UK-FR Trip #19 : Notting Hill / Portobello Road

ทริปที่ไปตั้งแต่สองปีที่แล้ว ควรจะเขียนตอนสุดท้ายให้จบๆ สักที จะได้ถึงคิวเขียนถึงทริปอื่นบ้าง

วันสุดท้ายในทริปไปเดินชิลๆ ที่แถบ Notting Hill วิธีเดินทางง่ายๆ คือนั่ง tube ไปลงสถานี Notting Hill Gate


สถานี Notting Hill Gate

Notting Hill อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน เป็นย่านตลาด บ้านเรือนสีสวย ขายของน่ารักๆ อารมณ์ประมาณในหนัง Notting Hill น่ะแหละ


รถเก่า เอามาขายขนมปัง


ร้านขายของเก่า

ถนนสายหลักในย่านนี้คือ Portobello Street ร้านค้าส่วนใหญ่แถวนี้จะขายของเก่า เสื้อผ้า ผักผลไม้

 


ตึกหลากสีมาก


ทาสีเป็นลายธงชาติก็มี

บนถนน Portobello นี้มีจุดน่าสนใจสำหรับคนชอบอ่านหนังสืออยู่จุดนึง คือจะมีบ้านที่ George Orwell นักเขียนชื่อดังเจ้าของเรื่อง 1984 เคยอาศัยอยู่ จุดสังเกตคือมีแผ่นกลมๆ สีน้ำเงินแปะอยู่


Orwell lived here

สำหรับแฟนหนัง Notting Hill ก็จะมีร้านหนังสือประตูสีฟ้า The Travel Bookshop ที่เป็นร้านของพระเอกในเรื่อง อยู่ในย่านนี้ด้วย


The Travel Bookshop


Portobello Road

เดินจนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเที่ยง ลองเปิดหาเอาจาก Google Maps ก็มีร้านน่าสนใจอยู่ใกล้ๆ ก็เลยลองไปกินดู เป็นร้านอาหารสเปนชื่อ El Pirata Detapas


มีเซตเมนูสำหรับมื้อเที่ยง ราคาพอรับได้


โฆษณาบอกสรรพคุณ ไม่มีดาวมิชชิลินแต่ก็ได้ recommend


บรรยากาศในร้าน


ขนมปัง


ไส้กรอกอะไรสักอย่าง น่าจะเป็น chorizo อร่อยดี


อันนี้มีครีม ไข่ปลา ข้างในเป็นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ แต่อร่อย


อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยอีกเหมือนกัน


น่าจะเป็นปลาทอด


มี house wine ให้ในเซตด้วย

ถือเป็นร้านอาหารสเปนร้านแรกที่เคยกิน ใครไปแถวนั้นแล้วอยากลอง ก็ดูแผนที่/เวลาปิดเปิด ได้จากหน้านี้

จบจากมื้อกลางวันแล้วก็ไปทำธุระ รับฝากของจากมิตรสหายท่านหนึ่งกลับมาเมืองไทย แล้วก็ได้เวลาไปสนามบิน


ผ่านแถว Queensway แว้บๆ


ผ่านร้านเป็ดยอดนิยมของคนไทย


จัดการธุระเสร็จแถวๆ Marylebone

จนกระทั่งถึงเมืองไทยก็ไม่ได้ถ่ายรูปอื่นอีกเลย ทริปนี้มันก็เลยจบเอาดื้อๆ ที่ตรงสถานีนี้น่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #18 : Tate Britain / Imperial War Museum / Belle and Sebastian

เป็นการดองบล็อกยาวข้ามปีแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ในที่สุดก็กลับมาเขียนเรื่องเที่ยวของวันเกือบสุดท้ายในลอนดอนต่อแล้ว

สถานที่แรกที่ไปเที่ยววันนี้คือ Tate Britain (คนละอันกับ Tate Modern แต่อยู่ในเครือเดียวกัน) วิธีเดินทางง่ายๆ ก็นั่ง tube ไปลงสถานี Plimlica แต่วันนี้ลองนั่งรถบัสชมเมืองดูบ้าง


ร้านขายของเล่น Dark Sphere ชื่อเท่ดี มีการ์ดเกมขายด้วย


โฆษณาเบียร์ Heineken บอกว่ากินไวน์มันไม่สนุกและบ้าเท่ากินเบียร์หรอก


ในที่สุดก็มาถึงด้านหน้าของ Tate Britain


The Home of British Art

ผลงานที่จัดแสดงภายในก็อย่างที่ชื่อบอกไว้ นั่นคือ Home of British Art เน้นงานศิลปะของศิลปินอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งถ้าไม่ค่อยรู้จักศิลปินอังกฤษ (เช่น Blake, Turner, Constable) ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่

ดูงานที่ Tate Britain เสร็จแล้วเดินออกมาจะเจอกับจุดจอดจักรยานเช่า วันนี้ก็ลองปั่นจักรยานดูสักหน่อย โดยการใช้งานก็เดินไปจิ้มที่จุดจอดจักรยาน เสียบบัตรเครดิตหรือเดบิตเข้าไป จากนั้นเครื่องจะให้รหัสปลดล็อกจักรยานมา เพื่อเอาไปปลดล็อก เอาจักรยานมาขี่ได้ โดยจะเสียค่าบริการครั้งแรก 1 ปอนด์ต่อ 24 ชั่วโมง และสามารถใช้งานจักรยานได้ 30 นาที ถ้าเอาจักรยานไปเก็บที่จุดจอด (ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วเมือง) ภายใน 30 นาทีก็ไม่เสียอะไรเพิ่ม (ระบบจะหักเงินจากบัตรเครดิต/เดบิตของเรา) ถ้าเกิดว่าเราเอาจักรยานไปเก็บแล้ว กดรหัสเอาออกมาใหม่ ภายใน 24 ชั่วโมงก็จะไม่เสียค่าบริการ ซึ่งถ้า manage ดีๆ แล้ว เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยเสียค่าเช่าแค่ 1 ปอนด์เท่านั้น (คือต้องเอาจักรยานไป dock ที่จุดจอดทุกๆ 30 นาที) ก็เป็นอีกทางเลือกให้คนชอบปั่นจักรยาน ซึ่งถนนหนทางในลอนดอนก็ทำออกมาค่อนข้างเป็นมิตรกับนักปั่นอยู่ และไม่มีรถราใหญ่ๆ ให้น่ากลัว

อีกปัจจัยคือ การเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวถัดไป คือ Imperial War Museum มันเดินทางลำบาก (วันอาทิตย์ tube บางเส้นทางปิดทำการ ถ้าจะนั่งก็ต้องอ้อมเยอะ)

ปั่นข้ามแม่น้ำเทมส์มาได้สักพัก ก็มาถึง Imperial War Museum


ด้านหน้า Imperial War Museum

Imperial War Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานเกี่ยวกับสงครามในยุคสมัยก่อน ที่เน้นเป็นหลักก็ส่วนของสงครามโลกครั้งที่สอง


ส่วนหนึ่งจากกำแพงเบอร์ลิน

ด้านในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นหลายชั้น โถงด้านหน้าเป็นส่วนแสดงอาวุธสงครามทั้งรถถัง และเครื่องบินรถแบบต่างๆ ส่วนด้านในจะเป็นส่วนแสดงประวัติศาสตร์ของสงคราม


เครื่องบินรบสมัยสงครามโลก

ส่วนที่น่าสะเทือนใจมากๆ ในการชมพิพิธภัณฑ์นี้คือ ส่วนแสดงงานจะค่อยๆ เล่าถึงความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นความโหดร้ายของสงครามและ build คนดูไปจนกระทั่งถึงห้องใหญ่ที่เป็น climax ของงานคือห้องที่พูดถึงค่ายกักกันของนาซี ดูแล้วขนลุกมากๆ

กว่าจะออกมาจาก War Museum ก็เย็น ซึ่งตอนค่ำวันนี้มีภารกิจต้องไปดูคอนเสิร์ตอีกงานหนึ่ง ซึ่งจองตั๋วไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทยแล้ว นั่นคือคือคอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้ม Write About Love ของวง Belle and Sebastian

Belle and Sebastian เป็นวงอินดี้ชื่อดังจาก Glasglow ซึ่งมีฐานแฟนเพลงในบ้านเราออกจะเยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่เคยมีวี่แววว่าจะมาแสดงสดในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น การเดินทางมาดูถึงลอนดอนนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากอยู่

ซื้อตั๋วล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนจะมา ได้ในราคาตั๋ว 2 ใบ 54.5 ปอนด์ สถานที่แสดงก็เล่นที่ Roundhouse ที่เดียวกับที่ดู Explosions in the Sky

