๋วจะส่งมาให้ที่บ้าน (ส่งมาไทยด้วย!) หรือจะไปรับที่หน้าสนามก่อนบอลเตะก็ได้ ทำให้ได้ตั๋วมาในราคาที่ไม่โดนโก่ง (ได้มาในราคาใบละ 38.2 ปอนด์) และมั่นใจได้ว่าไม่โดนต้ม

แต่ข้อเสียก็คือนี่แหละ ต้องนั่งในสแตนด์เจ้าบ้าน

Villa Park
ฝั่ง North Stand คนก็เข้ามาเต็มความจุ

Villa Park
Holte End เป็นสแตนด์ฝั่งแฟนพันธุ์แท้ เสียงเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านส่วนใหญ่จะมาจากทางนี้

ฟุตบอลในอังกฤษนี่เค้าดูกันแบบไม่มีตีปี๊บ ตีกลอง เหมือนบ้านเรา กองเชียร์จะเชียร์กันด้วยการร้องเพลงและปรบมือเป็นหลัก โฆษกสนามจะประกาศแค่ตอนเปลี่ยนตัว ทดเวลาเจ็บ หรือยิงประตูได้เท่านั่น ซึ่งคิดว่าทำให้ (คนตั้งใจดูบอล) สนุกกว่านะ เวลาดูบอลเมืองไทยจะรำคาญเสียงเครื่องดนตรีสารพัดชนิดมาก

Villa Park
ตำรวจยืนกั้นระหว่างแฟนบอลเจ้าถิ่นกับทีมเยือน

Villa Park
ตรงไกลๆ นั่นเป็นจอบอกสกอร์ และมีภาพ replay การทำประตูให้ดู

Villa Park
แฟนบอลวัยรุ่น

แฟนบอลมากันเต็มความจุ 4 หมื่น 2 พันคน ระหว่างที่เกมยังเสมอกันอยู่ 0-0 กองเชียร์ Liverpool ร้องเพลงกันเสียงดังมาก แล้วก็ร้องกันไม่หยุดด้วย สมกับที่ร่ำลือกัน แต่พอโดนยิงลูกแรกเข้าไป เสียงเชียร์ก็เงียบลงทันตาเห็น กลายเป็นกองเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านที่คึกคัก ร้องเพลงเสียงดังข่มจนกระทั่งจบเกม Aston Villa เอาชนะ Liverpool ไปได้ 1-0 ดับความฝันไปเล่นบอลยุโรป (จริงๆ ก็โดนดับฝันตั้งแต่นัดที่แล้วที่แพ้คาบ้านแล้ว)

เนื่องจากว่านัดนี้เป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล บอลเตะพร้อมกันหมดทุกคู่ ก็เลยจบพร้อมกันด้วย ในสนามก็มีประกาศผลคู่อื่นๆ จนพอมาถึงผลคู่ที่ Totenham Hotspurs ชนะ Birmingham City อริร่วมเมืองของ Villa ไปได้ ทำให้ Birmingham ต้องตกชั้นไปเล่นลีกต่ำลงไปอีกด้วย จังหวะนี้แฟนบอลเฮกันสนามแทบแตก ทำให้รับรู้เลยว่าความเป็นอริของสองทีมนี้มันฝังลึกจริงๆ (นึกไม่ออกเลยว่าตอนที่ Alex McLeish ย้ายจาก Birmingham มาคุม Villa มันจะแค้นกันขนาดไหน)

Villa Park
จบเกมแล้วนักบอลฝ่ายเจ้าบ้านเดินออกมาขอบคุณกองเชียร์

Villa Park
พอแฟนบอลออกไปหมด ก็เหลือนักท่องเที่ยวถ่ายรูปอยู่เป็นกลุ่มๆ จนเจ้าหน้าที่มาไล่ บอกว่าจะปิดแล้ว

Villa Park
ออกมาเก็บบรรยากาศรอบๆ สนาม อันนี้เป็นสแตนด์ฝั่ง Trinity Road

Villa Park
จุดขายของที่ระลึก ปิดแล้ว อดซื้อ

ตรงที่จอดรถหลังสนาม มีแฟนบอลเกาะรั้วรอขอลายเซ็นนักบอลทั้งทีมเหย้าและทีมเยือนที่ต้องออกจากสนามมาขึ้นรถ อารมณ์ประมาณวัยรุ่นยืนรอนักร้องเกาหลีอะไรงั้น บางคนใจดีก็มาเซ็นให้ บางคนก็เดินขึ้นรถไปเลย

Villa Park
คนนี้ Mark Albrighton นัดนี้เล่นดีเลย ฤดูกาลหน้าตัวจริงแน่นอน (เพราะทั้ง Young ทั้ง Downing โดนขายไปแล้ว)