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เลยได้ที่ค่อนข้างดี เกือบจะติดขอบเวทีเลยทีเดียว


สินค้า Merchandise หน้างาน ไม่ได้ซื้อเพราะว่ามันแพง T-T


วงเปิด ชื่ออะไรไม่รู้ จำไม่ได้


Belle and Sebastian มาแล้ว


เห็น Staurt Murdoch กันชัดๆ


คอนเสิร์ตจบ แก้วเบียร์เกลื่อน

เพลงส่วนใหญ่ที่เล่นจะเน้นไปที่อัลบั้มล่าสุดกับอัลบั้มแรก ดูจบแล้วรู้สึกคุ้มค่าตั๋วมาก ไม่ต้องมาหวังลมๆ แล้งๆ ว่าวงจะมาเล่นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เมื่อไหร่

คอนเสิร์ตจบก็นั่ง tube กลับที่พัก ในสถานีเจอป้ายโฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage น่าดูดีเหมือนกัน มีวงที่อยากดูหลายวง แต่ก็ไม่มีโอกาสแหละนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องกลับไทยแล้ว


โปสเตอร์โฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage

ดองไว้นานมาก ตอนถัดไปตอนสุดท้ายละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #17 : Eurostar / Abbey Road / Tower Bridge

ในที่สุดก็มาถึงวันสุดท้ายในปารีส ขนาดว่าใช้เวลาไปตั้ง 6 วันแล้ว ยังเที่ยวได้ไม่ทั่วเลยด้วยซ้ำ มีอีกหลายที่ที่อยากไปแต่ก็ไม่ได้ไป ด้วยเหตุผลประการต่างๆ อยู่ไกลบ้าง เดินทางลำบากบ้าง ไม่มีเวลาบ้าง เช่น

  • L’Opéra - โรงละครโอเปรา ที่ด้านในมีสถาปัตยกรรมสวยงาม เคยมีอุบัติเหตุโคมไฟตกลงมาทับคนตาย จนเป็นแรงบันดาลใจให้นิยาย Phantom of the Opera
  • Les Invalides - สุสานนโปเลียน แหล่งประวัติศาสตร์ทางการทหารของฝรั่งเศส
  • La Defense - เขตเมืองใหม่ ที่ตั้งของประตูชัยใหม่ (Grand Arc)
  • Le Bon Marché - ตลาดบองมาเช่ (ซะที่ไหนเล่า!) ห้างเก่าแก่ที่ส่วนขายของกินมีวัตถุดิบระดับเทพเยอะมาก
  • Galeries Lafayette - ห้างหรูหรา ตกแต่งสวยงาม
  • Saint Sulpice - โบสถ์ที่มีเงื่อนงำจากในเรื่อง The Da Vinci Cide

ยังไม่รวม Louvre กับ d’Orsay ที่อยากมีเวลาไปอีกสักที่ละวันนึงเต็มๆ แต่เวลามีเท่านี้ก็ต้องทำใจ หวังว่าในอนาคตถ้ามีตังค์จะได้กลับมาอีก

ตอนขามา นั่งเครื่องบิน low cost ตอนขากลับก็ขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นนั่งรถไฟบ้าง โดยสายที่จะนั่งกลับลอนดอนนี้คือรถไฟสาย Eurostar ตั้งต้นที่สถานี Gare Du Nord ทางทิศเหนือของปารีส ซื้อตั๋วเอาผ่านหน้าเว็บตั้งแต่ที่เมืองไทย (ยิ่งซื้อแต่เนิ่นๆ ก็ยิ่งราคาถูก)

การเดินทางก็จะคล้ายๆ กับขึ้นเครื่องบิน เพราะเป็นการเดินทางข้ามประเทศ คือต้องมีการเช็คอิน ตรวจพาสปอร์ต ตรวจสัมภาระ ซึ่งรวมๆ ก็ใช้เวลาพอสมควร ถ้าใครจะเดินทางก็ต้องเผื่อเวลาเอาไว้ด้วย


สถานี Gare du Nord มีชานชาลาสำหรับ Eurostar แบ่งให้ชัดเจน


รถไฟออกแล้ว มองเห็นท้องทุ่งชนบทฝรั่งเศส

รถไฟวิ่งออกจากปารีส ผ่านสถานีที่ Lille แล้วก็มุดอุโมงค์ Channel Tunnel จากฝั่งภาคพื้นยุโรปลอดใต้ทะเลไปโผล่ที่เกาะอังกฤษ เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร

บนรถไฟมีอาหารขาย ก็สั่งมารองท้องเป็นมื้อสายสักหน่อย


อันนี้คล้ายๆ ข้าวผัดแกงเขียวหวานมั้ง


อันนี้เป็นพิซซ่า


ข้างในหน้าตาเป็นแบบนี้


พิซซ่าอุ่นแล้วก็ประมาณนี้

อาหารบนรถไฟมันก็คืออาหารแช่แข็ง ที่ให้พนักงานเอาไปอุ่นก่อนเสิร์ฟน่ะเอง รองท้องพอได้ แต่จะเอาความอร่อยก็คงไม่ค่อยมีให้เท่าไหร่นัก

ตอนที่รถไฟมุดลงอุโมงค์ใต้น้ำ ไฟจะดับหมด มองเห็นแค่แสงไฟฉุกเฉินภายในอุโมงค์ผ่านไปแวบๆ เท่านั้น อยู่มืดๆ ประมาณ 15 นาทีก็จะออกมาโผล่ที่ปลายอีกด้าน

พอจะเข้าเขตอังกฤษก็ต้องเปลี่ยนซิม ถอด Orange ออก กลับมาใช้ยี่ห้อ 3 ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ตอนมาถึง


สามซิม สามประเทศ


สภาพภายในตู้โดยสาร นั่งสบายกว่าเครื่องบินมาก

ใช้เวลาเบ็ดเสร็จจากปารีสสองชั่วโมงนิดๆ ก็วิ่งมาถึงลอนดอนแล้ว


สถานี St.Pancras International


สัญลักษณ์ต้อนรับกีฬาโอลิมปิกปี 2012


รูปปั้น Will & Kate

ออกมาจากสถานี St.Pancras แล้วก็ไปตามหาที่พักที่จองไว้ ซึ่งหาไว้แถวสถานีพอดี เดินออกมาประมาณ 10 นาทีก็ถึง


แบกเป้เดินหาที่พัก

หลังจากเช็คอิน เก็บของเข้าที่พัก นอนพักให้หายเหนื่อยได้หน่อยหนึ่ง ก็ถึงเวลาออกไปเที่ยวต่อ ที่หมายคือ Abbey Road สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรี

สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลง The Beatles ก็อธิบายไว้นิดนึงว่า ที่นี่เป็นที่ตั้งของ Abbey Road Studio สถานที่บันทึกเสียงอัลบัมของวงดังๆ อย่าง The Beatles และ Pink Floyd มาก่อน


เหมือนจะเป็นทัวร์เด็กนักเรียน มากันหลายสิบคน


กำแพงแถวนั้นให้แฟนๆ ขีดเขียนกันได้ตามใจชอบ พอมันเริ่มเต็มแล้วจะมีคนเอาสีมาทาทับ

อาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคนที่ต้องขับรถผ่านแถวนี้ หรือว่าคนบ้านอยู่แถวนี้ เพราะว่าบรรดานักท่องเที่ยวที่มา ก็จะพยายามเดินข้ามทางม้าลายแล้วไปหยุดตรงกลางถนน ตั้งท่าให้เพื่อนถ่ายรูปให้ เลียนแบบปกอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles จนหลายๆ ครั้งก็ทำให้การจราจรติดขัด


ถนนว่างเป็นเมื่อไหร่ ต้องมีคนเดินลงไปตั้งท่าถ่ายรูป

เดินเที่ยวถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็กลับเข้ามาเดินเล่นแถวๆ Oxford Street


ร้าน Nike ไวมาก ตกแต่งร้านฉลองชัยชนะของบาร์เซโลนาเมื่อคืน


แผงขายของข้างทาง พอมีให้เห็นบ้าง

มื้อเย็นวันนี้ ไกด์คนไทยในอังกฤษที่ช่วยนำเที่ยว เกิด homesick อยากกินอาหารไทยขึ้นมา ก็เลยตกลงกันว่าไปหาร้านอาหารไทยกิน ค้นใน Google Maps ได้ร้าน Budsaba Eathai ที่อยู่แถวนั้นมา ก็เข้าไปลองดู