Villa Park
ถ่ายป้ายสนามก่อนกลับ

Ticket
ตั๋วพร้อมลายเซ็น Mark Albrighton

ถือเป็นประสบการณ์ได้มาดูบอลอังกฤษถึงถิ่น นักบอลเล่นกันเต็มที่ เทียบกับตอนที่ทีมดังๆ มาเตะโชว์ที่เมืองไทยแล้วคนละเรื่องเลย อันนั้นเล่นกันเหมือนกลัวเหนื่อย

ออกจากสนาม นั่งรถสายเดิมกลับมาในตัวเมือง ถึงเอาตอนประมาณหกโมงกว่าเกือบจะทุ่มนึงแล้ว ปรากฏว่าในเมืองเงียบมาก แทบไม่มีคนเดินไปมาตามถนนเลย คนที่เดินผ่านส่วนใหญ่ก็ท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเหมือนเมืองอื่น แอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนิดๆ

Bullring
รูปปั้นวัวตรง Bullring Shopping Centre สังเกตว่าร้านปิดหมดแล้ว ไม่มีคนเลย

Birmingham
มุมยอดฮิตของห้าง Selfridges ใกล้ๆ

Victoria Square
Victoria Square นกบินเพียบ แต่ไม่มีคน

Birmingham
รูปปั้น Thomas Attwood นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ อยู่แถวๆ Chamberlain Square

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็ไม่ค่อยจะมีคน แล้วบรรยากาศก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก กลัวว่าถ้ากินมื้อเย็นเสร็จออกจากร้านมาตอนมืดๆ จะอันตราย ก็เลยล้มเลิกความคิดจะเดินหาของกินในเมือง รีบเดินกลับที่พัก ไปต้มมาม่ากินดีกว่า

Birmingham
มีน้ำร้อนให้ก็ไม่ลำบากแล้ว

เป็นอันจบการท่องเที่ยวเมืองเบอร์มิงแฮม วันรุ่งขึ้นก็ไปเมืองอื่นอีกแล้ว!

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

UK-FR Trip #9 : Bath / Stonehenge

หลังจากเก็บสถานที่ท่องเที่ยวในลอนดอนไปหลายแห่งแล้ว วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ ย้ายไปที่เมืองบาธ (Bath) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางตะวันตก ห่างออกมาจากลอนดอนประมาณ 156 กิโลเมตร และได้รับการจัดเป็นเมืองมรดกโลก โดย UNESCO ด้วย

นอกเรื่อง – ปัจจุบันมรดกโลกที่จัดโดย UNESCO มีทั้งหมด 913 แห่งทั่วโลก – อ้างอิง

การเดินทางไปบาธก็ไม่ยาก นั่งรถไฟจากสถานี London Paddington ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว

Bath
มาลงที่สถานี Bath Spa

บาธเป็นเมืองที่เดินเที่ยวได้ทั่ว ถนนหนทางน่าเดิน มีการแสดงเปิดหมวกให้ดูเป็นระยะๆ

Bath
เด็กโชว์กีตาร์

Bath
คนนี้โชว์เครื่องดนตรีโบราณ หน้าตาเหมือนกระทะเจาะรู

Bath
ป้ายบอกทางไปสถานที่สำคัญ

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของบาธก็คือ Roman Bath ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงอารยธรรมการอาบน้ำของชาวโรมันที่เคยอาศัยแถวนี้ – ไม่ฟรี เสียค่าเข้า 12 ปอนด์ ราคานี้มี Audioguide ให้ แล้วก็มีโบรชัวร์ภาษาไทยให้ด้วย!

ตรงบริเวณ Roman Bath นี้มีแหล่งน้ำแร่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน พวกคนโรมันโบราณก็เลยมาสร้างเป็นที่อาบน้ำเอาไว้ จนกระทั่งวันที่อารยธรรมโรมันเสื่อมลง ถูกทิ้งร้าง แล้วถึงมีคนยุคหลังมาขุดเจอ พอกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็สร้างครอบซากโรงอาบน้ำโบราณเอาไว้ แล้วทำเป็นทางเดินให้นักท่องเที่ยวเดินดู พร้อมมีส่วนแสดงสิ่งของ เครื่องใช้ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ดูตามทางด้วย

Bath
โฆษณาด้านในตึกที่ซื้อตั๋ว

Roman Bath
บ่ออาบน้ำ มองจากด้านบน

ทางเดินใน Roman Bath เป็น one-way ตามที่เค้าออกแบบไว้ให้เดินแล้ว ไม่ต้องกลัวดูไม่ครบหรือว่าหลงทาง ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 2 ชม.ก็เดินหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะดูรายละเอียดมากแค่ไหน

Roman Bath
แบบจำลองโรงอาบน้ำสมัยยังสมบูรณ์ดีอยู่

Roman Bath
ข้าวของที่ขุดเจอ

ทางเดินข้างในก็จะผ่านจุดต่างๆ เช่นจุดที่เป็นห้องปั๊มน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ฯลฯ แต่ละห้องก็เหลือซากอยู่นิดเดียว แต่ต่อเติมของใหม่เข้าไปเยอะ