ส้มตำไทย (ในลอนดอนคงหาปูหรือปลาร้าลำบาก)


แกงอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้แล้ว


ผัดหมี่อะไรก็ไม่รู้ ลืม

กินแล้วไม่รู้สึกว่ากินอาหารไทยอยู่ รสชาติมันต่างจากอาหารไทยในบ้านเรามากๆ เข้าใจได้ว่าส่วนใหญ่ทำให้ฝรั่งกิน (ลูกค้าในร้าน 80% ไม่ใช่คนเอเชีย) คนเสิร์ฟก็เป็นฝรั่ง พูดไทยได้นิดหน่อย พอเห็นเป็นคนไทยมากิน ก็พยายามถามว่า เป็นยังไง อร่อยไหม ก็ต้องตอบไปตรงๆ ว่า มันห่างไกลจากที่คาดหวังไปหน่อย


บรรยากาศภายในร้าน จะเป็นโต๊ะใหญ่ๆ ลูกค้าแบ่งๆ กันนั่ง

กินเสร็จแล้วก็ขึ้น tube ไปโผล่ที่สถานี Tower Hill เพื่อไปดู Tower of London


นักดนตรีเปิดหมวกในสถานี

Tower of London เป็นปราสาทเก่า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Thames มีประวัติอะไรหลายๆ อย่างเยอะเหมือนกัน แต่ถ้าจะเข้าไปดูต้องเสียเวลาสักประมาณครึ่งวันกว่าจะทั่ว ก็เลยเดินถ่ายรูปจากรอบนอกแทน ไม่ได้เข้าไปข้างใน


Tower of London ถ่ายจากระยะไกล

เดินเลย Tower of London มาทางแม่น้ำ Thames ก็จะเจอกับสะพาน Tower Bridge ที่มีชื่อเสียง แฟนการ์ตูนคินนิกุแมนคงคุ้นเคยกันดี


แฟนบอลบาร์เซโลนาที่ยังไม่กลับบ้าน อยู่ฉลองแชมป์กันในลอนดอน พบเห็นได้ทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยว


Tower Bridge มุมกว้าง ตรงกลางสะพานสามารถเปิดให้เรือแล่นผ่านได้


จาก Tower Bridge มองไปที่ฝั่งใต้ของลอนดอน

เดินข้าม Tower Bridge มาอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นเขตที่เรียกกันว่า More London วิวดี มีตึกสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะ


ตัวหนังสือข้างหลังเขียนว่า From Our Rich Ancestry


The Scoop เป็นเวทีที่เป็นแอ่ง ต่ำกว่าระดับพื้น มีขั้นบันไดลงไป ตอนที่ไปเค้าแสดงละครกันอยู่


ตึกสวยดี แถวนี้มีพวกบริษัทหรูๆ อย่าง E&Y หรือ PWC อยู่ด้วย


มองกลับไปเห็น Tower Bridge ส่วนตึกด้านขวานั่นคืออาคาร City Hall

เดินถัดจากแถว City Hall มาจะเจอเรือรบจอดอยู่ลำนึง เป็นเรือรบเก่าชื่อว่า HMS Belfast เอามาจอดทิ้งไว้ แล้วตัดแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้คนเสียเงินเข้าไปดูข้างใน


ถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบเสียเงิน ก็ไม่ค่อยจะอยากเข้าไปดูสักเท่าไหร่


ตึกแถวนั้น ด้านนอกเป็นกระจกใส ไฟสวยดี เหมือนจะเป็นโรงพยาบาลอะไรสักอย่าง


สะพาน London Bridge (is falling down, falling down) ตอนกลางคืน มีไฟสีแดงด้วย

ถ้าเดินเลย London Bridge ไปอีกก็จะเป็นแถวๆ Borough Market ที่เคยไปเดินมาแล้วเมื่อวันก่อน ก็เลยเดินเลี้ยวข้ามสะพาน London Bridge ไปขึ้น tube สถานี Monument กลับที่พัก


เดินข้าม London Bridge กลับมาฝั่งเดิม

ตอนออกมาจากสถานี King’s Cross รู้สึกหิวๆ (คงเพราะเดินเยอะ) ก็เลยแวะร้านจีนแถวสถานี ซื้อของกินใส่กล่องกลับมากิน ที่อังกฤษจะต่างจากบ้านเราคือ ถ้าซื้อใส่กล่องกลับมากินที่บ้าน จะราคาถูกกว่านั่งกินในร้าน


หมูย่างธรรมดา


หน้าตาคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่บ้านเรา


น้ำซุปเอาไว้กินกับเส้นหมี่


ปิดท้ายด้วยเบียร์ราคาถูก ผู้สนับสนุนฟุตบอลถ้วย Carling Cup อย่างเป็นทางการ

อาจจะดูแปลกๆ ที่ไปเที่ยวอังกฤษแต่กินข้าวร้านจีนซะเยอะ เหตุผลก็คือว่ามันถูกกว่าร้านอย่างอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญน่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #8 : Tate Modern / Borough Market / Trafalgar Square

บันทึกการไปเที่ยวอังกฤษ ต่อจากตอนที่แล้ว ยังอยู่เที่ยวในลอนดอนต่อ

การวางแผนการท่องเที่ยวยาวๆ หลายวัน ในยุคนี้มันก็มีตัวช่วยอยู่หลายอย่าง มีอยู่เว็บนึงที่ใช้ได้ดีมากคือ TripIt

TripIt สามารถบันทึกแผนการเดินทางได้ว่าวันไหนจะพักที่ไหน เดินทางไปไหนยังไง เหมาะกับคนที่วางแผนการเดินทางไปหลายที่ใน trip เดียว สิ่งที่เป็น killer feature ของเจ้านี่คือ เราสามารถ forward อีเมล confirm การจองตั๋วเครื่องบิน, ตั๋วรถไฟ, หรือที่พัก เข้าไปยัง address ของ TripIt แล้วตัวระบบจะเอาข้อมูลใส่ลง plan ของเราให้อัตโนมัติ และ plan นี้เราสามารถเปิดดูได้ผ่านทางหน้าเว็บ หรือ App บน Android / iPhone / iPad ก็ได้ ทำให้การเดินทางคล่องตัวขึ้นเยอะ


ตัวอย่าง Plan มีข้อมูลที่พัก เวลา การเดินทาง แผนที่ พยากรณ์อากาศให้ครบครัน

เว็บ TripIt นี่ใช้ฟรี App ก็โหลดฟรีด้วย ใครจะเดินทางก็ลองเล่นดูได้

เริ่มต้นการเดินทางจากที่พักแถวสถานีรถไฟ King’s Cross ถ้าคนที่เคยดูหนัง Harry Potter จะเห็นว่า หน้าตามันไม่เหมือนในหนัง เพราะจริงๆ แล้วในหนังเลือกถ่ายทำภายนอกที่สถานี St.Pancras ซึ่งอยู่ติดกันแทน (ห่างกันแค่ข้ามถนน ชั้นใต้ดินก็แชร์สถานี underground ร่วมกัน) อาจจะเพราะเหตุผลว่า St.Pancras มันสวยกว่า


สถานี King's Cross

ตอนที่ไปเที่ยวช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สถานี King’s Cross มีการปรับปรุงซ่อมแซมหลายจุด เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพงานโอลิมปิก 2012 ทำให้ชานชาลา 9 3/4 โดนปิดซ่อมไปด้วย แต่ทางสถานีก็เห็นใจแฟนๆ หนังสือทำกำแพงเลียนแบบ เอามาให้ถ่ายรูปแก้ขัดกันไปได้ ถ้าไปแล้วหาไม่เจอลองถามพนักงานแถวนั้นดู แค่อ้าปาก ยังไม่ทันจะถามอะไร เค้าเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็ถามสวนมาเลยว่า “Harry Potter ใช่มั้ย?” คงเจอแบบนี้มาเยอะจนเบื่อ


โฆษณาในสถานี ไม่ต้องมีแถบดำคาดแล้วบอกว่าสุราเป็นอันตรายต่อสุขภาพ


Kindle ที่นี่ขาย 111 ปอนด์ (รุ่น Wi-Fi) กับ 152 ปอนด์ (รุ่น 3G)

สำหรับแผนการเที่ยวลอนดอนวันนี้ เริ่มต้นตอนเช้าที่ St.Paul’s Cathedral เป็นวิหารที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบ Baroque ซึ่งก็เป็นสไตล์ที่นิยมในยุโรปอยู่ยุคหนึ่ง ที่ประเทศอื่นก็มีสิ่งก่อสร้างหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี St.Paul’s


ต้นไม่ในสวนครึ้มทีเดียว


ด้านหน้าวิหารมีเด็กมาทำกิจกรรมวาดรูปด้วย

เนื่องจากด้านในวิหารต้องเสียค่าเข้า (14.5 ปอนด์) และห้ามถ่ายรูปด้วย ก็เลยเดินวนถ่ายรูปรอบๆ ก็พอ

จากวิหาร St.Paul’s เดินมาทางแม่น้ำเทมส์เรื่อยๆ ก็จะเจอกับสะพาน ชื่อว่า Millenium bridge ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2000 และถูก Death Eater ทำลายทิ้งไปในฉากเปิดเรื่อง Harry Potter ภาค 6


เดินออกมาจาก St.Paul's แล้ว


สะพาน Millenium Bridge โดมที่เห็นนั่นคือโดมของวิหาร St.Paul's


วิวแม่น้ำเทมส์ ถ่ายจากบนสะพาน

อีกฟากหนึ่งของสะพาน Millenium Bridge เป็นโรงไฟฟ้าเก่า ที่ถูกเอามาปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ชื่อว่า Tate Modern


อีกฟากหนึ่งของสะพานเป็น Tate Modern


เข้าฟรีอีกแล้ว


บรรยากาศภายใน สมกับเป็นโรงไฟฟ้าเก่า โถงตรงนี้เรียกว่า Turbine Hall

ผลงานที่จัดแสดงที่ Tate Modern นี่ก็เป็นไปตามชื่อ คือเป็นผลงานยุค Modern / Contemporary art ตั้งแต่ยุค 1900 เป็นต้นมา มีงานของทั้ง Monet, Matisse, Picasso ไปจนถึง Warhol


ส่วนจัดแสดงงานอยู่สองข้างของห้องโถงแต่ละชั้น ตรงกลางเป็นบันไดเลื่อน


Whaam! กับ Unique Forms of Continuity in Space

บางช่วงเวลา จะมีไกด์บรรยายที่มาที่ไป ประวัติและเกร็ดของงานเด่นๆ ให้ฟรีด้วย (ภาษาอังกฤษแบบฟังไม่ยาก) ขนาดของพิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่มาก คนไม่เยอะเท่า British Museum เดินได้สบายๆ แต่อาจจะเจอกลุ่มเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา

เดินดูเสร็จแล้วก็ออกมาเดินข้างนอก หาของกินมื้อเที่ยงโดยเดินเลียบแม่น้ำเทมส์มาทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ เพื่อไป Borough Market


ลานด้านหน้า Tate Modern เป็นสนามหญ้าให้คนพักผ่อนได้


เจอจุดจอดจักรยานเช่าอีกแล้ว


ถึง Borough Market แล้ว

Borough Market เป็นตลาดขายของกินนานาชนิด การเข้าไปเดินในช่วงที่กำลังหิวจะรู้สึกว่า น่ากินไปเสียหมดทุกอย่าง


แผนที่บอกโซนตลาด


เนื้อหมูป่าดี หรือเนื้อกวางดี


แกงมาเลย์ แกงไทย แกงอินเดีย มีขาย มีให้ชิม


ปลาทูน่า ปลากระโทงแทง ปลากะพง ปลาแซลมอน


เห็ดหลากชนิด


เครื่องดื่มมากมาย


พื้นที่โฆษณา


ร้านนี้ขายเนื้อด้วย ขายเบอร์เกอร์ด้วย

ร้านส่วนใหญ่ใน Borough Market จะออกแนวตลาดสด ไม่มีโต๊ะนั่ง ต้องซื้อออกมาหาที่นั่งว่างๆ ตรงโซนที่เค้าจัดไว้ให้นั่งกินอาหารเอาเอง


อาหารกลางวันเป็น เบอร์เกอร์เนื้อวัว ใส่ไข่ดาวด้วย


อันนี้เบอร์เกอร์เนื้อแกะใส่เห็ด

อิ่มท้องแล้วก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Charing Cross เพื่อไปยัง National Gallery และ National Portrait Gallery

ภาพเขียนที่จัดแสดงใน National Gallery มีงานของพวกบิ๊กเนมเพียบ ทั้งของศิลปินอังกฤษ, ดัทช์, อิตาลี, ฝรั่งเศส ฯลฯ ไล่มาตั้งแต่ Da Vinci, Michelangelo, Raphael (ขาด Donatello อีกคนก็ครบขบวนการเต่านินจาแล้ว), Vermeer, Rembrandt, Renoir, Van Gogh, Delacroix ฯลฯ ถ้าจะไปแล้วมีเวลาน้อยแนะนำให้เลือกดูเฉพาะ 30 ภาพไฮไลท์ ที่เว็บ National Gallery คัดเลือกมาให้ วันที่ไปมีปิดห้องเล่นดนตรี (เปียโน / โอเปรา) ให้คนดูได้ชมฟรีด้วย

ค่าเข้าฟรี แต่น่าเสียดายตรงที่ว่าข้างในเค้าห้ามถ่ายรูป เลยถ่ายมาลง blog ไม่ได้ แต่ถ้าใครอยากดูสามารถเปิดดูได้จากเว็บ Google Art Project ก็ได้ไม่ต้องบินไปดูถึงลอนดอน

ถ้าใครมี iPhone หรือ iPad สามารถโหลด App ของ Natioan Gallery มาช่วยเป็นไกด์ก็ได้ ราคา $2.99


โฆษณา National Portrait Gallery ในสถานี Charing Cross


ด้านหน้าของ National Gallery อยู่ติดกับ Trafalgar Square เลย

ใกล้ๆ กับ National Gallery ก็ยังมีอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งคือ National Portrait Gallery เป็นที่รวมภาพเขียนบุคคลของอังกฤษ มีทั้งราชวงศ์ อำมาตย์ นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และคนดังต่างๆ ความสวยงามของภาพอาจจะสู้ของ National Gallery ไม่ได้ แต่ถ้าไล่ดูตามลำดับเวลามาเรื่อยๆ ก็จะได้เห็นความเป็นมาของอังกฤษมากกว่า

ค่าเข้าฟรี ภายในห้ามถ่ายรูป มี App นำเที่ยวบน iPhone / iPad ราคา $1.99

จบแล้วก็ออกมาถ่ายรูปเล่นแถว Trafalgar Square


นับถอยหลัง London Olympic 2012


รูปปั้นสิงโต เสาหินด้านหลังนั่นคือ Nelson's Column


ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ชอบปีนขึ้นไปถ่ายรูป


มีคนโบกธงชาตซีเรีย น่าจะประท้วงอะไรสักอย่าง

มื้อเย็นก็เดินไปฝากท้องที่ China Town เป็นร้านที่มีสหายที่เคยอาศัยอยู่ในลอนดอนแนะนำมา ชื่อร้าน Misato

Misato เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ขนาดคูหาเดียว แต่ดูจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียง ตอนที่ไปถึงมีคนยืนรอคิวหน้าร้านประมาณสิบคนได้


ยืนรอคิวหน้าร้าน ก็ถ่ายรูปเล่นไปพลางๆ

ยืนทนอากาศหนาว รอคิวสักพักนึงก็ได้เข้าไปนั่งในร้าน (สังเกตว่าในลอนดอน คนส่วนใหญ่จะ obsess กับการเข้าคิวมาก ไปที่ไหนก็เจอคนเข้าคิวตลอด บ้านเราน่าจะเอาอย่าง) ในร้านคนเยอะ โต๊ะค่อนข้างเบียด พนักงานเสิร์ฟส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนไทย


ข้าวสเต็กไก่เทริยากิ


เต้าหู้อะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้


ชุดปลาดิบ


เบียร์วันนี้ : Sapporo

สรุปราคาก็พอๆ กับร้านอื่นใน China Town แต่จุดเด่นของ Misato คือให้เยอะมาก กินจนอิ่ม แต่รสชาติก็ค่อนข้างธรรมดา ประมาณฟูจิบ้านเรา เมื่อกลับไปถามสหายคนเดิมว่าทำไมแนะนำร้านนี้ คำตอบที่ได้ก็คือ เพราะว่าเค้าให้เยอะน่ะแหละ

จบไปอีกหนึ่งวัน กลับที่พักเตรียมตัวออกเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งวันพรุ่งนี้