Roman Bath
เดินผ่านมาหลายห้อง จนกระทั่งถึงบ่ออาบน้ำหลัก

Roman Bath
คนแต่งคอสเพลย์เป็นชาวโรมันโบราณ ให้นักท่องเที่ยวมาชักภาพคู่ (ฟรี ไม่เก็บเงิน)

Roman Bath
ระวังพื้นลื่น

จะว่าไปแล้ว บาธนี่ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายๆ อย่างถูกทำให้เป็น commercial ไปหมด พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายเสียค่าเข้า แล้วก็ออกจะโฆษณาเกินจริงไปหน่อย ดูแล้วอาจจะรู้สึกไม่ค่อยคุ้ม บางอย่างก็ติดจะดู fake ไปบ้าง แต่บรรยากาศโดยภาพรวมก็เป็นเมืองที่น่ารักดี

Bath
บรรยากาศตามท้องถนนคนเดิน

Bath
นักดนตรีเปิดหมวกเยอะมาก มีทุกมุมเมือง

เดินมาจนถึงแม่น้ำ Avon ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ไหลผ่านกลางเมือง จะเจอกับ Pulteney Bridge ซึ่งเป็นสะพานที่มีอาคารร้านค้าอยู่บนตัวละพานเลย

Pulteney Bridge
Pulteney Bridge และแม่น้ำ Avon

บนสะพานเจอ Cafe น่านั่งร้านนึง ก็เลยแวะฝากท้องมื้อกลางวัน

Coffee
มื้อนี้ไม่หิวมาก กินพออยู่ท้อง

Bath
อันนี้เป็น Quiche มั้ง

Bath
ขนมปัง แฮม ชีส ผัก ธรรมดาๆ

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอังกฤษคือ Stonehenge อยู่ไม่ไกลจากเมือง Bath นัก แต่ไม่มีรถสาธารณะวิ่งผ่าน ถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องซื้อทัวร์ไป มีหลายยี่ห้อให้เลือก ที่เลือกซื้อก็เป็นของ Scarper Tours เพราะเวลา match พอดี ถึงเวลาก็ไปรอขึ้นรถที่ข้างๆ Bath Abbey

Bath
ผ่านสวนสวยๆ มีคนมาปิคนิค

Bath Abbey
จุดขึ้นรถนำเที่ยวก็อยู่ข้างๆ Bath Abbey นี่แหละ

รถนำเที่ยวก็เป็นรถตู้คันใหญ่หน่อย ทัวร์กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 16 คน นั่งในรถได้สบายๆ คนขับรถทำหน้าที่เป็นไกด์ไปด้วย ระหว่างทางที่ขับไป Stonehenge ถ้าผ่านจุดน่าสนใจก็จะบรรยาย เล่าประวัติให้ฟัง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง Stonehenge

ทิวทัศน์ข้างทางก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไหร่ เส้นทางขึ้นอยู่กับทัวร์ที่ซื้อ บางเจ้าก็จะผ่านหลายที่หน่อย หรือมีแวะจอดให้ลงเที่ยวด้วย ส่วนทัวร์ที่ซื้อเป็นแบบถูก ผ่านแค่ไม่กี่จุด มีผ่านหมู่บ้านเก่า ผ่านฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ฟาร์มหมูออแกนิค ที่เป็นของแปลกคือ Hill Figure รูปม้าขาว แต่มันอยู่ไกลนิดนึง นั่งรถผ่านแล้วเห็นลิบๆ พอเป็นรูปม้า กับอีกอย่างหนึ่งคือ Crop circle ซึ่งช่วงที่ไปมันไม่มีให้ดู ก็เลยอด

Bath
บรรยากาศข้างทางก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

Old Jamaica
เบียร์รสขิงจาไมก้า ซื้อติดมากิน พบว่าไม่มีรสแอลกอฮอลล์สักนิดเดียว

Stonehenge
มาถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว

Stonehenge
กองหินตั้งอยู่ได้ มหัศจรรย์จริงๆ เลย!

บริเวณ Stonehenge จะมีถนนให้เดินวนรอบ แล้วก็มีรั้วเตี้ยๆ กั้นไว้ไม่ให้เดินเข้าไปใกล้มาก นักท่องเที่ยวก็เดินวนชักภาพได้จากระยะไกลเท่านั้น เข้าไปปีนป่ายหินไม่ได้ โชคดีที่วันที่ไปอากาศเป็นใจ ท้องฟ้าใส เมฆสวย แดดไม่แรง มีฝูงแกะเล็มหญ้าอยู่ลิบๆ เหมาะกับการถ่ายรูปมาก

ถัดออกมาเป็นจุดบริการนักท่องเที่ยว มีจุดขายตั๋วเข้าชม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องน้ำ ที่จอดรถ เรียกได้ว่าครบวงจร