รวมลิงก์ตอนเก่าๆ

UK-FR Trip #7 : British Museum / Roundhouse

เที่ยวอังกฤษกันต่อ ตอนที่ 7 แล้ว ลิงก์ไปตอนเก่าๆ อยู่ท้ายตอนครับ

ที่แรกที่จะไปวันนี้คือ British Museum พิพิธภัณฑ์ชื่อดังของอังกฤษ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของหายากที่อังกฤษไปขนมาจากประเทศอาณานิคมของตัวเอง+ประเทศอื่นๆ ทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ยุคสมัยที่ตัวเองยิ่งใหญ่ มีของแปลกๆ เยอะขนาดที่ว่าเดินทั้งวันก็ดูไม่หมด รวมของที่จัดแสดงทั้งหมดกว่าแปดล้านชิ้น

วิธีการเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Holborn แล้วเดินต่ออีกหน่อยนึงก็จะถึง


เริ่มต้นที่สถานี St.Pancras


ขึ้นลงบันไดเลื่อน ให้ชิดขวาเสมอ

สังเกตว่าในสถานี tube ของลอนดอนจะมีป้ายบอกตลอดว่า ให้ยืนชิดขวา หรือเดินชิดกำแพงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อความเป็นระเบียบและทำให้คนที่เร่งรีบมีทางเดิน ไม่ต้องไปกลัวว่าจะมีพวกคนเดินเอ้อระเหยขวางทาง มีอยู่หนนึงเจอนักท่องเที่ยวยืนสองคนขวางตรงบันไดเลื่อน ทำเอาคนที่กำลังรีบ (หลายคน) ถึงกับต้องตะโกนบอกให้หลีกทาง

เห็นแล้วก็อยากให้บ้านเราเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างน้อยตรงบันไดเลื่อนก็ติดป้ายไว้สักหน่อยว่าให้ยืนชิดด้านไหนสักด้านก็ยังดี


ร้านขายของน่ารัก ระหว่างทางเดินไป British Museum


ของที่ระลึก เกาะกระแส Royal Wedding ที่เพิ่งผ่านไป


มาถึงด้านหน้า British Museum แล้ว

British Museum ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของอังกฤษ นั่นคือไม่เก็บค่าเข้า ส่วนใครจะบริจาคก็แล้วแต่ศรัทธา


เข้ามาข้างในแล้วก็จะเป็นตรงที่เรียกว่า The Great Court

ด้านในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็นโซนคร่าวๆ ตามอารยธรรมต้นกำเนิดสิ่งของ เช่นกรีก โรมัน อียิปต์ เอเชีย เลือกดูได้ตามความสนใจ แต่ถ้าเวลาน้อยก็ควรเลือกดูเฉพาะงานชิ้นเด่นๆ ในเว็บของพิพิธภัณฑ์มีคู่มือให้ว่า ถ้ามีเวลาน้อยควรดูอะไรบ้าง หรือถ้าเวลาเยอะขึ้นมาหน่อย ควรดูอะไร


Turquoise serpent จากอาณาจักร Aztec


โมอาย


มัมมี่สภาพสมบูรณ์มาก

ของเด็ดประจำ British Museum อย่างหนึ่งคือส่วนของมัมมี่และอารยธรรมอียิปต์โบราณที่มีเยอะมากๆ จนเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าที่อียิปต์มันจะยังเหลืออะไรไว้ให้จัดแสดงอยู่อีกบ้างไหม


แมวอียิปต์


ชุดหมากรุกทำจากงาช้าง

เดินดูจนหิว ได้เวลาหาของกิน อันที่จริงแล้วในพิพิธภัณฑ์มันก็มีของกินขาย แต่ก็ด้วยเหตุผลเดิมๆ คือมันแพง ออกมาหากินข้างนอกดีกว่า ก็ไปลงเอยที่ร้านอาหารจีนราคาถูกใกล้ๆ (จำชื่อไม่ได้แล้ว)


ผับหลายแห่งเริ่มเปิดให้จองโต๊ะ สำหรับมานั่งดูนัดชิง UCL


ข้าวหน้าเป็ดย่างหมูแดง


จานนี้จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร หน้าตาคล้ายๆ ผัดเปรี้ยวหวานบ้านเรา มีชามะนาวอยู่ในเซตด้วย


ซุปข้างขวารวมอยู่ในเซตด้วย แต่ซุปข้าวโพดด้านซ้ายไม่รวม

เติมพลังเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาเดินใน British Museum ต่อ


ตัวอักษรอียิปต์โบราณ


ดรามาในสมัยก่อน


หนังสือโป๊ญี่ปุ่น


กระโหลกแก้ว


ถ้วยพลัง Y

โปรแกรมของวันนี้ หลังจากเดิน British Museum จบแล้วก็คือไปดูคอนเสิร์ตของ Explosions in the Sky ที่ The Roundhouse ระหว่างรอให้ถึงเวลาก็เดินเล่น ชักภาพไปเรื่อยๆ


ป้ายสถานี London Underground ใครมาเที่ยวก็ต้องถ่ายไว้


จักรยานเช่า สนับสนุนโดยธนาคาร Barclays (ที่เป็นสปอนเซอร์บอลพรีเมียร์ลีกน่ะแหละ)


ตู้โทรศัพท์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของลอนดอน ส่วนใหญ่ข้างในจะเหม็นฉี่ แล้วก็มีโฆษณาแบบนี้


ที่นี่คนมาผับกันตั้งแต่กลางวัน ถ้าที่นั่งข้างในเต็ม ก็ออกมายืนกินข้างนอกได้


ร้านหนังสือสำหรับเกย์และเลสเบี้ยน


ร้านนี้สวยดี แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าขายอะไร

ใกล้เวลาคอนเสิร์ตจะเริ่ม ก็เดินทางไปที่ The Roundhouse ซึ่งเป็นที่จัดคอนเสิร์ต หน้าตาตัวตึกเป็นโดมกลมๆ ขนาดน่าจะเล็กกว่าอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมากบ้านเราสักเล็กน้อย อยู่ทางตอนเหนือของลอนดอน หลุดจากโซนแหล่งท่องเที่ยวออกมาหน่อย การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงสถานี Chalk farm


Graffiti แถว Chalk Farm

มาถึงที่ The Roundhouse ก็เอาบัตรเครดิตใบที่ใช้ซื้อตั๋วยื่นให้ที่ counter ออกตั๋ว เค้าก็จะตรวจสอบรายชื่อแล้วเอาตั๋วมาให้ ใช้ผ่านเข้าไปในโซนจัดคอนเสิร์ต ตรงนี้ห้ามเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เข้า ให้ไปซื้อกินข้างในเอาเอง (pint ละประมาณ 4 ปอนด์)


ด้านในก่อนเข้าไปใน hall มีของที่ระลึกทั้งของ Roundhouse เองและของทางวงขาย


บรรยากาศด้านนอก มีแต่คนกินเบียร์รอ


เข้าไปใน hall แล้ว เห็นโครงสร้างทรงกลมของตัวอาคาร


ซื้อตั๋วช้า ได้แถวหลังสุดเลย

Explosions in the Sky เป็นวง post-rock จาก Texas เพลงที่เล่นเป็นเพลงบรรเลงทั้งหมด แล้วก็มีหลายเพลงที่ถูกเอาไปประกอบรายการทีวีบ้าง สารคดีบ้าง ตัวอย่างหนังบ้าง ล่าสุดที่เห็นก็ในคลิป At the Gates of Wembley ที่บาร์เซโลนาใช้เป็นคลิปโปรโมทนัดชิง UCL ปีนี้

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วผ่านเว็บ แต่เพิ่งมาซื้อเอาตอนที่จัดโปรแกรมท่องเที่ยวชัวร์แล้วว่าวันที่มีคอนเสิร์ต จะอยู่ที่ลอนดอน ถึงค่อยซื้อตั๋ว ผลที่ได้ก็คือได้แถวหลังสุดนั่นเลย ค่าตั๋ว 20 ปอนด์

หลังจากวงเปิดเล่นเสร็จไปแล้ว Explosions in the Sky ขึ้นเวทีมา มีพูดคุย ทักทาย สวัสดีคนดูเล็กน้อย แล้วก็เล่นรวดเดียวจบ ไม่มีพัก ไม่มีคุยอะไรกับคนดูเลย (มันเป็นธรรมชาติของวงแนวนี้หรือเปล่า?) เล่นจบ ขอบคุณคนดูนิดหน่อยแล้วก็กลับไปเลย


ก้มหน้าก้มตา เล่นกันอย่างเดียว


สถานที่ดี ระบบเสียง-แสงดี


คอนเสิร์ตจบ คนกลับบ้าน


โฆษณาคอนเสิร์ต iTunes Festival วงดังๆ เพียบ

ออกจาก Roundhouse มาก็มืดแล้ว นั่ง tube กลับที่พัก โปรแกรมวันต่อไปยังมีอีกเยอะ

รวมลิงก์ตอนเก่า

UK-FR Trip #6 : Courtauld Gallery / Covent Garden / Piccadilly Circus

หลังจากห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน พบว่าการเขียน blog นี่มันใช้พลังเยอะพอสมควร ขนาดว่า wordpress เวอร์ชันใหม่ๆ มันเนียนกว่าเดิมมากแล้ว ยังรู้สึกเหนื่อย หรือจะเป็นเพราะ facebook/twitter ทำให้เสียนิสัยไปแล้ว?

รวมลิงก์ตอนเก่า

จากตอนที่แล้ว จบจากเที่ยวเมืองนอริช ก็กลับมาเที่ยวลอนดอนอีกครั้งโดยใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม


สถานีรถไฟของเมืองนอริช


ชานชาลา

วิธีการซื้อตั๋วรถไฟในอังกฤษก็ไม่ยาก แค่เข้าไปซื้อตั๋วจากในเว็บ เลือกวันเวลาให้ถูกต้อง จ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วระบบจะให้รหัสรับตั๋วมา พอมาถึงที่สถานีรถไฟ ก็เอาบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายเงิน เสียบเข้าไปที่ตู้อัตโนมัติ กดรหัสรับตั๋ว แล้วเครื่องก็จะออกตั๋วมาให้ สะดวกและรวดเร็ว เท่าที่เดินทางมา จะมีตู้แบบนี้ทุกสถานี แต่จะมีตู้ของบริษัทเดินรถบางเจ้าที่ไม่รับบัตรเครดิตของประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราๆ ทางออกคือเอารหัสไปรับกับพนักงานที่ช่องขายตั๋ว (ดังนั้นควร print อีเมลยืนยันพร้อมรหัสที่ได้รับตอนจองตั๋วแล้วติดมาด้วย)


หน้าตาตั๋วรถไฟ ถ้าเปลี่ยนขบวนก็จะได้มาหลายใบหน่อย และจะมีใบที่เป็นใบเสร็จติดมาด้วย

รถไฟมาถึงลอนดอนที่สถานี London Liverpool Street แต่ว่าที่พักอยู่แถว King’s Cross ก็ต้องนั่ง tube ต่อมาเอง แฟนๆ นิยาย Harry Potter คงจะคุ้นชื่อกันอยู่


สถานี St.Pancras อยู่ติดกับสถานี King's Cross


ที่พักมีกาต้มน้ำร้อนให้ แปลว่าสามารถต้มมาม่ากินเองได้!

ปกติ Hostel ในลอนดอนจะให้เช็คอินได้ประมาณหลังบ่ายสองหรือบ่ายสามเป็นต้นไป แต่ถ้ามาถึงก่อนเวลาก็สามารถฝากสัมภาระไว้ที่ hostel ก่อน ออกไปเดินเที่ยว แล้วกลับมาค่อยรับกุญแจเข้าห้องก็ได้

โปรแกรมของบ่ายนี้คือไป Sommerset House เพื่อไปดู Courtauld Gallery


Somerset House อยู่แถวๆ สะพาน Waterloo ใกล้ tube สถานี Temple


ลานกว้างของ Somerset House


มีรูปหัวสัตว์ประดับตกแต่ง

Courtauld Gallery เป็น gallery ขนาดกำลังเหมาะ เดินสบายๆ งานส่วนใหญ่เป็นงานยุค Impressionism / Post-Impressionism มีงานของคนดังๆ หลายคนทั้ง Van Gogh, Renoir, Degas, Manet, Seurat, Cézanne, Gauguin ฯลฯ ภาพดังๆ ก็มีหลายภาพ เสียค่าเข้าคนละ 6 ปอนด์ ถ้าเป็นคนชอบงานศิลปะยุคนั้น ถือว่าพลาดไม่ได้


รูปใกล้สุดคือ Self-Portrait with Bandage Ear ของ Van Gogh


The Luncheon on the Grass ของ Manet


จากซ้ายไปขวาเป็นงานของ Manet, Degas และ Renoir

เดินดูจนจบแล้วออกมาเดินข้างนอกต่อ อากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ฝนตกปรอยๆ ตามปกติของลอนดอน


ผ่านตึกอะไรก็ไม่รู้ของ BBC


ผ่านมหา'ลัยชื่อดัง LSE : London School of Economics

ลอนดอนเป็นเมืองที่ดีอย่างนึงคือ สถานที่ท่องเที่ยวอยู่กันเป็นกระจุก สามารถเดินถึงกันได้ไม่ลำบาก ถ้ามีแผนที่ดีๆ ก็ไม่น่าหลงทาง หรือจะใช้ Google Map ก็ได้ แต่ระวังด้วยว่าเครือข่าย 3G นี่บริโภคแบตเตอรี่อย่างตะกละตะกรามมาก ถ้ามีแบตสำรองติดตัวไว้ด้วยก็จะดี

เดินต่อจาก LSE มาประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง Covent Garden ซึ่งเป็นจัตุรัสขายของ มีร้านค้าทั้งในร่มและ outdoor


Cafe ใน Covent Garden


มีนักดนตรีเปิดหมวก ขายซีดีด้วย รับบริจาคด้วย


แวะกิน Paella (ข้าวผัดสเปน) รองท้อง


ตลาดขายของสดชื่อ Apple Market แต่ไปถึงเอาตอนตลาดวายแล้ว


บรรยากาศร้าน outdoor

เป้าหมายจริงๆ ของการมา Covent Garden นี่คือ การมาสักการะสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง


ด้านหน้าของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์


หัวมุมใกล้ๆ


ที่นี่คือ Apple Store สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก


บันไดวนอันเป็นเอกลักษณ์


เต็มไปด้วยเหล่าสาวก

ราคาสินค้าในร้านก็ไม่ต่างจากในหน้าเว็บ Apple Store UK ก็คือแพงกว่าเมืองไทยเกือบทุกอย่างน่ะเอง ถ้าอยากจะซื้อสินค้า Apple ซื้อบ้านเราถูกกว่า ยกเว้นจะอยากซื้อของที่ไม่มีขายในบ้านเรา อย่างพวก AppleTV อะไรงี้ แต่ก็ทำใจกับราคาหน่อย

ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เดินเล่น ถ่ายรูป แล้วหาของกินถูกๆ


บรรยากาศหลังฝนเพิ่งหยุดตก


Royal Opera House


ร้าน The Cult Entertainment Megastore ขายของคัลท์ทั้งหลาย เดินผ่านแล้วคิดถึง @rerngrit ก่อนเป็นคนแรก


ตรงนี้เป็นแยกที่ถนน 7 สายมาตัดกัน โรงละครด้านหลังเล่นเรื่อง Chicago


ร้านขายหนังสือ เกาะกระแสนัดชิง UCL ระหว่างแมนยูกับบาร์เซโลนา


มาลงเอยเอาที่ร้านจีนแถว Soho ชื่อ Cafe de Hong Kong


ค่าเสียหายสองคน 16.70 ปอนด์


เดินผ่านร้านอาหารจีน ที่หน้าร้านมีโฆษณาภาษาไทยด้วย


แท็กซี่ลอนดอน อย่าเผลอขึ้นเชียว แพงมาก (ถ้าเมืองอื่นราคาจะถูกกว่า ขึ้น 2-3 คน ก็พอคุ้มอยู่)


วงเวียน Piccadilly Circus มีสัญลักษณ์เด่นเป็นกามเทพแผลงศร


มีนักแสดงเปิดหมวก


Lillywhites ร้านขายอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง ไปถึงก็ปิดเสียแล้ว ไม่ได้เดิน


ทางลง tube สถานี Piccadilly Circus

นั่ง tube กลับที่พัก เตรียมตัววันต่อไป

UK-FR Trip #2 : Museums / Big Ben / Westminster / London Eye

ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากออกจาก Stamford Bridge ก็เจอป้ายน่ารักๆ เข้ากับบรรยากาศ royal wedding ที่เพิ่งผ่านพ้นไป


Will & Kate

จุดท่องเที่ยวถัดไปคือ Victoria & Albert Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นเรื่องของ decorative arts มีของแปลกๆ หลายยุคหลายสมัย แยกให้ดูตามอารยธรรมต่างๆ เข้าฟรี (เฮ!)