Stonehange
มีป้ายบอกราคาและเวลาปิดเปิดครบ

Stonehenge
Welcome to Stonehenge

ทัวร์จอดให้เดินเที่ยว ถ่ายรูปอยู่ชั่วโมงนึง แล้วก็กลับ พอกลับมาถึงแล้วก็เดินไปดู Royal Crescent ต่อเลย

Bath
ทางเดินในเมือง

Bath
มีร้านน่ารักๆ เยอะดี ถ้าผู้หญิงมาเที่ยวคงชอบกัน

Royal Crescent
ถึง Royal Crescent แล้ว ลักษณะเป็นอาคารรูปครึ่งวงกลม ทอดยาวประมาณ 200 เมตรได้

Royal Cresent
ด้านหน้าเป็นสนามหญ้ากว้างใหญ่ มีคนพาหมามาเดินเล่น มานั่งปิคนิค กันเป็นกลุ่มๆ

จบจาก Royal Crescent แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น ลองถามพนักงานที่ Hostel ดูว่า อยากกิน Fish & Chips อร่อยๆ เค้าแนะนำให้มาที่ร้านชื่อ Seafoods

Fish & Chips
จานนี้เป็นปลา Haddock ทอดกรอบกำลังดี แป้งบางกำลังเหมาะ บีบมะนาว กินกับ chips

Fish & Chips
อันนี้เป็นแซลมอนกับสลัด กรอบอร่อยไม่แพ้กัน

สรุปว่าร้านนี้ ปลาอร่อย ทอดกรอบกำลังดี ไม่มีอมน้ำมัน ติดตรง chips ที่ยังธรรมดาไปหน่อย รวมสองจานบวกเบียร์ดำอีกหนึ่ง pint ราคาอยู่ที่ 20 ปอนด์ อิ่มกำลังดี

กินเสร็จแล้วเดินเที่ยวต่ออีกหน่อยเพื่อให้อาหารย่อย

UCL Final
ป้ายโฆษณาหน้าผับที่จะมีถ่ายทอดนัดชิง Champions League

Avon
แม่น้ำ Avon และ Pulteney Bridge จากอีกด้านหนึ่ง

Pulteney Bridge
เดินเลียบแม่น้ำไปทาง Pulteney Bridge ได้ มีนกนางนวลเยอะเลย

Pulteney Bridge
มีทางเดินเล็กๆ ให้กลับขึ้นมาบนตัวละพานได้ ถ้าไปไหนต่อไม่ถูกก็ดูเอาจากป้าย

เสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าที่พัก เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน ยังเหลือที่เที่ยวอื่นในเมืองอีกที่ยังไม่ได้ไป แต่ด้วยเวลาที่จำกัด วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปเมืองอื่นแล้ว

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

UK-FR Trip #8 : Tate Modern / Borough Market / Trafalgar Square

บันทึกการไปเที่ยวอังกฤษ ต่อจากตอนที่แล้ว ยังอยู่เที่ยวในลอนดอนต่อ

การวางแผนการท่องเที่ยวยาวๆ หลายวัน ในยุคนี้มันก็มีตัวช่วยอยู่หลายอย่าง มีอยู่เว็บนึงที่ใช้ได้ดีมากคือ TripIt

TripIt สามารถบันทึกแผนการเดินทางได้ว่าวันไหนจะพักที่ไหน เดินทางไปไหนยังไง เหมาะกับคนที่วางแผนการเดินทางไปหลายที่ใน trip เดียว สิ่งที่เป็น killer feature ของเจ้านี่คือ เราสามารถ forward อีเมล confirm การจองตั๋วเครื่องบิน, ตั๋วรถไฟ, หรือที่พัก เข้าไปยัง address ของ TripIt แล้วตัวระบบจะเอาข้อมูลใส่ลง plan ของเราให้อัตโนมัติ และ plan นี้เราสามารถเปิดดูได้ผ่านทางหน้าเว็บ หรือ App บน Android / iPhone / iPad ก็ได้ ทำให้การเดินทางคล่องตัวขึ้นเยอะ

Trip It
ตัวอย่าง Plan มีข้อมูลที่พัก เวลา การเดินทาง แผนที่ พยากรณ์อากาศให้ครบครัน

เว็บ TripIt นี่ใช้ฟรี App ก็โหลดฟรีด้วย ใครจะเดินทางก็ลองเล่นดูได้

เริ่มต้นการเดินทางจากที่พักแถวสถานีรถไฟ King’s Cross ถ้าคนที่เคยดูหนัง Harry Potter จะเห็นว่า หน้าตามันไม่เหมือนในหนัง เพราะจริงๆ แล้วในหนังเลือกถ่ายทำภายนอกที่สถานี St.Pancras ซึ่งอยู่ติดกันแทน (ห่างกันแค่ข้ามถนน ชั้นใต้ดินก็แชร์สถานี underground ร่วมกัน) อาจจะเพราะเหตุผลว่า St.Pancras มันสวยกว่า