ด้านหน้าของ museum


รูปปั้นมีให้ดูจนลายตา


เพอร์เซอุสตัดหัวเมดูซ่า


ห้องหนังสือ


ไม้กางเขนมากมายหลายแบบ

ด้านในของตัวอาคารจะมีเวิ้งสี่เหลี่ยม มีสระน้ำ สนามหญ้า ให้คนมานั่งพักเหนื่อย ซื้อของกินจาก cafe มานั่งกินกันได้ เนื่องจากไม่เสียค่าเข้า ดังนั้นของกินใน cafe ก็ออกจะแพงอยู่สักหน่อย ถ้าซื้อแซนด์วิชจาก M&S ติดมากินเองก็จะประหยัดไปได้เยอะ


สระน้ำ และจุดพักผ่อน

ถัดจาก Victoria & Albert Museum จะมีอีกสองพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆ เดินข้ามถนนก็ถึง ก็คือ Science Museum และ Natural History Museum เนื่องจากว่าเวลาไม่เอื้ออำนวย ทำให้เลือกไปได้แค่ Natural History Museum ที่เดียว (อดไปดูเครื่อง ENIAC ใน Science Museum เลย)

นอกเรื่องสักเล็กน้อย ข้อควรรู้เกี่ยวกับของกินในอังกฤษ

  • น้ำประปาดื่มได้ ควรพกขวดน้ำไปเอง กรอกให้เต็มตั้งแต่ก่อนออกจากที่พัก ถ้าซื้อตามร้าน ราคาขวดละ 1 ปอนด์ขึ้นไป ซื้อไม่ลง
  • ร้าน Mini Mart มีหลายยี่ห้อ (Tesco, M&S, WHSmith ฯลฯ) แต่ละยี่ห้อราคาของก็จะไม่เท่ากัน
  • สหายที่อังกฤษบอกว่า อาหารสำเร็จรูปของ M&S มักจะอร่อยกว่ายี่ห้ออื่น
  • ไม่เห็นมีเบียร์กระป๋องเล็กขาย มีแต่แบบขวดกับแบบกระป๋องยาว (ขนาดเท่า Heineken กระป๋องยาวที่ขายบ้านเรา) ราคาตกประมาณกระป๋องละ 2 ปอนด์ แล้วแต่ยี่ห้อและปริมาณแอลกอฮอลล์ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
  • ร้านอาหารทั่วไป ถ้าซื้อมากินนอกร้านจะราคาถูกกว่านั่งกินที่ร้านพอสมควร

กลับมาต่อที่ Natural History Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติ กำเนิดสัตว์โลก วิวัฒนาการ อะไรพวกนั้น เข้าฟรีเช่นกัน เป็นข้อดีมากๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ในประเทศนี้ เพราะเกือบทั้งหมดเข้าฟรี (ยกเว้นโซนนิทรรศการซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ)


ตัวอาคารให้อารมณ์เก่าๆ หน่อย


มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ยืนเด่นอยู่กลางโถง


โถงกลางจะให้อารมณ์ขลังๆ ประมาณในหนัง Harry Potter (จริงๆ หนังเค้าถ่ายที่ Oxford นะ)

พิพิธภัณฑ์นี้เด็กเยอะมาก เข้าใจว่าเพราะเนื้อหาที่จัดแสดง ค่อนข้างเหมาะกับเด็กด้วย มีทั้งโซนไดโนเสาร์ และโซนวิวัฒนาการ มีโครงกระดูก มีหุ่นสตัฟฟ์ขนาดเท่าของจริง และการจัดแสดงค่อนข้าง interactive มาก ไม่น่าเบ่ือ


โคตรปลาวาฬ สังเกตตัวที่มีเขา นั่นคือ (Natty) Narwhal น่ะเอง


โซน Earth แสดงว่าโลกประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์ปิดตอนเกือบๆ หกโมง ออกมาแล้วฟ้ายังสว่างจ้า (ช่วง พ.ค.นี่กว่าจะมืดก็หลังสามทุ่ม) ก็หาจุดชมวิวไปเรื่อยๆ โดยนั่งรถไปเริ่มที่สถานี Victoria


โรงละคร Victoria Palace แสดงเรื่อง Billy Elliot


สถาปัตยกรรมแบบ Byzantine ที่ Westminster Cathedral


Westminster Abbey ที่จัดงาน Royal Wedding


เดินทะลุ เข้าไปดูด้านหลังได้ฟรี

ตอนที่ไปเดินเป็นช่วงเย็นแล้ว โบสถ์ปิดแล้ว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู (ต่อให้ยังไม่ปิดก็ไม่แน่ว่าจะดู เพราะค่าเข้าก็แพงอยู่เหมือนกัน) เดินมาทางแม่น้ำเทมส์อีกหน่อยนึงก็จะเห็น landmark สำคัญของลอนดอน นั่นคืออาคารรัฐสภา กับหอนาฬิกา Big Ben


อาคารรัฐสภา


มีรูปปั้น Oliver Cromwell บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษ


ฝั่งตรงข้ามมีคนตั้งเต็นท์ประท้วงเรื่องการส่งทหารไปอัฟกานิสถาน


Big Ben ตั้งอยู่ติดกันเลย


มุมจากสะพาน Westminster Bridge เห็นทั้ง parliament และ big ben


เตรียมระเบิดรัฐสภา

ข้าม Westminster Bridge มาอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะเจอ London Eye ซึ่งถ้าไม่จองคิวไว้ก่อน ก็ต้องไปต่อคิวยาวมาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็แค่ชิงช้าสวรรค์แหละนะ เสียดายเงินด้วย ก็เลยไม่ได้ขึ้น (ค่าขึ้นประมาณ 19 ปอนด์)


London Eye

บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ด้านนี้เรียกว่า Southbank จริงๆ แล้วก็เป็นบริเวณที่บรรยากาศดี น่าเดิน แต่เนื่องจากว่าเริ่มจะมืดแล้ว ก็เลยเดินไปขึ้นอีกสะพานนึง กลับมาฝั่งเดิม


วิวจากแม่น้ำเทมส์ London Eye อยู่ซ้าย Big Ben อยู่ขวา

เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Trafalgar Sqaure เป็นจัตุรัสที่เรียกว่าเป็นใจกลางเมืองของลอนดอนเลยก็ว่าได้ วันที่ไปวันนั้นเป็นวันที่มีเตะ FA Cup รอบชิงชนะเลิศระหว่าง แมนยู กับแมนซิตี้ ก็เลยเห็นกองเชียร์เดินกันขวักไขว่ในเมือง


แฟนบอลแมนซิตี้กำลังเขม่นตากล้องที่ใส่เสื้อลิเวอร์พูล

มื้อเย็นวันนี้มีเป้าหมายที่ China Town ซึ่งก็ต้องเดินต่อไปอีก


โรงหนัง Odeon กำลังฉายเรื่อง Thor


โรง Prince Charles Cinema ฉายหนังเก่าของ David Fincher สองเรื่องควบ


ในที่สุดก็มาถึง China Town

เดินวนอยู่พักใหญ่ เจอร้านคิวยาวบ้าง แพงบ้าง จนสุดท้ายมาจบที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ Taro


ข้าวหน้าไก่ทอดพริก อะไรสักอย่าง


อันนี้ราเมงอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้

เนื่องจากไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน เห็นราคาพอจะโอเคหน่อย คนไม่เยอะมาก ก็เลยเข้าไปลอง สรุปว่ารสชาติค่อนข้างธรรมดา ไม่ค่อยคุ้มเงินเท่าไหร่ ทีหลังควรจะทำการบ้านมาให้มากกว่านี้

อิ่มท้องแล้วสมควรแก่เวลากลับ ก็เดินไปขึ้นรถเมล์แถว Soho ผ่านจุดน่าสนใจนิดหน่อย


Ladbrokes ร้านพนันถูกกฎหมาย


Queens Theatre แสดงเรื่อง Les Miserables


Sex Shop เปิดขายได้อย่างถูกกฎหมาย (แต่ไม่ได้แวะนะ)

นั่งรถเมล์กลับถึงที่พักเป็นอันหมดวัน

(ต่อตอนสามนะ)

UK-FR Trip #1 : Hello London

ช่วงเดือน พ.ค. ได้มีโอกาสไปเที่ยวอังกฤษมาพักนึง ดองไว้นานละ ได้เวลาเขียนสักที

สำหรับคนไทย การเดินทางไปอังกฤษ ขั้นตอนแรกคือต้องมี วีซ่าอังกฤษ (หรือเรียกให้ถูกคือ วีซ่าสหาชอาณาจักร) เสียก่อน ขั้นตอนการขอวีซ่าท่องเที่ยวคร่าวๆ คือ