King's Cross
สถานี King's Cross

ตอนที่ไปเที่ยวช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สถานี King’s Cross มีการปรับปรุงซ่อมแซมหลายจุด เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพงานโอลิมปิก 2012 ทำให้ชานชาลา 9 3/4 โดนปิดซ่อมไปด้วย แต่ทางสถานีก็เห็นใจแฟนๆ หนังสือทำกำแพงเลียนแบบ เอามาให้ถ่ายรูปแก้ขัดกันไปได้ ถ้าไปแล้วหาไม่เจอลองถามพนักงานแถวนั้นดู แค่อ้าปาก ยังไม่ทันจะถามอะไร เค้าเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็ถามสวนมาเลยว่า “Harry Potter ใช่มั้ย?” คงเจอแบบนี้มาเยอะจนเบื่อ

Jack Daniel
โฆษณาในสถานี ไม่ต้องมีแถบดำคาดแล้วบอกว่าสุราเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Kindle
Kindle ที่นี่ขาย 111 ปอนด์ (รุ่น Wi-Fi) กับ 152 ปอนด์ (รุ่น 3G)

สำหรับแผนการเที่ยวลอนดอนวันนี้ เริ่มต้นตอนเช้าที่ St.Paul’s Cathedral เป็นวิหารที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบ Baroque ซึ่งก็เป็นสไตล์ที่นิยมในยุโรปอยู่ยุคหนึ่ง ที่ประเทศอื่นก็มีสิ่งก่อสร้างหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี St.Paul’s

St.Pauls' Cathedral
ต้นไม่ในสวนครึ้มทีเดียว

St.Paul's Cathedral
ด้านหน้าวิหารมีเด็กมาทำกิจกรรมวาดรูปด้วย

เนื่องจากด้านในวิหารต้องเสียค่าเข้า (14.5 ปอนด์) และห้ามถ่ายรูปด้วย ก็เลยเดินวนถ่ายรูปรอบๆ ก็พอ

จากวิหาร St.Paul’s เดินมาทางแม่น้ำเทมส์เรื่อยๆ ก็จะเจอกับสะพาน ชื่อว่า Millenium bridge ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2000 และถูก Death Eater ทำลายทิ้งไปในฉากเปิดเรื่อง Harry Potter ภาค 6

London
เดินออกมาจาก St.Paul's แล้ว

Millenium Bridge
สะพาน Millenium Bridge โดมที่เห็นนั่นคือโดมของวิหาร St.Paul's

Millenium Bridge
วิวแม่น้ำเทมส์ ถ่ายจากบนสะพาน

อีกฟากหนึ่งของสะพาน Millenium Bridge เป็นโรงไฟฟ้าเก่า ที่ถูกเอามาปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ชื่อว่า Tate Modern

Tate Modern
อีกฟากหนึ่งของสะพานเป็น Tate Modern

Tate Modern
เข้าฟรีอีกแล้ว

Tate Modern
บรรยากาศภายใน สมกับเป็นโรงไฟฟ้าเก่า โถงตรงนี้เรียกว่า Turbine Hall

ผลงานที่จัดแสดงที่ Tate Modern นี่ก็เป็นไปตามชื่อ คือเป็นผลงานยุค Modern / Contemporary art ตั้งแต่ยุค 1900 เป็นต้นมา มีงานของทั้ง Monet, Matisse, Picasso ไปจนถึง Warhol

Tate Modern
ส่วนจัดแสดงงานอยู่สองข้างของห้องโถงแต่ละชั้น ตรงกลางเป็นบันไดเลื่อน

Tate Modern
Whaam! กับ Unique Forms of Continuity in Space

บางช่วงเวลา จะมีไกด์บรรยายที่มาที่ไป ประวัติและเกร็ดของงานเด่นๆ ให้ฟรีด้วย (ภาษาอังกฤษแบบฟังไม่ยาก) ขนาดของพิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่มาก คนไม่เยอะเท่า British Museum เดินได้สบายๆ แต่อาจจะเจอกลุ่มเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา

เดินดูเสร็จแล้วก็ออกมาเดินข้างนอก หาของกินมื้อเที่ยงโดยเดินเลียบแม่น้ำเทมส์มาทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ เพื่อไป Borough Market

Tate Modern
ลานด้านหน้า Tate Modern เป็นสนามหญ้าให้คนพักผ่อนได้

Bicycles
เจอจุดจอดจักรยานเช่าอีกแล้ว

Borough Market
ถึง Borough Market แล้ว

Borough Market เป็นตลาดขายของกินนานาชนิด การเข้าไปเดินในช่วงที่กำลังหิวจะรู้สึกว่า น่ากินไปเสียหมดทุกอย่าง

Borough Market
แผนที่บอกโซนตลาด

Borough Market
เนื้อหมูป่าดี หรือเนื้อกวางดี

Borough Market
แกงมาเลย์ แกงไทย แกงอินเดีย มีขาย มีให้ชิม

Borough Market
ปลาทูน่า ปลากระโทงแทง ปลากะพง ปลาแซลมอน

Borough Market
เห็ดหลากชนิด

Borough Market
เครื่องดื่มมากมาย

Borough Market
พื้นที่โฆษณา

Borough Market
ร้านนี้ขายเนื้อด้วย ขายเบอร์เกอร์ด้วย

ร้านส่วนใหญ่ใน Borough Market จะออกแนวตลาดสด ไม่มีโต๊ะนั่ง ต้องซื้อออกมาหาที่นั่งว่างๆ ตรงโซนที่เค้าจัดไว้ให้นั่งกินอาหารเอาเอง

Borough Market
อาหารกลางวันเป็น เบอร์เกอร์เนื้อวัว ใส่ไข่ดาวด้วย

Borough Market
อันนี้เบอร์เกอร์เนื้อแกะใส่เห็ด

อิ่มท้องแล้วก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Charing Cross เพื่อไปยัง National Gallery และ National Portrait Gallery

ภาพเขียนที่จัดแสดงใน National Gallery มีงานของพวกบิ๊กเนมเพียบ ทั้งของศิลปินอังกฤษ, ดัทช์, อิตาลี, ฝรั่งเศส ฯลฯ ไล่มาตั้งแต่ Da Vinci, Michelangelo, Raphael (ขาด Donatello อีกคนก็ครบขบวนการเต่านินจาแล้ว), Vermeer, Rembrandt, Renoir, Van Gogh, Delacroix ฯลฯ ถ้าจะไปแล้วมีเวลาน้อยแนะนำให้เลือกดูเฉพาะ 30 ภาพไฮไลท์ ที่เว็บ National Gallery คัดเลือกมาให้ วันที่ไปมีปิดห้องเล่นดนตรี (เปียโน / โอเปรา) ให้คนดูได้ชมฟรีด้วย

ค่าเข้าฟรี แต่น่าเสียดายตรงที่ว่าข้างในเค้าห้ามถ่ายรูป เลยถ่ายมาลง blog ไม่ได้ แต่ถ้าใครอยากดูสามารถเปิดดูได้จากเว็บ Google Art Project ก็ได้ไม่ต้องบินไปดูถึงลอนดอน

ถ้าใครมี iPhone หรือ iPad สามารถโหลด App ของ Natioan Gallery มาช่วยเป็นไกด์ก็ได้ ราคา $2.99

Charing Cross
โฆษณา National Portrait Gallery ในสถานี Charing Cross

National Gallery
ด้านหน้าของ National Gallery อยู่ติดกับ Trafalgar Square เลย

ใกล้ๆ กับ National Gallery ก็ยังมีอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งคือ National Portrait Gallery เป็นที่รวมภาพเขียนบุคคลของอังกฤษ มีทั้งราชวงศ์ อำมาตย์ นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และคนดังต่างๆ ความสวยงามของภาพอาจจะสู้ของ National Gallery ไม่ได้ แต่ถ้าไล่ดูตามลำดับเวลามาเรื่อยๆ ก็จะได้เห็นความเป็นมาของอังกฤษมากกว่า

ค่าเข้าฟรี ภายในห้ามถ่ายรูป มี App นำเที่ยวบน iPhone / iPad ราคา $1.99

จบแล้วก็ออกมาถ่ายรูปเล่นแถว Trafalgar Square

London 2012
นับถอยหลัง London Olympic 2012

Trafalgar Square
รูปปั้นสิงโต เสาหินด้านหลังนั่นคือ Nelson's Column

Trafalgar Square
ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ชอบปีนขึ้นไปถ่ายรูป

Syria
มีคนโบกธงชาตซีเรีย น่าจะประท้วงอะไรสักอย่าง

มื้อเย็นก็เดินไปฝากท้องที่ China Town เป็นร้านที่มีสหายที่เคยอาศัยอยู่ในลอนดอนแนะนำมา ชื่อร้าน Misato

Misato เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ขนาดคูหาเดียว แต่ดูจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียง ตอนที่ไปถึงมีคนยืนรอคิวหน้าร้านประมาณสิบคนได้

China Town
ยืนรอคิวหน้าร้าน ก็ถ่ายรูปเล่นไปพลางๆ

ยืนทนอากาศหนาว รอคิวสักพักนึงก็ได้เข้าไปนั่งในร้าน (สังเกตว่าในลอนดอน คนส่วนใหญ่จะ obsess กับการเข้าคิวมาก ไปที่ไหนก็เจอคนเข้าคิวตลอด บ้านเราน่าจะเอาอย่าง) ในร้านคนเยอะ โต๊ะค่อนข้างเบียด พนักงานเสิร์ฟส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนไทย

Misato
ข้าวสเต็กไก่เทริยากิ

Misato
เต้าหู้อะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้

Misato
ชุดปลาดิบ

Misato
เบียร์วันนี้ : Sapporo

สรุปราคาก็พอๆ กับร้านอื่นใน China Town แต่จุดเด่นของ Misato คือให้เยอะมาก กินจนอิ่ม แต่รสชาติก็ค่อนข้างธรรมดา ประมาณฟูจิบ้านเรา เมื่อกลับไปถามสหายคนเดิมว่าทำไมแนะนำร้านนี้ คำตอบที่ได้ก็คือ เพราะว่าเค้าให้เยอะน่ะแหละ