  • ยื่นคำร้องออนไลน์ ที่นี่
  • เตรียมเอกสารให้ครบ แล้วเอาไปยื่นตามวันที่นัดไว้
  • หลักฐานทั่วๆ ไปก็มี passport, รูปถ่าย, ใบจองตั๋วเครื่องบิน, หลักฐานการจองที่พัก, bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน ถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศก็ต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน จากบริษัทด้วย
  • จ่ายเงินค่าวีซ่า 3,952 บาท (อ้างอิง)
  • รอไม่เกิน 15 วันทำการ

แบบละเอียดๆ หน่อยอ่านที่ blog ของ @kengggg

สนามบินหลักของอังกฤษคือ London Heathrow (ตัวย่อ LHR) ถ้าเราเดินทางจากเมืองไทยก็จะมีหลายสายการบินให้เลือก ราคา/คุณภาพ ก็ต่างกันออกไป ให้เลือกกันตามทุนทรัพย์และเวลา ผมเลือกไป EVA Air ตอนมีโปรโมชั่นพอดี บินตรงถึง LHR เลย

ช่วงเตรียมตัวนี่ก็มีเรื่องต้องทำเยอะ เพราะไปหลายเมือง พักหลายที่ ต้องจองที่พัก จองตั๋วรถไฟเยอะ

  • ที่พักระดับ hostel ราคาถูกหาได้จาก booking.com
  • ถ้าไปตามเมืองใหญ่ๆ ลองดูที่พักของเครือ Travelodge จะห้องค่อนข้างดี และราคาโอเค
  • ที่พัก ยิ่งจองล่วงหน้ายิ่งถูก เที่ยวเดือนพ.ค. จองตั้งแต่เดือนก.พ. ยังมีหลายที่เต็มแล้ว
  • การเดินทางระหว่างเมืองใช้รถไฟ เข้าไปวางแผนล่วงหน้าได้ที่เว็บของ National Rail ยิ่งจองเร็วยิ่งถูก (ตั๋วจองล่วงหน้าอาจจะถูกกว่าซื้อที่สถานีเลยเป็น 10 เท่าก็ได้)

เตรียมตัวทุกอย่างเสร็จสิ้น ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ 12:50 บนเครื่องของ EVA มีจอส่วนตัวให้ดู มีหนังให้เลือกพอสมควรทั้งไทยเทศ (มีกวนมึนโฮ กับ อินทรีแดง ถ้าเป็นหนังพูดอังกฤษจะมีซับจีนให้ ถ้าหนังพูดภาษาอื่นจะมีซับจีนกับอังกฤษ (เหมาะกับคนที่ยังฟังภาษาอังกฤษไม่คล่อง) แต่จอภาพบนเครื่องบินนี่น่าจะเป็นเทคโนโลยีเมื่อสักสิบปีที่แล้ว คนที่อยู่กับโทรศัพท์จอ AMOLED หรือกระทั่ง SLCD เห็นแล้วคงเครียดกันหมด ระบบ touchscreen ก็เรียกได้ว่าแย่กว่าจอ resistive บนมือถือถูกๆ เสียอีก

ใช้เวลาประมาณ 12.5 ชั่วโมงก็ถึง LHR ถ้านั่งเครื่องของ EVA จะมาลงที่ Terminal 3 ซึ่งขนาดกำลังดี ไม่สับสน ออกมาปุ๊บเจอตู้ขายซิมมือถืออัตโนมัติ มีให้เลือกหลากหลายมาก มีทั้งสำหรับคนเน้นโทรในประเทศ เน้นโทรต่างประเทศ หรือเน้น data ก็มี เสียบบัตรเครดิตที่ตู้แล้วกดซื้อได้ทันที


ซิม 3G ของเครือข่าย 3

ที่ซื้อมาใช้เป็น SIM 3G ของ 3 ใช้ได้ 1GB ใน 1 เดือน ราคา 15 ปอนด์ โทรออกไม่ได้ ส่ง sms ไม่ได้ เวลาติดต่อกับเพื่อนก็ใช้ Kik Messenger เอา (บางคนอาจจะใช้ Whatsapp, XMS หรือยี่ห้ออื่นก็ตามชอบใจ ส่วน BBM นี่ไม่มีข้อมูลว่าใช้ยังไง)


รถเข็นของสนามบิน

ที่ LHR Terminal 3 ด้านล่างมีสถานีรถใต้ดินของลอนดอน (เรียกกันทั่วไปว่า Tube) อยู่ด้วย สามารถไปต่อยังจุดต่างๆ ในลอนดอนได้ทั้งหมด การเดินทางโดยใช้ tube ที่สะดวกสุดก็คือซื้อบัตร Oyster ที่เป็น smartcard เติมเงินใส่ไว้ แล้วระบบจะหักเงินให้เอง สะดวกสบายและถูกกว่าซื้อเป็นครั้งๆ นอกจากนี้บัตร Oyster ยังใช้กับ public transportation อย่างอื่นเช่นรถเมล์ หรือ DLR ได้ด้วย


เส้นทางที่สายนี้ผ่าน

สำหรับผู้ใช้มือถือ Android แนะนำโปรแกรมชื่อ Pubtran London (market link) โหลดได้ฟรี สามารถใช้ค้นหาเส้นทาง คำนวณระยะเวลา สำหรับการเดินทางในลอนดอนได้ง่ายๆ มีสถานะบอกหมดว่าสายไหน delay หรือปิดซ่อม

วันแรกมาถึงลอนดอนเอาตอน 19:15 นั่ง tube ไปที่พักแถว Earl’s Court กว่าจะถึง ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว (ร้านค้าในอังกฤษปิดค่อนข้างเร็ว ไม่เหมือนบ้านเรา) จัดการมื้อแรกเป็นของลดราคาที่ซื้อมาจากร้าน Marks & Spencer ที่สนามบิน ก่อนเข้านอน


มื้อแรก จาก M&S

วันรุ่งขึ้น ตื่นเช้ามาเป้าหมายแรกของวันคือ Stamford Bridge การเดินทางก็นั่ง tube ตามสไตล์คนลอนดอน


Earl's Court Station

tube บางสถานีจะอยู่บนดิน แต่เค้าก็ยังเรียกว่า london underground กันอยู่


สภาพภายใน tube

tube ที่ลอนดอนจะเก่ากว่า BTS หรือ MRT บ้านเราอยู่พอสมควร วิ่งก็ไม่ค่อยนิ่มเท่าไหร่ แต่รวดเร็วและทั่วถึงมาก โดยแต่ละเส้นทางจะมีชื่อและสีกำกับเพื่อง่ายต่อการจดจำ ถ้าดูในตัวรถจะเห็นเสาที่จับ ตามสีของเส้นทางด้วย เผื่อคนขึ้นผิดชานชาลาหรือผิดคันจะได้รู้ตัว


ลอนดอนเนอร์

สังเกตว่าคนที่โน่นประมาณครึ่งนึงจะมีอะไรอ่านระหว่างอยู่บน tube ตลอด มีหนังสือพิมพ์บ้าง kindle บ้าง ถ้าคนที่ดูอายุน้อยๆ หน่อยก็มีเห็นกด smartphone บ้างเหมือนกัน แต่ยังน้อยกว่าอ่านหนังสือ

สนาม Stamford Bridge ต้องไปลงที่สถานี Fulham Broadway พอออกมาก็เห็นโฆษณาเสื้อแข่งใหม่ของเชลซี ทำให้แน่ใจว่ามาไม่ผิดสถานีแน่


ทางออกที่สถานี Fulham Broadway

ออกจากสถานีแล้วเดินต่อมาทางตะวันออกอีกหน่อยนึงก็จะถึงสนาม ส่วนถ้าใครจะไปดูรูปปั้นไมเคิล แจ็กสัน ที่สนาม Craven Cottage ของ Fulham ต้องไปทางตะวันตกอีกไกลพอสมควร


ถึงสนามแล้ว


รูปปั้น Peter Osgood ตำนานนักเตะ (ยุคไหนเหรอนั่น)


มีร้านขายของที่ระลึก Chelsea Megastore

สโมสรใหญ่ๆ ในพรีเมียร์ลีก จะมีทัวร์ชมสนามและพิพิธภัณฑ์ด้วย ค่าเข้าประมาณ 16-18 ปอนด์ต่อคน (800-900 บาท) แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นแฟนเชลซี ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู


มี Museum & Stadium Tour ด้วย


ถ่ายจากข้างนอกสนาม ซูมสุดได้แค่นี้แหละ


ตั๋วผีเป็นอาชญากรรม

เหนื่อยแล้ว ไว้ต่อตอนถัดไปละกัน