จบไปอีกหนึ่งวัน กลับที่พักเตรียมตัวออกเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งวันพรุ่งนี้

รวมลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #7 : British Museum / Roundhouse

เที่ยวอังกฤษกันต่อ ตอนที่ 7 แล้ว ลิงก์ไปตอนเก่าๆ อยู่ท้ายตอนครับ

ที่แรกที่จะไปวันนี้คือ British Museum พิพิธภัณฑ์ชื่อดังของอังกฤษ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของหายากที่อังกฤษไปขนมาจากประเทศอาณานิคมของตัวเอง+ประเทศอื่นๆ ทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ยุคสมัยที่ตัวเองยิ่งใหญ่ มีของแปลกๆ เยอะขนาดที่ว่าเดินทั้งวันก็ดูไม่หมด รวมของที่จัดแสดงทั้งหมดกว่าแปดล้านชิ้น

วิธีการเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Holborn แล้วเดินต่ออีกหน่อยนึงก็จะถึง

St.Pancras
เริ่มต้นที่สถานี St.Pancras

Escalator
ขึ้นลงบันไดเลื่อน ให้ชิดขวาเสมอ

สังเกตว่าในสถานี tube ของลอนดอนจะมีป้ายบอกตลอดว่า ให้ยืนชิดขวา หรือเดินชิดกำแพงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อความเป็นระเบียบและทำให้คนที่เร่งรีบมีทางเดิน ไม่ต้องไปกลัวว่าจะมีพวกคนเดินเอ้อระเหยขวางทาง มีอยู่หนนึงเจอนักท่องเที่ยวยืนสองคนขวางตรงบันไดเลื่อน ทำเอาคนที่กำลังรีบ (หลายคน) ถึงกับต้องตะโกนบอกให้หลีกทาง

เห็นแล้วก็อยากให้บ้านเราเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างน้อยตรงบันไดเลื่อนก็ติดป้ายไว้สักหน่อยว่าให้ยืนชิดด้านไหนสักด้านก็ยังดี

Jack Daniel
ร้านขายของน่ารัก ระหว่างทางเดินไป British Museum

Royal Wedding
ของที่ระลึก เกาะกระแส Royal Wedding ที่เพิ่งผ่านไป

British Museum
มาถึงด้านหน้า British Museum แล้ว

British Museum ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของอังกฤษ นั่นคือไม่เก็บค่าเข้า ส่วนใครจะบริจาคก็แล้วแต่ศรัทธา

British Museum
เข้ามาข้างในแล้วก็จะเป็นตรงที่เรียกว่า The Great Court

ด้านในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็นโซนคร่าวๆ ตามอารยธรรมต้นกำเนิดสิ่งของ เช่นกรีก โรมัน อียิปต์ เอเชีย เลือกดูได้ตามความสนใจ แต่ถ้าเวลาน้อยก็ควรเลือกดูเฉพาะงานชิ้นเด่นๆ ในเว็บของพิพิธภัณฑ์มีคู่มือให้ว่า ถ้ามีเวลาน้อยควรดูอะไรบ้าง หรือถ้าเวลาเยอะขึ้นมาหน่อย ควรดูอะไร

Serpent
Turquoise serpent จากอาณาจักร Aztec

โมอาย
โมอาย

Mummy
มัมมี่สภาพสมบูรณ์มาก

ของเด็ดประจำ British Museum อย่างหนึ่งคือส่วนของมัมมี่และอารยธรรมอียิปต์โบราณที่มีเยอะมากๆ จนเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าที่อียิปต์มันจะยังเหลืออะไรไว้ให้จัดแสดงอยู่อีกบ้างไหม

Cat
แมวอียิปต์

Chess
ชุดหมากรุกทำจากงาช้าง

เดินดูจนหิว ได้เวลาหาของกิน อันที่จริงแล้วในพิพิธภัณฑ์มันก็มีของกินขาย แต่ก็ด้วยเหตุผลเดิมๆ คือมันแพง ออกมาหากินข้างนอกดีกว่า ก็ไปลงเอยที่ร้านอาหารจีนราคาถูกใกล้ๆ (จำชื่อไม่ได้แล้ว)

London
ผับหลายแห่งเริ่มเปิดให้จองโต๊ะ สำหรับมานั่งดูนัดชิง UCL

London
ข้าวหน้าเป็ดย่างหมูแดง

London
จานนี้จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร หน้าตาคล้ายๆ ผัดเปรี้ยวหวานบ้านเรา มีชามะนาวอยู่ในเซตด้วย

London
ซุปข้างขวารวมอยู่ในเซตด้วย แต่ซุปข้าวโพดด้านซ้ายไม่รวม

เติมพลังเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาเดินใน British Museum ต่อ

British Museum
ตัวอักษรอียิปต์โบราณ

British Museum
ดรามาในสมัยก่อน

British Museum
หนังสือโป๊ญี่ปุ่น

British Museum
กระโหลกแก้ว

British Museum
ถ้วยพลัง Y

โปรแกรมของวันนี้ หลังจากเดิน British Museum จบแล้วก็คือไปดูคอนเสิร์ตของ Explosions in the Sky ที่ The Roundhouse ระหว่างรอให้ถึงเวลาก็เดินเล่น ชักภาพไปเรื่อยๆ

London
ป้ายสถานี London Underground ใครมาเที่ยวก็ต้องถ่ายไว้

London
จักรยานเช่า สนับสนุนโดยธนาคาร Barclays (ที่เป็นสปอนเซอร์บอลพรีเมียร์ลีกน่ะแหละ)

London
ตู้โทรศัพท์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของลอนดอน ส่วนใหญ่ข้างในจะเหม็นฉี่ แล้วก็มีโฆษณาแบบนี้

London
ที่นี่คนมาผับกันตั้งแต่กลางวัน ถ้าที่นั่งข้างในเต็ม ก็ออกมายืนกินข้างนอกได้

London
ร้านหนังสือสำหรับเกย์และเลสเบี้ยน

London
ร้านนี้สวยดี แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าขายอะไร

ใกล้เวลาคอนเสิร์ตจะเริ่ม ก็เดินทางไปที่ The Roundhouse ซึ่งเป็นที่จัดคอนเสิร์ต หน้าตาตัวตึกเป็นโดมกลมๆ ขนาดน่าจะเล็กกว่าอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมากบ้านเราสักเล็กน้อย อยู่ทางตอนเหนือของลอนดอน หลุดจากโซนแหล่งท่องเที่ยวออกมาหน่อย การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงสถานี Chalk farm

London
Graffiti แถว Chalk Farm

มาถึงที่ The Roundhouse ก็เอาบัตรเครดิตใบที่ใช้ซื้อตั๋วยื่นให้ที่ counter ออกตั๋ว เค้าก็จะตรวจสอบรายชื่อแล้วเอาตั๋วมาให้ ใช้ผ่านเข้าไปในโซนจัดคอนเสิร์ต ตรงนี้ห้ามเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เข้า ให้ไปซื้อกินข้างในเอาเอง (pint ละประมาณ 4 ปอนด์)

Roundhouse
ด้านในก่อนเข้าไปใน hall มีของที่ระลึกทั้งของ Roundhouse เองและของทางวงขาย

Roundhouse
บรรยากาศด้านนอก มีแต่คนกินเบียร์รอ

London
เข้าไปใน hall แล้ว เห็นโครงสร้างทรงกลมของตัวอาคาร

Roundhouse
ซื้อตั๋วช้า ได้แถวหลังสุดเลย

Explosions in the Sky เป็นวง post-rock จาก Texas เพลงที่เล่นเป็นเพลงบรรเลงทั้งหมด แล้วก็มีหลายเพลงที่ถูกเอาไปประกอบรายการทีวีบ้าง สารคดีบ้าง ตัวอย่างหนังบ้าง ล่าสุดที่เห็นก็ในคลิป At the Gates of Wembley ที่บาร์เซโลนาใช้เป็นคลิปโปรโมทนัดชิง UCL ปีนี้

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วผ่านเว็บ แต่เพิ่งมาซื้อเอาตอนที่จัดโปรแกรมท่องเที่ยวชัวร์แล้วว่าวันที่มีคอนเสิร์ต จะอยู่ที่ลอนดอน ถึงค่อยซื้อตั๋ว ผลที่ได้ก็คือได้แถวหลังสุดนั่นเลย ค่าตั๋ว 20 ปอนด์

หลังจากวงเปิดเล่นเสร็จไปแล้ว Explosions in the Sky ขึ้นเวทีมา มีพูดคุย ทักทาย สวัสดีคนดูเล็กน้อย แล้วก็เล่นรวดเดียวจบ ไม่มีพัก ไม่มีคุยอะไรกับคนดูเลย (มันเป็นธรรมชาติของวงแนวนี้หรือเปล่า?) เล่นจบ ขอบคุณคนดูนิดหน่อยแล้วก็กลับไปเลย

Roundhouse
ก้มหน้าก้มตา เล่นกันอย่างเดียว

Roundhouse
สถานที่ดี ระบบเสียง-แสงดี

Roundhouse
คอนเสิร์ตจบ คนกลับบ้าน

Roundhouse
โฆษณาคอนเสิร์ต iTunes Festival วงดังๆ เพียบ

ออกจาก Roundhouse มาก็มืดแล้ว นั่ง tube กลับที่พัก โปรแกรมวันต่อไปยังมีอีกเยอะ

รวมลิงก์ตอนเก่า